รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่ดูเหมือนจะสั่นคลอน แต่ล่าสุดมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนออกมาแล้วครับ โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในเครือซีพี ได้ออกมาให้ข้อมูลเพื่อยุติความเข้าใจผิดว่า ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน แต่อย่างใด

ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน

เหตุการณ์ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นหลังจากที่มีการส่งหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสัญญา ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะนำไปสู่การทิ้งงานหรือถอนตัว แต่ทางบริษัทขอยืนยันว่าการส่งหนังสือฉบับดังกล่าว เป็นเพียงกลไกปกติทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิ์ของคู่สัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่การบอกเลิกโครงการ

ทำไมต้องออกมาชี้แจงประเด็น ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน

บริษัทเล็งเห็นว่าข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น จึงขอเรียนชี้แจงสถานะปัจจุบันว่า:

  • การประสานงาน: บริษัทยังคงทำงานร่วมกับ รฟท. และ สกพอ. (EEC) อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางออกในประเด็นพื้นที่มักกะสิน
  • ความชัดเจนของสัญญา: การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาเป็นกระบวนการที่ต้องทำร่วมกันตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
  • การสนับสนุนจาก BOI: เรื่องบัตรส่งเสริมการลงทุนที่หมดอายุไป ไม่ได้เกิดจากปัญหาความไม่ร่วมมือ แต่เป็นขั้นตอนทางเทคนิคที่รอสัญญาให้มีความชัดเจนก่อน

ทางด้านคุณสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ ผู้บริหารระดับสูงของ เอเชีย เอรา วัน ย้ำชัดเจนว่าความมุ่งมั่นของซีพียังเต็มร้อย โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในทุกขั้นตอน เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่นี้สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

บทสรุปของเรื่องนี้คือ โครงการระดับชาติแบบนี้ย่อมมีรายละเอียดซับซ้อนและอุปสรรคระหว่างทางเป็นธรรมดา การใช้สิทธิตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ การที่ซีพีออกมายืนยันเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบ และความพยายามที่จะทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายครับ

ที่มา – ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ยืนยันเดินหน้าโครงการต่อ

ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนบอกเลิกสัญญา

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวคราวของโครงการยักษ์ใหญ่ระดับประเทศอย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงและยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี ล่าสุดมีมุมมองที่น่าสนใจจากทางคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ออกมาให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าหากโครงการไปต่อไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด

ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนบอกเลิกสัญญา

รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ กรรมการบอร์ด EEC ได้ออกมาให้ทรรศนะว่า ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการรับผิดชอบค่าเสียหาย เพราะการปล่อยให้โครงการค้างคาอยู่เช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเหตุสุดวิสัยที่หลายฝ่ายหยิบยกมาอ้างนั้น อาจไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นตามกฎหมาย ดังนั้นหากจะยุติสัญญา ทั้งสองฝ่ายต้องพิจารณาเงื่อนไขการรับผิดชอบให้ถี่ถ้วน

มุมมองจากฟากฝั่งการเมืองต่อโครงการเชื่อม 3 สนามบิน

ในขณะที่ฝั่งรัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือก ทางด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ จากพรรคประชาชน ก็ได้แสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน โดยมองว่าหากโครงการไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ควรเสียค่าโง่ด้วยการยอมแก้สัญญา แต่ควรพิจารณาทางเลือกอื่นแทน เช่น การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ดังนี้:

  • การเปิดประมูลใหม่: เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
  • การทบทวนรูปแบบ: เปลี่ยนไปเน้นรถไฟทางคู่ที่ทำความเร็วได้ 160 กม./ชม. ซึ่งอาจตอบโจทย์มากกว่าในแง่ของงบประมาณ
  • การประเมินความเสี่ยง: รัฐต้องไม่ยอมให้มีการแก้สัญญาเพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้แนวทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง การตัดสินใจที่ล่าช้าจะยิ่งทำให้โอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยเสียไป หากต้องมีการยกเลิกสัญญาจริงๆ รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนต้องรอบคอบและเด็ดขาดเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

