ยิงคนตาย

ล่ามือปืนโหด รัวยิง 15 นัด เจ้าของกาแฟแบรนด์ดังเสียชีวิต หน้าสำนักสงฆ์

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ล่ามือปืนโหด รัวยิง 15 นัด เจ้าของกาแฟแบรนด์ดังเสียชีวิต หน้าสำนักสงฆ์

ถือเป็นข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวชุมพรเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดคดีอุกฉกรรจ์ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ คือกรณี ล่ามือปืนโหด รัวยิง 15 นัด เจ้าของกาแฟแบรนด์ดังเสียชีวิต หน้าสำนักสงฆ์ ในพื้นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โดยผู้เคราะห์ร้ายคือ นายทนงศักดิ์ พรมชัยศรี นักธุรกิจกาแฟชื่อดังและนักพัฒนาชุมชนที่มีชื่อเสียง ซึ่งถูกคนร้ายบุกเดี่ยวลั่นไกสังหารอย่างโหดเหี้ยมกลางดึกขณะกำลังเตรียมงานเทศกาลทุเรียน

เจาะลึกปมสังหารและเหตุการณ์ ล่ามือปืนโหด รัวยิง 15 นัด เจ้าของกาแฟแบรนด์ดังเสียชีวิต หน้าสำนักสงฆ์

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่นายทนงศักดิ์กำลังยืนพูดคุยกับพระสงฆ์และคนงานบริเวณหน้าสำนักสงฆ์หินเข้ เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมงานเทศกาลทุเรียน จู่ๆ ก็มีคนร้ายสวมชุดดำปิดบังใบหน้าขับรถจักรยานยนต์เข้ามาประชิดตัว ก่อนจะชักอาวุธปืนขนาด 9 มม. รัวกระสุนใส่ผู้ตายแบบไม่ยั้งมือจนหมดแมกกาซีน รวม 15 นัด ส่งผลให้ผู้ตายเสียชีวิตในเวลาต่อมา ท่ามกลางความตกใจของพยานที่อยู่ในเหตุการณ์

  • คนร้ายใช้ปืนพกขนาด 9 มม. ในการก่อเหตุ
  • พบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุจำนวน 15 ปลอก
  • ผู้เสียชีวิตคือ นายทนงศักดิ์ พรมชัยศรี เจ้าของแบรนด์กาแฟชื่อดัง “ชายเก๋”

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าแซะ ได้เร่งเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบหลักฐานสำคัญเป็นรอยกระสุนและปลอกกระสุนกระจายเกลื่อนถนนคอนกรีต แม้พื้นที่เกิดเหตุจะมืดและไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง แต่ตำรวจได้ระดมกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทางหลบหนีของคนร้าย เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด

ตำรวจมุ่งประเด็นการสืบสวนคดี ล่ามือปืนโหด รัวยิง 15 นัด เจ้าของกาแฟแบรนด์ดังเสียชีวิต หน้าสำนักสงฆ์

จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการตั้งสมมติฐานไว้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

  1. ความขัดแย้งส่วนตัว: ผู้ตายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและทำธุรกิจหลายอย่าง จึงอาจมีความขัดแย้งเชิงธุรกิจหรือปัญหากับผู้อื่น
  2. ประเด็นชู้สาว: เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่ผู้ตายเคยมีประเด็นเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมโยงว่าเป็นมูลเหตุจูงใจหรือไม่

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางชุมชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนในพื้นที่อย่างมาก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถปิดคดีนี้ได้โดยเร็ว เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของบุคคลสำคัญในแวดวงกาแฟชุมชนครั้งนี้

ที่มา – ล่ามือปืนโหด รัวยิง 15 นัด เจ้าของกาแฟแบรนด์ดังเสียชีวิต หน้าสำนักสงฆ์

หนุ่มบุกยิงอดีตเมีย-ชายคนใหม่ ก่อนลั่นไกปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุสะเทือนขวัญใจกลางกรุง เมื่อมีรายงานเหตุ หนุ่มบุกยิงอดีตเมีย-ชายคนใหม่ ก่อนลั่นไกปลิดชีพตัวเอง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับคนในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี ต้องรีบเร่งเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและดำเนินการตามกฎหมาย

สรุปเหตุการณ์ หนุ่มบุกยิงอดีตเมีย-ชายคนใหม่ ก่อนลั่นไกปลิดชีพตัวเอง

เหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นในทาวน์เฮาส์ย่านบางชัน เขตคลองสามวา เมื่อนายรังสรรค์ อายุ 35 ปี อาชีพไรเดอร์ ได้บุกเข้าไปในบ้านของอดีตภรรยาและก่อเหตุอุกอาจ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้ลงมือมีความเครียดสะสมจากปัญหาความสัมพันธ์ หลังจากที่จับได้ว่าอดีตภรรยากลับไปคบหากับชายคนใหม่ และได้มีการย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดความหึงหวงและมีปากเสียงกันรุนแรงมาโดยตลอด

