ม็อบวันนี้

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

กลุ่มม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ เคลื่อนขบวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลหากยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ “จตุพร” ชี้ว่าการดึงเรื่องอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 กลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย พร้อมผู้ชุมนุมจำนวนมาก โบกธงชาติไทยและชูป้ายข้อความต่างๆ เช่น “ไม่เอาชัยเกษม”, “ไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1, 2”, “นักการเมืองชั่ว ผิด ม.144”, “ป.ป.ช.จะฟ้องกี่โมง” โดยเคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี จุดประสงค์คือการติดตามและทวงถามความคืบหน้าในกรณีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถูกกล่าวหาว่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีแกนนำผลัดเปลี่ยนขึ้นปราศรัยบนรถบรรทุกที่ดัดแปลงเป็นเวทีชั่วคราว หน้าสำนักงาน ป.ป.ช.

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 เมษายน เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึง สส. และ สว. ที่โหวตผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ซึ่งมีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท จาก 5 ธนาคารรัฐวิสาหกิจที่ควรนำไปใช้หนี้เงินกู้และเงินต้น ไปใช้ในโครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว ป.ป.ช. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ดำเนินการโดยพลัน เมื่อเทียบกับกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 15 วันในการวินิจฉัยถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ระบุชัดเจนว่า สส. และ สว. ไม่มีสิทธิแก้ไขงบประมาณเพื่อให้ตนเองหรือพรรคพวกได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อม หากฝ่าฝืน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งตัดสิทธิทางการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้ทันที รวมถึงมีอำนาจเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 20 ปีจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้สังคมไทยเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ป.ป.ช. จงใจดองเรื่องนี้หรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่าหาก ป.ป.ช. ยังไม่เร่งรัดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตนจะเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานของ ป.ป.ช. ที่อาจมีการรับงานจากฝ่ายการเมือง ในสัปดาห์หน้า

จตุพรชี้ ป.ป.ช. ดึงเรื่องโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ผิด ม.157

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะรวมพลังฯ กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. ยังคงนิ่งเฉยและดึงเวลา อาจส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะทางตัน เนื่องจากเรื่องนี้กระทบต่อหลักการใช้งบประมาณและความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อประชาชนยื่นเรื่องโดยตรงตามกฎหมาย แต่ ป.ป.ช. กลับไม่เร่งดำเนินการ ทั้งที่มีพยานหลักฐานครบถ้วน จึงเกิดความสงสัยว่าองค์กรนี้ยังคงทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองจริงหรือไม่ นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกลุ่มของตนพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานต่อไป

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความสับสนและไม่แน่นอน โดยรัฐบาลรักษาการนำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ขู่ว่าจะยุบสภา หลังจากที่ไม่สามารถรวบรวมเสียง สส. ข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ หากมีการยุบสภาจริง เชื่อว่าจะมีผู้ร้องเรียนให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญทันที ดังนั้น การยุบสภาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้”

การที่ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท การที่ ป.ป.ช. ดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ที่มา – ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ บุก ป.ป.ช. ทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

“พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ ขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

“พิชิต ไชยมงคล” เปิดเวทีม็อบรวมพลังแผ่นดิน นัดชุมนุม 31 ส.ค. 68 ขึ้นปราศรัยคนแรก ประกาศเจตนารมณ์ ขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” พร้อมประกาศเงื่อนไขจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 31 ส.ค. 68 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เปิดเวทีขึ้นปราศรัยคนแรก โดยระบุว่า ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ลงจากตำแหน่งนายกฯ ผ่านไปแค่ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วปัญหาประเทศก็ดำเนินต่อมาจนมาถึง 29 ส.ค. 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเร็วเหลือเกิน

สาเหตุที่ทางคณะฯ ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก เป็นเพราะหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังปรากฏว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบิดาของ น.ส.แพทองธาร ยังมีความพยายามที่จะพูดคุยกับบรรดากลุ่มพรรคต่าง ๆ เพื่อรวบรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

หากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ทางคณะรวมพลังแผ่นดินจึงขอชวนพี่น้องออกมาสู้กันใหม่ เราต้องไม่หยุด ไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมามีอำนาจ เราต้องขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

พร้อมกับประกาศเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 6 ข้อ ดังนี้

  1. นายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด
  2. หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้อง หมวด 1 และหมวด 2
  3. ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา
  4. ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี
  5. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีกาสิโน
  6. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินซ้ำรอยเดิม และสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว.

“พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ 31 ส.ค. ย้ำจุดยืนขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

ทำไมต้องขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”?

การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม คปท. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่อาจนำไปสู่การกลับมาของ “ระบบทักษิณ” ที่กลุ่มฯ มองว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ การขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” จึงเป็นเป้าหมายหลักของการชุมนุมในครั้งนี้

นอกจากนี้ เงื่อนไข 6 ข้อที่ทางกลุ่มฯ เสนอ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกเลิก MOU กับกัมพูชา หรือการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ

การชุมนุมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าจับตามอง และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความคิดเห็นและความต้องการของตนเอง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศต่อไป การขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เข้าร่วมการชุมนุมและแสดงพลังเพื่ออนาคตประเทศไทย!

ที่มา – “พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ 31 ส.ค. ย้ำจุดยืนขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ชูเงื่อนไข! ไม่เอานายกฯ เพื่อไทย

“คณะรวมพลังแผ่นดิน” นัดชุมนุมใหญ่ 31 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดย “จตุพร” ประกาศ 6 เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีใจความสำคัญคือ แคนดิเดตนายกฯ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทย และต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยืนยันว่าเป็นอำนาจต่อรองของประชาชน ก่อนที่สภาจะทำการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันการจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ส.ค. นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแสดงพลังและส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไป และผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อจากนี้ จะต้องเป็นบุคคลที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพ้นจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ไม่ถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้น หากยังคงให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็จะไม่แตกต่างอะไรจากการสืบทอดอำนาจของกลุ่มการเมืองเดิม และจะนำไปสู่การต่อต้านจากสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นต้องไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด

ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ชู 6 เงื่อนไขสำคัญ

นอกจากนี้ นายจตุพรยังได้ประกาศ 6 เงื่อนไขสำคัญที่คณะรวมพลังแผ่นดินต้องการให้รัฐบาลใหม่ปฏิบัติตาม ได้แก่

  • 1. นายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด
  • 2. หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2
  • 3. ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา
  • 4. ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี
  • 5. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่าง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีกาสิโน
  • 6. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

นายจตุพร กล่าวว่า ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใดๆ แต่เป็นอำนาจต่อรองของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินตามรอยเดิม และสร้างความเสียหายให้กับประเทศในระยะยาว

นายจตุพร ยังกล่าวย้ำอีกว่า ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายอาจจะยังลังเลที่จะออกมาร่วมชุมนุม แต่หากรอให้การเมืองเดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่มีเสียงของประชาชน วันข้างหน้าการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะยิ่งยากลำบากและต้องเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนจากทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มาร่วมกันแสดงพลัง เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้ตระหนักว่าประชาชนคือผู้ที่มีสิทธิในการขีดเส้นทางการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองเพียงแค่กลุ่มเดียว

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้กล่าวเสริมว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลงนั้น เปรียบเสมือน “การเตะหมูเข้าปากสุนัข” เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยยังคงยืนยันที่จะเดินหน้ารับข้อเสนอของพรรคประชาชนในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ และเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนไม่อาจยอมรับได้

ทำไมต้อง ม็อบรวมพลังแผ่นดิน?

