ม็อบเขมร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อมีการชุมนุมประท้วงที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือ โดยมีการวอร์มรถน้ำ “จีโน่” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสลายการชุมนุมหากสถานการณ์บานปลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและรถน้ำจีโน่มีความสำคัญอย่างไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

จากเหตุการณ์การรวมตัวของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีตำรวจควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด มีรายงานว่าตำรวจได้เตรียม “จีโน่” รถน้ำแรงดันสูง เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก

พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจ โดยให้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

“ทาง บก.อคฝ. มีความพร้อมในการสนับสนุน โดยได้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ทั้งหมด 10 คัน และมีการบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ในระหว่างรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในการออกไปสนับสนุนภารกิจ” พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าว

ทำความรู้จักรถน้ำ “จีโน่”

รถน้ำ “จีโน่” เป็นที่รู้จักกันดีในการใช้สลายการชุมนุม โดยเคยถูกนำมาใช้ในการสลายการชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวันเมื่อปี 2563 รถบรรทุกน้ำสีฟ้าคันนี้สามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และมีกระบอกฉีดน้ำบนหลังคารถที่สามารถฉีดได้ไกลถึง 65 เมตร นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับการฉีดได้รอบคัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รถน้ำ “จีโน่” สามารถผสมสีลงในน้ำได้ ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดมีสีติดตัวและเสื้อผ้า ทำให้ง่ายต่อการสังเกต นอกจากนี้ รถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ยังติดตั้งเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD (Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการปราบจลาจล รวมถึงแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ

  • คุณสมบัติเด่นของรถน้ำจีโน่:
  • บรรจุน้ำได้ 12,000 ลิตร
  • ฉีดน้ำได้ไกล 65 เมตร
  • ปรับระดับการฉีดได้รอบคัน
  • ผสมสีในน้ำได้
  • มีเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD
  • มีแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ
  • ล้อกันกระสุน
  • ตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน
  • คันกั้นเหล็กหน้ารถ
  • กล้องวงจรปิดรอบคัน

นอกจากนี้ ล้อของรถ “จีโน่” ยังเป็นล้อกันกระสุน มีตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน และมีคันกั้นเหล็กหน้ารถไว้เคลียร์พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง รอบตัวรถมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์รอบทิศทาง ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

น้ำที่ใช้ฉีดนั้นมักจะผสมสีต่างๆ ลงไป ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการแบ่งแยกกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป สีเหล่านี้มีคุณสมบัติล้างออกยาก ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดถูกระบุตัวได้ง่าย

ในอดีต เคยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงที่นำเข้าจากประเทศอเมริกา ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่พยายามฝ่าแบริเออร์และลวดหนาม บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมของรถน้ำ “จีโน่” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย อย่างไรก็ตาม การใช้รถน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบและสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมด้วย

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่การรักษาสันติภาพและการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – วอร์มรถน้ำ “จีโน่” รอคำสั่ง สลายม็อบกัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

รอง ผกก.คฝ.ย้ำ ตำรวจสลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

รอง ผกก.ควบคุมฝูงชน ย้ำเจ้าหน้าที่ทำตามหลักสากล กรณีสถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เน้นป้องกันเจ้าหน้าที่

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ.) เปิดเผยถึงยุทธวิธีและแนวปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการทำงานแบบไล่ระดับ เริ่มจากการตั้งแถว การเคลื่อนกำลัง (Move-in) การแจ้งเตือน การเจรจา หากไม่เป็นผลและสถานการณ์รุนแรงขึ้นจึงจะใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ หรือกระสุนยาง และหากเกิดการเผชิญหน้าในระยะประชิดและรุนแรงมากอาจต้องใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติในระดับสากล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน

โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ผ่านมา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตนมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการรุกล้ำเข้ามาและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ถือเป็นเหตุอันควรที่เจ้าหน้าที่สามารถตอบโต้ได้อย่างชอบธรรมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางในการควบคุม ซึ่งบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาน้อยเกินไป พ.ต.ท.ศรายุทธชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ไม่มีหน้ากากป้องกัน และไม่สามารถคาดเดาทิศทางลมได้ หากใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากจะกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ จะส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เอง

