ยะลา

กกต.ยะลา เตรียมเฮลิคอปเตอร์บินรับหีบบัตรเลือกตั้ง

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.ยะลา เตรียมเฮลิคอปเตอร์บินรับหีบบัตรเลือกตั้ง จากพื้นที่ห่างไกลและภูเขาสูง เพื่อให้การขนย้ายหลังลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ภูมิประเทศยากลำบาก แต่เจ้าหน้าที่ไม่ประมาท ประชาชนในพื้นที่ยังให้ความสนใจออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก โดยยังไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ รบกวน

กกต.ยะลา เตรียมเฮลิคอปเตอร์บินรับหีบบัตรเลือกตั้งใน 2 อำเภอหลัก

นายปิยะวุธ เขียวขำ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา (กกต.ยะลา) ได้เปิดเผยถึงมาตรการพิเศษสำหรับการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงและห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอ ซึ่งต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานความมั่นคงมาช่วยเหลือ

พื้นที่ที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์มี 2 อำเภอ ได้แก่

  • อำเภอยะหา: หมู่ที่ 8 บ้านเหมืองลาบู ตำบลปะแต จะใช้เฮลิคอปเตอร์จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า บินขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ไปยังที่ว่าการอำเภอยะหา
  • อำเภอธารโต: มี 3 หน่วยเลือกตั้ง ได้แก่ บ้านสันติ 2 หมู่ที่ 6 ต.แม่หวาด (2 หน่วยในโรงเรียนบ้านเยาะ) และบ้านจุฬาภรณ์ 9 หมู่ที่ 9 ต.แม่หวาด จะใช้เฮลิคอปเตอร์จากกองบินตำรวจ (ศชต.) ขนย้ายไปที่ว่าการอำเภอธารโต

เหตุผลที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินรับหีบบัตรเลือกตั้ง

เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีภูมิประเทศขรุขระ เป็นป่าเขา ทำให้การขนส่งทางบกใช้เวลานานและเสี่ยงภัย การใช้เฮลิคอปเตอร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย โดยกกต.ยะลาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นหลัก เมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนน หีบบัตรจะถูกส่งตรงไปยังอำเภอทันที เพื่อนับคะแนนอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงยังประเมินสถานการณ์ว่าปัจจุบันไม่มีเหตุรุนแรงใดกระทบการเลือกตั้ง สะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชนยะลาที่ให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่น ณ เที่ยงวัน คะแนนออกมาใช้สิทธิ์เกิน 50% แล้ว จากเป้าหมาย 80% ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมาก

การเลือกตั้งครั้งนี้ในจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่พิเศษด้านความมั่นคง แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกกต. กับหน่วยงานทหาร ตำรวจ ทำให้การจัดการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพสูง แม้จะมีอุปสรรคจากภูมิประเทศ

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามผลเลือกตั้ง สามารถเช็คได้ผ่านเว็บไซต์กกต. หรือแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง เพื่อความโปร่งใส

ประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีและอากาศยานในการเลือกตั้ง

ในยุคสมัยใหม่ การนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลา แต่ยังลดความเสี่ยงต่อการสูญหายของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย นอกจากยะลาแล้ว พื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ก็อาจนำรูปแบบนี้ไปใช้หากจำเป็น

สุดท้ายนี้ การที่ประชาชนยะลาออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก แสดงถึงความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย แม้ในพื้นที่ท้าทาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองท้องถิ่น ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และอย่าลืมออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า!

ที่มา – กกต.ยะลา เตรียมเฮลิคอปเตอร์บินรับหีบ “บัตรเลือกตั้ง” ในพื้นที่ห่างไกล ภูเขาสูง

แรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านเลือกตั้ง หวังพัฒนา

ในช่วงก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชามติ แรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้ง กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ด่านพรมแดนเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนหลักสู่ประเทศเพื่อนบ้าน พวกเขาหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำพาประเทศไทยให้ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้ง

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ด่านพรมแดนเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด่านบูกิตบือราปิต รัฐเปรัค ของมาเลเซีย มีแรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้งจำนวนมากเดินทางกลับเข้าประเทศไทย เพื่อเตรียมใช้สิทธิ์ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามภูมิลำเนาเดิมของตนเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหวังต่ออนาคตของชาติ