รายละเอียดเบื้องลึกและปมความขัดแย้ง

จากการสืบสวนพบว่า นายรังสรรค์ได้วางแผนล่วงหน้า โดยนำตัวคนในครอบครัวไปส่งตามจุดต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางมายังบ้านหลังเกิดเหตุและก่อเหตุยิงนายวรโชติ (ชายคนใหม่) และนางสาวปิยะนุช (อดีตภรรยา) ก่อนจะหันปืนกระบอกเดียวกันปลิดชีพตัวเองตามไปในที่สุด ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

  • ผู้เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ นายรังสรรค์ และนางสาวปิยะนุช
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นายวรโชติ ซึ่งขณะนี้ยังคงรักษาตัวในอาการสาหัส
  • หลักฐานในที่เกิดเหตุ พบอาวุธปืนขนาด .380 และปลอกกระสุนหลายนัด

เหตุการณ์ หนุ่มบุกยิงอดีตเมีย-ชายคนใหม่ ก่อนลั่นไกปลิดชีพตัวเอง ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการแก้ไขปัญหาด้วยอารมณ์บุกระทำรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของหลายคนในพริบตาเดียว ปัญหาความรักที่จบลงด้วยความรุนแรงมักทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดให้กับครอบครัวและคนรอบข้างเสมอ การหันหน้าเข้าหากันหรือพึ่งพากระบวนการปรึกษาหารือทางจิตวิทยาอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการตัดสินใจด้วยความโกรธแค้นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมักย้ำเตือนเสมอว่า หากรู้สึกว่าตนเองแบกรับความเครียดทางอารมณ์ไว้อย่างหนักหน่วง ไม่ควรเก็บไว้เพียงลำพัง ควรปรึกษาคนใกล้ชิดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นโศกนาฏกรรมในครั้งนี้อีก

ที่มา – หนุ่มบุกยิงอดีตเมีย-ชายคนใหม่ ก่อนลั่นไกปลิดชีพตัวเอง ดับ 2 ศพ สาหัส 1 ราย

อาลัยแน่นวัด พิธีรดน้ำศพ ครูปภัสรา

บรรยากาศ อาลัยแน่นวัด พิธีรดน้ำศพ ครูปภัสรา สร้างความโศกเศร้าอย่างมากให้กับชาวอยุธยา หลังจากครูปภัสรา เรืองฤทธิ์ วัย 44 ปี กลายเป็นเหยื่อของชายคลั่งกราดยิงที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ประชาชน ครอบครัว เพื่อนครู และลูกศิษย์ต่างเดินทางมาร่วมงานศพอย่างคับคั่ง ท่ามกลางความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐที่เร่งเข้ามาดูแล

อาลัยแน่นวัด พิธีรดน้ำศพ ครูปภัสรา

อาลัยแน่นวัด พิธีรดน้ำศพ “ครูปภัสรา”

ที่วัดราษฎร์บำรุงหนองปลาดุก ต.สิงหนาท อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ร่างของน.ส.ปภัสรา เรืองฤทธิ์ ครูโรงเรียนวัดสุคันธาราม (สุคันธวิทยาคาร) ต.บ่อตาโล่ อ.วังน้อย ถูกเคลื่อนย้ายมาจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม จ.ปทุมธานี ท่ามกลางความอาลัยของบิดามารดาและบุตรทั้ง 3 คน ได้แก่ ลูกชายวัย 18 ปี ลูกสาววัย 10 ปี และลูกสาววัย 2 ปี นักจิตวิทยาเข้ามาดูแลสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด

เวลา 15.00 น. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมนายธีรเมธ เทพวิชัยศิลปกุล นายอำเภอลาดบัวหลวง เป็นประธาน อาลัยแน่นวัด พิธีรดน้ำศพ ครูปภัสรา มีข้าราชการ ครู และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ผู้ว่าฯ เข้าให้กำลังใจครอบครัวอย่างอบอุ่น

ผู้ว่าฯ สั่งเร่งช่วยเหลือครอบครัวเหยื่อกราดยิง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดเผยว่า สั่งหน่วยงานช่วยเหลือเต็มที่ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดจะเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายจากคดีอาญา ประมาณ 300,000 บาท สำหรับบุตร 3 คน จังหวัดประสานการศึกษาเรื่องทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะดูแลทุกด้าน โดยเฉพาะสภาพจิตใจเด็กๆ ผ่านสาธารณสุขอำเภอ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานพิธีรดน้ำศพ ครูปภัสรา

