ยื่นหนังสือ

“บิ๊กโจ๊ก” ร้อง! ถูกเลือกปฏิบัติ คดีแยกฟ้องซ้ำ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ร้อง ผบช.ไซเบอร์ ว่าถูกเลือกปฏิบัติ ชี้คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ ขัดหลักกฎหมายและสองมาตรฐานในวงการตำรวจ เชื่อตำรวจยืนปฏิญาณหน้าเสาธง ไม่ใช่คำสั่ง ผบ.ตร.

วันที่ 17 พ.ย. 68 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือต่อ พลตำรวจโท สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ อ้างว่ามีการเลือกปฏิบัติดำเนินคดีเฉพาะตนเองกับลูกน้อง และพยายามแยกคดีมาดำเนินคดีซ้ำใหม่ ทั้งที่คดีอยู่ในอำนาจสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ บอกว่า วันนี้มายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ จากกรณีที่มีการออกหมายจับมินนี่และดำเนินคดีเรื่อยมาที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ก่อนออกหมายจับลูกน้องตน 8 คน ซึ่งการออกหมายจับดังกล่าวพนักงานสอบสวนไม่แจ้งศาลว่าผู้ถูกออกหมายจับเป็นตำรวจ แต่ระบุว่ามีอาชีพรับจ้าง ค้าขาย แล้วไปออกหมายจับที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งหากเป็นตำรวจต้องออกหมายจับที่ศาลอาญาทุจริตกลาง ทำให้ศาลไม่ทราบและออกหมายจับ จากนั้นก็มีการตั้งคดีที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ

โดยจากการทำงานของชุดสืบสวน PCT 4 ที่มีพลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าชุดในขณะนั้น ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นพลตำรวจตรี ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พบว่าพันตำรวจโทรายหนึ่ง เป็นผู้ใช้บัญชีม้า 6 บัญชีรับผลประโยชน์จากเว็บพนันเพียงผู้เดียว ซึ่งตามหลักกฎหมายจะถือว่าเป็นบัญชีที่เกี่ยวเนื่องกัน วัตถุประสงค์เดียวกัน ดังนั้น ตามการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 ระบุว่าจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน ขณะที่ พ.ร.บ.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 30 ระบุว่าต้องสอบสวนในคราวเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่สามารถฟ้องซ้ำได้ แม้จะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระก็ตาม ก็ไม่สามารถแบ่งแยกดำเนินคดีได้

แต่ตนและลูกน้องกลับถูกแยกออกหมายจับ โดยใช้บัญชีม้า 6 บัญชี เพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญา จากนั้นเมื่อ ป.ป.ช.รับสำนวนกลับไปแล้ว ก็ยังมีการนำหนึ่งใน 6 บัญชีม้ามากล่าวหาตนที่ สน.เตาปูนอีก เพื่อหาเหตุออกหมายจับตนให้ตนถูกไล่ออกจากราชการ ซึ่งจริงๆแล้วต้องดำเนินคดีที่ สน.ทุ่งมหาเมฆเพียงคดีเดียว

ซึ่งหากเทียบกับคดีของ พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กลับมีการเร่งส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน ในขณะที่คดีตนไม่มีการส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. ตนจึงทำหนังสือสอบถามไปยังพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้รับคำตอบว่าคดีของตนเป็นอำนาจสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนถูกออกหมายจับ ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าที่ตนถูกออกหมายจับเพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเก็บสำนวนคดีของตนไว้สอบสวนเองกว่า 290 วัน ก่อนส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. หลังจากตนถูกไล่ออกจากราชการแล้ว ซึ่งต่างจากคดีของพลตำรวจเอกต่อศักดิ์

วันนี้สิ่งที่ตนดีใจ คือ ตนทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่าการสอบสวนวินัยตนและไล่ออกจากราชการเป็นการดำเนินการแบบหลายมาตรฐาน และตนทำให้สังคมเห็นว่า ตำรวจ ตำรวจไซเบอร์บางส่วนที่เรียกรับผลประโยชน์ มีจริง เว็บพนันและสแกมเมอร์ระบาดหนัก เพราะมีการเรียกรับผลประโยชน์

นอกจากนี้ ตนยังสืบทราบด้วยว่ากองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ 1 ได้เสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับตนซ้ำอีก โดยใช้เส้นเงินจากบัญชีม้าเดิม แต่ตนทราบเรื่องก่อน จึงเดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ และทำหนังสือยื่นไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย เพื่อไม่ให้ดำเนินคดีกับตนซ้ำอีก เนื่องจากขัดต่อหลักกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้บอกว่าตนไม่ผิด แต่อยากให้มีการดำเนินการในมาตรฐานเดียวกัน