นางสาวนิสาวิตรี ดาะหะแม ซึ่งเดินทางมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อกลับไปโหวตที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เล่าว่า เธอตั้งใจมากเป็นพิเศษเพราะอยากมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ แรงงานไทยที่ทำงานในร้านอาหารอย่างต้มยำกุ้งก็ทยอยกลับกันเยอะ เพราะเวลาคือวันสำคัญที่จะกำหนดอนาคต เธอคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เต็มศักยภาพ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความมั่นคง

แรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับนางจรรยา แซ่โกว ที่ทำธุรกิจร้านขายของในมาเลเซีย เธอเดินทางกลับพร้อมครอบครัวเพื่อไปใช้สิทธิ์ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เลือกตั้งอีกครั้ง ส.ส.ในฝันของเธอคือผู้ที่ซื่อสัตย์ สร้างประโยชน์ให้ประชาชน ไม่ละเลยพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ ปากท้อง และโอกาสการทำงานให้ดีขึ้น

แรงงานไทยกลับจากมาเลเซียเพื่อเลือกตั้ง

เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเต็มที่

พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มช่องบริการ ประทับตราหนังสือเดินทางให้แรงงานไทยที่กลับมาใช้สิทธิ์อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย ขณะเดียวกันก็เฝ้าระวังผู้เดินทางจากอินเดียอย่างเข้มงวด เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสนิปาห์ โดยแจกบัตรคำแนะนำสุขภาพและป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้ไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่ไม่ประมาท

ความหวังของแรงงานไทยต่อรัฐบาลใหม่

นอกจากการใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว แรงงานเหล่านี้ยังมีความหวังสูงต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ย่ำแย้มานาน

  • พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น: สร้างงาน สนับสนุน SME และการค้าชายแดนกับมาเลเซีย
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ถนน สะพาน โรงพยาบาล และการศึกษา
  • ความมั่นคง: ลดความขัดแย้ง สร้างความสามัคคี
  • สวัสดิภาพแรงงาน: ปกป้องสิทธิ์แรงงานไทยในต่างประเทศให้ดีขึ้น

แรงงานไทยในมาเลเซียซึ่งมีจำนวนกว่า 1 ล้านคน ถือเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย การที่พวกเขาทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้ง แสดงถึงจิตสำนึกพลเมืองที่สูง พวกเขามองว่าการเลือกตั้งคือโอกาสเปลี่ยนแปลง สร้างรัฐบาลที่ใส่ใจประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนห่างไกลอย่างภาคใต้

ความสำคัญของการใช้สิทธิ์เลือกตั้งสำหรับแรงงานต่างด้าว

สำหรับแรงงานไทยที่ทำงานในมาเลเซีย การกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเสียค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสทำงาน แต่พวกเขายอมเพื่อสิทธิ์สำคัญนี้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะนำพาการพัฒนาที่แท้จริง เช่น การเพิ่มโอกาสงานในประเทศ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิต การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ออกเสียง แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของครอบครัวและชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ ยังมีแรงงานจากพื้นที่อื่นๆ ที่ทยอยกลับผ่านด่านต่างๆ ทั่วประเทศ สะท้อนภาพรวมของประชาชนไทยที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย ในยุคที่ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมซับซ้อน การมีส่วนร่วมเช่นนี้คือพลังขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวหน้า

สุดท้าย แรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้ง เป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบต่อชาติ การเลือกตั้งคือกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คุณล่ะพร้อมใช้สิทธิ์หรือยัง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนออกมาโหวตกันนะครับ

ที่มา – แรงงานไทยในมาเลเซีย ทยอยกลับบ้านมาเลือกตั้ง หวังรัฐบาลใหม่พัฒนาประเทศให้ดีขึ้น

เหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา พบหลักฐานโยงกลุ่มก่อการร้าย

เกิดเหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลาทันที เหตุการณ์นี้ถูก เหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานโยง “กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง” ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในภาคใต้

เหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา

ตามรายงานจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 19.50 น. ภายในบ้านพักพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านยะลา ตำบลยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจ ทหาร และหน่วยกู้ภัยรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที หลังจากนั้นได้มีการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานโยง “กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง”

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบวัตถุระเบิดและอุปกรณ์บางส่วนที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันสาเหตุที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังพบหยดเลือดตามเส้นทางหลบหนี ซึ่งคาดว่าเป็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยเส้นทางมุ่งหน้าไปยังบ้านปาโจ หมู่ที่ 3 ตำบลยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

เหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้เจ้าหน้าที่จะมีความพยายามปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังคงใช้วิธีการก่อเหตุแบบก่อวินาศกรรมเพื่อสร้างความหวาดกลัว