ในมุมมองของเรา ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไรจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ หากโครงการนี้ไม่สามารถไปต่อได้ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน การรีบเปลี่ยนทิศทางไปสู่การสร้างระบบขนส่งที่รองรับคนส่วนใหญ่และใช้ต้นทุนต่ำกว่า อาจถือเป็นทางออกที่ตรงจุดกว่าการพยายามฝืนเดินหน้าโครงการที่มีปัญหาไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นปลายทางที่ชัดเจน

ที่มา – กก.บอร์ด EEC ชี้ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา

เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมรถไฟ

เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมรถไฟ 3 สนามบิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในทำเนียบรัฐบาล เมื่อมีการปรับเปลี่ยนการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจดึงงานส่วนนี้มาดูแลด้วยตัวเอง หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหรือไม่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาที่ไปให้หายข้องใจกันครับ

หากพูดถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การปรับบทบาทครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาล เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน โดยทางแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายอนุทินและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มีการพูดคุยกันอย่างเรียบร้อยแล้ว โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับ EEC ให้เป็นหัวหอกในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสู่ประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีลงมาเป็น ‘หัวหน้าทีมขาย’ ด้วยตัวเอง

เป้าหมายใหม่ของ EEC ภายใต้การกำกับดูแลของนายกฯ

การดึงงานกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของการเมืองที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลดปัญหาแรงเสียดทานระหว่างหน่วยงาน อย่าง EEC กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยนายกรัฐมนตรีได้วางยุทธศาสตร์ใหม่ไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก: ใช้จุดแข็งของพื้นที่ EEC ด้านปศุสัตว์ ประมง และเกษตรกรรม สร้างความสนใจให้นักลงทุนต่างชาติ
  • ฮับ Data Center ระดับภูมิภาค: ตอบโจทย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รองรับการใช้งานสูง
  • การบริหารจัดการเชิงรุก: การเป็นผู้นำทีมเจรจาเองจะช่วยให้การตัดสินใจในโปรเจกต์ใหญ่มีความรวดเร็วและเป็นเอกภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น ได้รับคำยืนยันแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะนายอนุทินเองก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกับนายพิพัฒน์ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงในการแก้สัญญาโครงการนี้ เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ที่ต้องมีการศึกษาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการเสมอ อย่างกรณีข่าวลือเรื่องดิสนีย์แลนด์ นายกฯ ก็ยังตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การที่ท่านนายกฯ ดึง EEC มาดูเอง ถือเป็นการขยับตัวเพื่อเน้นย้ำความพร้อมของประเทศไทยในเวทีระดับโลก การทำงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานจะทำให้โปรเจกต์ต่างๆ ขับเคลื่อนไปได้ไกลขึ้น และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับภาคธุรกิจที่รอคอยความชัดเจนจากภาครัฐครับ

ที่มา – เปิดเบื้องลึก “อนุทิน” ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน

คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับมหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้น เมื่อมีการแจ้งถึง คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ออกมาให้เราได้เห็นกันแล้วครับ

คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาและเห็นชอบร่างสัญญาฉบับใหม่เป็นที่เรียบร้อย โดยประเด็นข้อสังเกตกว่า 18 ประเด็นได้รับการชี้แจงและแก้ไขจนครบถ้วนแล้ว ทำให้ในขณะนี้ รฟท. กำลังรอการตอบกลับอย่างเป็นทางการจากทางเอกชนคู่สัญญา เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ครับ

จุดยืนของ “พิพัฒน์” ต่อเงื่อนไขการดำเนินงาน

ถึงแม้จะมีความคืบหน้าในส่วนของกฎหมาย แต่เมื่อพูดถึง คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน แล้ว เราจะไม่พูดถึงท่าทีของกระทรวงคมนาคมไม่ได้เลย โดยทาง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยังคงยืนกรานคัดค้านเงื่อนไขการปรับรูปแบบการลงทุนเป็น “สร้างไปจ่ายไป” อย่างชัดเจน โดยมองว่านโยบายของรัฐบาลต้องมีความเหมาะสมและไม่เสียเปรียบในการดำเนินโครงการ

  • อัยการสูงสุดตอบรับร่างสัญญาฉบับใหม่แล้ว
  • เตรียมเข้าที่ประชุม กพอ. วันที่ 5 มิ.ย. นี้
  • กระทรวงคมนาคมย้ำจุดยืนค้านการ “สร้างไปจ่ายไป”
  • เอกชนต้องเร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับสถาบันการเงิน

สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่ต้องรอลุ้นกันต่อครับว่า ทางกลุ่มเอกชนคู่สัญญาจะสามารถเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างไร ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งประเด็น คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน นี้ ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะตัดสินว่าโครงการยักษ์ใหญ่ระดับประเทศนี้ จะเดินหน้าต่อได้ราบรื่นแค่ไหน

ในมุมมองทางธุรกิจ โครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย หากรัฐและเอกชนหาจุดตรงกลางได้สำเร็จ ประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่พี่น้องประชาชนที่รอใช้บริการรถไฟความเร็วสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดดอย่างแน่นอน

ที่มา – คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน “พิพัฒน์” ค้านเงื่อนไขสร้างไปจ่ายไป

อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน รฟท. ปรับแบบสถานีอยุธยา จ่อประมูลครึ่งปีหลัง 69

วันนี้เรามี อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน ล่าสุดจากรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่กำลังเร่งมือปรับแบบสถานีอยุธยา เพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อมรดกโลกวัดมหาธาตุและวัดหน้าพระเมรุ จ่อเปิดประมูลช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แล้วนะครับ สุดยอดข่าวดีสำหรับคนรอรถไฟความเร็วสูงสายนี้!

อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน รฟท. ปรับแบบสถานีอยุธยา จ่อประมูลครึ่งปีหลัง 69

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรฟท. รักษาการผู้ว่า เปิดเผยความคืบหน้าสัญญา 4-5 ช่วงสถานีอยุธยา หรือบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กม. วงเงิน 11,000 ล้านบาท โดยปรับรูปแบบสถานีให้เลี่ยงพื้นที่มรดกโลก ขยับศูนย์กลางสถานีไม่เกิน 100 เมตร แยกโครงสร้างใหม่จากสถานีเก่า ไม่ครอบหลังคาใหญ่ ลดขนาดสถานีลง ยังอยู่ในแนวทางเดิม ไม่กระทบ EIA ควบคุมงบได้ตามกรอบครม.

แผนงานชัดเจน: จัดทำ TOR เสร็จปลายพ.ค. 69 รับฟังความเห็น มิ.ย. 69 ประมูล ก.ค.-พ.ย. 69 ลงนามปลายปี 69 เริ่มสร้างต้นปี 2570 โยธา 3 ปี เสร็จ 2573 ติดตั้งระบบ+ทดสอบ 1 ปี เปิดบริการ 2574-2575 สุดยอด!

กลยุทธ์ก่อสร้างแบบขนานสถานีอยุธยา

รฟท. แบ่งพื้นที่ 2 โซน: 7 กม. ไม่กระทบมรดกโลก เริ่มงาน NTP ทันที อีก 6 กม. พื้นที่敏感 ขุดสำรวจโบราณคดีคู่ขนาน หาเจอเคลื่อนย้ายกับกรมศิลปากร ตามประสบการณ์โครงการเก่า มั่นใจผู้รับเหมาแห่ประมูล เอกชนเดิมพร้อมกลับมา ถ้ากรอบชัด.

ส่วนสัญญา 4-1 สถานีดอนเมือง-บางซื่อ ร่วมกับไฮสปีด 3 สนามบิน (CP) ล่าช้า ถ้า มิ.ย.-ก.ค. 69 ไม่ชัด ดึงงานทางวิ่ง 4,000 ล้านมาทำเอง ป้องกันล่าช้าทั้งโครงการ ยังรอทบทวนครม. จ่ายแบบทำไปจ่ายไป ค่าสิทธิเดินรถ มิฉะนั้นใช้สัญญาเดิม EEC ต้องอนุมัติ.