ส่วนกรณีที่ตำรวจปฏิญาณหน้าเสาธง ส่วนตัวตนไม่เชื่อว่าเป็นคำสั่งจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่หากเป็นคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจริง ตนอยากให้แก้ปัญหาด้วยการออกไปปราบสแกมเมอร์ และเว็บพนัน อย่างจริงจังมากกว่า

“บิ๊กโจ๊ก” ร้อง ผบช.ไซเบอร์ ถูกเลือกปฏิบัติ ชี้คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ

จากกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ผบช. ไซเบอร์ ถึงการถูกเลือกปฏิบัติ และการที่คดีถูกแยกฟ้องซ้ำนั้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความยุติธรรม และมาตรฐานในการดำเนินคดีต่างๆ ในวงการตำรวจ

ประเด็นสำคัญ: คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของการแยกฟ้องคดี ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย และอาจมีเจตนาที่ไม่สุจริตในการดำเนินคดีกับตนเองและลูกน้อง

การที่คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ อาจนำไปสู่ปัญหาความซ้ำซ้อนในการพิจารณาคดี และอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการสร้างภาระให้กับระบบยุติธรรมโดยรวมอีกด้วย

มาตรฐานการดำเนินคดีที่แตกต่าง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้เปรียบเทียบกรณีของตนเองกับกรณีของ พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งมีความแตกต่างกันในการดำเนินคดีอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลาง และความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย

การที่มาตรฐานการดำเนินคดีแตกต่างกัน อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของเจ้าหน้าที่

เรื่องราวของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่ร้องเรียนเรื่อง“บิ๊กโจ๊ก” ร้อง ผบช.ไซเบอร์ ถูกเลือกปฏิบัติ ชี้คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาในวงการตำรวจ และความสำคัญของการมีมาตรฐานในการดำเนินคดีที่โปร่งใส และเป็นธรรม การที่“บิ๊กโจ๊ก” ร้อง ผบช.ไซเบอร์ ถูกเลือกปฏิบัติ ชี้คดีถูกแยกฟ้องซ้ำนั้น ทำให้สังคมหันมามองในเรื่องของความยุติธรรม และความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น การ“บิ๊กโจ๊ก” ร้อง ผบช.ไซเบอร์ ถูกเลือกปฏิบัติ ชี้คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ นี้จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การพิจารณา และหาทางแก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การพิจารณาข้อร้องเรียนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อย่างละเอียดรอบคอบ และการปรับปรุงกระบวนการดำเนินคดีให้มีความเป็นธรรม และโปร่งใส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” ร้อง ผบช.ไซเบอร์ ถูกเลือกปฏิบัติ ชี้คดีถูกแยกฟ้องซ้ำ

“บิ๊กเต่า” เปิดใจปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

เปิดใจ “บิ๊กเต่า” หลังเป็นตัวแทนตำรวจ ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หวังผู้บังคับบัญชาให้ความเป็นธรรม ตำรวจรุ่นใหม่ไฟแรงที่ตั้งใจทำงาน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 26 ส.ค. 2568 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เรื่องการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง และโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการตำรวจปี 68 ว่า

จากการที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ชุดเล็กประชุมพิจารณากลั่นกรองไปแล้วนั้น ทำให้เราทราบว่ามีการพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 ในหมวดของความรู้ความสามารถ และลำดับอาวุโส และเราเห็นว่าคนที่ได้และมาเปรียบเทียบกับอีกหลายคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยังไม่มีความเหมาะสม ทำให้มีผู้เสียสิทธิ์จำนวนมาก และคนเหล่านั้นได้มาพบตน ในฐานะที่ดูแลเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ มาขอคำปรึกษา โอดครวญว่าจะทำยังไงให้กฎหมายเป็นกฎหมาย

ฉะนั้นตนขอรับเป็นหน้าเสื่อ ในร้องขอความเป็นธรรม ที่ ก.ตร. ไปตัดหลักเกณฑ์การพิจารณาของรองผู้บัญชาการฯ จาก 2 ปีเป็น 3-4 ปี ทำให้เป็นการตัดสิทธิ์ของผู้ที่ควรจะขึ้น มองว่าการทำเช่นนี้ทำให้ตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่งผลถึงการปฏิบัติหน้าที่ ที่คุณตั้งใจทำงานกลับถูกตัดสิทธิ์ ทำให้ผลงานที่ออกมาอาจจะดีหรือไม่ดี แบบเช้าชามเย็นชาม

