รวมไทยสร้างชาติ

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์รัฐสภาเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 (หรือ พ.ศ. 2567 ตามที่ควรเป็น) เรื่องให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่มาของเรื่องนี้เริ่มจากผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 ของบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ต่อมา นายพีระพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

รายละเอียดผู้เข้ามาแทนที่

ด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญ ประกาศให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับที่ 3 ของบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. แทน ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ โดยมีนายพีระมุท สาลีรัฐวิภาค หรือที่รู้จักในนาม “บิ๊กเพิม” เป็นหัวหน้าพรรค พรรคนี้เน้นนโยบายที่มุ่งสร้างชาติให้เข้มแข็ง มีแนวคิดอนุรักษนิยม และได้รับความนิยมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทย

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: ลำดับ 1 ในบัญชีรายชื่อ ลาออกเนื่องจากเหตุผลส่วนตัว
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ลำดับ 3 เลื่อนขึ้นมาใหม่ ประวัติการทำงานด้านการเมืองและสังคมที่น่าสนใจ
  • ผลกระทบต่อพรรค: ยังคงมี ส.ส.บัญชีรายชื่ออีกหลายคน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อกลยุทธ์ในสภา

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้รับที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในการเจรจาร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน การที่นายอรรถวิชช์เข้ามารับตำแหน่งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์ใหม่ ๆ มาสู่พรรค โดยเฉพาะด้านนโยบายเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว ยังสะท้อนถึงกลไกของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การทำงานของสภาไม่สะดุดหยุด ตามหลักการลำดับบัญชีรายชื่อที่ผู้สมัครเรียงไว้ล่วงหน้า หากมีใครลาออกหรือถูกตัดสิทธิ์ ผู้ถัดไปจะเลื่อนขึ้นอัตโนมัติ

สำหรับประวัติของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีนั้น เขาเป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมที่มีบทบาทในวงการสังคมมาอย่างยาวนาน เคยมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาชุมชนหลายแห่ง และมีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ คาดว่านายอรรถวิชช์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการอภิปรายและเสนอนโยบายในสภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดและการพัฒนาชนบท

เหตุผลที่นายพีระพันธุ์ลาออกยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่จากกระแสข่าว สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวงการการเมืองที่ ส.ส.บางคนอาจเลือกถอนตัวเพื่อเหตุผลเหล่านี้ สิ่งนี้ทำให้พรรคต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยการเลื่อนนายอรรถวิชช์ขึ้นมาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเมืองไทยยังคงเดินหน้าตามระบบ แม้จะมีความผันผวน แต่ประชาชนอย่างเราควรติดตามผลงานของ ส.ส.คนใหม่นี้ให้ดี ว่าสามารถนำนโยบายที่เป็นประโยชน์มาสู่ประชาชนได้หรือไม่ ลองติดตามดูนะครับ ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีบทบาทอย่างไรในสภาชุดนี้

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยน ส.ส.ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยกัน!

ที่มา – ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2567 พรรครวมไทยสร้างชาติได้แสดงจุดยืนชัดเจนผ่านคำกล่าวของนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ที่ปลุกพลังสตรีให้ตระหนักถึงศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายที่สำคัญอย่าง รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและปลอดภัยมากขึ้น

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยหันมามองปัญหาที่สตรีและครอบครัวเผชิญ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่ยังเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคม นางสาวศศิกานต์ ย้ำว่าปัจจุบันเราวัดคุณค่าด้วยศักยภาพและความสามารถ ไม่ใช่เพศสภาพ สตรีทุกคนควรภูมิใจในตัวเอง รักษาความอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกลับทำลายศักยภาพเหล่านี้ ทำให้ภรรยาและลูกต้องหวาดกลัวในบ้านที่ควรเป็นที่พักพิง