นายพยงค์ เรืองฤทธิ์ อายุ 76 ปี พ่อผู้เสียชีวิต เล่าว่าลูกสาวขยันมุ่งมั่น จากโรงงานสู่ครูด้วยตัวเอง ชอบช่วยสังคม ห่วงหลาน 3 คนที่สุด แต่สภาพจิตใจยังพอไหวเพราะอยู่ด้วยกันมา ยืนยันไม่รับคำขอโทษผู้ก่อเหตุ เพราะไม่รู้จักกันและลูกไม่ได้ผิด เรียกร้องกฎหมายลงโทษเด็ดขาด เหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อย

พ่อของครูปภัสราให้สัมภาษณ์

ข้อกล่าวหาผู้ต้องหาและสาเหตุกราดยิง

พ.ต.อ.ปริญญา ทองมา ผกก.สภ.ลาดบัวหลวง ระบุ สอบปากคำครบ แจ้งข้อหา:

  • ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
  • พยายามฆ่า
  • มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  • ยิงปืนในที่ชุมชนโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ทำให้เสียทรัพย์

ผู้ก่อเหตุมีประวัติเสพยา อาจหลอนจากยา รถล้มแล้วกราดยิงรถที่ผ่าน คิดว่ามีคนมาทำร้าย วันจับยังมึน 送โรงพยาบาล ปัจจุบันดีขึ้นแต่ยังไม่ปกติ ปืนเป็นของอดีตตำรวจขอนแก่นแจ้งหายปี 2561

เหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้สะท้อนปัญหายาเสพติดและอาวุธปืนผิดกฎหมายในสังคมไทยที่รุนแรงขึ้น สร้างความสูญเสียให้ครอบครัวและชุมชน การช่วยเหลือครอบครัวครูปภัสราเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องมีมาตรการป้องกันเข้มงวดมากขึ้น

ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวครูปภัสรา และหวังว่ากฎหมายจะให้ความยุติธรรม สังคมควรตื่นตัว รายงานพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำ แชร์ข่าวนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – อาลัยแน่นวัด พิธีรดน้ำศพ “ครูปภัสรา” เหยื่อชายคลั่งกราดยิง พ่อยันไม่รับคำขอโทษ

แห่อาลัย “ครูปภัสรา” เหยื่อกราดยิงอยุธยา ตร.ฝากขัง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลายเป็นข่าวใหญ่ที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจ เมื่อชายคลั่งกราดยิงชาวบ้านโดยไม่เลือกหน้า ส่งผลให้น.ส.ปภัสรา เรืองฤทธิ์ หรือที่ทุกคนรู้จักในนาม “ครูปภัสรา” วัย 44 ปี ครูประจำโรงเรียนวัดสุคันธาราม (สุคันธวิทยาคาร) ตำบลบ่อตาโล่ อำเภอวังน้อย เสียชีวิตคาที่ต่อหน้าลูกชายของตัวเอง โซเชียลมีเดียต่างแห่อาลัย “ครูปภัสรา”กันถล่มทลาย ขณะที่ตำรวจเร่งดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ ล่าสุดได้นำตัวไปฝากขังศาลแล้ว

แห่อาลัย “ครูปภัสรา” เหยื่อชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ล่าสุด ตร. คุมตัวฝากขังศาล

หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเมื่อไม่กี่วันก่อน ชายวัย 35 ปีที่ถูกระบุชื่อว่านายศราวุธ ได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอลาดบัวหลวง ทำให้ครูปภัสรา ซึ่งกำลังขับรถไปรับลูก ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียให้ครอบครัวผู้ตายเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

ความคืบหน้าคดี: ตำรวจยกเลิกทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

วันที่ 27 เมษายน 2569 ทีมข่าวลงพื้นที่สถานีตำรวจภูธรลาดบัวหลวง เพื่อติดตามความคืบหน้า พบว่าตำรวจนําตัวผู้ต้องหาออกมาจากห้องขังเพื่อสอบถามเพิ่มเติม โดยมีแผนจะทำแผนประกอบคำรับสารภาพ แต่สุดท้ายต้องยกเลิกเพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากญาติของผู้เสียชีวิตยังอยู่ในอารมณ์โกรธแค้นมาก

  • ผู้ต้องหาไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องมูลเหตุและการสำนึกผิด
  • ระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหายังพูดคุยปกติและมีรอยยิ้ม ไม่แสดงความกังวล
  • ก่อนขึ้นรถคุมตัวไปศาล ผู้ต้องหายอมรับว่าสำนึกผิด อยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต
  • อ้างสาเหตุเกิดจากการหลอนหลังเสพยาเสพติด แต่จำปริมาณไม่ได้
  • ปฏิเสธตอบเรื่องที่มาของอาวุธปืน โดยบอกว่าเครียดไม่อยากพูด

จากพฤติกรรมของผู้ต้องหา ตำรวจคาดว่าเขาอาจยังมีอาการหลงผิดจากยาเสพติด ทำให้การสอบสวนต้องใช้เวลานานขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน

