มูลค่าความเสียหาย

7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินทัน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามก็ดูเหมือนจะขยับตัวตามมาได้รวดเร็วขึ้นทุกขณะ ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกมาเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อหลอกลวงประชาชน

สถานการณ์ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

จากการรายงานสถิติระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569 พบว่ามีคดีถูกแจ้งเข้ามาผ่านระบบ Thaipoliceonline สูงถึง 5,092 คดี แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยอดความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 160 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการที่ยังคงครองแชมป์การฉ้อโกงมากที่สุดถึง 81.4% ของคดีทั้งหมดที่ได้รับแจ้ง

เจาะลึก 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC และกลุ่มเสี่ยง

นอกจากสถิติทั่วไปแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด ผ่านช่องทางการซื้อขายออนไลน์และการแอบอ้างบุคคลอื่น พื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนนทบุรี ยังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่พบการแจ้งความสูงที่สุด โดยรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือการหลอกล่อให้ย้ายช่องทางการพูดคุยไปยังไลน์หรือโทรเลขเพื่อสร้างความเชื่อใจและตัดขาดจากการตรวจสอบของแพลตฟอร์มหลัก

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อ:

  • อย่าหลงเชื่อคำชวนให้ย้ายคุยนอกแอปพลิเคชันหลัก
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชีธนาคารผู้รับโอนทุกครั้ง
  • ระวังข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง
  • หากพบความผิดปกติ ควรเก็บรวบรวมหลักฐานและติดต่อสายด่วน AOC 1441 ทันที

ทางด้านศูนย์ ACSC ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือนักลงทุนหรือผู้เสียหายที่โอนเงินพลาดไปแล้วได้ถึง 5 เคสสำคัญ ช่วยระงับเงินของเหยื่อได้ทันท่วงเวลากว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหากแจ้งเหตุได้เร็ว โอกาสในการดึงเงินคืนก็ยังมีอยู่มาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำธุรกรรมออนไลน์ ขอให้มีสติและรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพอยู่เสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบเร่งเข้าครอบงำ เพราะเมื่อเงินถูกโอนออกไปแล้ว การติดตามคืนอาจไม่ง่ายดายนัก หมั่นตรวจสอบข่าวสารจากทางราชการเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับกระเป๋าสตางค์ของท่านเอง หากตกเป็นเหยื่อ โปรดอย่าอายที่จะแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th ทันที

ที่มา – 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

Cut Down Scam 2 ทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้รับ SMS ป่วนหรือสายโทรศัพท์จากแก๊งมิจฉาชีพที่รู้ข้อมูลส่วนตัวของเราแบบเป๊ะๆ จนน่าตกใจ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ CIB ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ (DE) และ PDPC ได้เดินหน้าปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดในชื่อ Cut Down Scam 2 ทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อกวาดล้างขบวนการมืดที่นำข้อมูลคนไทยไปขายให้กับแก๊งสแกมเมอร์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

เบื้องหลังภารกิจ Cut Down Scam 2 ทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล

จากการปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมายถึง 22 จุด ใน 13 จังหวัดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ 9 ราย พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกรั่วไหลมากถึง 9 ล้านรายชื่อ ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวชัดเจนว่ากลุ่มนี้คือต้นตอสำคัญที่ส่งต่อข้อมูลให้มิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงประชาชน

รายละเอียดความเสียหายจากปฏิบัติการ Cut Down Scam 2 ทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล

ความน่าตกใจของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่เพียงจำนวนรายชื่อเท่านั้น แต่ยังมีตัวเลขความเสียหายที่น่าสะพรึงกลัว โดยพบว่าข้อมูลที่รั่วไหลเชื่อมโยงกับการแจ้งความออนไลน์ผ่านระบบ Thai Police Online ถึง 13,677 เคสไอดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2 พันล้านบาท โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกขายในราคาถูกเพียงเบอร์ละ 10 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยจำนวนมาก

สิ่งที่ควรระวังและวิธีป้องกันเบื้องต้น:

  • อย่าหลงเชื่อลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาทาง SMS หรือ LINE
  • ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือเสมอก่อนกรอกข้อมูลส่วนตัว
  • หากได้รับสายโทรศัพท์ที่ไม่รู้จัก ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
  • หมั่นสังเกตความผิดปกติของบัญชีธนาคารและแอปพลิเคชันทางการเงิน

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของเรามีค่ามากกว่าที่คิด และการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลต้องอาศัยทั้งจากภาครัฐที่คอยปราบปราม และจากพวกเราทุกคนที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มากขึ้น อย่าลืมว่าจุดเริ่มต้นของการถูกหลอกจากแก๊งสแกมเมอร์ มักเกิดจากการที่เราไม่ทราบว่าข้อมูลของเราหลุดไปอยู่ในมือของขบวนการเหล่านี้ได้อย่างไรครับ

ที่มา – Cut Down Scam 2 ทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล ส่งขายแก๊งสแกมเมอร์ 9 ล้านรายชื่อ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น จริงหรือ?