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว โดยเสนอให้มีมาตรการที่เข้มแข็งมากขึ้น เช่น ระบบคุ้มครองที่รวดเร็ว การลงโทษที่เด็ดขาด และการสนับสนุนเหยื่อให้กลับมาสร้างชีวิตใหม่ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบสังคมทั้งระบบ เช่น เด็กที่เติบโตในครอบครัวรุนแรงอาจกลายเป็นผู้กระทำผิดในอนาคต หรือสตรีที่สูญเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ทำไมต้องผลักดัน รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

จากสถิติของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่ามีคดีความรุนแรงในครอบครัวกว่า 20,000 คดีต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบ การมีกฎหมายที่แข็งแกร่งจะช่วยลดตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังมองว่าการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัยคือรากฐานของชาติที่เข้มแข็ง

  • เพิ่มงบประมาณศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ
  • ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้ง
  • รณรงค์ให้ความรู้สังคมป้องกันตั้งแต่ต้น
  • เชื่อมโยงบริการสุขภาพจิตให้เหยื่อฟื้นฟู

นางสาวศศิกานต์ เน้นย้ำว่าการผลักดันต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด เพราะจะนำไปสู่การลดปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น ยาเสพติดหรืออาชญากรรมที่เชื่อมโยงกัน สตรีไทยในยุคนี้มีศักยภาพสูง หากปลอดภัยจากความรุนแรง จะเป็นพลังขับเคลื่อนชาติได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ การสนับสนุนนโยบาย รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว คือก้าวสำคัญสู่สังคมไทยที่ยั่งยืน ลองคิดดูสิว่าถ้าครอบครัวทุกหลังปลอดภัย สังคมเราจะก้าวหน้าแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ

ที่มา – รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชูข้าวตันละ 15,000 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวพิษณุโลกและเกษตรกรทั่วไทยครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่กำลังมาแรงกันหน่อยดีกว่า นายพีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวบางระกำที่กำลังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำและค่าครองชีพแพงปรี๊ด นโยบายเด็ดๆ ที่ชูออกมาอย่างข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมันและค่าไฟ ก็ทำให้หลายคนเริ่มหันมองพรรครวมไทยสร้างชาติกันเยอะเลยนะ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้จาก 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอย่างอบอุ่น เพื่อช่วยนางสาวณัฏฐปีญา แครบทรี ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 เบอร์ 6 หาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนมารอต้อนรับเพียบเลยครับ ก่อนลงพบปะนายพีระพันธุ์แวะไหว้พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสำลี ที่วัดราชบูรณะ พระอารามหลวงด้วย บรรยากาศคึกคักมาก เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของประชาชน

ประชาชนต้อนรับ พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังตลาดบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่พ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรรุมเล่าปัญหาให้ฟังแบบไม่ยั้ง หนี้สินพอกพูน ราคาข้าวหายเหือดเกวียนละแค่ไม่กี่พัน ปุ๋ยแพง ข้าวถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา คุณลองคิดดูสิครับ ชาวนาไทยต้องลำบากขนาดไหนในยุคนี้

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชู นโยบายแก้ปากท้อง

พีระพันธุ์ พูดคุยกับเกษตรกรบางระกำ พิษณุโลก

นายพีระพันธุ์ตอบรับปัญหาเต็มๆ ด้วยนโยบายพรรคที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องข้าว พรรครวมไทยสร้างชาติจะวางระบบให้ชาวนาได้ราคาข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านการให้รัฐร่วมลงทุนตั้งโรงสี รับซื้อข้าวเปลือก แปรรูปเป็นข้าวสารขายกิโลละ 30 บาท คำนวณแล้วต่อรอบผลิต ชาวนาได้ข้าวสารกว่า 200,000 บาท บวกแกลบรำข้าวอีก 75,000 บาท รวมเกือบ 300,000 บาท! เปลี่ยนจากชาวนาเป็นผู้ประกอบการเลยครับ น่าสนใจมากใช่มั้ย

นอกจากนี้ยังมีนโยบายพลังงานเด็ด ลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3.30 บาท สวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท/เดือนทุกวัย หากเคยเสียภาษีได้เพิ่มอีก 500 บาท รวม 2,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับชีวิตให้มั่นคง