โซเชียลแห่อาลัยครูปภัสรา สพฐ.-โรงเรียนโพสต์แสดงความเสียใจ

ในขณะที่คดีกำลังดำเนินไป ทางโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยข้อความแห่อาลัย “ครูปภัสรา” จากเพื่อนครู นักเรียน หน่วยงานการศึกษา และประชาชนทั่วไป สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และโรงเรียนวัดสุคันธาราม ได้โพสต์ภาพและข้อความแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมแจ้งกำหนดการประกอบพิธีทางศาสนาให้ทราบ ครูปภัสราเป็นข้าราชการครูที่ทุ่มเทให้การศึกษาเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล เธอเป็นที่รักของทุกคนในโรงเรียน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียที่ไม่อาจทดแทนได้ ไม่เพียงครอบครัวที่ต้องพลัดพ่อแม่ลูก แต่สังคมการศึกษาไทยก็สูญเสียนักการศึกษาที่ดีคนหนึ่งไป

ยาเสพติด ต้นตอของอาชญากรรมรุนแรง

ผู้ต้องหาอ้างว่าหลอนจากยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในคดีกราดยิงหรืออาชญากรรมรุนแรงทั่วประเทศ ยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ไอซ์หรือยาบ้า) มักทำให้ผู้เสพสูญเสียการควบคุมตนเอง เกิดอาการหวาดระแวงและก้าวร้าว สามารถนำไปสู่การกระทำที่รุนแรงได้

  • อาการหลอนจากยา: ภาพหลอน เสียงหลอน หวาดกลัวผีสาง
  • ผลกระทบต่อสังคม: เพิ่มคดีอาชญากรรม ลดคุณภาพชีวิตชุมชน
  • แนวทางป้องกัน: รณรงค์ให้ความรู้ ส่งเสริมการบำบัดผู้เสพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งปราบปรามแหล่งผลิตและจำหน่ายยาเสพติดให้เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์แห่อาลัย “ครูปภัสรา”นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของยาเสพติดที่ซ่อนภัยร้ายแรงไว้เบื้องหลัง สังคมไทยต้องรวมพลังกันต้านยาเสพติดตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้เกิดความสูญเสียอีก หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ

ที่มา – แห่อาลัย “ครูปภัสรา” เหยื่อชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ล่าสุด ตร. คุมตัวฝากขังศาล

โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวดับสลด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้ายที่สะเทือนขวัญทั้งประเทศกันครับ โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวเคราะห์ร้ายดับสลดต่อหน้าลูก เหตุการณ์สุดโหดที่เกิดขึ้นกลางถนนในพื้นที่อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชายคนหนึ่งคลุ้มคลั่งด้วยฤทธิ์ยาเสพติด คว้าปืนกราดยิงใส่ชาวบ้านไม่เลือกหน้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือครูสาววัย 44 ปี ที่เพิ่งบรรจุงานได้แค่ 4 ปี เธอต้องมาตายต่อหน้าลูกๆ ของตัวเองแบบไม่ทันตั้งตัว น่าเศร้าใจจริงๆ ครับ

โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวเคราะห์ร้ายดับสลดต่อหน้าลูก

โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวเคราะห์ร้ายดับสลดต่อหน้าลูก

คืบหน้าล่าสุดจากเหตุการณ์นี้ ตำรวจ สภ.ลาดบัวหลวง ได้แจ้งข้อกล่าวหานายศราวุธ อายุ 35 ปี ผู้ก่อเหตุหลายข้อหาเลยทีเดียวครับ ไม่ใช่แค่ยิงปืนอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องยาเสพติดด้วย เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อชายคนนี้คลั่งยา เดินกราดยิงกลางชุมชน ทำให้รถยนต์ชาวบ้านเสียหายหลายคัน ผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ศพ นั่นคือ น.ส.ปภัสรา เรืองฤทธิ์ ครูสอนที่โรงเรียนวัดสุคันธาราม (สุคันธวิทยาคาร) ต.บ่อตาโล่ อ.วังน้อย เธอกำลังเดินทางมากับญาติและลูก 2 คน พอเจอเหตุร้ายก็โดนลูกหลงเข้าอย่างจัง ลูกสาวโทรบอกน้องชายว่า “แม่ถูกยิง” ทุกคนตกใจมาก พอไปถึงก็สายเกินไป พี่สาวเสียชีวิตแล้ว สร้างความเสียใจให้ครอบครัวสุดๆ

เล่าจากปากผู้รอดชีวิตในคดีโดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา

