ยุทธศาสตร์การเมือง

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์ เปิดตัวทีมบริหารประเทศ

“ณัฐพงษ์” ร่วมประชุมใหญ่ปีกแรงงานพรรคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ มั่นใจมัดใจประชาชนได้

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม Maple Hotel นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นายณัฐพงษ์ ระบุว่าในกิจกรรมขอโทษประชาชนเมื่อวานนี้(13 ธ.ค.) แม้ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนจะแสดงความเห็นด้วยความเข้าใจว่าพรรคตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร แต่ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารพรรคที่จะต้องรับฟังความรู้สึกเจ้าของพรรคทุกคน แม้ที่ผ่านมาพรรคประชาชนจะให้สมาชิกแสดงความเห็นกันเข้ามา และกว่า 70-80% จะเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่พรรคตัดสินใจ แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 30% ที่เห็นต่างไปอีกแบบหนึ่ง

เพราะฉะนั้นในความเป็นพรรคมวลชน สิ่งที่จำเป็นก็คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสมาชิกทุกคน พรรคไม่ได้ยึดหลักแค่ว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องโดยยึดเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความเป็นพรรคมวลชนก็จะค่อยๆ เล็กลง ทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะมีเรื่องยากอีกมากเต็มไปหมด ดังนั้นการเป็นพรรคมวลชนที่เติบโตขึ้นได้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ยึดเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ต้องรับฟังเสียงส่วนน้อยและแสดงความรับผิดชอบต่อคนทุกกลุ่มที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่พรรคประชาชนเดินทางมาถึงวันนี้ ชนะการเลือกตั้งแต่โดนเสียง สว. ฉุดรั้งไว้ พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เรื่องการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) เองที่บางส่วนอาจจะมองว่าถูกเขาหลอกหรือไม่ ตนเห็นว่าที่จริงแล้วนี่เป็นวิถีในการทำงานการเมืองแบบที่พรรคประชาชนตั้งใจทำมา และสิ่งที่ทุกคนทำงานมามันสร้างความสำเร็จหลายอย่าง ตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิลาคลอดก็ผ่านไปแล้ว นี่คือผลงานของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ร่วมกัน ยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนผลักดันร่วมกันได้สำเร็จ ในปีถัดไปเรายังมีวาระที่ต้องทำกันต่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน และยังมีสิทธิอื่นๆ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันผลักดันต่อจากนี้

ในเรื่องของบอร์ดประกันสังคม ตามที่ทุกคนได้ทราบข่าวล่าสุด มีความน่าสงสัย กำลังจะมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ แต่อยู่ดีๆ กลับมีการออกระเบียบในการเลือกบอร์ดประกันสังคมที่ไม่ได้มีตัวแทนจากฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน แต่เอาฝั่งข้าราชการมาออกกฎระเบียบทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าจับตามอง การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ผ่านมามีความสำเร็จหลายด้าน อย่างเช่นการเพิ่มสิทธิในการดูแลเด็กเล็ก หรือสิทธิดูแลในยามว่างงานที่เพิ่มขึ้น มีหลายอย่างที่มีการทำงานอยู่เบื้องหลังที่ไม่ได้ออกหน้าข่าวมาก แต่การทำงานการเมืองเช่นนี้ที่เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้เมื่อถึงวันเลือกตั้งสุดท้ายประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจคะแนนความนิยมของพรรคการเมือง คะแนนก้อนใหญ่ที่สุดก็คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยสถานการณ์ที่รุมล้อมพรรคประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เรื่องเอ็มโอเอ หรือเรื่องใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวโน้มผลโพลจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามองดูตัวเลขทุกพรรคการเมืองมากาง พรรคประชาชนยังมีฐานที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกพรรคอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนมีผู้สนับสนุน มีคนที่เห็นการทำงานของพรรคอย่างเข้มข้นมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ทุกคนในพรรคทำงานสะสมกันมา และทำให้ประชาชนเชื่อใจว่าพรรคทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน แล้วฐานนี้เติบโตและใหญ่ขึ้นทุกวัน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทำไมนายณัฐพงษ์ ถึงย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ?

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและศรัทธาให้กับประชาชน สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์เเละเเผนการทำงานของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริง

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสื่อสารกับประชาชน และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงเแก้ไขแผนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุป การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคประชาชน ในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “ณัฐพงษ์”ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

“พิธา” ย้ำ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ จี้ “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา ฟุ้งหากเป็น “ภูมิใจดูด”ระวังแพ้ คาด ป.ป.ช. ชี้มูลคดี 44 สส. ช่วงใกล้ยุบสภา

วันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนถูกวิจารณ์ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้ำให้พรรคภูมิใจไทยได้บริหารบ้านเมืองว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้กลไกสภาตรวจสอบรัฐบาลอย่างต่อเนื่องให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เพียงแต่ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ทำตามคำสัญญาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะรักษาสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยคือ “พูดแล้วทำ” ถ้าพลิกไปมา ก็ห่วงว่า แบรนด์ของพรรคจะไม่ได้ใช้อีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเองว่าจะทำตามสโลแกนของพรรคเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ หรือจะเสี่ยงในระยะสั้นเพื่อที่จะสูญเสียความเป็นตัวตนของพรรคในระยะยาว” นายพิธา กล่าวและว่า

