ม็อบบ้านหนองหญ้าแก้ว

ทภ.1 ย้ำ! เปิดเครื่องเสียงเป็นจิตวิทยา

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) สรุปสถานการณ์พื้นที่ชายแดนสระแก้ว บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำเจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังตามมาตรการ โดยการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว สรุปได้ดังนี้:

สถานการณ์บ้านหนองจาน

ฝั่งไทยมีมวลชน พ่อค้าแม่ค้า นักข่าว ราว 150 คน และมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ นำตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ มาวางบริเวณ จต.ส.40 ฝั่งกัมพูชามีประชาชน สื่อ ทหาร ตำรวจ คอยติดตามการเคลื่อนไหวของไทย ประมาณ 30-40 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

ฝั่งไทยมีมวลชน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ ฝั่งกัมพูชามีประชาชน มวลชน ผู้สื่อข่าว ประมาณ 30-40 คน ในวัดเปรยจัน เป็นศูนย์กลางในการแสดงจุดยืน แจ้งข่าวสาร รับ-ส่งเสบียง สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของไทย อ้างว่าเป็น การข่มขู่ คุกคามทางจิตใจ สร้างความรำคาญ ทีมงานไทยได้ทำการกระจายเสียงสารคดีประวัติศาสตร์ในค่ายอพยพ เมื่อประชาชนกัมพูชาหนีภัยสงคราม และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้บุกรุกชาวกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย ในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ฝกร.ศปก.ทภ.1 ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว กกล.บูรพา และ มทบ.19 ซักซ้อมแผนอพยพประชาชน จาก 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ตาพระยา, อ.โคกสูง, อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด เข้าพื้นที่พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ ผบ.กกล.บูรพา ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภารกิจเก็บกู้ระเบิด กกล.บูรพา ยังคงดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจค้น และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หากตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบ

ทภ.1 ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอบคุณกำลังใจจากประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นหนึ่งในเเผนการนี้

การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าการดำเนินการบางอย่าง เช่น การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้แผนที่วางไว้ และมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชาบ้านหนองหญ้าแก้ว

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากครบกำหนด 15 วัน สำหรับการขับไล่กัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทหารไทยในพื้นที่ยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งจากหน่วยเหนือ แต่ทุกอย่างยังคงรอการตัดสินใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการปรับปรุงถนนเส้นทางเข้าบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ชายแดน ในระหว่างนั้น นักข่าวได้สอบถามถึงกรณีปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

จากข้อมูลที่ได้รับ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจโคกสูง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 ให้กัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อพยพออกไปภายใน 15 วัน ซึ่งวันนี้คือวันครบกำหนด ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

พันเอกชัยณรงค์ กล่าวย้ำว่า หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังไม่ทราบกำหนดการที่ชัดเจน ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเตรียมรับมือ โดยนำคณะผู้สังเกตการณ์จาก IOT (คณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา) กาชาด และกลุ่มเด็กๆ เข้ามาในพื้นที่ คาดว่าเป็นกลยุทธ์ใช้ ‘โล่มนุษย์’ เพื่อป้องกันการดำเนินการจากฝั่งไทย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ความพร้อมของทหารไทยและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

ในส่วนของกองกำลังบูรพา ยืนยันว่ามีความพร้อมเต็มที่ในการปฏิบัติ แต่ต้องรอคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งขึ้นอยู่กับกองทัพบกและรัฐบาล การดำเนินการเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น จังหวัด กรมป่าไม้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และอื่นๆ พันเอกชัยณรงค์ เน้นว่า “ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ”

หากมีการปฏิบัติจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว แม้ฝั่งกัมพูชาจะยังไม่ส่งแผนอพยพกลับมา แต่หากไม่ปฏิบัติตาม ก็พร้อมดำเนินการทันที

นอกจากนี้ จากการสำรวจด้วยโดรนเมื่อเวลา 10.30 น. พบว่าคณะ IOT ได้เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วแล้ว ซึ่งแสดงถึงการเตรียมการจากฝั่งกัมพูชา โดยคาดว่าวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นกำหนดของบ้านหนองจาน พวกเขาอาจใช้มาตรการเดิมอีกครั้ง

  • ทหารไทยพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง
  • รอการตัดสินใจจากรัฐบาลและกองทัพ
  • กัมพูชาใช้กลยุทธ์โล่มนุษย์
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายหากไม่ยอมถอนตัว

