ยูเครนล่าสุด

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงรุนแรงขึ้นไม่หยุดหย่อน ล่าสุดรัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจำนวนมาก ถล่มหลายเมืองทั่วยูเครนตลอดคืน สร้างความสูญเสียให้กับประชาชนอย่างน่าเศร้า โดยเฉพาะเด็กชายวัย 10 ขวบที่กลายเป็นเหยื่อรายหนึ่ง

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

ตามรายงานจากกองทัพอากาศยูเครน รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวน 11 ลูก และส่งโดรนโจมตีกว่า 149 ลำ ซึ่งรวมถึงโดรน “ชาเฮด” ที่ผลิตโดยอิหร่าน ตั้งแต่ค่ำวันอาทิตย์จนถึงเช้ามืดวันจันทร์ (9 ก.พ.) แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนจะสกัดกั้นได้กว่า 100 ลำ แต่ยังมีหลายจุดที่ถูกโจมตีสำเร็จ ส่งผลให้เกิดความเสียหายหนักและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

ความเสียหายในเมืองหลัก ๆ

การโจมตีครอบคลุมหลายภูมิภาค โดยเมืองโอเดสซา เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ ถูกถล่มหนักจนอาคารหลายหลังพังทลาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยเหลือท่ามกลางซากปรักหักพัง มีรายงานผู้เสียชีวิตชายวัย 35 ปี 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย นายมิไคโล พนักงานไปรษณีย์วัย 32 ปี เล่าว่าได้ยินเสียงโดรนหึ่งก่อนระเบิดดังสองครั้ง หน้าต่างแตกกระจาย รถยนต์เสียหายหนัก นักศึกษาวัย 17 ปีก็บอกว่าแรงระเบิดทำให้กรอบประตูระเบียงหลุดออกมา

ที่ภูมิภาคคาร์คิฟทางตอนเหนือ พบร่างผู้เสียชีวิต 2 รายใต้ซากอาคารหลังโดรนโจมตี ได้แก่หญิง 1 รายและเด็กชายวัย 10 ขวบ ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง ส่วนที่เชอร์นีกิฟ ชายชราวัย 71 ปี เสียชีวิตขณะนอนอยู่บนเตียงในบ้านพักหมู่บ้านนอว์โกรอด-ซีเวอร์สกี จากการถูกโดรนรัสเซียถล่ม

  • โอเดสซา: อาคารพัง ชายวัย 35 ปีเสียชีวิต บาดเจ็บ 2 ราย
  • คาร์คิฟ: หญิงและเด็กชาย 10 ขวบเสียชีวิตใต้ซากปรักหักพัง
  • เชอร์นีกิฟ: ชายชรา 71 ปี เสียชีวิตในบ้าน

เหตุการณ์รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่องครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังติดขัด โดยรัสเซียต้องการควบคุมโดเนตสค์ทั้งหมด ปัจจุบันยึดพื้นที่ยูเครนราว 20% สหรัฐฯ อยากให้สงครามจบกลางปีนี้ แต่คีฟและมอสโกยังขัดแย้งเรื่องเขตแดนและอธิปไตย

ผลกระทบต่อพลเรือนและอนาคตสงคราม

นอกจากความสูญเสียทางชีวิต การโจมตีเหล่านี้ยังทำลายโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนยูเครนต้องหลบภัยในที่หลบภัยใต้ดิน สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้โดรนราคาถูกอย่างชาเฮด จะทำให้การโจมตีแบบนี้เกิดบ่อยขึ้น ยูเครนจึงต้องเสริมระบบป้องกันอากาศอย่างเร่งด่วน

ในมุมกว้าง สงครามนี้ไม่เพียงกระทบยูเครนและรัสเซีย แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งสูง ประชาคมโลกเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและหาทางออกทางการทูต

อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อบีบให้ยูเครนยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ยูเครนได้รับอาวุธจากชาติตะวันตกเพื่อต่อสู้ ปฏิบัติการถล่มล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่าสงครามยังห่างไกลจากจุดจบ