“ภูมิใจดูด” ระวังแพ้

หากตอบแบบส่วนตัว ที่สื่อตั้งฉายาว่าพรรค “ภูมิใจดูด” แต่ตอนนั้นที่ดูดผมไป แพ้ผมหมดเลยนะ คนที่โดนดูดก็จะต้องรู้ว่า มีแผลทางการเมืองตลอดชีวิต ประชาชนก็จะลงโทษ ส่วนตัวแล้วในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความกังวล เพราะเป็นคนละยุทธภูมิกัน ยุทธภูมิของเราทำงานแบบล่างขึ้นบน ในขณะที่ส่วนใหญ่ทำแบบบนลงล่าง คนที่ต้องกังวลคือ คนทำงานการเมืองแบบบ้านใหญ่ ใช้กลไกข้าราชการเดินเกมการเมืองมากกว่า

พิธายังแซวอนุทินด้วยว่า “ซักผ้าเสร็จแล้ว กลับมาตอบคำถามสื่อมวลชนด้วย”

แนะ ปชน. ตั้งสมาธิให้ดี

นายพิธา ระบุด้วยว่า ปัญหาของพรรคประชาชนขณะนี้อยู่ที่การตั้งสมาธิกับตนเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเอง หาแคนดิเดตให้ดี หายุทธศาสตร์ที่ดี และสื่อสารทางการเมืองมากขึ้น ไม่ต้องสนใจโพลหรือสถิติ ขอให้มีสมาธิ จะต้องกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การตัดสินใจของพรรคประชาชนอาจไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว กลับไปแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ให้ได้มากที่สุด และคอยเตือนนายกรัฐมนตรีตลอดเวลาว่า เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ ที่มาจากอำนาจเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจเฉพาะกิจ

แนะ ภท. เน้นบ้านเมืองมากกว่า

ส่วนฉากทัศน์การเมือง 4 เดือน ที่จะยุบสภา นายพิธา ประเมินว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือน่าจะเน้นบ้านเมืองมากกว่าการเมือง และอย่าให้การเมืองนำบ้านเมือง เพราะฉากทัศน์ต่าง ๆ มาจากหลายเรื่องทั้งการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อย่างวันนี้ตนเองมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มาสอน 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การเลือกตั้งประเทศเมียนมาที่จะมาถึง และ 2.การประชุมอาเซียน เป็น 2 เรื่องร้อนสำหรับนายกฯ เฉพาะกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอนนี้ที่ต้องดูแล รวมถึงเรื่องนิติรัฐนิติธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่กดทับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มตั้งเป้าตัวเลขเก้าอี้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วนั้น นายพิธา ประเมินว่า การแข่งกันประกาศจำนวน สส. ที่อยากได้ 80, 200 หรือ 250 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ และไม่สะท้อนความพร้อมทางการเมืองอย่างแท้จริง และหากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยตั้งเป้าสร้างพรรคในลักษณะพรรคมวลชนที่มี สส.เขตมากกว่าบัญชีรายชื่อ และมีตัวแทนกระจายครบทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงพรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะในบางภูมิภาคเท่านั้น

เร่งขยายฐานพื้นที่อ่อนแอ

นายพิธา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากชวนพรรคประชาชนให้หันมาคิดในเชิงคุณภาพว่า จะเพิ่มศักยภาพและขยายฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร เช่น พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีจังหวัดสำคัญอย่างนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกันประมาณ 42 เขต รวมถึงภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่พรรคก้าวไกลยังทำผลงานได้ไม่ดี

คาด ป.ป.ช. ชี้มูลใกล้ยุบสภา

นายพิธายังกล่าวถึง คดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลปลายปีนี้ ด้วยว่า การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน ส่วนตัวได้ตรวจสอบกับทีมกฎหมายของตนเอง คดีนี้อยู่ในชั้นอนุกรรมาธิการใน ป.ป.ช. น่าจะเสร็จสิ้นในชั้นนี้ภายในเดือนพฤศจิกายน มีความเป็นไปได้ที่จะมีการชี้มูลในช่วงการยุบสภา หากยุบสภาเร็ว และมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะถูกทำลายอีกครั้ง เหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่

“ผมเองไม่เป็นไรอยู่แล้ว แต่หลายคนยังเป็นแกนนำพรรค จึงอยากส่งเสียงถามประชาชนดังๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีใครให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ หรือตั้งใจจะทำลายล้างกันจริงๆ โดยใช้จริยธรรมที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะคนที่ตรวจสอบจริยธรรมไม่มีใครไปทำลายดาบเขาได้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” พิธาระบุ

แนะ “เท้ง” อย่าเสียกำลังใจ

เมื่อถามว่าให้คำแนะนำนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับคดี 44 สส. และการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า เป็นตัวของตัวเอง มองไปข้างหน้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในอนาคต การที่นายพิธายืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำและเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา ถือเป็นการสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์และทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

พิธาชี้ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่ต้องตรวจสอบรัฐบาล

นายพิธาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองต่างๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง และติดตามการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายพิธาออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นนักการเมืองทำตามสัญญาที่ให้ไว้ การที่นักการเมืองรักษาคำพูดและทำตามสัญญา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อประชาชน และการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคการเมืองทุกพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา

Scroll to top