การตอบสนองของเจ้าหน้าที่หลังเหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำลังเพื่อติดตามผู้ต้องสงสัย โดยใช้ข้อมูลด้านการข่าวและกล้องวงจรปิดในการขยายผล นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงซ้ำซาก

  • ควบคุมพื้นที่เกิดเหตุทันที
  • รวบรวมพยานหลักฐานและตรวจ DNA จากหยดเลือด
  • ติดตามเส้นทางผู้หลบหนีไปยังบ้านปาโจ
  • ประสานงานกับหน่วยข่าวกรองเพื่อขยายผล

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดยะลา พัทลุง นราธิวาส และชายแดนใต้ส่วนอื่นๆ มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยสถิติจากกอ.รมน.ระบุว่ามีเหตุรุนแรงลดลง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา การก่อเหตุครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินการสืบสวนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบสิ่งต้องสงสัย สามารถโทรสายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง

  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้วัตถุต้องสงสัย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบพฤติกรรมผิดปกติ
  • ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  • เข้าร่วมกิจกรรมชุมชนเพื่อเสริมความมั่นคง

จากประสบการณ์เหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบสุข หากประชาชนทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราจะสามารถลดเหตุรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านระมัดระวังตัวและแจ้งข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแสดงความคิดเห็นในบทความนี้ได้เลย

ที่มา – เหตุระเบิดในบ้านพัก จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานโยง “กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง”

นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

สถานการณ์ล่าสุดในจังหวัดนราธิวาส ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ทั่วทั้งจังหวัด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

พล.ต. ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ออกประกาศเรื่องมาตรการบริเวณเขตควบคุมพิเศษ โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ประกาศที่ 29/2569 เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งรวมถึงการประกาศ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

ประกาศนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์วางระเบิดและการก่อเหตุความไม่สงบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือน ในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด

รายละเอียดมาตรการ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว

  • ห้ามออกนอกเคหะสถาน: ห้ามบุคคลใดๆ ออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ทั่วพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
  • ข้อยกเว้น: กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน สามารถขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่
  • เข้มงวดชายแดน: เพิ่มความเข้มงวดในการผ่านเข้า–ออกจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทยมาเลเซีย ตรวจสอบยานพาหนะทุกประเภท การเดินทางของประชาชน และการค้าขายสินค้าทุกชนิด
  • อำนาจเจ้าหน้าที่: มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารดำเนินการด้านยุทธการ การตรวจค้น และการรักษาความมั่นคงตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด

การ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น. นี้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน หรือผู้ที่ต้องเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ลงนามในประกาศครั้งนี้ เพื่อยืนยันถึงความจำเป็นในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

สถานการณ์ในนราธิวาสยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การประกาศเคอร์ฟิวนี้ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ

แม้ว่าการประกาศเคอร์ฟิวอาจสร้างความไม่สะดวกให้กับหลายๆ ท่าน แต่มาตรการนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบในพื้นที่ และเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่มา – นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวทั้งจังหวัด ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

กองทัพบก ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไร้มนุษยธรรม-จงใจทำผิดกฎหมาย ผบ.ทบ. สั่งการเร่งบังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษ คืนความสงบสุขให้พื้นที่

วันที่ 11 มกราคม 2569 ตามที่เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมันรวม 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และระบบสาธารณูปโภคของพลเรือน ถือเป็นการมุ่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ความหวาดกลัว และบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และสนับสนุนให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยด่วน พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่จงใจละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไร้ซึ่งมนุษยธรรม และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนอย่างกว้างขวาง

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนาในการใช้ความรุนแรง ซึ่งขัดกับหลักสันติวิธีตามมาตรฐานสากล ยืนยันว่าการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ใช่ทางออกของปัญหาและไม่อาจยอมรับได้ การกระทำนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่เป็นการเจตนากระทำผิดกฎหมายที่ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมใดๆ ได้ ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อสังคม และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ โดยหลีกเลี่ยงการสนับสนุนทุกรูปแบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่พื้นที่อย่างยั่งยืน.

ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองทัพบกได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม และจงใจละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่มากยิ่งขึ้น

กองทัพบกเร่งบังคับใช้กฎหมาย หลังเกิดเหตุ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงและการละเมิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • การสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสร้างความเข้าใจ สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้า

เหตุการณ์ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างยั่งยืน โดยการสร้างความเข้าใจ การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี และการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

เราทุกคนมีบทบาทในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ การแจ้งเบาะแส และการสนับสนุนการพัฒนาในทุกด้าน ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงและสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญก้าวหน้าได้

ที่มา – ทบ. ประณามไร้มนุษยธรรม เหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน เร่งบังคับใช้กฎหมายจับผู้ก่อเหตุ

“กัณวีร์” ย้ำ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ!

“กัณวีร์” หัวหน้าพรรคพลวัต ประณามเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำลายความสงบและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ลั่น สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ อย่าปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนขอประณามการก่อเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งทำลายความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ผ่านมา 22 ปี ไม่ควรปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน ที่จับคนร้ายไม่ได้ สันติภาพชายแดนใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

นายกัณวีร์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครบรอบ 22 ปีมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 4 มกราคม 2569 ผ่านมา 7 วันเกิดเหตุระเบิดใหญ่ในปั๊มน้ำมัน 11 แห่งในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก

“แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุความรุนแรงเช่นนี้กับธุรกิจปั๊มน้ำมัน การพุ่งเป้าก่อเหตุระเบิดที่เป้าหมายธุรกิจน้ำมัน จะมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงต้องสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุและจับตัวผู้กระทำผิดให้ได้”

หัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า ในขณะที่ผู้ก่อเหตุหากยังใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือจะก่อกวนสร้างสถานการณ์ ก็เป็นสิ่งที่ต้องประณามอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการทำลายความสงบสุข ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้งบประมาณไปกว่า 5 แสนล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้สันติภาพชายแดนใต้ สันติภาพปาตานี เป็นวาระแห่งชาติ

“อย่างที่ผมย้ำและเสนอแนะมาตลอดว่า การพูดคุยเพื่อสันติภาพต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย การกระจายอำนาจโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง การหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลต้องทำให้ได้ ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและแสดงความเสียใจกับทุกการสูญเสียครับ”

สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง การที่นายกัณวีร์เน้นย้ำว่า สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ นั้น เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสนใจและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากทุกภาคส่วนของสังคม

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพูดคุยสันติภาพ การกระจายอำนาจ และการหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณา

อะไรคือความหมายของ “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ”

เมื่อกล่าวถึง “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ” นั้น หมายถึงการที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง โดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้กับพื้นที่

  • การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ
  • การดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา
  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทุกฝ่าย
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ และการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอคติและความขัดแย้ง และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

เราต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงแต่ละครั้ง คือชีวิตและความรู้สึกของผู้คน การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ไม่ควรถูกมองข้าม การสร้างสันติภาพที่แท้จริง จึงไม่ใช่แค่การหยุดยั้งความรุนแรง แต่เป็นการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

การทำให้ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” ประณามเหตุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ำสันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-วางระเบิด

คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-วางระเบิด

สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุคนร้ายป่วนยะลา โดยมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ไล่เด็กปั๊ม และวางระเบิดหัวจ่ายน้ำมัน ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายในหลายพื้นที่ของจังหวัดยะลา เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 01.14 น. กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้รับรายงานว่าเกิดเหตุคนร้ายป่วนยะลา ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน รวมถึงร้านสะดวกซื้อหลายแห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าในพื้นที่จังหวัดยะลา มีการก่อเหตุ 4 จุดด้วยกัน:

  • ปั๊มน้ำมัน ปตท. พื้นที่บ้านบันนังดามา อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา
  • บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.บันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
  • ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา–รามัน ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
  • ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) ขาเข้าตัวเมืองยะลา ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

เหตุการณ์คนร้ายป่วนยะลา ครั้งนี้ ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน

จากการสอบสวนพยานแวดล้อม ทราบว่า ลักษณะของคนร้ายที่ก่อเหตุในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) เป็นชายวัยรุ่น ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า ก่อนจะไล่ให้เด็กปั๊มออกไป และลงมือก่อเหตุวางระเบิดจำนวน 3 ลูกไว้ที่หัวจ่ายน้ำมันจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเร่งติดตามสถานการณ์ คนร้ายป่วนยะลา

นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด และเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมทั้งจะแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียง การกระทำของคนร้ายป่วนยะลา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการประณามจากทุกภาคส่วนของสังคม

ทางหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาความยากจน การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนในต่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้

เหตุการณ์ คนร้ายป่วนยะลา ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับทุกคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว และความสงบสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่สุด

