รองนายกรัฐมนตรี

ปกรณ์ชี้รัฐบาลเร่งหาทางออกใหม่รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับมาตรการภาษีจากทางสหรัฐอเมริกา โดย รัฐบาลเร่งหาทางออกใหม่รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีภายใต้มาตรา 301 ที่มีการเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 12.5% โดยมองว่ากลไกทางการค้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา

ปกรณ์ชี้รัฐบาลเร่งหาทางออกใหม่รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้ย้ำชัดเจนว่าไทยยืนหยัดเดินหน้ามาตรการด้านแรงงานตามมาตรฐานสากลและองค์กร OECD อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการแสดงความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระดับโลก อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของภาครัฐในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการทำตามมาตรฐานสากลเท่านั้น

ก้าวสำคัญสู่การกระจายตลาดและสร้างอำนาจต่อรอง

ความพยายามของ รัฐบาลเร่งหาทางออกใหม่รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ยังรวมถึงการวางกลยุทธ์ระยะยาวในการกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดความพึ่งพาจากสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียว ซึ่งมีความไม่แน่นอนทางนโยบายสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและการเสริมสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งเพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดต่อรองในเวทีการค้าโลกได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการปัญหาแรงงานบังคับ ครม. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญดังนี้:

  • จัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงาน
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบตามหลัก UNGP
  • การจัดทำบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าส่งออก
  • ยึดถือมาตรฐานอนุสัญญา ILO เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานไทย แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ส่งออกให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตภาษีไปได้ การปรับตัวเชิงรุกครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าโลกที่ยุติธรรมและยั่งยืน โดยท้ายที่สุดแล้ว ความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทยและการสร้างพันธมิตรใหม่ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถก้าวข้ามผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “ปกรณ์” ชี้รัฐบาลเร่งหาทางออกใหม่ รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ยันไทยเดินหน้ามาตรการแรงงานสากล-OECD

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง เพื่อให้พี่น้องชาวไทยทุกคนได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการสูดอากาศที่บริสุทธิ์สักทีครับ

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ เพราะฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมากกว่า 38 ล้านคน และมีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศแล้วกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงมองว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. เข้าสู่สภาจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนประเทศของเราให้ยั่งยืนขึ้น

กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอากาศสะอาด

นอกจากตัวกฎหมายแล้ว “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยร่วมมือกับ สสส. ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลักที่น่าสนใจมาก ได้แก่:

  • พัฒนาและเชื่อมโยงนวัตกรรมข้อมูล Big Data: เพื่อใช้ในการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นเชิงรุก ช่วยให้แต่ละพื้นที่เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
  • เตรียมความพร้อมภาคพลเมือง: สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต
  • ขยายเครือข่ายสภาลมหายใจ: ยกระดับการป้องกันการเผาในที่โล่งทั่วประเทศ และสนับสนุนห้องปลอดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง

ทางด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ จาก สสส. ก็เสริมว่า การแก้ปัญหาต้องทำแบบบูรณาการ ตั้งแต่การสร้างฐานข้อมูลแม่นยำ การสนับสนุนแอปพลิเคชันอย่าง ‘Burn Check’ ไปจนถึงการจับมือกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านสภาลมหายใจระดับจังหวัด ทั้ง 29 จังหวัด รวมถึงโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นที่ขยายผลในศูนย์เด็กเล็กกว่า 2,000 แห่งทั่วไทย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหา PM2.5 จะสำเร็จไม่ได้หากไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน และพวกเราทุกคนในฐานะภาคประชาสังคม ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตมาในโลกที่สดใสและมีอากาศที่ใสสะอาด หวังว่าพวกเราจะก้าวผ่านวิกฤตฝุ่นควันนี้ไปได้ด้วยกันในเร็ววันนะครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มไอลอว์ได้มีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ฮั้ว” เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของนายทรงศักดิ์รวมอยู่ด้วย ทำให้นายทรงศักดิ์ต้องออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

นายทรงศักดิ์ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการนำชื่อมาพาดพิงทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นในฐานะบุคคลที่ได้รับผลกระทบ “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ตนเองและพรรคภูมิใจไทย

เหตุผลที่ต้องใช้กฎหมายจัดการข้อครหา

เมื่อถูกถามว่าการเปิดรายชื่อดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ระบุว่าตนไม่ต้องการด่วนสรุปเจตนาของกลุ่มผู้เปิดเผยข้อมูล แต่ยอมรับว่าในฐานะนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการวิจารณ์นั้นก้าวก่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ การปกป้องสิทธิส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

  • การปรึกษาทีมกฎหมายพรรคเพื่อดำเนินการภาพรวม
  • การตรวจสอบข้อกฎหมายว่าคำกล่าวอ้างมีองค์ประกอบความผิดหรือไม่
  • การรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีหากพบการหมิ่นประมาท