นายวัลลพ อายุ 60 ปี หนึ่งในผู้บาดเจ็บ เล่าให้ฟังแบบสะเทือนใจมากครับ ตอนนั้นเขาขับรถมากับครอบครัวจากฉะเชิงเทรา ไปงานแต่งงาน พอมาถึงจุดเกิดเหตุ เจอรถบรรทุก 10 ล้อจอดขวางไว้ กำลังจะกลับรถอยู่ดีๆ ชายคลั่งก็เดินมาหน้ารถแล้วยิงปืนใส่กระจกหน้ารถ 1 นัด! กระสุนทะลุเข้าไปแฉลบโดนแขนซ้าย เย็บถึง 4 เข็ม ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบขับหนีออกมา แล้วค่อยรู้ทีหลังว่ารถชาวบ้านถูกยิงอีกหลายคัน น่ากลัวจริงๆ

โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวเคราะห์ร้ายดับสลดต่อหน้าลูก รูปผู้เสียหาย

สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิต นายธนกร น้องชายของครูปภัสรา บอกว่าพี่สาวเป็นคนดี สอนหนังสือเด็กๆ เพิ่งบรรจุ 4 ปีเอง ครอบครัวจะนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดราษฎร์บำรุง (หนองปลาดุก) ต.สิงหนาท อ.ลาดบัวหลวง ครับ

ข้อกล่าวหาเต็มๆ ของผู้ต้องหา

  • ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  • ยิงปืนในที่ชุมชนโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ครอบครองยาเสพติดประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า)

ตำรวจพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจอาวุธปืน 9 มม. ลายนิ้วมือ และดีเอ็นเอของผู้ต้องหา เพื่อยืนยันหลักฐานให้ชัดเจน ชาวบ้านและญาติผู้เสียหายแห่ไปที่ สภ.ลาดบัวหลวง เพื่อติดตามคดี ทุกคนโกรธและเสียใจมาก

เหตุการณ์ โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวเคราะห์ร้ายดับสลดต่อหน้าลูก นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่ายาเสพติดทำลายชีวิตได้ขนาดไหน ชาวบ้านบริสุทธิ์ต้องมาเดือดร้อน ถนนที่เราขับทุกวันอาจกลายเป็นนรกได้ทุกเมื่อ เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ เราควรทำยังไงให้พื้นที่ของเราปลอดภัยกว่านี้ เช่น รายงานคนน่าสงสัย รณรงค์ต่อต้านยาเสพติด หรือขับรถระวังมากขึ้น สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวครูปภัสรา และหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ลองแชร์ประสบการณ์หรือความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้ช่วยกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ!

ที่มา – โดนหลายข้อหา ชายคลั่งกราดยิงที่อยุธยา ครูสาวเคราะห์ร้ายดับสลดต่อหน้าลูก

เปิดคลิป! จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างป้องกันตัว

เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการป้องกันตัว กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และเจ้าหน้าที่ในรัฐมินนิโซตา ได้ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง นายอเล็กซ์ เพรตติ วัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัวนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

เกือบจะทันทีหลังจากมีรายงานเหตุยิงกันออกมาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ DHS รายหนึ่งระบุว่า เหยื่อ “มีอาวุธปืนพร้อมซองกระสุน 2 ซอง” หลังจากนั้นไม่นาน ทางกระทรวงฯ แถลงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง

DHS ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรายหนึ่งซึ่ง “เป็นที่ต้องการตัวในคดีทำร้ายร่างกายโดยใช้ความรุนแรง” ในขณะนั้นได้มี “บุคคลหนึ่งเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ พร้อมปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม.”

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่พยายามปลดอาวุธผู้ต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากเกรงว่าชีวิตของตนและเพื่อนร่วมงานจะไม่ปลอดภัย ทีมแพทย์ในที่เกิดเหตุเข้าปฐมพยาบาลผู้ถูกยิงทันที แต่เขาได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

ทางด้าน นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่า การลำดับเหตุการณ์ที่ทาง DHS บอกนั้น “ไร้สาระ” และ “โกหก” โดยระบุว่าเขาได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวแล้ว

“สิ่งที่ผมเห็นกับตา และสิ่งที่พวกคุณกำลังจะได้เห็นกับตาตัวเอง ทำให้เรื่องที่พวกเขาอ้างนั้นเชื่อได้ยากมาก” นายวอลซ์กล่าว “ผมได้ดูวิดีโอจากหลายมุมกล้องแล้ว และมันน่าสะอิดสะเอียนมาก”

ขณะที่นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ระบุเช่นกันว่าเขาได้ดูวิดีโอเหตุการณ์แล้ว โดยบรรยายภาพที่เห็นว่า “เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากมากกว่า 6 คน กำลังรุมซ้อมประชาชนของเราคนหนึ่งและยิงเขาจนเสียชีวิต”

