รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ศุภชัยถามเพื่อไทย เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

“ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ ป้ายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ใช้งบอุดหนุนจากไหน หวั่นเอาภาษีคน ตจว. อุ้มคนกรุงฯ หรือไม่ กังขา “สุริยะ” นั่งคมนาคม มานาน ไม่ทำตั้งแต่เป็นรัฐบาล

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาตั้งคำถามถึงนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏบนป้ายหาเสียงทั่วกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจะทำทันทีในราคา 20 บาทจริงหรือไม่ เพราะความเป็นจริงแล้ว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดขึ้นจริง จึงต้องถามว่าทำได้จริงหรือไม่

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายเรื่องราคาค่าโดยสาร มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับคือ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และพระราชบัญญัติตั๋วร่วม การปรับลดค่าโดยสารจะต้องสอดคล้องกับกรอบกฎหมายดังกล่าว

“คำถามคือ วันนี้หากผู้โดยสารในปัจจุบันต้องจ่ายค่าโดยสาร 30–40 บาท แต่จู่ๆ จะลดฮวบเหลือ 20 บาท แปลว่าที่ผ่านมามีการเก็บค่าโดยสารเกินราคา หรือหากเก็บตามระยะทางถูกต้องอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยที่จะมาทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล จะนำเงินมาอุดหนุนหรือมาจากงบประมาณแผ่นดิน หรือเอามาจากภาษีของคนสุไหงโกลก คนกาญจนบุรี คนเชียงราย หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าหรือไม่ หรือเอาภาษีคนทั้งประเทศมาอุดหนุนเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องตอบว่ามีวิธีการอย่างไร ให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศได้สบายใจ ไม่ใช่แค่ขึ้นป้ายหาเสียงแล้วไม่มีคำอธิบายในเมื่อท่านเป็น รมว.คมนาคม ตั้งแต่ตอนแรก ทำไมไม่ทำตอนนั้น ทำไมคิดจะมาทำทันทีตั้งแต่ตอนนี้อีก”

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ประเด็นเรื่องนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชนทั่วไปและนักวิเคราะห์ทางการเมือง ต่างก็ต้องการทราบรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานของนโยบายนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษีในต่างจังหวัด

คำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • นโยบายนี้จะเริ่มดำเนินการได้จริงเมื่อไหร่ และมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนหรือไม่
  • แหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุนมาจากส่วนใด งบประมาณแผ่นดิน ภาษีประชาชน หรือแหล่งอื่น ๆ
  • จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในต่างจังหวัดอย่างไร
  • นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งมวลชนโดยรวมอย่างไร
  • มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาค่าโดยสารในอนาคตหรือไม่

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน พรรคเพื่อไทยควรออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายศุภชัยออกมาตั้งคำถามในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับความยั่งยืนและความเป็นธรรมของนโยบายนี้ หากพรรคเพื่อไทยสามารถตอบคำถามและคลายข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายใด ๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ที่มา – “ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ถามใช้งบอุดหนุนจากไหน

“ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การประชุมรัฐสภาเรื่องด่วนเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก เมื่อนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายอย่างดุเดือดในฐานะผู้กล่าวคนที่ 2 ต่อจากผู้นำฝ่ายค้าน โดยหัวข้อหลักคือ “ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ หวั่นประเทศถูกแช่แข็ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจนำไปสู่หายนะของชาติ

“ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ

นายแพทย์ชลน่าน เริ่มต้นการอภิปรายด้วยภาพรวมนโยบายรัฐบาลทั้ง 4 ด้าน ในกรอบเวลาเพียง 4 เดือน ที่ไม่เพียงแต่ไม่นำไปสู่ทางออกของประเทศ แต่ยังกลายเป็นปัญหาใหญ่โต เขาเปรียบเสมือน “4 หายนะ” ที่จะทำให้ประเทศไทยถูกแช่แข็งต่อไป โดยเฉพาะในด้านประชาธิปไตยไทย รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเคยพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นแค่สัญญาลมปาก นายแพทย์ชลน่าน เรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ร่วมเซ็น MOU ผลักดันให้รัฐบาลจริงจัง โดยเฉพาะการทำให้วุฒิสภา (สว.) สนับสนุนการแก้ไข หากไม่ทำ ประเทศไทยจะยังคงถูกแช่แข็ง ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้

