รองหัวหน้าพรรคประชาชน

วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ เริ่มต้นพัฒนาภาคใต้คุ้มค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์กันมาพักใหญ่ วันนี้มีประเด็นน่าสนใจจาก วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาพูดถึงกรณีที่รัฐบาลตัดสินใจถอยโครงการนี้ โดยมองว่านี่ควรจะเป็นโอกาสในการทบทวนการพัฒนาภาคใต้บนหลักความเป็นจริง

วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม

การที่รัฐบาลตัดสินใจถอยโครงการนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนมีความหมาย ในมุมมองของนักการเมืองรุ่นใหม่อย่างคุณวีระยุทธ การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของ วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง ไม่ใช่การนำงบประมาณไปลงกับโครงการที่ยังมีความเสี่ยงสูงหรือคุ้มทุนได้ยากในระยะยาว

ทำไมต้องจับตาการพัฒนาภาคใต้ให้ดี?

คุณวีระยุทธได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเดิมถูกตั้งคำถาม ได้แก่:

  • ความคุ้มค่าของการลงทุน: งบมหาศาลต้องนำไปสู่ผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
  • ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: การพัฒนาจะต้องไม่ทำลายระบบนิเวศที่เป็นจุดเด่นของภาคใต้
  • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: การพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

ด้วยเหตุนี้ วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม จึงเป็นประโยคที่สรุปใจความสำคัญได้อย่างดีเยี่ยมว่ารัฐบาลไม่ควรทำงานแบบฉาบฉวย แต่ควรเดินหน้าโดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของจังหวัดตัวเองอย่างเต็มที่

แทนที่จะเน้นโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว พรรคประชาชนได้นำเสนอยุทธศาสตร์ Southern Port Link โดยเน้นการยกระดับท่าเรือระนองและสงขลา รวมถึงการพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงฝั่งอันดามันและอ่าวไทยให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นแนวทางที่มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของภาคใต้ ทั้งในด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาภาคใต้ที่แข็งแกร่งต้องมาจากการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมา การที่รัฐบาลถอยก้าวหนึ่งเพื่อทบทวนถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่เราก็ต้องร่วมกันเฝ้าจับตาดูต่อไปว่าในอนาคตจะมีการสอดไส้งบประมาณหรือโครงการที่ไม่โปร่งใสเข้ามาอีกหรือไม่ การมีส่วนร่วมของประชาชนคือเกาะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้เม็ดเงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม

“ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักจากปัจจัยสงครามและปัญหาการขนส่งทั่วโลก “ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนหลายคนกำลังให้ความสนใจ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ฝ่ายต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การชี้แจงของรัฐบาลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรองดูไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ

“ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง

วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ ระบุว่าปริมาณน้ำมันที่รัฐบาลอ้างว่ามีเพียงพอและเหลือเกือบร้อยวัน น่าจะนับรวมน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ด้วย แต่ในความเป็นจริง ตามปั๊มน้ำมันโดยเฉพาะในต่างจังหวัด หลายแห่งเริ่มขาดแคลน บางปั๊มจำกัดการเติมได้เพียง 500 บาทต่อครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าบางวัดไม่สามารถรับเผาศพได้เพราะขาดน้ำมัน สร้างปัญหาการจัดเก็บศพอย่างหนัก การชี้แจงเช่นนี้จึงดูย้อนแย้งกับสิ่งที่ประชาชนเผชิญ

ปัญหาการใช้เงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาไม่ยั่งยืน

นายชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลกำลังใช้นโยบาย补贴ราคาน้ำมันด้วยเงินจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นการบิดเบือนราคาตลาด ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัทขนส่ง เกษตรกร และอุตสาหกรรม ที่ปกติซื้อน้ำมันจำนวนมากจากโรงกลั่น ต้องหันมาแย่งเติมที่ปั๊มเพื่อราคาถูกกว่า 14 บาท ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปเติมน้ำมันลำบาก การพึ่งพากองทุนเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะจะสะสมหนี้และดอกเบี้ย เปรียบเสมือนเอาเงินภาษีของประชาชนในอนาคตมาหลอกตัวเองในปัจจุบัน

เพื่อแก้ปัญหา “ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง โดยเสนอมาตรการระยะสั้น เช่น สนับสนุน Work from Home ในหน่วยงานรัฐและเอกชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ส่งเสริมขนส่งสาธารณะด้วยการลดค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า หรือให้ขึ้นฟรีชั่วคราว ซึ่งแม้จะเริ่มช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ

ข้อเสนอแนะระยะยาวปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน

สำหรับระยะยาว นายชัยวัฒน์แนะนำให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยกำหนดเพดานค่าการกลั่น หากเกินให้เก็บภาษีลาภลอยจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น (Unearned Profit) แล้วนำเงินมาช่วยลดภาระประชาชน นอกจากนี้ ควรปรับโครงสร้างน้ำมันชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอลจากปาล์มและผลผลิตเกษตร ในช่วงน้ำมันโลกแพง การเพิ่มสัดส่วนเอทานอลจะช่วยดึงราคาลงได้ หากปรับโครงสร้างให้เหมาะสมโดยไม่กระทบกองทุน

  • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่ารถยนต์ส่วนใหญ่เติม E20 หรือไบโอดีเซลได้
  • ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยให้รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาบ้านโดยไม่ยุ่งยาก
  • กระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบ เช่น ยูเรีย เพื่อป้องกันราคาปุ๋ยและอาหารพุ่ง

ปัญหายังไม่จบแค่น้ำมัน เพราะราคาค่าไฟ ก๊าซหุงต้มจะตามมา สงครามที่กำลังดำเนินอยู่ไม่น่าจะคลี่คลายเร็ว รัฐต้องสื่อสารตรงไปตรงมาถึงสินค้าที่จะแพง เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้รัฐบาลปรับนโยบายพลังงานให้ยั่งยืนมากขึ้น ฟังเสียงจากฝ่ายค้านและผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพได้ คุณล่ะคิดอย่างไรกับข้อเสนอของชัยวัฒน์? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับทราบด้วยนะครับ

ที่มา – “ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง ใช้เงินกองทุนพยุงไม่ยืน แนะลดค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า

ลดพึ่งส่งออก! เน้น ศก.ภายในประเทศ ตามพรรคประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้ การลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ประเทศไทยจะสามารถลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

Scroll to top