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนความพยายามเพื่อสันติภาพ ผู้บริจาคสามารถช่วยเหลือองค์กรด้านมนุษยธรรมเพื่อยูเครนได้ เพื่อบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัย

ที่มา – รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

เผยทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ยังสู้รบยูเครน

ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ ยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยข่าวกรองยูเครนที่เผยแพร่ผ่านสื่อเคียฟ อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ทหารเกาหลีเหนือกลุ่มนี้ถูกส่งไปสนับสนุนรัสเซียตั้งแต่ปี 2567 และยังคงประจำการในแคว้นคูร์สก์ (Kursk) ภูมิภาคชายแดนที่เป็นจุดร้อนของความขัดแย้ง

ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ปฏิบัติการอย่างไร

รายงานระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ มีส่วนร่วมในการโจมตีด้วยอาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่ลำกล้องยาวและระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) ตรงเป้าหมายกองกำลังยูเครนในจังหวัดชายแดน นอกจากนี้ พวกเขายังรับผิดชอบภารกิจลาดตระเวน สอดแนมทางอากาศ และการยิงปืนใหญ่จากแนวหน้า ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ยิ่งตึงเครียด

การหมุนเวียนกำลังพลของทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์

แม้จะไม่เปิดเผยตัวเลขแน่นอน แต่หน่วยข่าวกรองยูเครนยืนยันว่ามีกำลังพลหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อตกลงระหว่างมอสโกและเปียงยาง ทหารเกาหลีเหนือประมาณ 3,000 นายที่ผ่านการฝึกและรบจริงแล้ว ได้รับการส่งกลับเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้กองทัพเกาหลีเหนือ ขณะที่กำลังใหม่ถูกส่งมาทดแทน

  • ใช้อาวุธหนักโจมตีแนวหน้าของยูเครน
  • ลาดตระเวนและสอดแนมในพื้นที่ชายแดน
  • หมุนเวียนกำลังพลกว่า 11,000 นายตั้งแต่ตุลาคม 2567
  • สนับสนุนปฏิบัติการในแคว้นคูร์สก์ที่ยูเครนบุกเมื่อสิงหาคม 2567

พื้นหลังการส่งทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์

การมีส่วนร่วมของทหารเกาหลีเหนือเริ่มต้นหลังคิม จองอึน ลงนามสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านกับวลาดิเมียร์ ปูติน ที่เปียงยางในเดือนมิถุนายน 2567 สนธิสัญญานี้ครอบคลุมการสนับสนุนทางทหารเต็มรูปแบบ ทำให้เกาหลีเหนือส่งทหารกว่า 11,000 นายไปช่วยรัสเซียในแนวหน้าตะวันออกและชายแดนคูร์สก์

แคว้นคูร์สก์กลายเป็นสมรภูมิสำคัญตั้งแต่ยูเครนเปิดปฏิบัติการบุกข้ามแดนเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ส่งผลให้รัสเซียสูญเสียพื้นที่บางส่วน การนำทหารเกาหลีเหนือเข้ามาช่วยเหลือจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยึดคืนพื้นที่ โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2568 ที่ทหารเกาหลีเหนือยังคง活跃อยู่

ผลกระทบจากการมีทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์

การปรากฏตัวของ ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ ไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้รัสเซีย แต่ยังเปลี่ยน динамикаของสงครามให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ชาติตะวันตกวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่มองว่าเป็นการละเมิดมติสหประชาชาติ นอกจากนี้ ทหารเกาหลีเหนือที่กลับบ้านยังนำความรู้จากสนามรบสมัยใหม่ไปพัฒนากองทัพของตน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงพันธมิตรรัสเซีย-เกาหลีเหนือที่แน่นแฟ้นขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ สงครามยูเครนที่ยืดเยื้อยังคงมีทิศทางไม่แน่นอน โดยเฉพาะในภูมิภาคคูร์สค์ที่อาจกลายเป็นจุดพลิกผัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การหมุนเวียนทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์แสดงให้เห็นว่ารัสเซียกำลังพึ่งพาพันธมิตรเอเชียมากขึ้น เพื่อชดเชยการขาดแคลนกำลังพล หากคุณสนใจพัฒนาการล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