  • ข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านโรงสีรัฐ
  • น้ำมันลิตรละ 25 บาท
  • ค่าไฟหน่วยละ 3.30 บาท
  • เบี้ยยังบำนาญ-พิการ 1,500-2,000 บาท/เดือน
  • ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาจริงของชาวบางระกำและพิษณุโลกมากๆ ครับ ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญราคาผันผวน ค่าน้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง ทำให้รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ถ้าพรรคนี้ได้บริหารจริง คงเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ลองนึกภาพชาวนาขายข้าวได้ราคาดี ไม่ต้องกังวลหนี้สิน มีเงินออม มีเวลาพักผ่อน น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักขึ้นเยอะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวเลือกตั้ง การที่พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบนี้ แสดงถึงความตั้งใจจริงจัง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปเฉยๆ แต่ลงพื้นที่ฟังปัญหาและเสนอทางแก้ชัดเจน คุณลองเปรียบเทียบกับพรรคอื่นดูสิครับ ว่าใครตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุด

ส่วนตัวผมมองว่านโยบายนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของไทย มันไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา แต่ช่วยทุกคนเพราะข้าวคืออาหารหลัก ลดราคาน้ำมันค่าไฟก็ช่วยทุกครัวเรือน ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงพิษณุโลก ขอแก้ปัญหาชาวบางระกำ ชูข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟ

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.


“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงเขต 15 และเขต 13 ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. รวมไทยสร้างชาติ ขอเลือกทั้งคนและพรรค สานต่อภารกิจเพื่อประชาชน ลดราคาพลังงาน ลั่น ไม่สนทุนเทา-ไม่หวังตำแหน่ง ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อม น.ส.ชัญญาพัชญ์ ธนโชติสวัสดิพร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. เขตเลือกตั้งที่ 15 (คันนายาว-บึงกุ่ม แขวงคลองกุ่ม) พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงพื้นที่บริเวณตลาดบุญนิยมสันติอโศก และตลาดเช้าหมู่บ้านสหกรณ์ เพื่อพบปะประชาชนชาวคันนายาว-บึงกุ่ม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมาต้อนรับให้กำลังใจและขอถ่ายรูป พร้อมทั้งสอบถามถึงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของพรรค

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติชูนโยบายหลักเน้นการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน มีเป้าหมายลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลลงเหลือลิตรละ 25 บาท และควบคุมค่าไฟไม่ให้เกิน 3.30 บาท และยังมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้ กยศ. โดยให้ทำงานแลกแทนการจ่ายเงิน การปฏิรูปการศึกษาให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องสอบ รวมถึงการเพิ่มเบี้ยสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการเป็น 1,500 บาทเท่ากันทุกคน ขณะที่ด้านความมั่นคงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายจัดการกลุ่มทุนสีเทาและสแกมเมอร์ขั้นเด็ดขาด โดยการสร้างคุกกลางทะเลกักขัง พร้อมแผนผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อสร้างงานและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้เองในไทย

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้เข้ากราบนมัสการสมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ หรือ ท่านจันทร์ ณ สำนักสันติอโศก โดยพูดคุยถึงนโยบายพรรคต่อพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมฟังธรรม พร้อมย้ำว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ต้องการตำแหน่งเพื่อตัวเอง แต่ต้องการเข้ามาสานต่อนโยบายที่ทำค้างไว้ให้จบเพื่อประโยชน์ของประชาชน นโยบายทั้งหมด 6 เรื่องใหญ่ที่นำเสนอ ไม่มีเรื่องใดที่ตนได้ประโยชน์ส่วนตัว ในช่วงปีที่ผ่านมาแม้จะถูกโจมตีอย่างหนักจากการไปขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม แต่ตนก็ไม่หวั่นไหว และจะเดินหน้านำพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปโดยไม่สนใจเรื่องทุนสีเทา จึงขอฝากให้พี่น้องประชาชนคนไทยช่วยพิจารณาสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ด้วย