หวั่นประเทศถูกแช่แข็งจากระบบเลือก สว. ชุดใหม่

ประเด็นที่สองที่นายแพทย์ชลน่านชี้ให้เห็น คือระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แบบใหม่ที่ใช้ครั้งเดียวในปี 2567 ซึ่งกลายเป็นต้นตอปัญหาใหญ่ ระบบนี้เปิดช่องให้มีการนัดแนะ ตกลง แลกเปลี่ยนคะแนนระหว่างผู้สมัครได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ที่ลงมติไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทย แสดงถึงเครือข่ายการเมืองที่เหนียวแน่น นอกจากนี้ การไต่สวนของ DSI และ กกต. พบผู้เกี่ยวข้อง 229 คน โดย 91 คนเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและผู้ใกล้ชิด หากสอบสวนเสร็จ กกต. สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ นี่คือหายนะต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไทย ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่านโยบายจะไม่ใช่แค่ลมปาก

นอกจากนี้ นายแพทย์ชลน่านยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและหลักนิติธรรม โดยชี้ว่ารัฐบาลมีฐานที่มั่นในบุรีรัมย์ ใช้เครือข่ายท้องถิ่นมากกว่าความสามารถ เขาตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่า “อนุวิน-เนทิน-หนูเน” ซึ่งสะท้อนปัญหาการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีประวัติคดียาเสพติดในออสเตรเลีย แม้ศาลตีความไม่ขาดคุณสมบัติ แต่สังคมยังตั้งคำถามจริยธรรม นโยบายประกาศชัดแต่การกระทำขัดแย้ง รวมถึงคดีที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ที่ยังค้างคา รัฐบาลแบบนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร?

ประการที่สาม คือการขาดความสามารถในการบริหาร โดยปัญหาหลายอย่างที่รัฐบาลประกาศแก้ คือปัญหาที่ตัวเองเคยละเลย เช่น นายอนุทินที่เคยถูกเรียกว่า Cannabis King จากการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่กลับกลายเป็นการใช้สันทนาการแพร่หลาย กฎหมายควบคุมล่าช้า ช่องโหว่เยอะ ขาดการคุ้มครองเยาวชน สร้างปัญหาสังคมและสาธารณสุขที่ต้องแก้ไขต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย หายนะทางโอกาสของประชาชน โครงการดีๆ อย่างบ้านเพื่อคนไทย ODOS ดอกเบี้ย 19% Financial Hub ถูกหยุดชะงัก รวมถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ลดความเหลื่อมล้ำและเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจ ถ้าหยุด ประชาชนจะแบกต้นทุนสูงขึ้น ขัดกับหลักลดค่าครองชีพ นโยบายที่ประกาศไว้ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการจัดวางอำนาจเพื่อสืบทอด 4 เดือนนี้สำหรับประชาชนคือเวลาที่สูญเสีย เศรษฐกิจชะลอ รายได้ไม่พอ คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น

การอภิปรายของนายแพทย์ชลน่านจบลงในเวลา 10.50 น. โดยทิ้งคำถามว่ารัฐบาลนี้จะวาดภาพอนาคตมั่นคงให้ประชาชนได้หรือไม่ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อร่วมกันสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – “ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ หวั่นประเทศถูกแช่แข็ง

รมว.คมนาคมลั่น! ไม่ต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท

“พิพัฒน์” ลั่น ไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่งผล 1 ต.ค. 68 ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง-แดง ในราคาปกติ แม้ว่ารัฐบาลก่อนจะเสนอ ครม. ขยายระยะเวลา 20 บาทจากหมด 30 ก.ย. 68 ไปหมด 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เหตุไม่ใช่นโยบายพรรคภูมิใจไทย แต่จะหาวิธีในการลดค่าครองชีพประชาชน แบบครบทุกโหมด “บก-ราง-น้ำ” ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากแถลงนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเวลา 08.19 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม ได้เดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงคมนาคม หลังจากนั้นมารับมอบดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ สายสีแดง อย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลชุดก่อนจะเคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ขยายระยะเวลามาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจากหมดเขต 30 ก.ย. 68 เป็นหมดเขต 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เนื่องจากไม่เป็นไปตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หาแนวทางในการลดค่าครองชีพประชาชนให้ครบทุกโหมดของการเดินทางทั้ง ทางบก ทางราง และ ทางน้ำ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม แต่ยอมรับว่าอาจเกิดช่วงสุญญากาศบ้าง