ปูติน มั่นใจรัสเซียชนะสงครามยูเครน ปี 2026

“วลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปีใหม่ 2026 ย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย พร้อมชื่นชมทหารสู้เพื่อแผ่นดิน ความจริง และความยุติธรรม แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่ม หลังจากที่ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026

วันที่ 1 มกราคม 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ถึงประชาชนชาวรัสเซีย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวย้ำความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครน ซึ่งต่อสู้ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

โดยโอกาสนี้ ผู้นำรัสเซียยังได้กล่าวชื่นชมเหล่าทหารรัสเซียที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในยูเครนว่าเป็นวีรบุรุษที่กำลังต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด สู้เพื่อความจริง และความยุติธรรม พร้อมกันนี้ปูตินยังย้ำว่า รัสเซียจะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อไป แม้จะเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตกและตัวเลขการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้.

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 ปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างมาก ท่าทีของ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป แม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย

ปูตินย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย

การที่ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 และแสดงความมั่นใจในชัยชนะของรัสเซีย บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่านานาชาติจะคว่ำบาตรรัสเซียอย่างหนัก แต่รัสเซียก็ยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์และดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อไปได้

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การเจรจาเพื่อสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก การที่ปูตินออกมาแสดงความมั่นใจในชัยชนะ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังยูเครนและชาติตะวันตกให้ยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย

ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานที่ผันผวนและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การที่สงครามยืดเยื้อต่อไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกแย่ลง

ถึงเเม้สถานการณ์จะดูตึงเครียดเเละยังไม่เห็นทางออกในเร็ววัน เเต่การที่ผู้นำประเทศออกมาให้ความมั่นใจเช่นนี้ อาจเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เเก่ประชาชน เเละสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปสู่ชัยชนะอย่างเเน่วเเน่

ในขณะเดียวกัน การที่รัสเซียยืนกรานที่จะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่อไป อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนเลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดความเสียหายเเละส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับท่าทีของปูติน? คุณคิดว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครนหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาย้ำจุดยืนเดิมอย่างแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะใช้กำลังเข้ายึดครองภูมิภาคดอนบาส หากกองทัพยูเครนไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว และปฏิเสธข้อเสนอการประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะมีตัวแทนจากสหรัฐฯ เดินทางไปหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่กรุงมอสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ตาม การย้ำจุดยืนของปูตินครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาค

ปูตินให้สัมภาษณ์กับสื่อ India Today ก่อนเดินทางเยือนกรุงนิวเดลี โดยกล่าวว่า “เราจะปลดปล่อยดินแดนเหล่านี้ด้วยกำลัง หรือไม่เช่นนั้น กองทัพยูเครนก็จะต้องออกจากดินแดนเหล่านี้” ซึ่งปัจจุบัน รัสเซียควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดอนบาสไปแล้ว คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัสเซียที่จะควบคุมภูมิภาคดอนบาสให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

คำขู่ของปูตินเกิดขึ้นหลังจากที่คณะผู้เจรจาของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเจรจาที่กรุงมอสโกว โดยทรัมป์ระบุว่าผลการหารือนั้น “ค่อนข้างดี” แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจาก “ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย” อย่างไรก็ตาม นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอาวุโสและผู้เจรจาคนสำคัญของปูติน กล่าวทันทีหลังการเจรจาว่า “ไม่มีการประนีประนอม” ใด ๆ ในการยุติสงคราม

