ย้ายพรรค

นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ซบเพื่อไทย หวังปักธงใต้!

“นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

“จุลพันธ์-สุริยะ” แถลงเปิดตัว “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง สวมเสื้อเพื่อไทย เสริมความแข็งแกร่ง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้ โว นโยบายชัด หวังหาสิ่งดีๆ ให้คนพัทลุง

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายนิติศักดิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นล่าสุดในการเลือกตั้งปี 66 วันนี้ถือเป็นข่าวดีเราได้เสริมความแข็งแกร่งของผู้มีอุดมการณ์ ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถปักธงในพื้นที่ภาคใต้ได้แน่นอน ขอเรียนว่านายนิติศักดิ์มีแนวคิด อุดมการณ์ทำงานร่วมกันในสภาฯ ได้พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน มีแนวคิดที่ตรงกัน มีจิตใจที่จะทำเพื่อประชาชน วันนี้เมื่อมีการเปิดโอกาสคัดสรรผู้สมัคร นายนิติศักดิ์ก็ได้ประสานงานเข้ามากระทั่งผ่านการคัดเลือก ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งโดยนายนิติศักดิ์จะลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยในจ.พัทลุง เขต 2 และจะไปสมัครในวันเปิดรับสมัครวันแรกคือวันที่ 27 ธ.ค.นี้แน่นอน

“ท่านถือเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง เห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้วในสภาฯ การทำงานที่เข้มแข็งในกรรมาธิการฯ ที่ติดตามงานอย่างไม่ลดละ ผมได้เห็นการทำงานของท่านแล้วรู้สึกดีใจที่ได้คนหนุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมกัน ยืนยันว่าภาคใต้ของพรรคเพื่อไทยเราจะต้องมี สส. โดยคุณนิติศักดิ์จะเป็นหัวเรือในการทำงานเพื่อยืนยันว่าเราจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้ และเราจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ เราจะนำความเจริญ การพัฒนามาให้พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้านนายก่อแก้ว กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายนิติศักดิ์และครอบครัว โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง พวกตนรู้จักท่านและชื่นชมท่านมายาวนานในความตั้งใจทำงานของท่านในการพัฒนาพัทลุง ตระกูลธรรมเพชรเป็นตระกูลที่ชาวพัทลุงเคารพนับถือ เป็นตระกูลการเมือง วันนี้เป็นความโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่นายนิติศักดิ์สนใจมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสนับสนุนในการขับเคลื่อนพัฒนาพัทลุงในวันข้างหน้า วันนี้ทางคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับพวกตนในฐานะที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเรียนกับพวกตนว่าท่านสนใจให้ลูกชายมาลงสมัครพรรคเพื่อไทยเพราะชื่นชมในนโยบายและผลงานของพรรคเพื่อไทยที่มีมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าเราทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันสิ่งดีๆ ให้เกิดประโยชน์กับพัทลุงได้ ซึ่งพวกตนขอขอบพระคุณท่านและครอบครัวธรรมเพชรอีกครั้งที่จะทำงานร่วมกันในวันข้างหน้า

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนอยู่ในพื้นที่และจะมีการเลือกตั้งในครั้งถัดไป ตนมองว่าวันนี้ตนอยากหาสิ่งดีๆ ให้กับพ่อแม่พี่น้องพัทลุงเขต 2 คือการพัฒนาพื้นที่ ที่ผ่านมาเราได้เคยร่วมรัฐบาลกันมาตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เราได้ร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทยซึ่งตนมองว่าทางพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ชัดเจน แล้ววันนี้ตนอยากเป็นตัวแทนคนใต้ที่จะพาพรรคเพื่อไทยไปยังภาคใต้ เพราะตนรักและอยากจะสะท้อนปัญหาของคนใต้มายังพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้าตนไม่ได้มาอยู่จุดนี้เราอาจจะเป็นแค่พรรคร่วม ตนจะสะท้อนปัญหาของพี่น้องคนใต้ได้น้อย แต่วันนี้เมื่อตนมาอยู่จุดนี้ตนมั่นใจว่าตนจะเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องคนใต้ทั้งหมด สะท้อนมาถึงพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน และจะได้รู้ถึงวิถีชีวิตของคนใต้ว่าวันนี้คนใต้มีกระบวนการในการดำเนินชีวิตอย่างไร การเลือกตั้งและนโยบายที่จะดูแลคนใต้มีอะไรบ้าง ซึ่งอยากจะเสนอนายจุลพันธ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ทำไมนิติศักดิ์ ธรรมเพชร จึงเลือกพรรคเพื่อไทย?

การตัดสินใจของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ในการเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร หลายคนตั้งคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้อดีต สส. พัทลุง ตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ นอกจากความชื่นชมในนโยบายของพรรคแล้ว การได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวใต้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ

การเข้ามาของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ถือเป็นการเสริมทัพที่แข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยในการขยายฐานเสียงในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้อย่างเต็มที่ การมีบุคคลที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในพื้นที่อย่างนายนิติศักดิ์ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากชาวใต้ได้มากยิ่งขึ้น

นโยบายที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้นายนิติศักดิ์เข้าร่วมงาน การมีนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

มองไปข้างหน้า การจับมือกันระหว่าง นิติศักดิ์ ธรรมเพชร และพรรคเพื่อไทย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคใต้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยันลง สส.สงขลา เขต 9

ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” อดีต สส.สงขลา ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมเตรียมลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรค

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม และลงสมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 9 ในนามพรรคดังกล่าว โดยยืนยันหนักแน่นว่า

“ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าผมไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง”

นายศักดิ์สิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในครอบครัวเองก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองแต่อย่างใด จะมีเพียงน้องชาย 2 คนเท่านั้นที่ย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ทำให้การยืนยันครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ได้เป็นอย่างดี

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลง สส.สงขลา เขต 9 แน่นอน

จากการยืนยันดังกล่าว ทำให้ชัดเจนว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะยังคงลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวสงขลา เขต 9 ที่เคยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

การตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ 1,000% และลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนให้กับอนาคตทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมทางการเมืองในจังหวัดสงขลาอีกด้วย การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ และยังเป็นการรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้สนับสนุนและประชาชนในพื้นที่สงขลา เขต 9 การตัดสินใจครั้งนี้ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงการที่พวกเขายังคงมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 อีกครั้ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ท้องถิ่นได้

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะนำเสนอนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการเมืองในเขต 9 สงขลา ย่อมต้องมีความเข้มข้นอย่างแน่นอน และการที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยืนยันว่าจะลง สส.สงขลา เขต 9 ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในพื้นที่ว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายพรรค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความภักดี และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

จับตา “ประภัตร” เข้าภูมิใจไทย จริงหรือ?

จับตา “ประภัตร โพธสุธน” เข้าค่ายภูมิใจไทย จริงหรือไม่? สส.สุพรรณบุรี เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา อาจย้ายซบภูมิใจไทย หลังภาพคล้องแขน “อนุทิน-วราวุธ” ถูกเผยแพร่!

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เวลา 21.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่เพิ่งเปิดตัวเตรียมร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้า คล้องแขนถ่ายภาพร่วมกับนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “รักครับ” และอิโมจิรูปหัวใจสีน้ำเงิน

ภาพดังกล่าวจุดประกายคำถามถึงอนาคตทางการเมืองของนายประภัตร ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หลังจากที่พรรคชาติไทยพัฒนากำลังจะผนึกกำลังกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การปรากฏตัวของนายประภัตรในเฟรมเดียวกันกับหัวหน้าพรรคทั้งสอง จึงไม่อาจมองข้ามถึงความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวว่านายประภัตรอาจจะไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง สถานการณ์การเมืองในจังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีความน่าสนใจและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของนายประภัตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัด

จับตา “ประภัตร” เข้าภูมิใจไทย จริงหรือ?

การเปิดตัวของนายวราวุธที่พรรคภูมิใจไทยในวันนั้น ยังมาพร้อมกับนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคชาติไทยพัฒนาในการร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ทำไมต้องจับตา “ประภัตร โพธสุธน” ?

