ม็อบรวมพลังแผ่นดิน

“พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ ขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

“พิชิต ไชยมงคล” เปิดเวทีม็อบรวมพลังแผ่นดิน นัดชุมนุม 31 ส.ค. 68 ขึ้นปราศรัยคนแรก ประกาศเจตนารมณ์ ขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” พร้อมประกาศเงื่อนไขจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 31 ส.ค. 68 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เปิดเวทีขึ้นปราศรัยคนแรก โดยระบุว่า ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ลงจากตำแหน่งนายกฯ ผ่านไปแค่ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วปัญหาประเทศก็ดำเนินต่อมาจนมาถึง 29 ส.ค. 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเร็วเหลือเกิน

สาเหตุที่ทางคณะฯ ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก เป็นเพราะหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังปรากฏว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบิดาของ น.ส.แพทองธาร ยังมีความพยายามที่จะพูดคุยกับบรรดากลุ่มพรรคต่าง ๆ เพื่อรวบรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

หากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ทางคณะรวมพลังแผ่นดินจึงขอชวนพี่น้องออกมาสู้กันใหม่ เราต้องไม่หยุด ไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมามีอำนาจ เราต้องขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

พร้อมกับประกาศเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 6 ข้อ ดังนี้

  1. นายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด
  2. หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้อง หมวด 1 และหมวด 2
  3. ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา
  4. ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี
  5. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีกาสิโน
  6. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินซ้ำรอยเดิม และสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว.

“พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ 31 ส.ค. ย้ำจุดยืนขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

ทำไมต้องขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”?

การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม คปท. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่อาจนำไปสู่การกลับมาของ “ระบบทักษิณ” ที่กลุ่มฯ มองว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ การขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” จึงเป็นเป้าหมายหลักของการชุมนุมในครั้งนี้

นอกจากนี้ เงื่อนไข 6 ข้อที่ทางกลุ่มฯ เสนอ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกเลิก MOU กับกัมพูชา หรือการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ

การชุมนุมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าจับตามอง และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความคิดเห็นและความต้องการของตนเอง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศต่อไป การขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เข้าร่วมการชุมนุมและแสดงพลังเพื่ออนาคตประเทศไทย!

ที่มา – “พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ 31 ส.ค. ย้ำจุดยืนขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ชูเงื่อนไข! ไม่เอานายกฯ เพื่อไทย

“คณะรวมพลังแผ่นดิน” นัดชุมนุมใหญ่ 31 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดย “จตุพร” ประกาศ 6 เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีใจความสำคัญคือ แคนดิเดตนายกฯ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทย และต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยืนยันว่าเป็นอำนาจต่อรองของประชาชน ก่อนที่สภาจะทำการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันการจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ส.ค. นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแสดงพลังและส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไป และผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อจากนี้ จะต้องเป็นบุคคลที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพ้นจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ไม่ถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้น หากยังคงให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็จะไม่แตกต่างอะไรจากการสืบทอดอำนาจของกลุ่มการเมืองเดิม และจะนำไปสู่การต่อต้านจากสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นต้องไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด

ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ชู 6 เงื่อนไขสำคัญ

นอกจากนี้ นายจตุพรยังได้ประกาศ 6 เงื่อนไขสำคัญที่คณะรวมพลังแผ่นดินต้องการให้รัฐบาลใหม่ปฏิบัติตาม ได้แก่

  • 1. นายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด
  • 2. หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2
  • 3. ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา
  • 4. ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี
  • 5. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่าง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีกาสิโน
  • 6. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

นายจตุพร กล่าวว่า ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใดๆ แต่เป็นอำนาจต่อรองของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินตามรอยเดิม และสร้างความเสียหายให้กับประเทศในระยะยาว

นายจตุพร ยังกล่าวย้ำอีกว่า ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายอาจจะยังลังเลที่จะออกมาร่วมชุมนุม แต่หากรอให้การเมืองเดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่มีเสียงของประชาชน วันข้างหน้าการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะยิ่งยากลำบากและต้องเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนจากทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มาร่วมกันแสดงพลัง เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้ตระหนักว่าประชาชนคือผู้ที่มีสิทธิในการขีดเส้นทางการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองเพียงแค่กลุ่มเดียว

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้กล่าวเสริมว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลงนั้น เปรียบเสมือน “การเตะหมูเข้าปากสุนัข” เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยยังคงยืนยันที่จะเดินหน้ารับข้อเสนอของพรรคประชาชนในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ และเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนไม่อาจยอมรับได้

ทำไมต้อง ม็อบรวมพลังแผ่นดิน?

การชุมนุมของ ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อแสดงพลังของประชาชน และส่งเสียงไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังจัดตั้งรัฐบาล ให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรี และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขทั้ง 6 ข้อที่ม็อบรวมพลังแผ่นดินได้เรียกร้องนั้น เป็นประเด็นที่ประชาชนหลายคนให้ความสำคัญ และต้องการให้รัฐบาลใหม่พิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว การออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยของประชาชนต่ออนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ​ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ชู 6 เงื่อนไขตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่เอานายกฯ เพื่อไทย

คณะรวมพลังฯ จี้! ยกเลิก MOU 43-44 หน้ารัฐสภา

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ ปักหมุด 21 ส.ค. 68 นัดชุมนุมหน้ารัฐสภา เรียกร้องรัฐบาลและทุกพรรคการเมือง ยกเลิก MOU 43–44 ต้นตอข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ขณะที่ “อดีต สว.สมชาย” จี้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดถ่ายทอดสดการไต่สวนคดีแพทองธาร

วันที่ 18 ส.ค. 68 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ, นายสมชาย แสวงการ, นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แถลงข่าวประกาศจัดกิจกรรม “แสดงพลังปกป้องอธิปไตยไทย” บริเวณด้านหน้ารัฐสภา ในวันพุธที่ 21 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อจับตาญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นต้นตอของปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในพื้นที่ทางบกบริเวณปราสาทพระวิหาร และในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาล

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

นายจตุพร กล่าวว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ส.ค. ไม่ใช่เพื่อป่วนหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่เป็นการแสดงออกอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองในรัฐสภา แสดงความจริงใจในการทำหน้าที่ ด้วยการตระหนักว่า MOU 43–44 มีผลกระทบต่อประเทศอย่างแท้จริง และจนถึงวันนี้ยังไม่มีการอภิปรายทั่วไปในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ทั้งที่เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนหลายครั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังจากภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43–44 และให้รัฐบาลกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้โดยตรง

ทำไมต้อง ยกเลิก MOU 43-44?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวว่า ญัตติที่ยื่นเข้าสภาในประเด็น MOU 43–44 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรติดตาม เพราะทั้งสองฉบับเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาเรื่องพลังงานและอธิปไตยของประเทศ หากรัฐสภาปล่อยให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน เท่ากับละเลยหน้าที่ที่แท้จริงในการปกป้องชาติ 

MOU 43-44 คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง? บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและทรัพยากรของชาติ การชุมนุมของคณะรวมพลังแผ่นดินฯ จึงเป็นการแสดงออกถึงความกังวลของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การยกเลิก MOU 43-44 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร มีความร้ายแรงกว่าคดีถอดถอนของอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน เพราะมีความเชื่อมโยงกับการต่างประเทศ และข้อกล่าวหาว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้สถานที่ทางการทูตของกัมพูชาในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องนี้ต้องมีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมือง หากปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย จะเป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงพลังของประชาชนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

Scroll to top