แผนสันติภาพฉบับเดิมของสหรัฐฯ เสนอให้มีการส่งมอบพื้นที่ดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน ให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของปูติน แต่ทีมงานของนายวิตคอฟฟ์ได้นำเสนอแผนที่ที่ถูกปรับแก้ในการเจรจาที่มอสโก ซึ่งปูตินระบุว่า เขาไม่ได้เห็นแผนฉบับใหม่นี้ก่อนการเจรจากับนายวิตคอฟฟ์และนาย จาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ปูตินกล่าวว่า พวกเขาต้องทบทวนทุกประเด็น ทำให้การเจรจาใช้เวลานาน และยอมรับว่ารัสเซียไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของแผนสหรัฐฯ โดยไม่ได้ระบุว่าข้อขัดแย้งหลักคืออะไร

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ปฏิเสธที่จะยกดินแดนให้รัสเซีย และกล่าวหาว่ารัสเซียกำลังถ่วงเวลาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อพยายามยึดครองดินแดนยูเครนเพิ่มเติม นายอันดรีย์ ซิบเฮีย รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาที่รัสเซียว่า ปูตินกำลัง “ทำให้โลกเสียเวลา” โดยยูเครนยืนยันมาตลอดว่า ข้อตกลงใด ๆ จะต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน

ท่าทีล่าสุดของปูตินกับการแก้ไขปัญหาดอนบาส

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของปูตินที่ย้ำว่าจะ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** ทำให้สถานการณ์ในดอนบาสยังคงน่าเป็นห่วง และการเจรจาสันติภาพดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล ยูเครนยังคงต้องการหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน และจะไม่ยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อ

ก่อนหน้านี้ คณะผู้เจรจาของยูเครนสามารถทำการเปลี่ยนแปลงสำคัญบางประการในแผนสันติภาพดั้งเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างมาก โดยมีการร่าง “กรอบสันติภาพที่ปรับปรุงและกลั่นกรองใหม่” ในการหารือกับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ว่า ทีมความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีกำลังทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อหยุดยั้งความขัดแย้ง และได้จัดการประชุมที่มีประสิทธิผลเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะจากทั้งสองฝ่าย เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนและบังคับใช้ได้ แม้จะมีความพยายามในการเจรจา แต่สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การที่ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความยากลำบากในการหาทางออก การเจรจาใด ๆ ก็ตามจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน เพื่อให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ในดอนบาสยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และความพยายามในการเจรจาสันติภาพจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและร่วมมือกันแก้ไข

การที่ปูตินออกมา **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** บ่งบอกถึงแนวโน้มที่สถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อต่อไป ความหวังเดียวคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาเจรจาอย่างจริงใจและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน

ที่มา – ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เรื่องแผนยุติสงครามยูเครน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง โดยประธานาธิบดียูเครนยืนยันว่าพร้อมพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแผนสันติภาพฉบับใหม่ที่มีข่าวลือว่าสหรัฐฯ กำลังร่างร่วมกับรัสเซีย เซเลนสกีเน้นย้ำว่ายินดีสนับสนุนข้อตกลงใด ๆ ที่นำไปสู่การยุติสงครามอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้กล่าวภายหลังการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกสหรัฐฯ ว่า เขาเตรียมที่จะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้นำเสนอร่างแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครนให้ยูเครนพิจารณาแล้ว

ข่าวการหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และนายคิริลล์ ดีมิทริเยฟ ทูตของรัสเซีย โดยที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผน

สำนักงานประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐฯ เชื่อว่าร่างแผนนี้สามารถช่วยฟื้นฟูทางการทูตได้ ซึ่งยูเครนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติของแผนในลักษณะที่จะนำมาซึ่งการยุติสงครามอย่างยุติธรรม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนยังคงเป็นความลับ

“ยูเครนสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญทั้งหมดที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้” นายเซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครนต้องการ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” จะต้องได้รับการเคารพ

ถึงแม้ว่ายูเครนจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว แต่แหล่งข่าวจาก Axios, Financial Times และ Reuters รายงานว่า แผนนี้รวมถึงการที่เคียฟจะต้องยอมสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงถูกควบคุมอยู่ ลดขนาดกองทัพลง และสละอาวุธจำนวนมาก