ด้าน CNN ระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวดูเหมือนจะแสดงให้เห็นภาพที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง หยิบปืนออกมาจากตัวนายเพรตติ เพียงครู่เดียวก่อนจะระดมยิงเขาจนเสียชีวิต นอกจากนี้ พยานในที่เกิดเหตุยังให้การว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรมในเมืองมินนีแอโพลิส ผู้คนต่างออกมาแสดงความไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ และตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการใช้กำลังถึงชีวิต การเปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว ทำให้ประชาชนสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่ข้อสงสัยในการแถลงการณ์ของ DHS

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง:

  • ความขัดแย้งในข้อมูลระหว่าง DHS และผู้เห็นเหตุการณ์
  • การตรวจสอบคลิปวิดีโอเหตุการณ์
  • การเรียกร้องความเป็นธรรมจากประชาชน
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่

การเปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และความโปร่งใสในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คืออะไร และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความรับผิดชอบ และความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังต้องเป็นไปตามหลักการ และกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

หนุ่มชักมีดแทง โดนยิงสวนดับหน้าแฟลตคลองจั่น

หนุ่มชักมีดแทง โดนยิงสวนดับหน้าแฟลตคลองจั่น ตร.ตามรวบมือปืนบาดเจ็บที่ รพ

เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในย่านคลองจั่น เมื่อหนุ่มชักมีดแทง โดนยิงสวนดับหน้าแฟลตคลองจั่น ตร.ตามรวบมือปืนบาดเจ็บที่ รพ สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวชุมชนเป็นอย่างมาก เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงในสังคม แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาบาดหมางเก่าๆ ที่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้

หนุ่มชักมีดแทง โดนยิงสวนดับหน้าแฟลตคลองจั่น ตร.ตามรวบมือปืนบาดเจ็บที่ รพ

จากรายงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ได้รับแจ้งเหตุมีชายถูกยิงเสียชีวิตบริเวณฝั่งตรงข้ามแฟลตคลองจั่น 10 ซอยเสรีไทย 7 แยก 6 แขวงคลองจั่น ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่น ที่เกิดเหตุหน้าหนึ่งร้านขายกระท่อม พบศพผู้เสียชีวิตชื่อนายกุลพงศ์ อายุ 26 ปี สภาพร่างกายสวมเสื้อแขนยาวสีดำและกางเกงขายาวสีดำ มีบาดแผลจากการถูกยิง 2 นัดที่ลำคอและขา ทะลุด้านหลัง นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นถนน ข้างๆ กันยังพบมีดพกปลายแหลมตกอยู่

ส่วนผู้ก่อเหตุคือ นายไกรวี อายุ 33 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกมีดแทงที่ใบหน้าและลำตัว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที จุดเกิดเหตุเป็นย่านชุมชนคึกคัก แต่คราบเลือดถูกทำความสะอาดเกือบหมดแล้ว ทำให้การตรวจสอบหลักฐานต้องอาศัยความละเอียดมากยิ่งขึ้น

สาเหตุบาดหมางและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายนิค อายุ 26 ปี เจ้าของร้านขายกระท่อมที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เล่าว่า ในคืนนั้นตนและพี่ชายกำลังนั่งคุยกันหน้าร้าน โดยไม่ได้ดื่มสุราหรือของมึนเมา จากนั้นเห็นผู้เสียชีวิตเดินวนเวียน ถ่ายวิดีโอ และพูดคนเดียว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งผู้เสียชีวิตเดินตรงเข้ามาและใช้มีดแทงพี่ชายจนล้มลง พี่ชายจึงหยิบปืนที่เหน็บไว้ยิงสวนไป 1 นัด และสั่งให้ออกไป แต่ผู้เสียชีวิตไม่ยอม ยังคงคร่อมร่างและแทงต่อ พี่ชายจึงยิงอีกนัด ทำให้ผู้เสียชีวิตเดินออกมาก่อนล้มลงหน้าร้าน จากนั้นพี่ชายก็หยิบมีดออกจากมือผู้ตาย

นายนิคเล่าว่าตนตกใจมาก รีบวิ่งหากู้ภัยช่วยเหลือ พี่ชายยืนยันว่าจะรอตำรวจ แต่บาดเจ็บสาหัสจึงถูกนำส่งโรงพยาบาลก่อน ส่วนสาเหตุคาดว่ามาจากบาดหมางเก่าๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อน พี่ชายเคยเจอผู้เสียชีวิตและถามว่า “ออกจากคุกแล้วใช่ไหม” ซึ่งผู้เสียชีวิตตอบว่าออกมาหางานทำ และทั้งคู่คุยกันดี แต่หลังจากนั้นไม่เจอกันจนถึงวันเกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังพบอุปกรณ์เตรียมการใต้แฟลต คาดว่าผู้เสียชีวิตอาจวางแผนมาก่อน