  • ปรับแบบสถานีอยุธยาเลี่ยงมรดกโลก
  • ประมูลสัญญา 4-5 ครึ่งปีหลัง 69
  • เริ่มสร้าง 2570 เปิด 2574
  • สัญญา 4-1 เตรียมแผนสำรอง

วิกฤตน้ำมันกระทบรฟท. ราคาจาก 35 เป็น 50 บาท/ลิตร ใช้วันละ 220,000 ลิตร ค่าเอ็นเนอร์ยี่ 30% ขาดสภาพคล่องเพิ่ม 500 ล้านจาก 18,000 ล้าน แต่ตรึงค่าโดยสาร ขอรัฐชดเชย ติดตามถึง ก.ย. 66

โครงการไฮสปีดไทย-จีนนี้จะเปลี่ยนโฉมการเดินทางไทย เชื่อมกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย สู่ลาว จีน ความเร็ว 250 กม./ชม. สร้างงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจ ผู้สนใจอย่าพลาด อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน นี้ ติดตามต่อไปเพราะใกล้แล้ว!

คุณคิดยังไงกับความคืบหน้าโครงการนี้? แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ จะได้ไปถึงเป้าหมายเปิดบริการ 2574 เร็วๆ

ที่มา – อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน รฟท. ปรับแบบสถานีอยุธยา จ่อประมูลครึ่งปีหลัง 69

คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน รฟท.รับเสี่ยง

ในวงการคมนาคมไทยกำลังมีประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา นั่นคือ คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหลัก ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยืนยันจะแก้ ก็ต้องรับความเสี่ยงทางกฎหมายเองทั้งหมด

คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน หากจะแก้ รฟท. ต้องรับความเสี่ยงเอง

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่กำลังติดตามความคืบหน้าโครงการใน EEC หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายพิพัฒน์ย้ำว่า สัญญาต้องเดินหน้าตามกรอบเดิม ไม่ควรแก้ไขโดยอ้างผลกระทบโควิด-19 ที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าประมาณการ แม้ตอนนี้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแล้วก็ตาม การแก้สัญญาอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมายที่หนักหนา รัฐบาลจึงเลือกยืนหยัดในหลักการเดิม

เหตุผลหลักที่คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

เอกชนผู้ร่วมทุนเสนอแก้สัญญาเพราะยอดผู้โดยสารไม่ถึงเป้า แต่รมว.คมนาคมมองว่า นี่คือโอกาสแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทน โดยการเพิ่มดีมานด์การเดินทางในพื้นที่ EEC ด้วยการพัฒนาเมืองใหม่ EECiti บนพื้นที่ 15,000 ไร่ ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมหลักได้อย่างลงตัว ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงแค่ 10 กม. และสนามบินอู่ตะเภา 15 กม. ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นจำนวนนักเดินทาง โดยไม่ต้องแตะสัญญาเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืน

แผนพัฒนาเมืองใหม่และสวนสนุกระดับโลกใกล้สนามบินอู่ตะเภา

หนึ่งในไฮไลต์คือการสร้างสวนสนุกระดับโลก คล้ายดิสนีย์แลนด์ ห่างจากสนามบินอู่ตะเภา 15 กม. เชื่อมตรงกับรถไฟไฮสปีด พร้อมศูนย์กีฬานานาชาติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวหลากหลาย นายพิพัฒน์ยืนยันว่ามีนักลงทุนไทย ต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง สนใจร่วมทุนแล้ว สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น ซื้อลิขสิทธิ์หรือจอยน์เวนเจอร์

  • จุดเด่นของ EECiti: พื้นที่ 15,000 ไร่ เชื่อมรถไฟไฮสปีดและสนามบิน
  • สวนสนุกดิสนีย์แลนด์สไตล์ไทย ดึงนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน/ปี
  • ศูนย์กีฬาระดับโลก เพิ่มกิจกรรมท่องเที่ยว
  • นักลงทุนพร้อม ไม่ต้องรอเจ้าของแบรนด์ลงทุนเต็มตัว

แผนนี้จะช่วยให้โครงการไฮสปีด 3 สนามบินคุ้มทุนตามสมมติฐานเดิม โดยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ

ความคืบหน้าและการหารือกับ รฟท.