หากข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นความจริง จะถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนปฏิเสธมาโดยตลอด การยอมสละดินแดนและลดขนาดกองทัพเป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

ชาติยุโรปหลายประเทศได้ออกมาแสดงการต่อต้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากยูเครนและพันธมิตรในยุโรปไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนใหม่นี้ นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า “เพื่อให้แผนใด ๆ สามารถใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมียูเครนและยุโรปเข้าร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อของสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าแผนสันติภาพใหม่เรียกร้องให้ยูเครนต้องยอมถอยครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า นายวิตคอฟฟ์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ติดต่อกับทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละประเทศจะให้คำมั่นในเรื่องใดบ้าง

“มันเป็นแผนที่ดีสำหรับทั้งรัสเซียและยูเครน” น.ส.ลีวิตต์กล่าวในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “เราเชื่อว่ามันควรเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย และเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุผล”

ทางด้านรัสเซียได้ออกมาลดทอนความสำคัญของแผนดังกล่าว ซึ่งข่าวลือระบุว่ามีทั้งหมด 28 ข้อ โดยนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐมนตรีเครมลินกล่าวว่า แม้ว่าจะมีการ “ติดต่อ” กับสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีกระบวนการใดที่สามารถเรียกว่า “การปรึกษาหารือ” ได้

นายเปสคอฟเตือนด้วยว่า ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะต้องจัดการกับ “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นวลีที่มอสโกใช้เป็นคำย่อสำหรับข้อเรียกร้องที่พวกเขาต้องการมากที่สุดหลายข้อ ซึ่งสำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว มันเท่ากับเป็นการยอมจำนน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข้อถกเถียงมากมาย การที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนตั้งแต่แรกสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป

ท่าทีของยูเครนต่อแผนการยุติสงคราม

ถึงแม้ว่าเซเลนสกีจะยืนยันว่าพร้อมที่จะพูดคุยและพิจารณาแผนสันติภาพ แต่เขาก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และการเคารพ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายูเครนจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

อนาคตของ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความขัดแย้งในยูเครนในอนาคตอันใกล้นี้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของความขัดแย้งในยูเครน การแสวงหาทางออกอย่างสันติเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเท่าเทียม เพื่อให้สันติภาพที่เกิดขึ้นมีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน เจรจายุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การเดินทางมาเยือนยูเครนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นที่สนใจอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่ทิศทางใด

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้ การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ หากแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นความจริง ยูเครนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและข้อตกลงต่างๆ อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

ทำไมการเดินทางของเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน จึงมีความสำคัญ

การเดินทางของ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในยูเครน

  • การหารือโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์
  • การพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเจรจาอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในยูเครน แต่ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

รัสเซียถล่มยูเครน: ดับ 25 ศพ เจ็บอื้อ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัสเซียได้ทำการโจมตีเมืองต่างๆ ในภาคตะวันตกของยูเครนอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การโจมตียังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ทางการยูเครนต้องประกาศตัดไฟเพิ่มเติมเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เมื่อรัสเซียเปิดฉากโจมตีเมืองเทอร์โนปิล ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของยูเครน ด้วยโดรนและขีปนาวุธ การโจมตีครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเป้าหมายหลักคืออาคารชุดพักอาศัย 2 แห่ง ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 73 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กถึง 15 คนที่ได้รับผลกระทบ

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันตกของยูเครน นับตั้งแต่ที่รัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565 ซึ่งสร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นอกจากเมืองเทอร์โนปิลแล้ว แคว้นทางตะวันตกอีก 2 แห่ง ได้แก่ แคว้นลวิฟ และแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ ก็ตกเป็นเป้าของการโจมตีเช่นกัน นอกจากนี้ โดรนของรัสเซียยังมุ่งเป้าไปที่สามเขตของเมืองคาร์คิฟ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย ภาพถ่ายที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งอาคารและรถยนต์ถูกไฟไหม้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับชม

กองทัพอากาศยูเครนได้ออกมาแถลงว่า พวกเขาสามารถยิงทำลายโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาได้ 442 ลำ จากทั้งหมด 476 ลำ และสามารถทำลายขีปนาวุธได้ 41 ลูก จากทั้งหมด 48 ลูกที่ถูกยิงเข้ามา อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยังคงมีจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

เมืองเทอร์โนปิล ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนโปแลนด์มากกว่ากรุงเคียฟ ไม่ค่อยถูกโจมตีบ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้การโจมตีครั้งล่าสุดสร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพอาคารชุดแห่งหนึ่งในสองแห่งที่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนนายอีฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่าอาคารถูกทำลายตั้งแต่ชั้นที่สามถึงชั้นที่เก้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการโจมตี

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีรายงานว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง และมีกองไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้อยู่นอกอาคารชุด สร้างความโกลาหลและความสิ้นหวังให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคพลังงานในแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก 2 รายที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี

รัสเซียได้ระดมโจมตีภาคพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และยกระดับการโจมตีขึ้นอีกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ทางการยูเครนต้องตัดไฟในบางพื้นที่เพื่อแบ่งสันปันส่วนการใช้ไฟฟ้า และหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุด กระทรวงพลังงานก็ได้ประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามในยูเครน และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่อาคารที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน

  • มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย
  • ประชาชนต้องเผชิญกับการตัดไฟ
  • เกิดความเสียหายต่ออาคารที่อยู่อาศัย
  • สร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิต

นานาชาติต่างประณามการกระทำของรัสเซีย และเรียกร้องให้ยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อนำไปสู่การยุติสงครามและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

เหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ การสูญเสียชีวิตและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด การช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากและสร้างความหวังให้กับพวกเขา

การรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนอย่างถูกต้องและเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงและสามารถเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น การร่วมกันส่งกำลังใจและความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความห่วงใยซึ่งกันและกัน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” 100 ลำ

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินขับไล่ Rafale F4 ของฝรั่งเศส สูงสุด 100 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง ภายใน 1 ทศวรรษหลังจากนี้ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเคียฟในการปกป้องประเทศจากการโจมตีของรัสเซีย การจัดหาเครื่องบินรบ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารของยูเครน

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมายกย่องว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากลงนามใน “หนังสือแสดงเจตจำนง” (letter of intent) ร่วมกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่ฐานทัพอากาศในกรุงปารีส

ตามแผนการแล้ว การส่งมอบเครื่องบินรบ ราฟาเอล เอฟ 4 จะแล้วเสร็จภายในปี 2578 ขณะที่การผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันจะเริ่มขึ้นในปีนี้

รายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ และจะมีการจัดทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันหลังจากนี้ โดยมีรายงานว่าฝรั่งเศสวางแผนที่จะดึงดูดเงินทุนจากสหภาพยุโรป และใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นที่ถกเถียงและทำให้กลุ่มสมาชิก EU 27 ประเทศมีความเห็นแตกแยก

“นี่คือข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จะคงอยู่เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปีหน้า” เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับมาครงเมื่อวันจันทร์ และเสริมว่า ยูเครนจะได้รับ เรดาร์ฝรั่งเศสที่ทรงพลังมาก, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 8 เครื่อง, และอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงอื่น ๆ

ส่วนนายมาครงกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายเซเลนสกีว่า “เรากำลังวางแผน [เรื่องเครื่องบิน] Rafales 100 ลำ นั่นเป็นจำนวนมหาศาล นั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกองทัพยูเครน” และเสริมว่า เขาต้องการช่วยยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของยูเครนเกิดขึ้นหลังจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อยูเครน โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรถไฟ ซึ่งก่อให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วประเทศ มีพลเรือนหลายสิบคนเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว

ปัจจุบัน ยูเครนกำลังใช้เครื่องบินรบ Mirage ของฝรั่งเศส รวมถึงเครื่องบิน F-16 ที่ผลิตในสหรัฐฯ ในการรับมือการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย นอกจากนั้น เคียฟยังได้ตกลงเบื้องต้นที่จะขอรับเครื่องบินขับไล่ Gripen ของสวีเดนเมื่อไม่นานมานี้