พ.ต.ท.ศรายุทธ ยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยแก๊สน้ำตาจะทำให้แสบร้อนหรือหายใจติดขัดแต่จะทุเลาเอง ส่วนกระสุนยางเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายยิงต่ำกว่าระดับศีรษะเพื่อลดอันตราย อย่างไรก็ตามระหว่างการควบคุมฝูงชนที่มีการเคลื่อนไหวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนบ้าง

และการใช้อุปกรณ์พิเศษเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่เอง เพราะไม่อาจรู้ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่ โดยกระสุนยางจะใช้ในระยะไม่ต่ำกว่า 10-15 เมตร และไม่เกิน 25 เมตร ขณะที่แก๊สน้ำตาแบบขว้างจะใช้ในระยะ 10-25 เมตร และแบบยิงใช้ในระยะ 50-150 เมตร ทั้งนี้หากการเจรจาและการเตือนบรรลุผล เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องเรดาร์เสียง L-RAD ซึ่งปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อผลักดันกลุ่มฝูงชนให้ออกไป หากอยู่ใกล้และนานอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยิน เครื่องดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยเสียงมีความถี่สูงกว่าเสียงเครื่องบินขึ้นจากสนามบินอีก

พ.ต.ท.ศรายุทธ ระบุว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนายุยงให้ไทยใช้ความรุนแรง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะจะก่อปัญหามากขึ้นและกระทบชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการควบคุมฝูงชนเมื่อวานใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนกับทหาร และภารกิจควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ของทหาร

รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้เกิดคำถามถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการควบคุมสถานการณ์ พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ. ได้ออกมาอธิบายถึงขั้นตอนและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ใช้ โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากล และมีการใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม

ความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายม็อบ

พ.ต.ท.ศรายุทธเน้นย้ำว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งอ้างอิงจากหลักสากล โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่การเจรจา การแจ้งเตือน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์พิเศษเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น การปฏิบัติตามหลักสากลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ:

  • ลดความรุนแรง: การมีขั้นตอนที่ชัดเจนและใช้กำลังตามความเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
  • สร้างความโปร่งใส: การปฏิบัติงานตามหลักสากลทำให้การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน: หลักสากลให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม และกำหนดขอบเขตการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

แม้ว่าการสลายการชุมนุมจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากจำเป็นต้องทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยึดมั่นในหลักสากล เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นย้ำว่าการใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายผู้ชุมนุม และมีการจำกัดการใช้อุปกรณ์ตามระยะทางและสถานการณ์ที่เหมาะสม

การที่ รอง ผกก.คฝ. ออกมาย้ำถึงการปฏิบัติงานตามหลักสากลในการสลายม็อบกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กำลังอย่างเหมาะสมและการเคารพสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

ตำรวจเจ็บ 2 นาย! เหตุวุ่นวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด! ล่าสุดมีรายงาน ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินที่ถูกขว้างปาเข้ามา ขณะเดียวกันทหารกัมพูชาเองก็ได้รับลูกหลง บาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาการรุกล้ำเขตแดนจากฝั่งกัมพูชา ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไทยกำลังดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้กับแนวรั้ว ซึ่งห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ประมาณ 600 เมตร ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 50-70 คน ถือไม้เข้ามาพยายามรื้อทำลายลวดหนามที่ใช้กั้นเขตแดน พร้อมทั้งตะโกนด่าทอทหารไทย โดยบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้ และโต้เถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ในขณะที่ทหารกัมพูชายืนสังเกตการณ์อยู่

ต่อมาในช่วงเย็น กองกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ สภ.โคกสูง ได้เข้าเสริมกำลังในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมตะโกนด่าทอ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย และระดมมวลชนละเมิดข้อตกลง รวมถึงแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยมีอาการหัวแตก จากการถูกก้อนหินขว้างปาจากฝั่งกัมพูชา และกำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารกัมพูชาถูกลูกหลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา โดยถูกลูกหลงจากชาวบ้านกัมพูชาเอง ทำให้มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างอลหม่านและมีความสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาชายแดนที่ละเอียดอ่อน การใช้กำลังและความรุนแรง อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติ บนพื้นฐานของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

เหตุการณ์ ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงซ้ำรอย รวมถึงการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาและวางแผนป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ตำรวจเจ็บแล้ว 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนทหารกัมพูชาถูกลูกหลง เจ็บอีก 1

Scroll to top