ที่มา – คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-ไล่เด็กปั๊ม ก่อนวางระเบิดหัวจ่าย ไฟไหม้เสียหาย

ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT พื้นที่น้ำท่วมใต้ เป็น 17-19 ม.ค. 69

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวง อว. และ ทปอ. ประกาศเลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 ในบางจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสสอบอย่างเท่าเทียมกัน มาดูรายละเอียดกันเลย

ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69

เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและความพร้อมของผู้เข้าสอบ ทำให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จึงได้ตัดสินใจทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69 เพื่อให้นักเรียนที่ได้รับผลกระทบมีโอกาสเตรียมตัวและเข้าสอบได้อย่างเต็มที่

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบและมีการเลื่อนสอบ

  • สงขลา
  • ยะลา
  • นราธิวาส

สำหรับนักเรียนในจังหวัดดังกล่าว จะทำการสอบในวันที่ 17-19 มกราคม 2569 ที่สนามสอบเดิม (หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงสนามสอบบางส่วน) โดยสามารถตรวจสอบสนามสอบใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

จังหวัดใกล้เคียงยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบได้

สำหรับจังหวัดใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน ได้แก่ ปัตตานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสตูล นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางมาสอบ สามารถยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบได้ตั้งแต่วันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2568 โดยจะต้องแสดงหลักฐานประกอบ เช่น รูปภาพหรือคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม

หากได้รับการอนุมัติให้เลื่อนสอบ นักเรียนจะไม่สามารถกลับไปสอบที่สนามสอบเดิมได้ และจะต้องไปสอบในวันที่ 17-19 มกราคม 2569 แทน

การเปลี่ยนแปลงปฏิทิน TCAS รอบที่ 1 (Portfolio)

เนื่องจากการเลื่อนสอบในครั้งนี้ ส่งผลให้การประกาศผลรอบ Portfolio (รอบที่ 1) เลื่อนจากเดิมวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันที่ 4 มีนาคม 2569 นักเรียนที่สอบในวันที่ 17-19 มกราคม 2569 สามารถนำคะแนนไปยื่นในรอบ Portfolio ได้ทัน

ข้อสำคัญที่ควรรู้

  • ตรวจสอบสนามสอบใหม่อีกครั้งในวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • ยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบ (สำหรับนักเรียนในจังหวัดใกล้เคียง) ภายในวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2568
  • เตรียมหลักฐานประกอบการยื่นคำร้องให้พร้อม

ทาง ทปอ. ยืนยันว่าการสอบที่เลื่อนออกไปนี้ ถึงแม้จะเป็นข้อสอบคนละชุดกัน แต่มีมาตรฐานเดียวกัน และจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบอย่างแน่นอน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน

สรุปคือ ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69 ขอให้น้องๆ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบที่จะมาถึงนี้นะครับ สู้ๆ!

ที่มา – ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69

พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) ขาดแคลนในจังหวัด สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส หลังเส้นทางขนส่งถูกตัดขาดจากอุทกภัย

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เผยว่า ปัญหา พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เกิดขึ้นเนื่องจากเส้นทางหลักถูกตัดขาด และสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ทำให้การขนส่งเป็นไปได้ยากลำบาก แต่กระทรวงพลังงานได้ประสานงานกับกรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัด และผู้ประกอบการ ปรับแผนการขนส่งและเส้นทางใหม่

ความคืบหน้าล่าสุด พบว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยเมื่อคืนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สามารถขนส่งเชื้อเพลิงเข้าไปในบางส่วนของพื้นที่ได้แล้ว และจะเร่งดำเนินการขนส่ง พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานในภาวะวิกฤต เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย

พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวเพิ่มเติมว่า “กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยปรับวิธีการขนส่งและเส้นทางลำเลียง พร้อมทั้งตรวจสอบความปลอดภัยของทุกเส้นทาง ปัจจุบัน พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เริ่มทยอยเข้าสู่พื้นที่ได้บ้างแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี”

ความช่วยเหลือด้านพลังงานในพื้นที่ประสบภัย

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้เตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และพร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการมีแผนสำรองด้านพลังงานเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข แม้ในยามยากลำบาก การที่กระทรวงพลังงานสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนอย่างแท้จริง

การประสานงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหา พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ประสบความสำเร็จ หวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และประชาชนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ที่มา – “พลังงาน” เร่งส่งน้ำมัน-LPG ไป สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส หลังเส้นทางถูกตัดขาด

Scroll to top