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกว่า 491,000 ใบ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังจากความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ความเสียหายหลายพันล้านหยวน

เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568 นายหลี่ ฮั่นหมิง นักวิเคราะห์การบินอาวุโส ออกมากล่าวว่า สายการบินต่างๆ ของประเทศจีน ตรวจพบการยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปยังญี่ปุ่นมากถึง 491,000 ใบ นับตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา (15 พ.ย.) คิดเป็นประมาณ 32% ของยอดจองตั๋วเดินทางไปญี่ปุ่นทั้งหมด หลังรัฐบาลออกคำแนะนำให้พลเรือนเลี่ยงการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัย

นายหลี่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ครอบคลุมสายการบินทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ และโพสต์บนเว็บไซต์ World Economic Forum โดยเขาพบว่า อัตราส่วนของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบพุ่งสูงขึ้นเป็น 82.14% ในวันอาทิตย์ และ 75.6% ในวันจันทร์

“การยกเลิกตั๋วเครื่องบิน (ในวันอาทิตย์) มีจำนวนเป็น 27 เท่าของยอดจองใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักในการเดินทาง” นายหลี่กล่าว พร้อมเสริมว่า เขาไม่เคยเห็นการยกเลิกในระดับนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเทศกาลตรุษจีน

ทั้งนี้ การยกเลิกเที่ยวบินของชาวจีนเกิดขึ้นในขณะที่ แดนมังกรกับญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อ 7 พ.ย. ว่า ญี่ปุ่นอาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร หากจีนโจมตีไต้หวันแล้วทำให้การดำรงอยู่ของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

นายหลี่กล่าวว่า เที่ยวบินในเส้นทางเซี่ยงไฮ้-โตเกียว และเซี่ยงไฮ้-โอซาก้า เป็นเส้นทางที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกมากที่สุด ซึ่งเขาประเมินว่า ความเสียหายทั้งหมดจากการคืนเงินค่าตั๋ว ซึ่ง 70% เป็นการจองแบบไป-กลับนั้น มีมูลค่าหลายพันล้านหยวน

ขณะที่นายจอห์น แกรนท์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OAG บริษัทข่าวกรองการบินของอังกฤษ กล่าวว่า สายการบินจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักกว่าสายการบินญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดการบินจีน-ญี่ปุ่นถูกครองโดยสายการบินจีนเป็นหลัก สายการบินที่เดินทางมากที่สุด 5 อันดับแรกล้วนอยู่ในจีน

อย่างไรก็ตาม นายแกรนท์กล่าวว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สายการบินต่าง ๆ น่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร เพราะเริ่มมีสัญญาณของความพยายามบรรเทาความตึงเครียดปรากฏให้เห็นแล้ว

“ดูเหมือนญี่ปุ่นจะพยายามทำให้ความรู้สึกไม่พอใจของจีนสงบลง ดังนั้น ปัญหานี้อาจจะเป็นปัญหาในระยะสั้น แต่ก็สร้างความวุ่นวายให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน” นายแกรนท์กล่าว

ตามข้อมูลจาก China Trading Desk ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและการตลาดด้านการท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ระบุว่า การยกเลิกและการจองใหม่ แสดงให้เห็นว่าการเดินทางออกจากจีนไปยังญี่ปุ่นในช่วงสองสามสัปดาห์ข้างหน้าจะลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน และผลกระทบดังกล่าวจะไปกระจุกรวมกันในการจองตั๋วช่วงก่อนเดือนมกราคม

อนึ่ง ตามรายงานของสำนักข่าว เกียวโด นิวส์ ของญี่ปุ่น ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นมากที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ โดยมีจำนวนประมาณ 7.49 ล้านคน ขณะที่จำนวนชาวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 6.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 4.6 ล้านคนมาก

ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น?

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น มาจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น สถานการณ์นี้เกิดจากการที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงท่าทีเกี่ยวกับการตอบโต้ หากจีนโจมตีไต้หวัน ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวจีน และนำไปสู่ความกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทาง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายการบิน แต่ยังรวมถึงภาคการท่องเที่ยวโดยรวมของญี่ปุ่น เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด การลดลงของการเดินทางจากจีนจึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีความตึงเครียด แต่ทั้งสองฝ่ายก็พยายามที่จะลดความขัดแย้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การฟื้นตัวของการเดินทางในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง

เหตุการณ์ ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงในอนาคตย่อมขึ้นอยู่กับท่าทีและการเจรจาของทั้งสองฝ่าย

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันก่อนตัดสินใจจองตั๋ว

ที่มา – ชาวจีนแห่ยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น 491,000 ใบ หลังสัมพันธ์ร้าวฉาน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