อีกทั้งสิ่งที่ตนเขียนไป เพราะอยากขอความเป็นธรรมจาก ก.ตร. ชุดใหญ่ รวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการนายกรัฐมนตรี โปรดพิจารณาเจ้าหน้าที่ทุกนายที่หลักเกณฑ์ครบ ให้ได้พิสูจน์ตามข้อมูลหลักฐานที่ได้ส่งไป โดย พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์หลังมีการลงความเห็นในที่ประชุมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ให้สำรวจข้อมูลในการแต่งตั้ง และแบบฟอร์มของผู้มีสิทธิ์ไปทำรายละเอียดผลงานรวบรวมเป็นรูปเล่ม ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

แต่ในวันที่ 29 ก.ค. นั้น กลับมีหนังสือออกจากสำนักตำรวจแห่งชาติ ให้ชะลอหนังสือของ ผบ.ตร. ถึงการประเมินผลงาน และไม่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว จนทำให้ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้ง เราไม่รู้ว่ามีความสามารถยังไง พร้อมยกตัวอย่างกรณีของ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ที่อยู่ในตำแหน่งมา 3 ปี แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ทั้งที่มีความสามารถ และมีผลงาน จึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ทุกคนทำงานล้วนหวังความเจริญก้าวหน้าในชีวิตเพื่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ และผู้บังคับบัญชาจะเอาความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนได้อย่างไร ฉะนั้นจะต้องพิจารณาในด้านคุณธรรมให้เป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนให้ได้รับความเสมอภาค เพราะหากพิจารณาด้วยความเหมาะสมแล้วจะไม่เกิดเรื่องร้องเรียน

ส่วนวิธีการการประเมิน มองว่าไม่ควรตัดสิทธิ์ เพราะเป็นวิธีที่ผ่านการเห็นชอบมาแล้วไม่ควรยกเลิก ไม่ใช่อ้างว่าไม่มีเวลาสัมภาษณ์หรือไม่ทันกำหนด เพราะว่าวันที่ 29 – 31 ต.ค. การสัมภาษณ์ของกองบัญชาการต่างๆ เขาสัมภาษณ์มาหมดแล้ว เหลือแค่รองผู้บัญชาการที่จะเป็นผู้บัญชาการ 80 คน เชื่อว่าใช้เวลา 1 ถึง 3 วันก็เสร็จสิ้นแล้ว มันไม่ใช่ข้ออ้าง และผลที่ได้จากการพิจารณากลั่นกรองมันไม่ชัดเจน

หลังจากเมื่อวานนี้ที่ยื่นหนังสือถึงนายภูมิธรรมแล้ว ยังไม่ได้คุยกัน แต่ท่านได้บอกผ่านคณะทำงานมาว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ฉะนั้นความยุติธรรมความเป็นธรรมต้องเกิด และขอให้สบายใจได้

สำหรับการที่ออกมาเป็นหน้าเสื่อจะส่งผลกระทบต่ออนาคตตัวเองหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ถ้าเรากังวลมันก็จะเปลี่ยนแปลงระบบไม่ได้ ตนจะได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เรื่อง แต่เป็นเรื่องที่ ก.ตร. ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ตนจึงร้องเรียนแทนทุกคนเพื่อผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้มีขวัญและกำลังใจ ไม่ใช่ทำงานรอวันเกษียณ ตั้งข้อสังเกตคนที่ใกล้เกษียณควรจะต้องพิจารณา เพราะเป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่อง เวลาขอความร่วมมือหรือสั่งการอะไรก็ควรที่จะพิจารณา ส่วนคนที่อายุน้อยๆ อย่างรุ่นน้องของตนมีจำนวนมาก เป็นหนุ่มไฟแรงที่ตั้งใจทำงาน แต่ใช่ว่าคนที่ใกล้เกษียณจะทำงานไม่ดี มีหลายคนที่ทำงานได้ดี และมีหลายคนที่ต้องปรับปรุงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการร้องครั้งนี้เป็นการกระตุกเตือนผู้บังคับบัญชา ทั้งผู้บังคับบัญชาจากการเลือกตั้ง, การแต่งตั้ง และจากการดำรงตำแหน่ง ได้ย้อนกลับมาคิดว่าภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะเดินไปทางไหน ควรเดินไปในทางที่ชอบธรรม และเป็นธรรมเพื่อพี่น้องประชาชนหรือเดินในทางที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นระบบอุปถัมภ์ก็ขอให้พิจารณา.