ทั้งนี้ที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการ 20 บาทตลอดสายได้เลยนั้น เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 29–30 ก.ย. 68 ทำให้การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. นัดแรกอาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าโดยสารจะกลับไปใช้อัตราเดิมเป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ก่อนประกาศนโยบายใหม่ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จำเป็นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายที่จะออกมาตรการแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคมอยู่แล้ว แต่ขอเวลา ภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งเป้าหมายก็เพื่อแบ่งเบาภาระการเดินทางของประชาชน โดยจะครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้หยุดเฉพาะสายสีแดง และ สายสีม่วง รวมถึงรถโดยสารประจำทางทั้งรถร้อนและรถแอร์, ค่าทางด่วน และอาจรวมถึงการเดินทางทางน้ำ ส่วนการเดินทางทางอากาศและค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (PSC) ยังไม่อยู่ในแผนพิจารณา คงไม่ได้หยุดแค่สีม่วงกับสีแดง แต่จะมองภาพรวมทั้งหมด

(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ส่วนแนวคิด “ตั๋วร่วม” หรือค่าโดยสารราคาเดียว เช่น 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาลและประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีตที่สร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด”

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเร่งเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ก็ให้เดินหน้าตามปกติ ไม่มีสะดุด แม้ว่ารัฐบาลจะมีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ แม้ว่าโครงการนี้จะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านก็ตาม ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ก็จะเร่งผลักดันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท”

จากข่าวดังกล่าว รมว.คมนาคม ประกาศชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงโดยตรง นโยบายนี้เคยเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แต่เนื่องจากไม่ใช่แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่น ๆ ในการช่วยเหลือค่าครองชีพ

ผลกระทบจากยกเลิก รถไฟฟ้า 20 บาท

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท จะส่งผลให้ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่าโดยสารในราคาปกติ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงเป็นประจำในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่กำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในด้านการเดินทาง

แนวทางแก้ไขและมาตรการช่วยเหลือ

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาท แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคม ซึ่งอาจครอบคลุมถึงรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ รถโดยสารประจำทาง ค่าทางด่วน และการเดินทางทางน้ำ โดยคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) และโครงการรถไฟทางคู่

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้บริการ แต่รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการอื่น ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีแดง-ม่วง เตรียมจ่ายเต็ม

จิรายุ ลั่น! เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

“ชนินทร์” ชี้ หากรัฐบาล “อนุทิน” ไม่สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เอง “จิรายุ” ยืนยัน พท. พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่โครงการนำร่อง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในสายสีแดงและสายสีม่วงที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 หรือเกือบ 2 ปี และอาจจะต้องยุติลงแล้วกลับไปใช้ค่าโดยสารในราคาเดิมตามปกติซึ่งมีค่าโดยสารอัตราสูงสุดอยู่ที่ 42 บาท เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะพิจารณาต่ออายุให้กับโครงการนี้หรือไม่ พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่จะสานต่อสิ่งดีๆ ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ทำไว้เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน และเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการปฏิเสธบางโครงการเพียงเพราะเคยเป็นโครงการของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องรัฐบาลใหม่ให้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เดินหน้าสานต่อโครงการนำร่องดังกล่าวต่อไป เนื่องจากโครงการนี้มีประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านเมืองได้ประโยชน์แสนกว่าคน และที่สำคัญเมื่อการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย อ้างอิงข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พบว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 8.1-8.8 หมื่นคน/วัน ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 4.1 – 4.5 หมื่นคน/วัน ซึ่งเมื่อมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รัฐจ่ายชดเชยลดลงไปเท่านั้น

ดังเช่นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยข้อมูลว่า หลังจากมีการดำเนินโครงการนี้ ทำให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายมีรายได้เพิ่มขึ้น 12.28% เพราะเมื่อจำนวนผู้โดยสารเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย หมายความว่ารัฐจะจ่ายค่าชดเชยน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องชดเชยเลยหากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น หากรัฐบาลชุดนี้ไม่สานต่อนโยบาย 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เองให้สำเร็จ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแน่นอน

“จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

ทางด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคประชาชนภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ รายชื่อที่ปรากฏได้สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดีบางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้วเลือก สว.

อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้พี่น้องประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร ตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแล้วยังเป็นการก่อกำเนิดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

เพื่อไทยไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใครในการทำงานการเมือง

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายได้เลย พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย”

การยืนยันของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร และพรรคการเมืองต่างๆ จะมีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างไรต่อไป

ที่มา – “จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร “ชนินทร์” หวังรัฐบาล “อนุทิน” สานต่อสิ่งดีๆ

ปชช. ค้าน! ใช้เงิน รฟม. อุดหนุนรถไฟฟ้า 20 บาท

พรรคประชาชน (ปชช.) นำโดย “สุรเชษฐ์-ศุภณัฐ” แถลงคัดค้านรัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ชี้เสี่ยงผิดวินัยการเงินการคลัง เสนอใช้กลไกตั๋วร่วม บัตรโดยสารใบเดียวใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ (หลักสี่ จตุจักร บางเขน) ร่วมแถลงข่าวภายหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรางจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.).

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคยประกาศนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือน แต่ได้เลื่อนเป็นภายใน 2 ปี โดยจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 และล่าสุดก็เลื่อนอีกครั้ง การพิจารณากฎหมายทั้ง 3 ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่ผ่านไปได้ด้วยดี และข้อเรียกร้องต่างๆ จากพรรคประชาชนก็ได้ถูกนำไปใส่ไว้ในร่างที่ผ่านสภา ซึ่งถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พรรคประชาชนสนับสนุนในภาพรวม เพราะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นฉบับที่สำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพราะจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยหลักการที่สำคัญคือ สามารถใช้บัตรใบเดียวได้กับทุกระบบขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องถือบัตรหลายใบ หรือลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนความแตกต่างที่สำคัญคือเรื่องของ “ค่าโดยสารร่วม” ซึ่งมีความเห็นต่างกันในเชิงนโยบาย รัฐบาลโฆษณารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือค่าโดยสารร่วม 20 บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า ในขณะที่พรรคประชาชนเสนอ “ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง รถไฟฟ้าร่วมกับรถเมล์” ซึ่งโครงสร้างของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมรองรับทั้งสองรูปแบบ

ส่วน พ.ร.บ.รฟม. เป็นร่างที่มีความเห็นต่างกัน โดยมาตรา 8 ถือเป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลเข้าไปดึงเงินจาก รฟม. ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยและลงมติไม่เห็นชอบ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเสียงข้างมากจึงผ่านร่างทั้งสามฉบับ ดังนั้น ตอนนี้รัฐบาลมีเครื่องมือครบถ้วน ซึ่งที่จริงแล้วต้องการเพียงสองฉบับแรกเท่านั้น ส่วนฉบับที่สามเพียงแค่ระบุว่าจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว เพราะเสี่ยงต่อการผิดวินัยการเงินการคลัง

นายสุรเชษฐ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ (1) นโยบายเรือธงของรัฐบาลจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร และ (2) จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทั้งสามฉบับหรือไม่ เพราะถ้าดำเนินการตาม จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในการใช้บัตรใบเดียวแตะเพื่อเข้า-ออก พร้อมรับส่วนลดค่าโดยสารทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า

นายศุภณัฐกล่าวว่า ในฐานะ สส. กทม. ของพรรคประชาชน ยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการอุดหนุนค่าโดยสารให้กับประชาชน และเห็นด้วยกับการทำตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม ที่ผ่านมาหลายประเด็นในร่างตั๋วร่วมของ ครม. ที่เสนอมานั้นยังไม่ครบถ้วน จึงต้องอาศัยร่างของพรรคประชาชนเพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการครอบคลุมรถเมล์

ประเด็นเดียวที่พรรคไม่เห็นด้วยคือ วิธีการหรือช่องทางในการใช้เงิน ซึ่งคือการใช้เงินของ รฟม. แต่ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพรรคประชาชน เราเข้าร่วมประชุม กมธ. ทุกครั้งและพยายามให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ความล่าช้าเกิดจากการวางนโยบายของรัฐบาลที่ผิดพลาด เพราะ กมธ.ตั๋วร่วม ประชุมเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน แต่รัฐบาลเพิ่งจะมาประชุม พ.ร.บ.รฟม. ในเดือนพฤษภาคม หมายความว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลไม่ได้วางแผนว่าจะใช้เงินจากช่องทางไหน เพิ่งจะมาคิดได้หน้างาน จึงยื่นร่าง พ.ร.บ.รฟม. เข้ามา ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบาย สรุปแล้วรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่น