พันเอกชัยณรงค์ ยังกล่าวถึงคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 1 ว่าหมายถึงการปฏิบัติต้องได้เปรียบทั้งในด้านยุทธวิธีและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้เสียเชิงใดๆ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นมานาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการแก้ไขควรเน้นการเจรจาผ่านช่องทาง外交 เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม แต่ในขณะเดียวกัน การรักษาอธิปไตยของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้

จากมุมมองส่วนตัว สถานการณ์ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว นี้อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลแสดงจุดยืนที่ชัดเจน หากดำเนินการอย่างเด็ดขาดแต่มีสติ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและป้องกันการรุกล้ำในอนาคต ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่แท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย

ที่มา – ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ

ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน

ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น. หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ภายใต้กองกำลังบูรพา ได้เข้าควบคุมพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว อย่างเข้มงวด เพื่อให้การรังวัดที่ดินดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการดูแล ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญหลักเขตที่ 46-47 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับการร้องเรียนจากราษฎรเกี่ยวกับข้อพิพาทสิทธิ์ครอบครองที่ดินในบางแปลง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ ต้องเข้าดำเนินการรังวัดอย่างเป็นทางการ ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จึงถูกมอบหมายให้สนับสนุนภารกิจ โดยจัดกำลังพลเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

รายละเอียดการปฏิบัติการทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัย

หน่วยทหารได้วางแผนการดูแลอย่างรอบคอบ โดยแบ่งกำลังเป็นชุดระวังป้องกันและชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จำนวน 2 ชุด ปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ ด้วยการกระจายกำลังรอบจุดรังวัด ตั้งจุดสังเกตการณ์ และตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพื่อป้องกันการลอบวางสิ่งกีดขวางหรือวัตถุอันตราย นายทหารคนหนึ่งจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 กล่าวว่า “หน้าที่หลักของเราคือการรักษาความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่และประชาชน วันนี้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ”

ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัย

บรรยากาศในพื้นที่แม้จะอ่อนไหวเนื่องจากเป็นเขตชายแดนที่เคยมีปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ดิน แต่โดยรวมแล้วเป็นไปด้วยความสงบ เจ้าหน้าที่ที่ดินทำงานด้วยความระมัดระวัง ขณะที่ชาวบ้านและเจ้าของที่ดินติดตามอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ก่อนหน้านี้เรากังวลเรื่องความขัดแย้ง แต่พอเห็น ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน ก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น การดำเนินงานดูโปร่งใสและปลอดภัย”

การรังวัดที่ดินในครั้งนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง จนแล้วเสร็จตามขั้นตอนโดยไม่มีรายงานความวุ่นวายหรือการต่อต้านใดๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่ดินชายแดนที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

ความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

พื้นที่บ้านหนองจานเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอยู่ระหว่างหลักเขตที่ 46-47 ซึ่งเป็นแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมามีปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ทุกการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการปฏิบัติด้านกฎหมายอย่าง ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน ต้องได้รับการจับตาจากทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน

กองกำลังบูรพาได้ย้ำว่า การปฏิบัติการเช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิ์ของราษฎร ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งใหญ่ได้

การรังวัดที่ดิน

จากประสบการณ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจเรื่องความมั่นคงชายแดนหรือปัญหาที่ดินในพื้นที่อ่อนไหว แนะนำให้ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทมากขึ้น

  • การคุมเข้มพื้นที่ช่วยป้องกันเหตุร้าย
  • สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้าน
  • ลดข้อพิพาทชายแดน

โดยรวมแล้ว การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาที่ดินเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการจัดการพื้นที่ชายแดนในอนาคต หวังว่ารัฐบาลจะขยายรูปแบบการทำงานเช่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อความสงบสุขของประชาชนทุกคน

ที่มา – ทหารคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ชาวบ้าน เข้ารังวัดที่ดินบ้านหนองจาน

ทบ.โต้ ฮุน มาเนต: ย้อน 20 ปีรุกล้ำดินแดนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะกรณีที่กองทัพบกไทยออกมาชี้แจงโต้แย้งคำกล่าวของสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เกี่ยวกับปัญหาการปักปันเขตแดนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชานำเสนอมีส่วนที่คลาดเคลื่อน ทำให้เกิดความสับสนในสังคมไทย ทบ.โต้ “ฮุน มาเนต” ไล่ไปย้อนดู 20 ปี ฝ่ายกัมพูชาละเมิดอะไรบ้าง รุกล้ำดินแดนไทย จึงเป็นหัวใจสำคัญที่กองทัพบกย้ำเพื่อให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง

ทบ.โต้ “ฮุน มาเนต” ไล่ไปย้อนดู 20 ปี ฝ่ายกัมพูชาละเมิดอะไรบ้าง รุกล้ำดินแดนไทย

กองทัพบกไทยยืนยันชัดเจนว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างประชาชนทั้งสองชาติ แต่เป็นผลมาจากการละเลยและเจตนาของฝ่ายกัมพูชาในการสร้างปัญหาซ้ำซากเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 (ตามเนื้อหาที่ให้มา แต่ปรับให้ถูกต้อง) มีความคืบหน้าที่น่าสนใจ จากโพสต์ของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่กล่าวถึง MOU การปักปันเขตแดน แต่ข้อมูลหลายส่วนไม่ถูกต้อง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียด โดยแบ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจถูกต้อง ทบ.โต้ “ฮุน มาเนต” ไล่ไปย้อนดู 20 ปี ฝ่ายกัมพูชาละเมิดอะไรบ้าง รุกล้ำดินแดนไทย โดยชี้ว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มปัญหาตั้งแต่แรก

ประเด็นที่ 1: การละเมิด MOU และการรุกล้ำพื้นที่

นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวถึง MOU ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงรักษาสถานะเดิมจนกว่างานปักปันเขตแดนจะเสร็จ แต่โฆษกกองทัพบกโต้ว่าต้องย้อนดูพฤติกรรมของกัมพูชาเองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ โดยสร้างบ้านเรือนและชุมชน ไม่เพียงในพื้นที่ทับซ้อนที่อ้างสิทธิ์กัน แต่ยังรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยที่ชัดเจน

  • หลักฐานจากภาพถ่ายทางอากาศแสดงการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
  • ไทยประท้วงกว่า 500 ครั้งตาม MOU แต่ไม่ได้รับการแก้ไข
  • ตัวอย่างการรุกล้ำ เช่น พื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ที่ขุดคูทางทหาร และชุมชนในจังหวัดสระแก้ว

การที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงจุดเหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา

ประเด็นที่ 2: การกล่าวหาว่าไทยลากเส้นเขตแดนเอง

ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าฝ่ายไทยลากเส้นเขตแดนจากพิกัดหลักเขตที่ตกลงกันแล้ว แต่โฆษกกองทัพบกชี้แจงว่าการกำหนดเขตแดนในพื้นที่ราบใช้หลักเขตเชื่อมต่อกัน ไม่ซับซ้อน หากมีความซื่อสัตย์ก็สามารถสรุปได้ง่าย

มีหลักเขต 74 หลักที่สำรวจร่วมกันแล้ว บันทึกพิกัดชัดเจน พื้นที่เห็นต่างคือทับซ้อนตาม MOU ที่ห้ามเปลี่ยนสภาพ การกล่าวหาว่าไทยลากเส้นเองไม่ถูกต้อง เพราะเส้นตรงเชื่อมหลักเขตเป็นหลักสากล

ทบ.โต้ “ฮุน มาเนต” ไล่ไปย้อนดู 20 ปี ฝ่ายกัมพูชาละเมิดอะไรบ้าง รุกล้ำดินแดนไทย โดยเฉพาะหลักเขต 42-43 ที่มีพื้นที่ทับซ้อน แต่บ้านหนองหญ้าแก้วและหนองจานอยู่ในเขตไทยชัดเจน ไม่ใช่ทับซ้อน จังหวัดสระแก้วจึงประกาศให้ชาวกัมพูชาย้ายออก

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่จากละเลยในการแก้ไข ไทยมุ่งมั่นแก้ไขด้วยสันติวิธี ภายใต้กฎหมายสากล และเรียกร้องให้กัมพูชาว่าเคารพอธิปไตยไทยเช่นกัน

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเจรจาที่โปร่งใส เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม ไทยควรยึดหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายเพื่อปกป้องดินแดน หากปล่อยไว้ อาจกระทบความสัมพันธ์สองชาติในระยะยาว