ต่อมา นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วย นายกฤษฎ์ เครือเจริญพร ผู้สมัคร สส. กทม. เขตเลือกตั้งที่ 13 (ลาดพร้าว-บึงกุ่ม) ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งบรรยากาศตลอดการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์กล่าวทักทายประชาชนผ่านรถขยายเสียง แสดงความมุ่งมั่นในการขอกลับเข้าไปทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองและรับใช้ประชาชนอีกครั้ง พร้อมทั้งชูนโยบายหลักในการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในขณะนี้ รวมถึงเน้นย้ำถึงผลงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าได้ลงมือทำจริง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และแก๊สในราคาที่ถูกลง พร้อมให้คำมั่นว่าหากได้รับความไว้วางใจจะทำให้ดีขึ้นและถูกลงกว่าเดิม

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ยังได้เชิญชวนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยขอคะแนนเสียงเลือกทั้งคนและพรรค ทั้งนี้ ได้มีประชาชนออกมายืนรอต้อนรับและให้กำลังใจ โดยระบุว่าติดตามผลงานของนายพีระพันธุ์มานาน ขอสนับสนุนให้สู้เพื่อประชาชนต่อไป.

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม.

ทำไมนโยบายของ “พีระพันธุ์” ถึงน่าจับตามอง?

การลงพื้นที่หาเสียงของ “พีระพันธุ์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม. ชูนโยบาย 6 เสาหลัก ขอเลือกทั้งคนและพรรค

“พีระพันธุ์” ลั่น นำทัพ รทสช. **สู้ศึกเลือกตั้ง**

“พีระพันธุ์” พร้อมนำทัพรวมไทยสร้างชาติสู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ 2 ปีพิสูจน์แล้ว ชวนคนอุดมการณ์เดียวกันทำงานเพื่อชาติ-ประชาชน ซัดคนปล่อยข่าวโง่ อยากทำลายพรรค ชี้ นายกฯ ต้องมาด้วยความมีศักดิ์ศรี

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ว่า ขอยืนยันว่าพร้อมเดินหน้าในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานทางการเมืองต่อไป ส่วนกระแสข่าวเลือดไหลออกจากพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น วันนี้ยังไม่มีเลือดไหลออกจากพรรค เพราะทุกคนยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และยังมีผู้สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังได้เปิดเผยถึงจุดยืนของตนเองเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ว่า หลังจากที่มีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองของไทยก็มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือมีการพยายามนำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถร่วมมือด้วยได้ เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีการใช้วิธีการให้พรรคการเมืองนั้นมาลงมติสนับสนุนผู้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ตนเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล วิธีการดังกล่าวอาจเป็นการผิดกฎหมายพรรคการเมืองในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไป จาก 2 เหตุผลข้างต้น ทำให้ตนมีความเห็นว่าไม่สามารถลงคะแนนเสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้น ทั้งที่โดยส่วนตัวตนเคารพและรักนายอนุทินมาก คิดว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่วิธีการในการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบนี้ไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง ต่อมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการติดต่อในการเพิ่มเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าถ้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ก็ไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เลย

“สำหรับผมคิดว่านี่เป็นวิธีการทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นและผมรับไม่ได้”

โหวตนายกฯ ไร้มติพรรค เปิดกว้างเอกสิทธิ สส.

ในส่วนการบริหารจัดการพรรคจะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เบื้องต้นตนได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคว่า หากแนวทางเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองเช่นนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคร่วมกับ สส. พรรค ตนมองว่าเมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์เช่นนี้น่าจะจบลงด้วยการยุบสภา จึงยังไม่มีมติของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพียงการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