ดังนั้น ความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรรคประชาชน แต่รัฐบาลคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายยกเลิกตั๋วเหมา ตั๋วรายเดือน ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เคยใช้บริการในราคาถูก ทั้งที่รัฐบาลควรจะคำนวณได้ว่าไทม์ไลน์ต่างๆ ควรจะเสร็จเมื่อใด รัฐบาลควรคำนวณได้เพราะเป็นเจ้าของเสียงข้างมาก ยืนยันว่าพรรคประชาชนพยายามผลักดันตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมมาโดยตลอด แต่คัดค้านช่องทางการใช้เงินที่มีปัญหา หลังจากนี้หวังว่ารัฐบาลจะยึดตามกลไกตั๋วร่วม ทำให้เกิดบัตรโดยสารใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ ไม่ใช่สองใบอย่างที่เป็นอยู่ ดึงรถเมล์ รถโดยสารต่างๆ และเรือ เข้ามาอยู่ในระบบตั๋วร่วมด้วย

พรรคประชาชนค้าน รัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ทำไมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายถึงเป็นที่ถกเถียง

นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าการใช้เงินของ รฟม. อาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม

ข้อกังวลหลักของพรรคประชาชนคืออะไร?

  • ความเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลัง: การดึงเงินจาก รฟม. อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินขององค์กร และอาจนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว
  • ความยั่งยืนของนโยบาย: หากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจาก รฟม. อาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • ความเท่าเทียม: การอุดหนุนเฉพาะรถไฟฟ้า อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะประเภทอื่นๆ เช่น รถเมล์

พรรคประชาชนเสนอทางเลือกอะไร?

พรรคประชาชนสนับสนุนการใช้กลไกตั๋วร่วม บัตรโดยสารใบเดียวที่สามารถใช้ได้กับทุกระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง และยังสามารถบริหารจัดการค่าโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าโดยสารที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานของระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภท

การผลักดันนโยบายตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการเงิน และความเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ค้านรัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

เพื่อไทยขอโทษ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า

พรรคเพื่อไทย กราบขอโทษประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า เหตุ พ.ร.บ. 3 ฉบับเสร็จไม่ทัน เชื่อ สว. หนุนผ่านกฎหมาย ยัน แม้มี สส.กทม.-ปริมณฑลแค่ 2 คน พร้อมเดินหน้าผลักดัน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ว่า สำหรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในนามของพรรคเพื่อไทยต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชนที่กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ที่มีความจำเป็นต่อการทำโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังไม่สามารถเสร็จได้ทัน จึงทำให้ประชาชนที่รอจะใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องล่าช้า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้อย่างเป็นทางการ 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า เป็นเรื่องของกฎหมาย 3 ฉบับ ประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. ที่เพิ่งผ่านสภาฯ ไป ตอนนี้อยู่ในชั้นวุฒิสภา ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ) อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 จะได้มีการพิจารณาต่อ จากนั้นจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เราพยายามเร่งที่จะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้เสร็จให้เร็วที่สุด เราเข้าใจดีว่าองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล 

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ผู้ที่รับประโยชน์คือประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เราต้องการทำให้นโยบายผ่านเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน เราผลักดันนโยบายนี้ทั้งที่เรารู้ว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล พรรคเพื่อไทยมี สส.แค่ 2 คนเท่านั้น อยากจะขออนุญาตฝากเรื่องนี้ไปยัง สส.ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของพรรคฝ่ายค้าน ว่า อยากให้ท่านมาช่วยพิจารณา ถ้าท่านช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ให้สำเร็จ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

เมื่อถามว่าหากร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ผ่านการพิจารณาของสภาฯ แล้ว กังวลหรือไม่ว่าจะไปค้างที่ สว. นายดนุพร ตอบว่า ไม่กังวล เพราะเราคิดว่า สว. ก็เป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกัน หาก สว. เห็นร่างที่ผ่านการพิจารณาของสส.ไปแล้ว ก็จะได้เห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับคือประชาชน ฉะนั้นจึงคิดว่า สว. น่าจะผ่านให้.