การชุมนุมของ ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อแสดงพลังของประชาชน และส่งเสียงไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังจัดตั้งรัฐบาล ให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรี และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขทั้ง 6 ข้อที่ม็อบรวมพลังแผ่นดินได้เรียกร้องนั้น เป็นประเด็นที่ประชาชนหลายคนให้ความสำคัญ และต้องการให้รัฐบาลใหม่พิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว การออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยของประชาชนต่ออนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ​ม็อบรวมพลังแผ่นดิน ชู 6 เงื่อนไขตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่เอานายกฯ เพื่อไทย

รวมพลังฯ เฮ! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัด 31 ส.ค.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” ถูกวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง พร้อมนัดชุมนุมใหญ่ 31 ส.ค. อนุสาวรีย์ชัย ตั้งแต่เที่ยงวัน ย้ำจุดยืนไม่เอาแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.วรงค์ เดชวิกรม นายพิชิต ไชยมงคล นายแก้วสรร อติโพธิ นัดแถลงข่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง กลุ่มมวลชนที่มารอ ได้ปรบมือ ส่งเสียงเฮ และตะโกนว่า “อุ๊งอิ๊งออกไป ชัยเกษมไม่เอา ไม่เอาเพื่อไทย”

จากนั้นเวลา 16.00 น. นายพิชิต กล่าวว่า แม้ว่า น.ส.แพทองธาร จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลทันทีและย้อนหลังกลับไปนั้น แต่เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคน และอยู่ภายใต้การบงการและสั่งการได้จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ข้อกล่าวหาและคำพิพากษาที่เราได้ยินมาก่อนหน้านี้ว่าวันนี้ยังมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าของประเทศนั้น เราจึงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ และไม่ไว้วางใจคือผลประโยชน์ทับซ้อนที่อยู่เหนือเกียรติภูมิของประเทศชาติภายใต้การนำของนายทักษิณ เราจึงไม่ไว้วางใจพรรค พท. ที่มีการแทรกแซงจากนายทักษิณ ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะก็ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่

“ดังนั้น จึงขอนัดหมายพี่น้องประชาชนมาร่วมกันแสดงพลังเพื่อคัดค้านและไม่เห็นด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงเราไม่เห็นด้วยที่จะให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งในและต่างประเทศ ฉะนั้น จึงเชิญชวนพี่น้องมาแสดงพลังในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวต่อว่า ส่วนการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนอื่น ก็ขอให้เป็นไปตามกลไกของรัฐสภา แต่เรามีเงื่อนไขที่ต้องแถลงต่อไป แต่เบื้องต้น ขอนัดหมายพี่น้องมาแสดงพลังเรื่องการคัดค้านผลประโยชน์ทับซ้อนของพรรคเพื่อไทย

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า ตนทราบข้อมูลเบื้องต้นที่ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยนายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งในเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเสียงข้างมาก 6:3 เป็นบุคคลใดนั้น เราคงได้ทราบในคำแถลงต่อไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา หลายวันนี้ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนได้ติดตามเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจ เต็มไปด้วยข่าวลือ และเรื่องราวต่างๆ แม้กระทั่งก่อนการวินิจฉัยก็เต็มไปด้วยข่าวที่สร้างความไม่สบายใจ แต่เมื่อมีมติเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประเทศ เราจึงต้องขอขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากทั้ง 6 คน และเมื่อ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ถามว่าทำไมพวกเราจึงต้องมีการจัดชุมนุม ก็แสดงพลังเพื่อไม่ให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย คือนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ คนต่อไป

ทั้งนี้ คณะรวมพลังแผ่นดินฯ เราเห็นว่าการจะให้นายชัยเกษมมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะทำให้สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาไม่มีความจบสิ้น ไม่ใช่การรบไม่ขลาด แต่จะเป็นการรบไม่ขาด เพราะไม่รู้ว่าฝั่งนั้นจะเปิดข้อมูลอะไรมาอีก อีกทั้งการเจรจาก็ไม่ขาด เพราะมีอำนาจอื่นใดที่พร้อมจะงัดขึ้นมาได้ตลอดเวลา 