ป้าของผู้เสียชีวิต นางนงค์ อายุ 66 ปี เล่าว่าเห็นหลานชายนั่งเล่นมือถือหน้าบ้านห่างจุดเกิดเหตุเพียง 10 เมตร ก่อนมีคนมาบอกว่าถูกยิง เธอเสียใจมากและมองว่าเหตุการณ์อุกอาจ โดยเฉพาะการพกปืนในชุมชน ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตเพิ่งออกจากเรือนจำต้นเดือน ติดคดีอาวุธปืนและยาเสพติด แต่พยายามปรับตัว ทำงานที่ห้างสรรพสินค้า และมีสติปกติ ไม่ใช่คนสติไม่ดี

พ.ต.อ.ธนาพันธ์ ผดุงการ ผกก.สน.ลาดพร้าว ระบุว่าผู้ยิงกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล ยังไม่ได้สอบปากคำใคร แต่จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

  • ปัญหาบาดหมางเก่าที่ไม่ได้รับการแก้ไข
  • การพกพาอาวุธในพื้นที่ชุมชน
  • ผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม

เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวคลองจั่นตื่นตัวมากขึ้น หากคุณอาศัยในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น ควรระมัดระวังและแจ้งเบาะแสความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์หนุ่มชักมีดแทง โดนยิงสวนดับหน้าแฟลตคลองจั่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในระบบบำบัดฟื้นฟูผู้เคยกระทำผิด ควรมีโครงการสนับสนุนการปรับตัวให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในสังคม

ที่มา – หนุ่มชักมีดแทง โดนยิงสวนดับหน้าแฟลตคลองจั่น ตร.ตามรวบมือปืนบาดเจ็บที่ รพ

สลด! คนร้ายยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง ดับ

เกิดเหตุสลด คนร้ายกระหน่ำยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง เสียชีวิตคาบ้านพัก เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวน คาดปมขัดแย้งส่วนตัว แต่ไม่ตัดประเด็นสถานการณ์ความไม่สงบ

จากเหตุการณ์อุกอาจ คนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนสงครามกระหน่ำยิง นายอิสมาแอ กาแจ อายุ 61 ปี สมาชิก อบต.กรงปินัง (อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน) ขณะเดินทางกลับจากร่วมงานเมาลิดในหมู่บ้าน จอดรถยนต์เตรียมเข้าบ้านพักของตนเอง ในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านลือมุ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที เมื่อเวลา 21.22 น. ของวันที่ 22 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา

ในช่วงเช้าวันนี้ 23 ก.ย. 68 พ.ต.อ.ต่อพันธุ์ ปุสันเทียะ ผกก.สภ.กรงปินัง พร้อมด้วยนายวสันต์ บรรจงช่วย ปลัดอำเภอกรงปินัง ผู้ดูแลประจำตำบลลิมุด เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจ นปพ.ยะลา 13 เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 รุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งได้ปิดกั้นพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นสมาชิก อบต.กรงปินัง อยู่ในพื้นที่ หมู่ 8 บ้านลือมุ ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ห่างจากถนนเส้นทางหลวง สาย 410 ยะลา-เบตง ประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่พบกองเลือดอยู่ใกล้รถยนต์กระบะของผู้ตาย แต่ไม่พบปลอกกระสุนแต่อย่างใด โดยทางเจ้าหน้าที่เร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งหมดโดยละเอียด พร้อมทั้งสอบพยานแวดล้อม เพื่อตรวจสอบหลักนิติวิทยาศาสตร์ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตั้งปมการก่อเหตุในครั้งนี้ไว้หลายประเด็น ทั้งปมขัดแย้งส่วนตัว แต่ยังไม่ตัดประเด็นเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

นายอาดือนัน ฮามิดง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง ได้ให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ลอบยิงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.22 น. ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 15 นัด จึงได้โทรศัพท์สอบถามผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่เข้าเวรในคืนนั้น เมื่อผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพยายามโทรศัพท์หาผู้ตาย ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านลือมุ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ด้วยกัน แต่ก็ไม่มีผู้รับสาย จากนั้นไม่นาน ภรรยาของผู้ตายได้โทรศัพท์มาหาตน พร้อมแจ้งข่าวร้ายว่าสามีถูกยิง ตนจึงรีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและโทรแจ้งนายอำเภอเพื่อดำเนินการทันที เมื่อเดินทางถึงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้กั้นพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว และในเวลาต่อมา นายอำเภอพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบร่องรอยกระสุนในตัวผู้ตาย พบ 12 นัด เข้าบริเวณหน้าอกและลำตัว โดยแขนซ้าย 2 นัด และใบหน้าอีก 1 นัด