เพื่อไทยขอโทษ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า

โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน และเป็นหนึ่งในความหวังที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนเมือง การที่โครงการต้องล่าช้าออกไป จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและต้องมีการชี้แจงถึงสาเหตุ

ทำไมรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายถึงล่าช้า?

สาเหตุหลักที่ทำให้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องล่าช้า คือความล่าช้าในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย

แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางรางจะผ่านสภาฯ ไปแล้ว แต่ยังคงอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภา ส่วนร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันกฎหมายเหล่านี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายสามารถเกิดขึ้นได้จริงและช่วยเหลือประชาชนได้ตามที่ตั้งใจไว้

ทางพรรคฯ ยังได้เรียกร้องให้ สส. จากพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ สส. ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร่วมกันพิจารณาและผลักดันกฎหมายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนส่วนรวม

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมี สส. ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพียง 2 คน แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญในการลดค่าครองชีพของประชาชน

การผลักดันนโยบายสำคัญเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และสร้างประโยชน์สุขให้กับสังคมโดยรวม

เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และเป็นของขวัญให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างแท้จริง

แม้จะมีความล่าช้าเกิดขึ้น แต่ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เพื่อให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – เพื่อไทยขอโทษประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า เชื่อ สว. หนุนผ่านกฎหมาย

เริ่มแล้ว! ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

เตรียมตัวให้พร้อม! รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ไม่จำกัดสิทธิ โอกาสดีๆ ที่จะช่วยประหยัดค่าเดินทางมาถึงแล้ว!

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศข่าวดีว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปิดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ข่าวดีคือ โครงการนี้ไม่จำกัดสิทธิและจำนวนผู้ลงทะเบียน ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแค่คุณเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน 13 หลัก และมีบัตรโดยสารที่รองรับการผูกกับระบบเท่านั้นเอง และที่สำคัญที่สุดคือ โครงการนี้จะเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ครอบคลุมรถไฟฟ้า 10 สายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ง่ายๆ ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

สำหรับใครที่อยากเข้าร่วมโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ไม่ต้องกังวล เพราะขั้นตอนการลงทะเบียนนั้นง่ายมากๆ เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” บนสมาร์ทโฟนของคุณ (สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android)
  2. เมื่อเปิดแอปฯ แล้ว ให้มองหาเมนู “ลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาท” แล้วกดเข้าไปเลย
  3. กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักของคุณให้ถูกต้อง
  4. ผูกบัตรโดยสารที่คุณต้องการใช้สิทธิเข้ากับระบบ โดยบัตรที่รองรับจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

บัตรที่รองรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • บัตร EMV Contactless (Visa, Mastercard และบัตรแมงมุม EMV ของ MRT) สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า MRT และ Airport Rail Link
  • Rabbit Card สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า BTS

เมื่อลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมว่าในการใช้สิทธิทุกครั้ง คุณจะต้องแตะเข้า–ออกด้วยบัตรที่คุณได้ลงทะเบียนไว้เท่านั้น หากคุณใช้บัตรอื่น หรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว คุณจะถูกคิดค่าโดยสารตามอัตราปกติ

ข้อควรรู้อีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับการเดินทางต่อเดียวกัน จะมีการกำหนดเวลา 180 นาที หากคุณเปลี่ยนสายระหว่างสถานีภายใน 30 นาที คุณยังสามารถใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ได้ แต่ถ้าหากเกินเวลาที่กำหนด คุณจะถูกคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที ดังนั้น วางแผนการเดินทางของคุณให้ดี เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

รองโฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน และคาดการณ์ว่าหลังจากที่เริ่มใช้งานจริง จะมีผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 1.7 ล้านเที่ยว ซึ่งจากการทดลองให้ใช้บริการฟรีในสายสีแดงและสีม่วงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากถึง 39% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการลดค่าโดยสารในการดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร และมลพิษในเมืองได้อีกด้วย

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจดีๆ จากรัฐบาล ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น อย่ารอช้า! รีบไปลงทะเบียนกันได้เลย!

ที่มา – เริ่ม 25 ส.ค. ลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

Scroll to top