“บิ๊กเต่า” เปิดใจหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

ประเด็นเรื่อง “บิ๊กเต่า” เปิดใจหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการพิจารณาตำแหน่งต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับขวัญกำลังใจของตำรวจชั้นผู้น้อย

ความสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่โปร่งใสและเป็นธรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน การที่ข้าราชการตำรวจรู้สึกว่าตนได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรมตามความสามารถและผลงาน จะส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และนำไปสู่การบริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน หากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่ความรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยรวม การสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ดังนั้น การที่ “บิ๊กเต่า” ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นนี้ จึงถือเป็นการสะท้อนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระบบ และเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บังคับบัญชาจะได้ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างองค์กรตำรวจที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เปิดใจหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

จี้สอบ! ภาคประชาชนยื่นหนังสือสอบวินัย “หมอสุภัทร”

เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบและเปิดเผยผลสอบวินัยของ “หมอสุภัทร” หลังจากมีการยื่นหนังสือร้องเรียน โดย “สมคิด” รับปากจะประสานงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล พร้อมเชื่อว่าผลสอบควรเปิดเผยได้เพื่อความโปร่งใส

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เครือข่ายภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำโดยนายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้รวมตัวกันที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้ตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีที่มีผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวหาว่านายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยในปัจจุบัน กระทำผิดวินัยร้ายแรงและอาจถูกให้ออกจากราชการ

ประเด็นสำคัญที่ถูกอ้างถึงคือ กรณีที่นายแพทย์สุภัทร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจ ATK โควิด-19 ในปี 2564 เพื่อร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในนาม “ชมรมแพทย์ชนบท” จากทั่วประเทศ เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกที่เรียกว่า “หมอชนบทบุกกรุง” โดยมุ่งเน้นการใช้ชุดตรวจ ATK เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร

นายนิมิตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จากข้อมูลในปี 2564 ของศูนย์โควิดรัฐบาล ช่วงที่ทีมหมอชนบทบุกกรุงนั้น เป็นช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเดลต้ามีความรุนแรงที่สุด และกรุงเทพฯ เผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดในระดับสูงสุดของประเทศ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการตรวจหาเชื้อได้เนื่องจากโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมาก ค่าตรวจมีราคาสูง และชุดตรวจ ATK ขาดแคลน ทำให้ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบตรวจคัดกรองและบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

ทางเครือข่ายภาคประชาชนมีความเห็นว่า การคัดกรองผู้ป่วยอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการรู้ผลเร็ว รักษาเร็ว จะช่วยลดการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะในชุมชนแออัดซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง ดังนั้น เครือข่ายจึงได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยผลสอบวินัยของนายแพทย์สุภัทรต่อสาธารณชน เพื่อความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่านายแพทย์สุภัทรล็อกสเปกการจัดซื้อชุดตรวจ ATK
  2. ขอให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเป็นธรรมแก่นายแพทย์สุภัทร

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีการยื่นหนังสือตรวจสอบ “หมอสุภัทร”

ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ มีตัวแทนที่เคยทำงานร่วมกับกลุ่มแพทย์ชนบทในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2564 เข้าร่วมด้วย ได้แก่ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายอื่นๆ อีก 50 กลุ่ม โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

นายสมคิดกล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับนายแพทย์สุภัทร และเคยเชิญมาให้ข้อมูลเมื่อ 2-3 ปีก่อนแล้ว เข้าใจว่าเรื่องน่าจะจบไปแล้ว แต่เมื่อเห็นโพสต์เฟซบุ๊กของนายแพทย์สุภัทรเมื่อไม่นานมานี้ จึงได้รับเรื่องนี้มาประสานงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล เขายืนยันว่าจะส่งหนังสือร้องเรียนนี้ไปยังกระทรวงสาธารณสุข และเชื่อว่าผลสอบควรได้รับการเปิดเผย หากผลการสอบเป็นอย่างไร จะประสานงานกลับไปยังกลุ่มเครือข่ายอีกครั้ง

ทางกลุ่มเครือข่ายฯ ได้ระบุว่าจะรอฟังความจริงและข้อมูล เพื่อตรวจสอบว่านายแพทย์สุภัทรได้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่สังคมหรือไม่ และเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤต การเปิดเผยผลการสอบสวนและการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ

ที่มา – ภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

Scroll to top