ต่อมาเมื่อปรากฏว่าการยุบสภาไม่สามารถทำได้ ประกอบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในส่วนของพรรคหลายคนสอบถามและแสดงความคิดเห็นว่า กก.บห.พรรครวมไทยสร้างชาติ ควรมีมติที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีการเชิญประชุม กก.บห.พรรคอย่างเร่งด่วน ในวันพุธ (3 กันยายน 2568) ก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยต่อไปว่า ในการประชุม กก.บห.พรรคครั้งนั้น 3 คนเห็นด้วยกับแนวทางของตน แต่มี 1 คนเห็นว่า หากนายอนุทินยืนยันว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 และยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ควรจะต้องสนับสนุน ส่วนอีก 2 คนเห็นว่าควรให้เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหากมีมติทางใดทางหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในพรรคได้ จึงไม่มีการพูดถึงมติของกรรมการบริหารพรรค แต่แจ้งผลความเห็นของ กก.บห.พรรคว่ามีความเห็นกี่แนวทางอย่างไรบ้าง และให้เป็นเอกสิทธิ์ดุลพินิจของ สส. โดย สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ลงมติเลือกนายอนุทิน 33 เสียง และไม่ประสงค์ลงคะแนน 3 เสียง พร้อมยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป

ซัดคนปล่อยข่าวอยากเป็นนายกฯ “โง่-อยากทำลายพรรค”

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปถึงกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติถูกซื้อ ว่า “ผมไม่ทราบครับ แต่ผมไม่โดนซื้อเด็ดขาด” ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าตนหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการหารือในการเสนอชื่อของตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหากคิดในทางการเมืองแล้วเมื่อพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ไปดึงแคนดิเดตทางการเมืองจากพรรคอื่นมาแทน แบบนี้ในทางการเมืองจะเสียหายเป็นอย่างมาก

“ความคิดแบบนี้ผมว่าวิเคราะห์แบบตื้น แต่ไม่ได้รู้หรอกว่าในทางการเมืองมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนพรรครวมไทยสร้างชาติเรามีบัญชีรายชื่อคนเป็นนายกฯ จะเอาไปพรรคอื่นมาเสนอ แล้วพรรคเราจะใส่ไว้ทำไม ถูกไหม และในทางการเมืองอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเราจะได้รับการเลือก มันต้องมาด้วยความมีศักดิ์ศรี ลักษณะแบบนี้ผมรู้สึกว่าไม่มีศักดิ์ศรีเลย ถึงจะเป็นพรรคร่วม ก็ต้องเอา(แคนดิเดต)จากบัญชีของพรรคหลัก เขาจะมาเอาบัญชีของพรรคร่วมเป็นไปได้ยังไง คนปล่อยข่าวก็มี 2 อย่าง อย่างที่ 1 คือไม่รู้จริง โง่ อย่างที่ 2 คืออยากทำลายพรรค อยากทำลายผม ก็แค่นั้น ไม่มีอะไร”

ทางด้านคำถามที่พรรครวมไทยสร้างชาติเผชิญแรงเสียดทานและกระแสของสังคมเยอะมากคิดว่าเพราะอะไร นายพีระพันธุ์ ตอบว่า พรรคการเมืองก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ชีวิตราบรื่นมีแต่ความสำเร็จมีแต่ความสุข เพียงแต่ว่าแต่ละคนเมื่อเจอปัญหาแล้วท้อไหม พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่เพิ่งเกิดและเจอปัญหา แต่พรรคจะผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้ ส่วนตัวไม่เคยท้อ เพราะความจริงในชีวิตก็เจอปัญหามาเยอะอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต แนวทางการทำงานของตนคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทำให้เต็มที่ที่เราทำได้ ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับว่ามันทำไม่สำเร็จ แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ ได้เท่านี้ก็เท่านี้ จะไม่ติดยึดกับคำพูดคนอื่น เพราะคนอื่นไม่รู้ดีเท่าตัวเรา ตนติดยึดกับตัวเราเองว่าเราทำดีหรือยัง เราทำถูกต้องไหม เราไม่มีทางทำให้คนทุกคนถูกใจ ไม่มีวันทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราทำในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่า ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองกับส่วนรวมหรือเปล่า ตนคิดว่าแนวทางการทำงานแบบนี้ที่ทำให้เดินหน้ามาจนถึงวันนี้ได้