นอกจากนี้ นายอาดือนัน ยังกล่าวถึงผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใครในหมู่บ้าน และมักจะให้ความช่วยเหลือชุมชนอยู่เสมอ ผู้เสียชีวิตเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมานานกว่า 15 ปี ก่อนที่จะได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก อบต.กรงปินัง ซึ่งในคืนเกิดเหตุ ผู้ตายเพิ่งเดินทางกลับจากงานเมาลิดที่จัดขึ้นโดย อบต. ที่มัสยิด และยังได้เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติดของเยาวชนในตำบลเมื่อไม่นานมานี้ด้วย ส่วนศพของผู้ตายจะมีการประกอบพิธีละหมาดในพื้นที่มัสยิดบ้านลิมุด พร้อมทั้งการประกอบพิธีฝังตามหลักศาสนาต่อไป

สลด! คนร้ายยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง ดับ

เจ้าหน้าที่เร่งคลี่คลายคดี สมาชิก อบต.กรงปินัง ถูกยิงเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะผู้เสียชีวิตเป็นที่รักใคร่ของคนในหมู่บ้าน และเป็นผู้ที่ actively ทำงานเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด การสูญเสียสมาชิก อบต.กรงปินัง ท่านนี้ ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของชุมชน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด และขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ หากมีข้อมูลเบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ สามารถแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

การเสียชีวิตของสมาชิก อบต.กรงปินัง เป็นเรื่องที่น่าเศร้า และแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในสังคม เราหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น และผู้กระทำผิดจะถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย

ที่มา – แค้นหนัก คนร้ายกระหน่ำยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง ดับหน้าบ้าน

ญาติรัวยิง 7 นัดหนุ่มวินดับ! ปมขัดแย้งเรื่องบ้าน


เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ! ญาติรัวยิง 7 นัดหนุ่มวินจยย.ดับกลางซอยเทอดไท 33 คาดปมขัดแย้งเรื่องบ้านและสุนัขวิ่งตัดหน้า นำไปสู่ความรุนแรงเกินรับ

ญาติรัวยิง 7 นัดหนุ่มวินจยย.ดับกลางซอย ปมขัดแย้งเรื่องบ้าน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน เวลา 19.00 น. เกิดเหตุการณ์ยิงกันเสียชีวิต บริเวณกลางซอยเทอดไท 33 แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บุคคโล เร่งรุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพ นายพูลสวัสดิ์ อายุ 45 ปี อาชีพวินมอเตอร์ไซค์ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. หลายนัด นอนจมกองเลือดอยู่ริมฟุตบาท

จากการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายตูน ซึ่งเป็นญาติกับผู้เสียชีวิตเอง! ก่อนเกิดเหตุ นายตูนและนายพูลสวัสดิ์ มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่นายตูนจะใช้อาวุธปืนยิงใส่นายพูลสวัสดิ์จนเสียชีวิตคาที่ สาเหตุของการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ คาดว่ามาจากความขัดแย้งภายในครอบครัว เรื่องที่ดินและปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมมานาน

นายรัตนชัย วินมอเตอร์ไซค์เพื่อนร่วมงานของผู้ตาย ให้การว่าเห็นนายตูนและนายจุ่น (ผู้ตาย) มีปากเสียงกัน ก่อนที่นายตูนจะกลับไปเอาปืนมายิงนายจุ่น

พยานให้การเพิ่มเติมว่า เห็นนายตูนชกต่อยกับนายจุ่นก่อน แต่นายจุ่นตัวใหญ่กว่า นายตูนสู้ไม่ได้จึงใช้อาวุธปืนยิง

สาเหตุที่ ญาติรัวยิง 7 นัดหนุ่มวินจยย.ดับกลางซอย

รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุหลักของความขัดแย้งมาจากปัญหาเรื่องมรดกที่สะสมมานาน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของสุนัขที่เลี้ยงไว้ วิ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของภรรยาผู้ตาย จนเกือบเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง และกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการยิงกันในที่สุด

พันตำรวจเอก ฉัฐกิตติ์ ผดุงจันทน์ธนัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับ นายชัชพร หรือ นายตูน ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุ และได้ติดต่อให้ญาติของผู้ก่อเหตุช่วยเกลี้ยกล่อมให้นายตูนเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ ญาติรัวยิง 7 นัดหนุ่มวินจยย.ดับกลางซอย เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพิษภัยของความขัดแย้งและความรุนแรง การขาดสติและความยับยั้งชั่งใจ สามารถนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนกลับคืนมาได้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการพูดคุยกันด้วยเหตุผล เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกปัญหา

ความขัดแย้งในครอบครัวเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การพูดคุยและทำความเข้าใจกันเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือนักจิตวิทยา อาจเป็นทางออกที่ดี

อย่าปล่อยให้ความโกรธและความไม่พอใจครอบงำจิตใจ เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาอาจร้ายแรงเกินกว่าที่คุณจะรับได้

ที่มา – ญาติรัวยิง 7 นัดหนุ่มวินจยย.ดับกลางซอย คาดปมขัดแย้งเรื่องบ้าน-หมาวิ่งตัดหน้า

Scroll to top