คุณคิดอย่างไรกับการโต้กลับของกองทัพบก? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ชายแดนเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ทบ.โต้ “ฮุน มาเนต” ไล่ไปย้อนดู 20 ปี ฝ่ายกัมพูชาละเมิดอะไรบ้าง รุกล้ำดินแดนไทย

บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่

บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ ตามคำสั่ง “กำนันลี”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงอยู่ในความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะมีรายงานการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ตรึงกำลังในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วตามคำสั่งของ “กำนันลี” ผู้นำท้องถิ่นฝั่งกัมพูชา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในขณะนี้ แต่เจ้าหน้าที่ไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าบ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ตามคำสั่งของ “กำนันลี” โดยในบริเวณบ้านหนองจาน มีเจ้าหน้าที่กัมพูชาประจำการอยู่ประมาณ 8-10 นาย ขณะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว มีกำลังพลมากขึ้นราว 20-25 นาย นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านและทหารกัมพูชาบางส่วนที่ถูกสั่งให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวฝั่งไทยทั้งกลางวันและกลางคืน

การตรึงกำลังนี้เกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของ “กำนันลี” ซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสถานการณ์และมวลชนฝั่งกัมพูชา ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า กำนันลีมักสั่งการให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวลือเรื่องข้อพิพาทชายแดน สถานการณ์แบบนี้ทำให้ชาวบ้านไทยในละแวกใกล้เคียงรู้สึกกังวล แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

การเฝ้าระวังจากฝั่งไทย

ด้านเจ้าหน้าที่ไทย ได้จัดกำลังพลลาดตระเวนชายแดนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้าตรู่ โดยใช้เทคโนโลยีโดรนบินตรวจสอบพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบการรวมตัวของมวลชนกัมพูชาหรือสิ่งผิดปกติใดๆ การเฝ้าระวังนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความมั่นคงชายแดน ที่ไทยทำมาตลอดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยยืนยันว่าพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ หากเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งอาจมีกลุ่มมวลชนกัมพูชานัดรวมตัวในช่วงบ่าย ทำให้จำนวนผู้คนเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าอาจมีผู้คนมากกว่า 50-100 คนในพื้นที่ หากเกิดขึ้นจริง เจ้าหน้าที่จะเพิ่มกำลังพลและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ภาพเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังชายแดน

บทบาทของ “กำนันลี” ในสถานการณ์ชายแดน

“กำนันลี” หรือชื่อจริงนายลี อายุราว 50 ปี เป็นผู้นำชุมชนท้องถิ่นฝั่งกัมพูชาที่มีอิทธิพลสูงในพื้นที่ชายแดน เขามีบทบาทในการประสานงานระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องข้อพิพาทที่ดินและชายแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ชาวบ้านฝั่งไทยบางคนเคยเล่าว่า กำนันลีเป็นคนที่สั่งการให้เกิดการชุมนุมหลายครั้งในอดีต เพื่อกดดันฝั่งไทยในประเด็นดินแดน

  • สั่งการตรึงกำลังทหารและชาวบ้านเฝ้าติดตาม
  • ควบคุมมวลชนในช่วงวันหยุด
  • มีบทบาทในข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

แม้สถานการณ์จะสงบ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนแนะนำให้ชาวบ้านในพื้นที่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดนโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อลดความตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ ตามคำสั่ง “กำนันลี” แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังชายแดนอย่างต่อเนื่อง การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงสงบแสดงถึงความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี หากคุณสนใจข่าวสารชายแดนเพิ่มเติม สามารถติดตามบทความของเราได้ทุกวัน เพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – บ้านหนองจาน–หนองหญ้าแก้ว ยังเงียบสงบ พบทหารกัมพูชาตรึงพื้นที่ ตามคำสั่ง “กำนันลี”

“กำนันลี” โผล่ยั่วยุสื่อไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

“กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ทีมประชาสัมพันธ์กองทัพบกนำโดย พ.อ.สิทธิชัย ชัยวงศ์ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการและสารสนเทศ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก พาสื่อมวลชนลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงอธิปไตยของไทยในพื้นที่ดังกล่าว

“กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท

บรรยากาศที่บ้านหนองจานเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาเก็บตัวไม่เคลื่อนไหว หลังจากคณะ IOT (International Observer Team) ลงพื้นที่ฝั่งกัมพูชา ทหารกัมพูชาที่ตรึงกำลังอยู่รีบวิ่งมาถ่ายภาพสื่อไทยทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหว พ.อ.สิทธิชัย อธิบายว่าพื้นที่นี้เป็นของไทยมาโดยตลอด แม้จะถูกบุกรุกมานานกว่า 40 ปี แต่ปัจจุบันมีการกั้นสแลนดำและลวดหนามชัดเจน มวลชนกัมพูชาวันนี้ดูเงียบเหงา คาดว่าเพราะ IOT ลงพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้พวกเขาไม่กล้าทำการแสดงออกแบบปกติ

จากข้อมูลพบว่ามีบ้านหลายหลังในพื้นที่ที่ถูกกำนันลี ซึ่งมีอดีตภรรยาเป็นคนไทย กว้านซื้อและครอบครอง แม้จะอยู่ในอธิปไตยไทย แต่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำม็อบกัมพูชา การเคลื่อนไหวของเขาในพื้นที่นี้สร้างความกังวลให้เจ้าหน้าที่ไทย

ความเคลื่อนไหวยั่วยุของกำนันลีและมวลชนกัมพูชา

เมื่อคณะสื่อไทยย้ายไปยังบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านเปรยจันของกัมพูชา พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นจุดที่กัมพูชาใช้มวลชนเป็นโล่มนุษย์เพื่อยั่วยุและสร้างภาพลักษณ์ต่อนานาชาติ ทหารไทยพยายามสื่อสารว่าบริเวณเขตแดน 42-43 เป็นของไทย แต่ถูกบุกรุกมานาน

จากภาพมุมสูงก่อนลงพื้นที่ ไม่เห็นมวลชนกัมพูชาเคลื่อนไหว แต่พอสื่อไทยเข้าใกล้ เสียงวอร์จากเจ้าหน้าที่ดังขึ้นว่ามีชาวกัมพูชาหลายสิบคนมารวมตัวหน้าแนวลวดหนามทันที ราวกับนัดหมายกันไว้ พวกเขายืนสังเกตการณ์ ถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก ผู้หญิง คนชรา และพระสงฆ์

ไม่นาน “กำนันลี” ในชุดหมวกครีม ถือวอร์ ก็โผล่มาประชิดแนว สังเกตการณ์ฝั่งไทย เขายั่วยุด้วยการกวักมือเรียกท้าทายให้เข้าไปใกล้ บางช่วงยังวอร์เรียกมวลชนเพิ่มเติม โดยให้ยืนสแตนด์บายหลังสแลนดำ รวมถึงพระสงฆ์ที่นั่งเต็มหลังกระบะ คาดว่าเพราะวันนี้ IOT ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ทำให้มวลชนไม่กล้าเคลื่อนไหวรุนแรง

ภาพกำนันลีที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

นอกจากนี้ เด็กกัมพูชาบางคนชูนิ้วกลางแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อคณะไทย และยังมีป้ายข้อความเดิมที่ระบุว่า “เราทุกคนต่อต้านฝ่ายไทยที่รุกรานดินแดนราชอาณาจักรกัมพูชา” การนำผู้หญิง เด็ก คนชรา และพระมาประชิดแนวแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะหลักการใช้พลเรือนและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เจ้าหน้าที่ไทยเรียกร้องให้องค์กรนานาชาติตรวจสอบ

ภาพมวลชนกัมพูชาที่แนวชายแดน

จากภาพมุมสูงของตำรวจนครบาล ยังเห็นพระและมวลชนขนเสบียงที่ท้ายกระบะ เตรียมสำหรับการปักหลักยาวนาน สถานการณ์ “กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนของฝั่งกัมพูชาในการใช้ประชาชนเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง

  • มวลชนกัมพูชาเงียบเมื่อ IOT ลงพื้นที่
  • กำนันลีกวักมือท้าไทยและเรียกมวลชนเพิ่ม
  • ใช้เด็กและผู้หญิงเป็นโล่มนุษย์?
  • ทหารกัมพูชาถ่ายภาพสื่อไทยทันที

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนและการสื่อสารข้อเท็จจริงจากฝั่งไทย เพื่อป้องกันการบิดเบือนจากฝั่งตรงข้าม ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต้องการการเจรจาที่โปร่งใสจากทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น หากปล่อยให้ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชีวิตชาวบ้านในพื้นที่