สำนักงานงบประมาณสหรัฐฯ เตือนว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงนี้ จะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ถึงเดือนละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน นี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ของสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานใหม่ในวันพุธที่ 29 ต.ค. 2568 ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบจากการที่ หน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องปิดทำการเพราะรัฐบาลผ่านงบประมาณไม่สำเร็จ หรือการ “ชัตดาวน์” ซึ่งดำเนินมาใกล้ครบ 1 เดือนแล้ว

รายงานใหม่จาก CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 2.26 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นความเสียหายที่จะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้เมื่อหน่วยงานกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

ในจดหมายที่ส่งถึง โจดี อาร์ริงตัน ประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร (สังกัดพรรครีพับลิกัน รัฐเท็กซัส) CBO ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานเป็นเวลาสี่สัปดาห์ ก่อนจะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านเมื่อถึง 6 สัปดาห์ และ 1.4 หมื่นล้านตอน 8 สัปดาห์

CBO ระบุอีกว่า หลังจากการชัตดาวน์สิ้นสุดลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะสูงขึ้นชั่วคราวเมื่อเทียบกับที่ควรจะเป็น แม้ว่าส่วนใหญ่ของการลดลงของ Real GDP จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด แต่จะมีมูลค่าระหว่าง 7 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่จะไม่สามารถฟื้นคืนได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้จ่ายด้านสินค้าและบริการจะลดลงในช่วงที่มีการปิดหน่วยงาน เพราะพนักงานกว่าหนึ่งล้านคนไม่ได้รับค่าจ้าง แต่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หน่วยงานรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ

CBO ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคในเชิง “ลบ” เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการชัตดาวน์ และผลกระทบเหล่านั้น “จะยิ่งรุนแรงขึ้น” เมื่อการชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไป

CBO ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางในการประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานประมาณ 600,000 คน จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มยกเว้นและยังคงทำงานในแต่ละสัปดาห์ และพนักงาน 650,000 คน จะถูกสั่งพักงาน ซึ่งบุคลากรทางทหารและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างผ่านการจัดสรรเงินทุนใหม่โดยทำเนียบขาว

ขณะที่พนักงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างการปิดหน่วยงาน แต่ตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง เมื่อหน่วยงานเปิดทำการ พวกเขาจะได้รับค่าจ้างย้อนหลังคืนทั้งหมด ไม่ว่าในช่วงนั้นจะได้ทำงานหรือไม่ก็ตาม

สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

ผลกระทบจากการที่ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

การที่ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • พนักงานรัฐบาล: พนักงานหลายแสนคนต้องพักงานหรือไม่ได้รับเงินเดือน
  • เศรษฐกิจ: GDP ลดลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง
  • บริการสาธารณะ: บริการบางอย่างอาจหยุดชะงักหรือไม่สามารถเข้าถึงได้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติอย่างทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหา สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน จำเป็นต้องมีการเจรจาและประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

ชาวสวนญี่ปุ่นช้ำ! โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก

ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ! โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเหล่ามิจฉาชีพใจบาปได้ทำการขโมยแตงโมกว่า 600 ลูกไปจากสวนของเกษตรกรรายหนึ่งในเมืองมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านเยน หรือราว 262,600 บาทไทยเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนและเสียใจให้กับชาวสวนเป็นอย่างมาก และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 เมื่อเกษตรกรเจ้าของสวนได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงเช้าตรู่ เวลาประมาณ 7:00 น. หลังจากที่เขาพบว่าแตงโมในสวนของตนเอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่พร้อมเก็บเกี่ยว หายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม เวลาประมาณ 11:00 น. ก่อนที่เขาจะออกจากสวนไปนั้น ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ไม่มีสิ่งผิดสังเกตใดๆ เกิดขึ้น

สถานการณ์การโจรกรรมแตงโมที่น่ากังวล

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า สวนแตงโมแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับถนน ทำให้คนร้ายอาจฉวยโอกาสในช่วงเวลากลางคืน ลักลอบขนแตงโมขึ้นรถบรรทุกแล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาร่องรอยของคนร้าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาแนะนำให้เกษตรกรติดตั้งกล้องวงจรปิด และสร้างรั้วรอบขอบชิด พร้อมติดตั้งสัญญาณเตือนภัย เพื่อป้องกันการโจรกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยตรง

สถานการณ์ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ! โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูกนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เกษตรกรทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลรักษาผลผลิตของตนเอง และพิจารณาลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่คาดฝัน

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิด: เพื่อบันทึกภาพและเป็นหลักฐาน
  • สร้างรั้วรอบขอบชิด: เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยง่าย
  • ติดตั้งสัญญาณเตือนภัย: เพื่อแจ้งเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก
  • เพิ่มความถี่ในการตรวจตรา: เพื่อสังเกตความผิดปกติ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเกษตรกร แม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเพาะปลูก แต่กลับต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากมิจฉาชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขวัญกำลังใจอย่างมาก เราหวังว่าทางการจะสามารถจับกุมคนร้ายได้โดยเร็ว และออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม

ที่มา – ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

Scroll to top