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำ

การตัดสินใจของยูเครนในการจัดหาเครื่องบินรบราฟาเอล เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งกับรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น และยูเครนต้องการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านการโจมตีทางอากาศ และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

รายละเอียดข้อตกลง ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล”

ข้อตกลงระหว่างยูเครนและฝรั่งเศสระบุว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินรบ Rafale F4 จำนวนสูงสุด 100 ลำ พร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย โดยการส่งมอบจะทยอยดำเนินการภายใน 10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนที่จะเริ่มการผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตระหว่างสองประเทศ

แม้ว่ารายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ฝรั่งเศสกำลังพิจารณาแหล่งเงินทุนต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และการใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ เพื่อช่วยในการจัดหาเงินทุนสำหรับข้อตกลงนี้

การได้รับเครื่องบินรบราฟาเอล จะช่วยให้ยูเครนสามารถปรับปรุงกองทัพอากาศให้ทันสมัย และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่ยูเครนกำลังเผชิญอยู่ การเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ถือเป็นความหวังที่จะทำให้ยูเครนมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสและพันธมิตร ในการสนับสนุนยูเครนในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง

การที่ยูเครนได้เครื่องบินรบ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ทำให้เกิดคำถามว่ารัสเซียจะมีการตอบโต้อย่างไรต่อไป

ที่มา – ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย หลังประสบความสำเร็จกับข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม การส่งมอบจรวดโทมาฮอว์กอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นทางการในรูปแบบ “working lunch” ภายหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งประสบความสำเร็จในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง

ในการหารือครั้งนี้ เซเลนสกีได้แสดงความยินดีกับทรัมป์สำหรับบทบาทของเขาในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา พร้อมกล่าวว่า “ผมคิดว่าเราสามารถยุติสงครามยูเครน–รัสเซียนี้ได้ หากเราได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา” นอกจากนี้ เขายังได้เสนอแนวคิดในการแลกเปลี่ยนโดรนที่ผลิตในยูเครนกับจรวดพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” (Tomahawk) จากสหรัฐฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เตือนว่า การส่งมอบจรวดชนิดนี้อาจทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า “มันอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่ และอาจเกิดเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่า เขาอาจพิจารณาที่จะมอบจรวดโทมาฮอว์กให้กับยูเครน แต่ภายหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขากล่าวว่า “เราก็จำเป็นต้องใช้มันเช่นกัน ซึ่งทำให้ผมยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี”

ด้านทำเนียบขาวได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทรัมป์และปูตินได้ตกลงที่จะพบกันที่ประเทศฮังการีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการทูตต่อไป โดยคณะที่ปรึกษาของทั้งสองฝ่ายจะเริ่มพูดคุยเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมครั้งนี้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

เซเลนสกีเสนอแลกโดรนยูเครนกับจรวดโทมาฮอว์ก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของนานาชาติในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน การพบปะระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเจรจาและการประนีประนอมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในมุมมองระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียเกี่ยวกับบทบาทของจรวดโทมาฮอว์กยังคงเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข การตัดสินใจของทรัมป์ว่าจะส่งมอบอาวุธดังกล่าวให้กับยูเครนหรือไม่ จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางของสงคราม

  • การที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในการเจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • การหารือระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันสำหรับวิกฤตในยูเครน
  • การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการประชุมระหว่างทรัมป์และปูตินในอนาคตอันใกล้นี้ แสดงให้เห็นถึงความหวังในการเจรจาและการประนีประนอม

การยุติสงครามยูเครน–รัสเซียไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยังคงมีความหวังว่าสันติภาพจะสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

การหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และยูเครนครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการแสวงหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ แม้จะมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ และความเต็มใจของทุกฝ่ายในการเจรจา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

Scroll to top