“เราไม่สนใจว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติของกัมพูชา หลายคนถามว่าไม่เอานายชัยเกษม ไม่เอาพรรคเพื่อไทยแล้วจะเอาใคร เอาใครก็ได้ที่รับเงื่อนไขของประชาชนได้ โดยเงื่อนไขแรกคือต้องยกเลิก MOU ปี 43 และปี 44 ทันที สองคือต้องยกเลิกเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ทันที สามคือยกเลิกการขายแผ่นดิน 99 ปีทันที สี่คือแลนด์บริดจ์ที่แอบไปซุกที่จะต้องถูกยกเลิกโดยทันที รวมถึง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน ที่จะสร้างสกุลทางการเงินขึ้นมาใหม่ ก็จะต้องยกเลิกโดยทันที ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี หากรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ก็จะต้องเจอการขับไล่ต่อไป ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า คณะรวมพลังแผ่นดินฯ เดินมาถึงจุดที่ต้องการให้คนไทยยึดหลักประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก การนัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม ก็เพื่อแสดงจุดยืน หากพี่น้องไม่ออกมา พรรคร่วมรัฐบาลที่เราบอกว่าพายเรือให้โจรนั่ง แต่ต่อมากลับเป็นโจรพายเรือให้โจรนั่งนั้น เขาอาจพายเรือกันต่อ แล้วเชิดนายชัยเกษมขึ้นมา ฉะนั้นเราอย่ารอให้สถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้น ย้ำว่าการมาร่วมแสดงพลังของประชาชนในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่เช่นนั้นนักการเมืองก็จะคิดประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ย้ำว่าอยากให้พี่น้องประชาชนมารวมพลังกันในวันที่ 31 สิงหาคมตั้งแต่เที่ยงวัน เราจึงจะสามารถหยุดการสืบทอดอำนาจที่จะเอาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทยได้

ขณะที่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราต้องสู้ต่อไป แม้เราจะต่อสู้กันมาตลอด การต่อสู้ทุกอย่างยังไม่จบ นี่เป็นเพียงแค่แสงไฟที่ปลายอุโมงค์เท่านั้น ฉะนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งประชาชนจะเป็นผู้ชนะทั้งหมด และตนย้ำเสมอว่าตระกูลชินวัตรกับพวกเราไม่มีอะไรกัน แต่เราทนไม่ได้ที่ระบบทักษิณจะสร้างพรรคการเมืองหุ่นเชิดเข้ามาในประเทศไทย วันนี้ไปแล้วสองคนคือนายเศรษฐา และ น.ส.แพทองธาร เราจะยอมให้นายชัยเกษมเข้ามาหรือไม่

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ชัยชนะเรื่องการต่อสู้คลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่สิ่งที่เราต้องเจออีกหลายอย่างคือเราต่อสู้กับระบบทักษิณยังไม่จบ ตัวใหญ่ของระบอบทักษิณต้องจบในวันที่ 9 กันยายน เราต้องเกี่ยวก้อยกันไปเพื่อให้ระบอบทักษิณสูญสิ้นไปจากประเทศไทย ทั้งที่ทหารบาดเจ็บไปหลายคน เรายังมีอีกหลายคนที่ต้องต่อสู้ และหวังว่ารัฐบาลใหม่ต้องอย่าเกรงใจเขมร อย่าเกรงใจสมเด็จฮุน เซน หากเกรงใจอีก ก็จะถูกไล่อีกแน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นกับเขมร รัฐบาลใหม่ต้องไฟเขียวให้กองทัพจัดการ และอนุญาตให้กองทัพจัดตั้งรั้ว

ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัด 31 ส.ค.

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และการนัดชุมนุม 31 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้กลุ่มรวมพลังแผ่นดินออกมาแสดงความยินดีและประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

การนัดชุมนุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยอ้างเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่ไว้วางใจในการบริหารประเทศภายใต้อิทธิพลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มผู้ชุมนุมยังเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยกเลิกข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก

การพ้นจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร และการนัดชุมนุม 31 ส.ค. นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด อนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจและการแสดงออกของประชาชน

สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วมการชุมนุม 31 ส.ค.นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โปรดตรวจสอบข้อมูลและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อร่วมกันแสดงพลังและเสียงของประชาชนให้ดังกระหึ่ม

ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัดชุมนุม 31 ส.ค. นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย มาร่วมติดตามสถานการณ์ไปด้วยกัน!

ที่มา – ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัดชุมนุม 31 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัย

Scroll to top