นายประภัตร โพธสุธน ถือเป็นนักการเมืองอาวุโสและมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองไทย การตัดสินใจของเขาจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับชาติ การจับตาความเคลื่อนไหวของนายประภัตรจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

  • ประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน
  • อิทธิพลในจังหวัดสุพรรณบุรี
  • ความสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ

การที่นายประภัตรอยู่ในสถานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้การตัดสินใจของเขามีผลต่อทิศทางของพรรคโดยรวม การที่พรรคชาติไทยพัฒนากำลังจะร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย ยิ่งทำให้นายประภัตรตกเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมืองมากยิ่งขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการย้ายพรรค อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่นายประภัตรยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองจากหลากหลายพรรค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และรักษาเครือข่ายทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจับตาความเคลื่อนไหวของนักการเมืองสำคัญๆ เช่น นายประภัตร โพธสุธน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

การที่นายประภัตร โพธสุธน จะตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือการตัดสินใจของเขาจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – จับตา “ประภัตร” เข้าค่ายภูมิใจไทย หลังคล้องแขนร่วมเฟรม “อนุทิน-วราวุธ”

โพลชี้ นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง มองนักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ และนโยบายเรือธงของพรรค แต่ส่งผลให้ไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ย้ายพรรค…ย้ายใจประชาชน?” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,117 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 2568 (ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง) สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไรกับการย้ายพรรคของนักการเมือง

  • ร้อยละ 61.32 ระบุว่า เป็นเรื่องปกติทางการเมือง เห็นเป็นประจำ
  • ร้อยละ 52.91 ระบุว่า นักการเมืองขายตัว ซื้อตัวกัน ดูด สส.
  • ร้อยละ 41.99 ระบุว่า ทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า

2. ประชาชนคิดว่าสาเหตุสำคัญที่นักการเมือง “ย้ายพรรค” เกิดจากอะไร

  • ร้อยละ 58.46 ระบุว่า หาพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกับตนเอง
  • ร้อยละ 48.34 ระบุว่า พรรคเดิมอาจพ่ายแพ้การเลือกตั้ง
  • ร้อยละ 47.90 ระบุว่า เพื่อผลประโยชน์และความมั่นคงทางการเมือง

3. หากมีการเลือกตั้ง ประชาชนจะเลือกผู้สมัครจากปัจจัยใดมากที่สุด

  • ร้อยละ 63.47 ระบุว่า นโยบายเรือธงของพรรค
  • ร้อยละ 45.84 ระบุว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมที่ผ่านมา
  • ร้อยละ 42.52 ระบุว่า ความชื่นชอบในตัวบุคคล

4. การที่นักการเมือง “ย้ายพรรค” มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนอย่างไร

  • ร้อยละ 35.81 ระบุว่า ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เลือกพรรคที่ชอบเท่านั้น
  • ร้อยละ 23.19 ระบุว่า รอดูผลงานของพรรคใหม่ที่ย้ายไปสังกัดก่อน
  • ร้อยละ 19.24 ระบุว่า อย่างไรก็เลือกคนเดิม เชื่อมั่นในตัวบุคคล
  • ร้อยละ 11.46 ระบุว่า ทำให้เปลี่ยนใจ ไม่อยากเลือกคนที่ย้ายพรรค
  • ร้อยละ 10.30 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

5. การย้ายพรรคของนักการเมืองมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทยหรือไม่

  • ร้อยละ 44.85 ระบุว่า มีผลทำให้ไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย
  • ร้อยละ 36.62 ระบุว่า เฉยๆ
  • ร้อยละ 18.53 ระบุว่า ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า กระแสการย้ายพรรคเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนเลือกตั้ง แม้ประชาชนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ภาพลักษณ์เชิงลบยังปรากฏอยู่ โดยเฉพาะการย้ายเพื่อผลประโยชน์หรือความอยู่รอดทางอำนาจ ผลโพลชี้ว่าการย้ายพรรคอาจยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยจะยังเลือกพรรคที่ชอบ ทว่าการย้ายพรรคไปมากลับบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองไทย จึงเป็นความท้าทายที่ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งฟื้นศรัทธาและสร้างอุดมการณ์ให้มั่นคงในสายตาประชาชน

ขณะที่ ผศ.ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนมองการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่ยังมีความไม่ไว้วางใจ เห็นเป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่ก็มองเป็นการซื้อขายทางการเมืองและลดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างการยอมรับความจริงทางการเมืองกับความไม่พอใจในพฤติกรรมของนักการเมือง สาเหตุหลักที่นักการเมืองย้ายพรรคคือหาความสอดคล้องทางอุดมการณ์ และกลัวพรรคเดิมจะแพ้เมื่อมีการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายเรือธงและผลงานเป็นรูปธรรมมากกว่าการยึดติดกับการย้ายพรรค ซึ่งส่งสัญญาณว่าพรรคและผู้สมัครต้องโชว์นโยบายชัดเจนและผลงานเพื่อเรียกความเชื่อมั่น ดังนั้น พรรคการเมืองควรเน้นความโปร่งใส สร้างนโยบายชัดเจนและผลงานจับต้องได้ เพื่อลดการมองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และฟื้นฟูความมั่นคงทางการเมืองในอนาคตต่อไป.

จากผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนจะมองว่านักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรคและการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนให้ได้มากที่สุด

นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ จริงหรือ?

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นที่หลากหลายของประชาชนเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนักการเมือง ในขณะที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำดังกล่าว

ทำไมนักการเมืองถึงย้ายพรรค?

สาเหตุที่นักการเมืองย้ายพรรคนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความมั่นคงทางการเมือง การที่นักการเมืองย้ายพรรคบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของนักการเมืองเองและต่อระบบการเมืองโดยรวม

การย้ายพรรคเรื่องปกติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และพรรคการเมืองควรสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธา

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงเลือกพรรคที่ชื่นชอบ ดังนั้นพรรคการเมืองควรเน้นไปที่การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะพุ่งเป้าไปที่การดึงตัวนักการเมืองจากพรรคอื่น

สรุปแล้ว การย้ายพรรคเรื่องปกติทางการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่นักการเมืองและพรรคการเมืองทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใสและยั่งยืน

ดังนั้น การย้ายพรรคเรื่องปกติหรือไม่ ไม่ได้สำคัญเท่ากับการตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – โพลชี้ นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ-นโยบายเรือธง

อนุทินบอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้น ย้ำน้ำไม่ท่วม!

“อนุทิน” หยอดหวาน “อนุชา” ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก! หลังสื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะชวน “อนุชา” เข้าพรรคภูมิใจไทย อนุทินตอบอย่างอารมณ์ดี พร้อมยืนยันว่าดีใจที่ผลโพลออกมาดี แต่ยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังเมินเสียงวิจารณ์จาก “พิธา” เรื่องการดูด สส.​ พร้อมให้ความมั่นใจว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมหนักเหมือนปี 54 อย่างแน่นอน เพราะได้เตรียมการรับมือไว้แล้ว

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่จ.ชัยนาท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทโดยมีนายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท ให้การต้อนรับ จะถือโอกาสนี้ทาบทามนายอนุชามาอยู่พรรคภูมิใจไทยเลยหรือไม่ ว่า นอกจากภรรยาผมแล้ว ผมก็รักพี่แฮงค์ (นายอนุชา) เป็นคนที่สอง

เมื่อถามย้ำว่า สรุปว่านายอนุทินจะชวนนายอนุชามาอยู่ภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า นายอนุทิน กล่าวว่า “ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก”

เมื่อถามว่า ล่าสุดอีสานโพลได้เผยผลสำรวจ ถ้าเลือกตั้งวันนี้อยากให้ใครเป็นนายกมากที่สุด โดยชื่อนายอนุทินมาเป็นอันดับหนึ่ง รู้สึกอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ตรงนั้นดีใจคืนเดียว แต่ต้องทำงาน ยิ่งมาแบบนี้ ต้องยิ่งทำให้ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนไม่สูญเปล่า ยอมรับว่าจากบ๊วยมาเป็นที่หนึ่งครั้งแรก

เมื่อถามว่า 4 เดือนนี้ภูมิใจไทยจะทำโพลของตัวเองหรือไม่ นายอนุทิน ได้ชี้ไปที่ สส.พรรคภูมิใจไทยที่อยู่ด้านข้าง พร้อมกล่าวว่า โพลของเราคือการลงพื้นที่ และเข้าใจชาวบ้าน ไม่ต้องทำโพลหรอก เราต้องการให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในตัวเราว่าเราทุ่มเทให้เขาอย่างเต็มที่ จะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็ตรงนี้แหละ

เมื่อถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุถึงกระแสพรรคภูมิใจไทยดูด สส. ว่าที่ผ่านมาแม้จะดูดแต่ก็แพ้นายพิธามาแล้ว นายอนุทิน ย้อนถามว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่มีดูดใคร

ถามต่อว่า นายพิธากล่าวเช่นนี้จะมีผลกระทบกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มี ไม่เคยมีปัญหา เราทำงานกับสส.พรรคประชาชนในสภาเป็นอย่างดี เป้าหมายเดียวกันเราก็ทำร่วมกันเป็นอย่างดี เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ กฎหมายอากาศสะอาด ก็ครบองค์ประชุม ซึ่งเป็นกฎหมายที่พรรคประชาชนเสนอก็ผ่านสภา และในเอ็มโอเอก็เขียนไว้ ตกลงกันไว้ กฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะสนับสนุนกัน อย่าไปคิดว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล และเราก็แสดงท่าทีอย่างชัดเจน

อนุทินบอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้นหลังยังไม่เข้าภูมิใจไทย-ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังได้ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูเขื่อนระบายน้ำก่อนจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะให้ความมั่นใจได้ว่า สถานการณ์จะไม่ซ้ำรอยปี 2554 ว่า ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 54 เราจะเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำ ให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่ามั่นใจได้หรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯ จะไม่เผชิญน้ำท่วม คล้ายปี 2554 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าไม่มีฝนตกหนักมาเติมก็มั่นใจ อีก 2-3 อาทิตย์จะเข้าสู่ปลายฤดูฝน ปริมาณน้ำทั่วประเทศ น่าจะได้ระบายคล่องตัวทำให้การท่วมขังน้อยลง

ส่วนพื้นที่อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ที่เป็นพื้นที่รับน้ำทุกปีสถานการณ์น่าจะคลี่คลายในกี่สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าน่าจะประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่สิ้นเดือนตุลาคมเข้าเดือนพฤศจิกายน สถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้เราคิดไปไกลกว่านั้นต้องคิดถึงเรื่องของการบริหารจัดการในระยะยาวด้วย ทุกปีเราเน้นเรื่องของการเยียวยา ใช้เงินปีละประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าเราใช้เงินก้อนนี้มาเป็นเรื่องของการลงทุน ระบบสาธารณูปโภค ระบบเขื่อน ระบบเส้นทางน้ำ ระบบฝาย เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เราน่าจะทำให้เงินงบประมาณเหล่านี้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ชี้เยียวยา 9,000 บาท เดือนเดียว 2 หมื่นล้านไม่ได้อะไร แต่เท่ากับโครงการใหญ่ที่เบิกจ่าย 3-4 ปี

เมื่อถามถึงแนวโน้มในการสร้างเขื่อนเพิ่ม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สทนช. ต้องไปศึกษาและหาวิธีที่จะทำให้สภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีคลี่คลาย ไม่เช่นนั้นทุกปีก็จะต้องเกิดปัญหา แบบนี้แล้วกลับไปก็ต้องหาตังค์มาจ่าย

“อนุมัติงบกลางชาวบ้านได้ 9,000 บาท ถามว่าวันนี้ต่อให้เขาแสนบาทเขาก็ไม่เอาหรอกเงิน ขอให้น้ำไม่ท่วมดีกว่า เราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้น้ำไม่ท่วม ไม่ให้เขาเดือดร้อน เงินใช้พอๆ กันเลย อย่างคลองบางบาล บางไทร 20,000 กว่าล้าน เท่ากัน แต่ 5-6 ปีกว่าจะเสร็จเท่ากับปีหนึ่งงบประมาณ 4-5 พันล้าน แต่นี่ 20,000 ล้าน เยียวยาปีหนึ่งให้ชาวบ้านแล้ว และยังไม่มีโครงการอะไรที่จะไปทำในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคเลย” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ทุกแห่งในประเทศเกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำเกิดปัญหาคืออะไร นายอนุทินกล่าวว่ามันก็มีหลายปัญหาที่ดินของชาวบ้านด้วย มาอยู่ต่างจังหวัดจะไปเวนคืนที่ของพี่น้องประชาชนเป็นเกษตรกรทำไร่ทำนา เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ต้องหาวิธีในการหาเทคโนโลยีใหม่ๆ น้ำก็เช่นกัน เห็นแบบนี้ อีก 6 เดือนก็ต้องมาแก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นไปได้อย่างไรเรื่องน้ำ ทำอย่างไร ตนให้นโยบาย สทนช. ไปว่าทำอย่างไรได้บ้างให้ช่วยกันคิด ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวคิดพื้นฐานมาแล้วเรื่องแก้มลิง แต่ด้วยสภาพนิเวศที่เปลี่ยนไปแก้มลิงที่มีอยู่อาจไม่พอต้องทำเพิ่มได้หรือไม่ หลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ของประชาชน ที่ของรัฐ ที่ของหลวง ที่ราชพัสดุ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นที่เก็บกักน้ำได้หรือไม่ ต้องคิดต่อไป เอาไว้หลังเลือกตั้งก่อน ค่อยมาคิด