เดินหน้าดันกฎหมายพลังงานต่อ

ในส่วนของการแก้ไขเรื่องของพลังงาน นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องการจัดการกับปัญหาพลังงานสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของตนเป็นอย่างดี พร้อมยกตัวอย่างค่าไฟ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ในวันนี้ค่าไฟเหลือเพียง 3.94 บาทต่อหน่วย และไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟ ขณะที่ค่าแก๊สก็ไม่ได้ปรับขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานของตน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ สุดท้ายแล้วได้เท่าไรเท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลเดินหน้าต่อไปจนครบวาระตนยืนยันว่าราคาน้ำมันจะสามารถควบคุมได้ และประเทศไทยจะมีคลังน้ำมันสำรองของประเทศ ที่เป็นของรัฐเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ของเอกชน

ทางด้านความคืบหน้ากฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ตนหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าต่อ ส่วนกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเสร็จเรียบร้อย ขณะที่กฎหมายคลังน้ำมันนั้นใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสนอคู่กันเพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ทั้งกระบวนการ แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วแต่จะต้องมีการเดินหน้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อโดยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเสนอในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ด้วยเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่จะต้องยุบสภาใน 4 เดือนนี้ คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้

พร้อมนำทัพเลือกตั้ง ใครหวังประโยชน์ส่วนตน อยู่พรรคนี้ไม่ได้

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ ว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองจะต้องมีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคจะพยายามหาคนที่มีอุดมการณ์ แนวทางทำงานเพื่อประชาชน ช่วยกันสู้กับทุกปัญหา โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน เรื่องของความไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม เชื่อว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราพูด เราทำ เราแก้จริง ยืนยันว่าเป็นผู้นำทัพด้วยตัวเอง

ในช่วงท้าย นายพีระพันธุ์ ยังเชิญชวนทุกคนที่มีแนวทางเดียวกันกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง ปัญหาของพี่น้องประชาชน ปัญหาของประเทศชาติมีเยอะ แต่ที่มีน้อยคือคนทำงาน คนที่ตั้งใจทำจริง วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วตอนเข้าสู่สนามเลือกตั้งว่าเราจะเป็นแบบนั้น ตนมั่นใจว่า 2 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราเป็นแบบนั้นจริง เพราะฉะนั้นถ้าใครที่มีความคิดแบบเดียวกัน มีแนวทางเดียวกัน มาร่วมกับเราช่วยกันฟื้นประเทศนี้

“เราเป็นพรรคที่มาทำงานการเมือง เราไม่ได้มาเล่นการเมือง ถ้าใครคิดว่ามาเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อตำแหน่ง เพื่อผลประโยชน์เงินทอง ก็อยู่พรรคนี้ไม่ได้ ใครที่อยู่ได้ก็คือต้องไม่มีเรื่องแบบนี้ อยากเห็นการเมืองที่เป็นการทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่อยากเห็นการเมืองที่เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพรรค แล้วก็อ้างประชาชน อ้างบ้านเมือง แต่เบื้องหลังมีแต่เรื่องส่วนตัว นั่นคือสิ่งที่ทำไมผมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมา ผมก็จะเดินแนวนี้ ทำแนวนี้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น เพราะผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำพรรคมาเพื่อหาอำนาจ หาบารมี หาตำแหน่งให้ตัวเอง ทำมาให้เห็นว่าอยากเป็นพรรคแบบนี้ ถ้าหากว่าประชาชนให้การตอบรับมากก็เป็นโชคดีไป ประชาชนไม่ให้การตอบรับ ได้เท่าไหร่ผมทำเท่านั้น แต่ผมเป็นแบบนี้ พรรคนี้จะเป็นแบบนี้”

รทสช. พร้อม**สู้ศึกเลือกตั้ง**

ดังนั้น ถ้าคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่น นำทัพ รทสช. สู้ศึกเลือกตั้ง ใครหวังผลประโยชน์อยู่พรรคนี้ไม่ได้

Scroll to top