นายทรงศักดิ์ยังกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่มีชื่อปรากฏในลักษณะเดียวกัน เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ตามมาตรฐานของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองระดับสูงแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิผ่านช่องทางกฎหมายแทนการเผชิญหน้าด้วยวาทกรรม ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการติดตามข่าวสารการเมืองในยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองและรอคอยข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมแทนการด่วนตัดสินจากกระแสสังคม

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เล็งใช้กฎหมายดำเนินคดีปกป้องสิทธิ หลังถูกพาดพิง

เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

บรรยากาศสุดอบอุ่นเมื่อเกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับคนในพื้นที่ยโสธรเป็นอย่างมาก เมื่อกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจาก 9 จังหวัดภาคอีสาน รวมตัวกันกว่า 1,000 คน เพื่อต้อนรับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันอย่างใกล้ชิดว่า “อ.เชน” การเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจงานทั่วไป แต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เข้าถึงหัวใจของเกษตรกรอย่างแท้จริง จนเกิดเป็นกระแสข่าวเกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น เพราะชาวบ้านต่างรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลชุดนี้

ความตั้งใจจริงที่เปลี่ยนจากการรอคอยเป็นการลงพื้นที่

นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่เริ่มต้นจากการเปิดใจเข้าหากัน นายยศชนันได้ร่วมล้อมวงสนทนาพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรอย่างเป็นกันเอง พร้อมกล่าวขออภัยที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนต้องลำบากเดินทางไปรอพบท่านที่ทำเนียบรัฐบาลถึง 2 ครั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหา แต่ต้องการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ใน “โครงการแก้จนทั้งระบบ” เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านกลไกสวัสดิการที่ทั่วถึงและรวดเร็ว

ประเด็นน่าสนใจที่ทีมงานได้เจาะลึกมาแบ่งปันกัน มีดังนี้:

  • การนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนภาคการเกษตร 5 ด้าน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
  • การจัดตั้งคณะกรรมการย่อยที่มีตัวแทนเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
  • การเร่งรัดแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและที่ทำกินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ

ความสำเร็จจากการที่เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างภาครัฐและประชาชน หากรัฐบาลยังคงรักษาความสม่ำเสมอในการลงพื้นที่รับฟังปัญหาเช่นนี้ เชื่อได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในภาคอีสานจะถูกแก้ไขได้ตรงจุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน เราหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงแค่นโยบายบนแผ่นกระดาษ แต่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีความมั่นคงในอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

นายกฯ บินเยือนจีน เซ็นด่วนตั้ง นิรัตน์ รั้ง สถ. ลุยฟันโกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ บินเยือนจีน เซ็นด่วนตั้ง นิรัตน์ รั้ง สถ. ลุยฟันโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างมาก สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด ของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งจะลงนามคำสั่งด่วนแต่งตั้งให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ก่อนที่จะออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยการแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องราวอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตคะแนนสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ

การตัดสินใจแต่งตั้งในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการบริหารงาน โดยนายอนุทินได้ย้ำชัดเจนว่า การที่นายกฯ บินเยือนจีน เซ็นด่วนตั้ง “นิรัตน์” รั้ง สถ. ลุยฟันโกงสอบท้องถิ่นนั้น เพื่อเป็นการรักษาระบบและระเบียบของราชการให้มีความโปร่งใสที่สุด โดยนายนิรัตน์จะเข้ามาดูแลภาพรวมและรายงานผลการตรวจสอบกรณีความไม่ชอบมาพากลของการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

บทบาทของคณะกรรมการ กสถ. ต่อกรณีทุจริตสอบ

หลายคนอาจสงสัยว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการ? นายอนุทินได้กล่าวถึงประเด็นนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) นั้นมีอำนาจเต็มตามกฎหมายอยู่แล้ว ในการจัดการกับความไม่ชอบมาพากล โดยไม่จำเป็นต้องรอให้นายกรัฐมนตรีกลับจากการเยือนจีนเสียก่อน ทั้งนี้ นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงหลักการว่า “ใครทำผิดต้องรับผิด ใครทำชอบต้องรับชอบ” ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการทำงานในยุคนี้

หากเรามาดูไทม์ไลน์การทำงานในช่วงวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ จะพบความน่าสนใจดังนี้:

  • การเข้ารายงานตัวของนายนิรัตน์ต่อคณะของนายกฯ เพื่อรับมอบภารกิจสำคัญ
  • การเตรียมประชุม กสถ. ในวันที่ 17 กรกฎาคม เพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงทั้งหมด
  • การยืนยันว่ากฎหมายท้องถิ่นให้อำนาจเด็ดขาดแก่คณะกรรมการในการลงโทษผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ท่านนายกฯ เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศ ประเด็นที่ทำให้การทำงานยังคงเดินหน้าได้ต่อ เพราะภาวะผู้นำที่วางระบบไว้ดีนั่นเอง การที่นายกฯ ตัดสินใจนายกฯ บินเยือนจีน เซ็นด่วนตั้ง “นิรัตน์” รั้ง สถ. ลุยฟันโกงสอบท้องถิ่น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลจะไม่นิ่งเฉยต่อการทุจริตในระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ตาม