เมื่อถามว่า 4 เดือนที่จะวางรากฐานให้ได้จะทำได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รากฐานวางได้อยู่แล้ว คือการบอก สทนช. ให้ใช้สำนักทรัพยากรน้ำ เป็นเจ้าภาพหลัก และค่อยกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ

“เราก็ต้องบอกท่านเลขาธิการ บอกท่านอนุชาว่าพี่ไม่ไหวแล้วนะ ปีหนึ่ง 2-3 หมื่นล้าน และหมดไปครั้งเดียวเลย โดยปกติ 30,000 ล้านบาท งบประมาณผูกพันต้องใช้ 3-4 ปีถึงจะใช้หมด แต่นี่ 30,000 ล้านบาท เดือนเดียวใช้หมด ดังนั้นจะต้องเรียนท่านไปว่าเงินมีแล้วเอาไปสร้างอะไรที่เป็นการลงทุนระยะยาวได้หรือไม่ ท่านก็มาจากสภาพัฒน์ มีวิสัยทัศน์ เห็นลู่ทาง นี่คือการวางรากฐาน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

“อนุทิน” บอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้น ยังยืนยันน้ำไม่ท่วมแน่

สรุปแล้วประเด็นสำคัญจากที่นายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์คือ 1) ยังคง “ตื๊อ” คุณอนุชาให้มาร่วมงานกับภูมิใจไทยต่อไป 2) มั่นใจว่าสถานการณ์น้ำจะไม่รุนแรงเหมือนปี 54 และ 3) เตรียมวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน

อนุทินให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวมากกว่าการเยียวยาเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าเดิม เราต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “อนุทิน” บอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้นหลังยังไม่เข้าภูมิใจไทย-ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54

อนุทิน ร่วมสวดอภิธรรมบิดาอัครเดช ส่งจิตขออนุญาต

อนุทิน ร่วมสวดอภิธรรมบิดา “อัครเดช” ส่งจิตขออนุญาตลูกพ่อมาอยู่ภูมิใจไทย

ในค่ำคืนวันที่ 27 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ที่อบอวลไปด้วยความอาลัยและความผูกพันทางการเมือง เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาร่วมงานสวดอภิธรรมศพของนายวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีบุคคลสำคัญหลายท่านมาร่วมไว้อาลัย เช่น นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พิธีครั้งนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่บริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์โรจน์ จังหวัดราชบุรี มีผู้มาร่วมกว่า 2,000 คน รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ

“อนุทิน” ร่วมสวดอภิธรรมศพบิดา “อัครเดช” ส่งจิตขออนุญาตลูกพ่อมาอยู่ภูมิใจไทย

งานสวดอภิธรรมคืนนี้เป็นคืนที่ 4 ของพิธี และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ได้แสดงความอาลัยอย่างลึกซึ้ง โดยกล่าวถึงความสนิทสนมกับนายอัครเดชที่ยาวนานหลายปี “นายอัครเดชเป็นคนที่มีความวิริยะอุตสาหะ ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ผมชื่นชมและศรัทธาในความขยันขันแข็งของท่าน โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านทำได้ดีเยี่ยม เป็นดาวเด่นในสภาเลยทีเดียว” นายอนุทิน กล่าว

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังเล่าถึงความผูกพันในครอบครัวและการเมือง โดยระบุว่านายอัครเดชมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครอบครัวของเขา “เราผูกพันกันเพราะ ส.ส.มุ่ง เป็นคู่กับน้องเขยผม ภรรยาของ ส.ส.มุ่ง ก็เป็นเพื่อนกับน้องสาวแท้ๆ ของผม ทำให้มีสายใยความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด” เขากล่าว และขอบคุณชาวราชบุรีที่เลือกนายอัครเดชเป็นผู้แทนราษฎร “ต้องขอบคุณจริงๆ ที่ไว้วางใจให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีผ่านการสนับสนุนของท่าน”