ติดตามสถานการณ์ล่าสุดและข่าวสารชายแดนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “กำนันลี” โผล่ประชิด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยั่วยุ ท้าทายสื่อฝั่งไทย มีวอร์เรียกแก๊งแครอท

ถ้าได้เป็นนายก แม่ทัพภาค 2 ตอบยากที่สุด

ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้แสดงความชื่นชมต่อทหารกล้า 16 นายที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ในการบรรยายพิเศษเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่หอประชุมกิติขจร กองบัญชาการกองทัพบก แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สดุดีวีรกรรมของเหล่าทหารผู้กล้าหาญเหล่านี้ โดยย้ำว่าพวกเขาคือผู้ที่เกิดมาเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างแท้จริง ชีวิตที่เสียไปนั้นคุ้มค่ากับการเกิดมาในแผ่นดินไทย และเป็นสถานการณ์ที่ต้องการผู้กล้าอย่างพวกเขา

ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะผู้บัญชาการรบที่เห็นเหตุการณ์มาตลอด โดยให้กำลังใจทั้งทหารที่เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ สิ่งที่ได้กลับมาคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และบรรพบุรุษที่เห็นลูกหลานทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ไม่ขี้ขลาด ไม่ถอยร่น ไม่ยอมแพ้ต่อศัตรู ดั่งเช่นบรรพบุรุษในอดีต ทหารเหล่านี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนต่อไป โดยไม่เคยหวาดกลัว หากใจไม่ถึง พวกเขาคงไม่สามารถยืนหยัดต่อหน้าศัตรูได้ แม่ทัพยังขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุนให้ทหารเหล่านี้ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน และยืนยันว่าพวกเขาได้รับเกียรติสูงสุดจากคนไทยทั้งชาติ

เกียรติทหารไทยที่กลับคืนมา

สถานการณ์ชายแดนยังไม่ยุติ และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แม่ทัพภาคที่ 2 เรียกร้องให้รุ่นหลังยึดมั่นในอธิปไตย รักษาเส้นเขตแดนอย่างเข้มแข็ง ขอให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในทหารที่ปกป้องชาติ แม้ต้องเสียชีวิตก็ยอม สังคมไทยเข้าใจความจริงโดยไม่ต้องอธิบายมาก วีรกรรมของทหาร 16 นายนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนไทยตื่นตัว รักชาติมากขึ้น สิ่งที่ได้ยินได้ฟังบางอย่างไม่จริง แต่การเสียสละของทหารทำให้เกิดความรักสามัคคีในชาติ

พลโทบุญสิน เน้นย้ำถึงการตระหนักในหน้าที่ คุณธรรมจริยธรรม ศักดิ์ศรีของทหารไทยได้กลับคืนมาแล้ว ศักดิ์ศรีของคนไทยที่ซื่อสัตย์สุจริตและปกป้องประเทศก็เช่นกัน เราต้องช่วยกันรักษาสิ่งเหล่านี้ ขับเคลื่อนความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

คำถามสะเทือนใจและการปฏิเสธการเมือง

นอกจากนี้ แม่ทัพยังเผยถึงคำถามที่ตอบยากที่สุด คือ ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร และคำถามสะเทือนใจที่สุดคือการพูดคุยกับญาติของทหารที่เสียชีวิตอย่างไร มีคนชวนตั้งพรรคการเมืองเพราะเห็นความเหมาะสม แต่แม่ทัพขอบคุณและปฏิเสธ โดยเลือกทำหน้าที่ทหารเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ต่อไป เพื่อให้ประเทศเข้มแข็ง

วีรกรรมของทหารกล้าเหล่านี้ไม่เพียงฟื้นฟูเกียรติทหารไทย แต่ยังกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องแผ่นดิน ในยุคที่สถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด การเสียสละของพวกเขาคือแบบอย่างที่ควรจดจำ

  • ชื่นชมทหาร 16 นายที่ปกป้องชายแดน
  • ย้ำความกล้าหาญและไม่ยอมแพ้
  • เรียกร้องให้รักษาอธิปไตย
  • ปฏิเสธการเมืองเพื่อมุ่งหน้าที่ทหาร

การบรรยายครั้งนี้ทำให้ผู้ฟังซาบซึ้งในความเสียสละของทหารไทย หากคุณชื่นชอบเรื่องราว爱国主义แบบนี้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อกระจายความภาคภูมิใจในชาติให้เพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติ

สถานการณ์ชายแดนเช้านี้ที่บ้านหนองจาน ไม่พบความผิดปกติ มีเพียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากฝั่งกัมพูชา โดยทหารกัมพูชาบางส่วนได้ถ่ายรูปทหารไทยขณะลาดตระเวน คาดการณ์ว่าช่วงบ่ายวันนี้กัมพูชาอาจจะมีการเพิ่มกำลังคนเข้ามาในพื้นที่

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ที่ชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเพิงพักของชาวกัมพูชาตั้งอยู่ใกล้กับหลักเขตที่ 46 ซึ่งคาดว่าเป็นที่พักของชาวกัมพูชาและทหารกัมพูชา

ภาพจากโทรศัพท์มือถือที่เจ้าหน้าที่ไทยบันทึกไว้ขณะลาดตระเวน เผยให้เห็นทหารกัมพูชาและกลุ่มคนบริเวณชายแดนที่กำลังถ่ายรูปความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย สำหรับบริเวณรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติและยังไม่มีความเคลื่อนไหวของชาวกัมพูชา

ในส่วนของฝั่งไทย มีประชาชนทั้งในพื้นที่และจากจังหวัดอื่นๆ ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ป้าน้อยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราตั้งใจทำอาหารมาให้ทหาร เพราะพวกเขาก็เหมือนลูกหลานของเรา อยากให้พวกเขามีกำลังใจ และรู้ว่าชาวบ้านทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ”

สำหรับสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนจากฝั่งกัมพูชาเพียงเล็กน้อย คาดการณ์ว่าในช่วงบ่ายวันนี้ กัมพูชาจะทำการเกณฑ์คนจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงของไทยได้เตรียมพร้อมกำลังพลเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ตลอดเวลา

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติที่น่ากังวล แม้จะมีความเคลื่อนไหวบ้างเล็กน้อยจากฝั่งกัมพูชา ทั้งการถ่ายภาพของทหารไทยและการตั้งเพิงพักใกล้หลักเขต แต่ทางการไทยก็มีการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การที่ประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ สถานการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ ตามที่คาดการณ์ว่ากัมพูชาจะมีการเกณฑ์คนเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนได้ ฝ่ายความมั่นคงของไทยจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน การสนับสนุนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติ คาดกัมพูชาเกณฑ์คนเข้าพื้นที่ช่วงบ่าย

กห. ลั่นเอาผิด หากกัมพูชาไม่ย้ายคนออกจากสระแก้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหมย้ำชัด ต้องดำเนินการทางกฎหมายหากถึงเส้นตาย 10 ตุลาคม แล้วกัมพูชายังไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเส้นตายวันที่ 10 ตุลาคม ที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตลอดแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว หากฝั่งกัมพูชายังคงนิ่งเฉย จะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง ว่า ตามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในพื้นที่ ไปหารือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองกำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกัน และยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ จึงต้องปล่อยให้การเจรจาเป็นไปในระดับพื้นที่ก่อน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า หากมีการรุกล้ำอธิปไตย ก็มีกฎหมายบังคับใช้ในข้อหารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที หากยังคงมีการรุกล้ำอยู่เช่นเดิม ก็จะดำเนินมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในพื้นที่ดูแลเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน และเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะไม่น่าเป็นห่วง

ต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องของการรุกล้ำอธิปไตยและการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย การที่โฆษกกระทรวงกลาโหมออกมาประกาศชัดเจนถึงมาตรการทางกฎหมายที่จะบังคับใช้ หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ความสำคัญของการดำเนินการทางกฎหมาย หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง

การบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่กัมพูชาไม่ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน:

  • การปกป้องอธิปไตย: การรุกล้ำอธิปไตยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และการดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตย
  • ความปลอดภัยของประชาชน: การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นสิ่งสำคัญเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การที่กัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับอันตราย
  • ความน่าเชื่อถือของข้อตกลง: การบังคับใช้กฎหมาย จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของข้อตกลงระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศ

การที่กระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการทางกฎหมายหากถึงกำหนดเส้นตายแล้วกัมพูชา ไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและความสงบสุขตามแนวชายแดน

การดำเนินการดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง การเจรจาและการหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

ที่มา – โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

Scroll to top