ในมุมมองของกูรูด้านธรรมาภิบาล การแก้ไขปัญหาทุจริตสอบไม่ใช่แค่การลงโทษผู้กระทำผิด แต่รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สมัครสอบทุกคนที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อท้องถิ่นอย่างสุจริต ซึ่งนับจากนี้เราคงต้องติดตามผลการประชุม กสถ. ว่าจะมีการสั่งการหรือบทลงโทษออกมาอย่างไร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ทันท่วงทีหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาต่อความโปร่งใสของภาครัฐในระยะยาว

ที่มา – นายกฯ บินเยือนจีน เซ็นด่วนตั้ง “นิรัตน์” รั้ง สถ. ลุยฟันโกงสอบท้องถิ่น

ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก

ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการตรวจสอบการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ โดยระบุว่า ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เพื่อเตรียมรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบสอบของภาครัฐ

รายละเอียดการประชุมสรุปผลสอบทุจริตท้องถิ่น

ในการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ระบุว่าที่ประชุมจะมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน โดยมีทางเลขาธิการ ป.ป.ท. เข้ามาร่วมสรุปข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับตามองว่ามีกลุ่มอิทธิพลหรือเครือข่ายใดเกี่ยวข้องบ้าง โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้คือการหาช่องว่างของระบบที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์ยังขอสงวนท่าทีในรายละเอียดเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดีที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ที่ ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าแทรกแซงหากพบว่ามีการฉ้อโกงประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะยกระดับให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

บทเรียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นจำเป็นต้องมีความโปร่งใสมากกว่าที่เคยเป็นมา การที่ ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างการทุจริต เพื่อให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถได้รับโอกาสในการรับราชการอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทั้งนี้เราคงต้องรอติดตามผลจากรายงานฉบับสมบูรณ์ที่จะออกมาในอนาคตอันใกล้ว่าจะมีใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เสื่อมเสียเหล่านี้ครับ

ที่มา – “ปกรณ์” เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก ก่อนรายงานนายกรัฐมนตรี

ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการกันมาบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนกำลังใจของคนตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างมหาศาล ล่าสุดคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตีแผ่ความจริงว่าเรื่องนี้เปรียบเสมือน “มะเร็งร้าย” ที่ต้องรีบจัดการให้สิ้นซาก วันนี้เราจะมาสรุปประเด็น ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในตอนนี้ครับ

เจาะลึก 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ

การคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพของประเทศ หากเราได้คนที่ไม่โปร่งใสเข้ามาทำงาน ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้มะเร็งร้ายเหล่านี้เติบโตภายในโครงสร้างรัฐ ต่อไปนี้คือแนวทางที่นำเสนอเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังครับ:

รายละเอียดมาตรการเพิ่มโทษหนักและเอาผิดทางอาญา

  • บัญญัติให้เป็นความผิดอาญา: เมื่อ ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ จึงมุ่งเน้นการกำหนดกฎหมายเฉพาะให้การโกงสอบถือเป็นคดีอาญาอย่างชัดเจน
  • บูรณาการหน่วยงานตรวจสอบ: เพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ปปง. เข้ามามีบทบาทตรวจสอบและสืบสวนเชิงลึก
  • ช่องทางแจ้งเบาะแสอิเล็กทรอนิกส์: สร้างความสะดวกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุจริตผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีความปลอดภัย
  • อำนาจสืบสวนเร่งด่วน: เมื่อพบเหตุทุจริต สามารถสั่งยุติการสอบชั่วคราวเพื่อดำเนินการสืบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
  • บทลงโทษขั้นเด็ดขาด: ผู้ทุจริตจะต้องถูกตัดสิทธิ์จากการสอบราชการทุกประเภทและทุกหน่วยงานอย่างถาวร
  • เพิ่มโทษหนักเป็นสองเท่า: หากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องโดนไล่ออกจากราชการและรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าตัว

มาตรการที่ ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ นี้ไม่ได้เพียงแค่ต้องการขู่ให้กลัว แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ระบบราชการไทยมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น การได้คนเก่งและคนดีเข้ามาทำงานย่อมส่งผลดีต่อประชาชน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นคืนสู่ระบบบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาวครับ

ในมุมมองของผม การใช้ยาแรงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะหากเราไม่เด็ดขาดกับคนที่ฉ้อโกงตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ก็ยากที่จะหวังความซื่อสัตย์เมื่อเขาเหล่านั้นได้ก้าวขึ้นไปมีอำนาจจริงๆ คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ? คิดว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกำจัดปัญหาการโกงสอบได้จริงหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ ชี้เป็นมะเร็งร้าย-แนะใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองล่าสุด เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียง ซึ่งมีการพาดพิงถึงกรณี“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น โดยอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จและทำลายชื่อเสียง

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีการปล่อยคลิปเสียงทางโลกออนไลน์ โดยมีบุคคลที่ถูกระบุชื่อว่า “ส้ม-กิจ” และ “บังแจ็ค” เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลในทำนองว่ามีการทุจริตในการจัดสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการอ้างชื่อรองนายกรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงกระบวนการจัดสอบทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส

เบื้องลึกความขัดแย้ง: ทำไมถึงมีการพาดพิง?

ทนายความของนายทรงศักดิ์ย้ำชัดว่า กระบวนการที่นำมากล่าวอ้างนั้นไม่มีมูลความจริง โดยเฉพาะข้อหาเรียกรับเงินโควตาผู้สอบจำนวนหลายพันอัตรา พร้อมระบุว่า“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น เพราะเป็นการจงใจดิสเครดิตทางการเมือง เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจเสียผลประโยชน์จากการประมูลโครงการจัดสอบ

  • การแจ้งความ: ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • กลุ่มเป้าหมาย: น.ส.กานดาภร (ส้ม), นายพงศกรณ์ (กิจ) และผู้เผยแพร่คลิป
  • เป้าหมายของคดี: ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริงว่าเหตุใดจึงมีการกุเรื่องขึ้นมา

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ นี่คือบทเรียนสำคัญของยุคโซเชียลมีเดียที่การสร้างข้อมูลเท็จสามารถทำลายชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะได้ภายในพริบตา การที่ผู้ถูกกล่าวหาออกมาปกป้องสิทธิ์ผ่านช่องทางกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรสนับสนุน เพื่อไม่ให้สังคมหลงเชื่อข่าวลือที่ขาดพยานหลักฐาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องรอฟังบทสรุปจากพนักงานสอบสวนว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นบ้าง หากคุณมีข้อคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

พิพัฒน์ สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ “อนุทิน” บริหารเบอร์ 1

พิพัฒน์ สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ “อนุทิน” บริหารเบอร์ 1

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อการเมืองสำหรับข่าวลือเรื่องรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทย จนในที่สุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำคนสำคัญของพรรค ต้องออกมาสยบกระแสข่าวดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าสถานการณ์กลุ่ม “2 น. 1 พ.” ยังคงมีความเหนียวแน่นและไม่มีความขัดแย้งใดๆ อย่างที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์

ในประเด็นเรื่อง “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง นั้น นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า ทุกความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นไปตามปกติ ทุกคนทำงานประสานมือกันอย่างใกล้ชิด และการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงอำนาจบริหารแต่อย่างใด

เบื้องลึกความสัมพันธ์ของกลุ่ม 2 น. 1 พ.

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า 2 น. หรือ 1 พ. จะเกิดรอยร้าวหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ได้อธิบายเพิ่มเติมในฐานะคนวงในว่า ความสัมพันธ์ของกลุ่มนี้มีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่อาจจะมีบางช่วงที่ละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง จึงอาจทำให้คนภายนอกเกิดความเข้าใจผิดได้ แต่ในความเป็นจริงทุกคนยังคงทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันเพื่อประชาชน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง อย่างชัดเจนว่า:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการบริหารประเทศ
  • กลุ่ม “2 น. 1 พ.” ยังทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีและเหนียวแน่น
  • การปรึกษาหารือภายในพรรคเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลทั่วโลกต้องมีที่ปรึกษาเฉพาะด้าน

ในยุคที่การเสพสื่อโซเชียลมีเดียอาจทำให้ข่าวสารคลาดเคลื่อนได้ง่าย การที่คนระดับแกนนำออกมาเคลียร์ชัดว่าไม่มีใครอยู่เหนือนายกฯ และไม่มีการครอบงำอำนาจบริหารนั้น ช่วยลดความสับสนของประชาชนได้มาก การที่ผู้นำรับฟังคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถือเป็นกลไกปกติของการทำงานมืออาชีพ ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมืองอย่างที่ถูกนำไปสร้างข่าวลือเกินจริง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองที่มีความมั่นคงต้องอาศัยการสื่อสารภายในที่ชัดเจน หากถามว่าข่าวลือ “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง จะจบลงอย่างไร เชื่อว่าด้วยท่าทีที่แข็งขันของนายพิพัฒน์ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสมาชิกพรรคและประชาชนผู้สนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า เสถียรภาพรัฐบาลภายใต้นายอนุทินนั้นยังคงแข็งแกร่งเสมอ

ที่มา – “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง

Scroll to top