ส่งจิตขออนุญาตคุณพ่อ ส.ส.มุ่งย้ายไปพรรคภูมิใจไทย

ไฮไลต์ของพิธีคือคำกล่าวทิ้งท้ายของนายอนุทิน ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและความหวังในการเมือง “ผมได้กราบคุณพ่อ ส.ส.มุ่ง ไปแล้ว และส่งจิตไปบอกว่าคุณพ่อครับ ขอเถอะครับ ขอลูกคุณพ่อมาอยู่ภูมิใจไทยเถอะครับ ถ้าคุณพ่อเห็นด้วย ก็ขอให้ผมลุกขึ้นยืนไหว เพราะผมคุกเข่ากราบขอท่าน แล้วผมก็ลุกขึ้นยืนได้ทันที นั่นแปลว่าคุณพ่ออนุญาตแล้ว เมื่ออนุญาตแล้ว ผมก็บอกว่าเดี๋ยวผมดูแล ส.ส.มุ่งเอง” คำพูดนี้สร้างรอยยิ้มให้กับผู้มาร่วมงาน แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลสำคัญในวงการการเมืองไทย

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความอาลัยในครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงพลวัตทางการเมือง โดยเฉพาะการโยงใยระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับ ส.ส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในอนาคต การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยเรื่องราวเช่นนี้ ที่ผสมผสานระหว่างความสัมพันธ์ส่วนตัวและผลประโยชน์สาธารณะ ชาวราชบุรีและประชาชนทั่วไปต่างชื่นชมความทุ่มเทของ ส.ส.อัครเดช ที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์ “อนุทิน” ร่วมสวดอภิธรรมศพบิดา “อัครเดช” ส่งจิตขออนุญาตลูกพ่อมาอยู่ภูมิใจไทย ถือเป็นตัวอย่างของการเมืองที่มนุษย์มากขึ้น ทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองดูใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การสร้างพันธมิตรและความไว้วางใจเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายจากงานที่เผยให้เห็นบรรยากาศอันอบอุ่น แม้จะเป็นงานศพ แต่ผู้มาร่วมต่างแสดงความเคารพและความผูกพันอย่างชัดเจน ภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ สร้างกระแสในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ ส.ส.อัครเดช

  • ความสนิทสนมระหว่างอนุทินและอัครเดชที่ยาวนานหลายปี
  • การแสดงความชื่นชมต่อผลงานในสภา
  • คำขอขออนุญาตจากบิดาแบบสร้างสรรค์
  • ขอบคุณชาวราชบุรีต่อเนื่อง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอแสดงความไว้อาลัยต่อครอบครัววงษ์พิทักษ์โรจน์ และหวังว่าการเมืองไทยจะก้าวหน้าต่อไปด้วยความสามัคคี หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองล่าสุด สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – “อนุทิน” ร่วมสวดอภิธรรมศพบิดา “อัครเดช” ส่งจิตขออนุญาตลูกพ่อมาอยู่ภูมิใจไทย

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

“พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาภายใน ทำให้ไม่สามารถทำงานดูแลประชาชนได้เต็มที่ นี่คือประเด็นหลักที่นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุการย้ายพรรคในครั้งนี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เปิดเผยเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขาดความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานทางการเมืองอย่างมาก การจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอยู่ในองค์กรที่เข้มแข็งและสามารถให้การสนับสนุนได้จริง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะการจัดการเรื่องวัคซีนและโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ประสบความสำเร็จ

นางสาวพลอยทะเลยอมรับว่า ปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจย้ายพรรค เพื่อหาพื้นที่ทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนกระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่นั้นมีหลายมุมมอง แต่เธอมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองและยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

การตัดสินใจย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเลครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การที่อดีตกรรมการบริหารพรรค ตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคอื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยที่ทำให้ “พลอยทะเล” ตัดสินใจย้ายพรรค

  • ปัญหาภายในพรรค: นางสาวพลอยทะเลระบุว่า ปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
  • การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความต้องการทำงานเพื่อประชาชน: นางสาวพลอยทะเลต้องการทำงานในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

การย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเล ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การได้รับโอกาสในการทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นางสาวพลอยทะเลตัดสินใจย้ายพรรคในครั้งนี้

แน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นางสาวพลอยทะเลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และเชื่อมั่นว่าการย้ายพรรคครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อประชาชนในระยะยาว และยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

การย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยของ “พลอยทะเล” ครั้งนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในแวดวงการเมืองไทยอีกด้วย การที่นักการเมืองรุ่นใหม่กล้าที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ตนเองเชื่อมั่น จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น การตัดสินใจของ “พลอยทะเล” จึงเป็นมากกว่าการย้ายพรรค แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้

ที่มา – “พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะ ปชป. มีปัญหาภายใน

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

Scroll to top