ในวันที่ 25 ก.พ. เวลา 09.00 น. มีนัดหารือกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รฟท. รักษาการผู้ว่า เพื่ออัปเดตรายละเอียดโครงการ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังมุ่งมั่นผลักดัน แม้เผชิญความท้าทายจากโควิด แต่ด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ EEC ที่เป็นฮับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ โครงการนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

นอกจากนี้ EEC ยังมีโครงการอื่นๆ ที่เสริมกัน เช่น สนามบินอู่ตะเภาเฟส 2-3 ที่กำลังเร่งรัด ทำให้ระบบคมนาคมเชื่อมโยงกันสมบูรณ์แบบ สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

การตัดสินใจ คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด หลีกเลี่ยงความเสี่ยงกฎหมาย ขณะเดียวกันสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงการเมืองใหม่ หากสำเร็จ จะยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการบินและคมนาคมอาเซียนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? คิดว่าแผนสวนสนุกระดับโลกจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตโครงการ EEC เพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – คมนาคม เบรกแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” หากจะแก้ รฟท. ต้องรับความเสี่ยงเอง

รฟท. จ่อชงครม.ใหม่ แก้สัญญารถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่รอคอยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งในประเทศไทย โดยเฉพาะ รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นความคืบหน้าล่าสุดของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โครงการนี้จะช่วยยกระดับการเดินทางให้รวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น เชื่อมโยง EEC เข้ากับหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ

รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดที่นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด รฟท. โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมทุนกับภาคเอกชน หลังจากเคลียร์ปมสำคัญเรื่องหลักประกันงานโยธาและรูปแบบการจ่ายเงินของภาครัฐ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้เอกชนมีสภาพคล่องตึงตัว

รายละเอียดการเจรจาแก้สัญญา

การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ รฟท. ร่วมกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด และ สกพอ. ได้หารือกันอย่างเข้มข้น โดยได้รับความเห็นจากอัยการสูงสุดแล้ว ขณะนี้เตรียมเสนอ สกพอ. และชงให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณตาม พ.ร.บ. การเงินการคลังภาครัฐ

  • หลักประกันงานโยธา: เอกชนยอมวางเงิน 160,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธา 120,000 ล้านบาท และงานระบบ 40,000 ล้านบาท
  • เงื่อนไขคืนหลักประกัน: คืนทั้งหมดภายใน 5 ปีหลังเริ่มงานและเปิดบริการ
  • ความเห็นอัยการ: เสนอเก็บไว้บางส่วนเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง แต่ รฟท. ยืนยันว่ามีหลักประกันสัญญาหลัก 4,500 ล้านบาทรองรับความเสี่ยงอื่นๆ แล้ว

การแก้ไขนี้จะช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้ โดยยังคงเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟไทย-จีน โดยเฉพาะช่วงโครงสร้างร่วมอย่าง Missing Link เพื่อหลีกเลี่ยงการรื้อถอนซ้ำและลดต้นทุนวิศวกรรม

กรอบเวลาดำเนินโครงการ

หาก ครม. อนุมัติในมิถุนายน-กรกฎาคม 2567 จะลงนามสัญญาเดือนกรกฎาคม และออก NTP (Notice to Proceed) ในเดือนสิงหาคม 2567 ตามนั้น ก่อสร้าง 5 ปี ทดสอบระบบ 6 เดือน คาดเปิดบริการปี 2575 ซึ่งตรงตามแผนเดิม แม้จะล่าช้าจากโควิด

หากล่าช้าเกินกรอบ รฟท. อาจปรับขอบเขต ดึงงานโครงสร้างร่วมกลับมาทำเอง เพื่อไม่กระทบสัญญา 4-5 ของไทย-จีนที่กำลังเปิดประมูลช่วงอยุธยา

มาตรการโปร่งใสและป้องกันความเสี่ยง

ก่อนออก NTP รฟท. จะส่งสัญญาให้ สตง. และ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ หากมีข้อเสนอแนะจะปรับปรุงได้ โครงการนี้เป็นหัวใจของ EEC เชื่อมเมืองการบินอู่ตะเภา สนับสนุนการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์

นอกจากนี้ โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยังช่วยลดเวลาเดินทางจากสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภาเหลือเพียง 30 นาที จากเดิมหลายชั่วโมง สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยเฉพาะใน EEC ที่เป็นแหล่งลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง และกระตุ้น GDP โตต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ใช่แค่รถไฟ แต่เป็นอนาคตของการเดินทางไทย ที่จะแข่งขันระดับโลกได้ หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันดีแบบนี้ โครงการ EEC ทั้งหมดจะสำเร็จแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ กับเรา!

ที่มา – รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้

Scroll to top