รองเต่า

รองเต่าบินด่วนลงสงขลา สอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต

รองเต่าบินด่วนลงสงขลา สอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีการเข้าจับกุมตัว นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต หลังจากที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้นำหมายจับเข้าควบคุมตัวถึงบ้านพัก โดยล่าสุด “รองเต่า” บินด่วนลงสงขลา สอบปากคำ “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เผยเจ้าตัวยังไม่ให้ข้อมูล อย่างละเอียด เพื่อหวังคลี่คลายคดีสำคัญนี้ให้กระจ่าง

สรุปเหตุการณ์ รองเต่าบินด่วนลงสงขลา สอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวปลัดจังหวัดภูเก็ตจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุคดีทุจริต โดยในช่วงเช้าของวันที่ 27 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “รองเต่า” ได้เดินทางไปสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง

  • การสอบสวนเน้นไปที่ความเชื่อมโยงของคดี
  • รองเต่าเผยว่าผู้ต้องหายังไม่ให้ข้อมูลใดๆ ในเบื้องต้น
  • เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการขยายผล

จากการลงพื้นที่ของรองเต่าในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งเดินหน้าหาความจริง โดยรองเต่าได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในการนำตัวมาซักถามเป็นการสอบถามประเด็นเล็กน้อย แต่ทางด้านปลัดจังหวัดภูเก็ตยังคงปิดปากเงียบและไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก ทำให้ตำรวจต้องเน้นรวบรวมพยานหลักฐานจากแหล่งอื่นเพื่อประกอบสำนวนคดีให้แน่นหนาที่สุด

แม้ว่าการติดตามข่าว “รองเต่า” บินด่วนลงสงขลา สอบปากคำ “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เผยเจ้าตัวยังไม่ให้ข้อมูล จะสร้างความสงสัยให้กับประชาชนว่าคดีนี้เกี่ยวพันกับปมโกงข้อสอบหรือคดีค้างเก่าหรือไม่ แต่รองเต่าก็ได้ย้ำว่ายังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ ขอเวลาให้ทีมงานทำงานและจะมีการแถลงข่าวให้ชัดเจนในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี เราต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมของทางเจ้าหน้าที่จะนำไปสู่การขยายผลสาวถึงตัวการใหญ่หรือผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของ บก.ปปป. ในการดำเนินคดีกับข้าราชการที่กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรมครับ

ที่มา – “รองเต่า” บินด่วนลงสงขลา สอบปากคำ “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เผยเจ้าตัวยังไม่ให้ข้อมูล

มอบตัว “สุรสิทธิ์” รปภ. ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและกฎหมายกันครับ คือกรณี มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดในคดีสินบนสุดอื้อฉาวนี้

มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายสุรสิทธิ์ แพเกิด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ได้เดินทางเข้ามอบตัวพร้อมทนายความ หลังทราบว่าตัวเองถูกออกหมายจับ โดยมี พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 บก.ปปป. และพนักงานสอบสวนรอรับตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายสรพงศ์ ผู้ต้องหาอีกรายมามอบตัวเมื่อวานนี้ ทำให้สุรสิทธิ์ตัดสินใจเข้ามอบตัวทันที ตำรวจจึงจับกุมตามหมายจับ แจ้งข้อหาร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ก่อนสอบปากคำและบันทึกจับกุม สุดท้ายได้รับการประกันตัวชั่วคราวในวงเงิน 105,000 บาท เหมือนกับผู้ต้องหาก่อนหน้า

รายละเอียดคดีสินบนทองคำและบทบาทของสุรสิทธิ์

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของคดี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำมูลค่า 246 บาทไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. โดยผ่านนายสุรสิทธิ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนใหญ่เกี่ยวกับการทุจริต โดย ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กลับกลายเป็นผู้เกี่ยวข้อง สร้างความฮือฮาให้สังคม นายสุรสิทธิ์มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางรับทองคำดังกล่าว

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายสุรสิทธิ์ แพเกิด, นายสรพงศ์, พ.ต.อ.ภาคภูมิ, นายเอกวิทย์ และอื่นๆ
  • ข้อหา: ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน
  • สถานที่เกิดเหตุ: ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้
  • มูลค่าทองคำ: 246 บาท (ตามเอกสารคดี)
  • สถานะล่าสุด: ได้ประกันตัวทั้งคู่

พัฒนาการคดีและผลกระทบต่อ ป.ป.ช.

คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังฝังรากลึกในหน่วยงานปราบปรามทุจริตเอง การที่ผู้ต้องหามอบตัวอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความเด็ดขาดของ บก.ปปป. ในการติดตามจับกุม หากคดีนี้พิสูจน์ได้ จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการรักษาความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงกระบวนการคัดเลือกบุคลากร รปภ.พิเศษประจำกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีการตรวจสอบประวัติอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อีก

จากข้อมูลที่ได้รับ คดีกำลังอยู่ในขั้นสอบสวนเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นถูกเรียกตัวเร็วๆ นี้ สังคมจับตาดูว่าศาลจะตัดสินอย่างไร

ในมุมมองของผม คดี มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท นี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ มันเตือนใจเราทุกคนว่าการทุจริตไม่มีที่ยืนในสังคมไทย หากคุณสนใจข่าวการเมืองและกฎหมาย ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างครับ!

ที่มา – มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท

“รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท พร้อมเกือบ 100%

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือคดีติดสินบนทองคำ 246 บาทที่เกี่ยวข้องกับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ล่าสุด “รองเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเผยความคืบหน้าอย่างเป็นทางการแล้วครับ

“รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100%

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) “รองเต่า” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่า สำนวนคดีมีความพร้อมเกือบ 100% แล้ว เหลือแค่ตรวจสอบความเรียบร้อยเล็กน้อย ก่อนส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

คดีนี้เกิดจากปมที่นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นมือซื้อทองคำคนสำคัญ เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน” หลังจากถูกออกหมายจับเพราะไม่มาพบตามหมายเรียกถึง 2 ครั้ง ตำรวจ ปปป. ไม่ยอมให้ประวิงเวลา จึงดำเนินการจับกุม สอบสวน และปล่อยตัวชั่วคราวโดยประกันตัว

รายละเอียดผู้ต้องหาในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท

คดีนี้แยกสำนวนเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือสำนวนนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่งไปยังรัฐสภาฯ และศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว มีคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ ส่วนที่สองคือกลุ่มผู้ต้องหาอีก 5 ราย ได้แก่

  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีต รอง ผบ.ตร.
  • นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช.
  • นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว
  • นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ
  • นายสุรสิทธิ์ แพเกิด

ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับมาให้ บก.ปปป. ดำเนินการตามมาตรา 61 วรรคสอง ป.ป.ช. และตอนนี้ “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100% จริงๆ

ท่าทีของ “รองเต่า” ต่อการถูกฟ้องกลับ

แม้ทนายผู้ต้องหาบางรายจะแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ แต่ “รองเต่า” ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ยึดหลักกฎหมายเคร่งครัด “เรารู้อยู่แล้วว่าทำคดีใหญ่แบบนี้ต้องเจอฟ้องร้อง ไม่ว่าจะถูกใจใครหรือไม่ ก็ต้องระมัดระวังรอบคอบทุกขั้นตอน” รอง ผบช.ก. กล่าวอย่างหนักแน่น

คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตในวงการราชการที่ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ การติดสินบนทองคำมูลค่าสูงขนาดนี้ แสดงถึงความพยายามแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการปราบปรามทุจริต หากสำนวนพร้อมส่งอัยการ คงมีเซอร์ไพรส์ให้ติดตามอีกเยอะ

จากข้อมูลที่ได้รับ ทองคำ 246 บาทนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มูลค่าประมาณ 5-6 ล้านบาท (ขึ้นกับราคาทองตลาด) เป็นเครื่องมือในการซื้อใจเจ้าหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ตำรวจ ปปป. ทำงานหนักมากในการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งบันทึกการซื้อทอง การโอนเงิน และคำให้การ

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ควรติดตามคดีนี้ให้ดี เพราะมันจะเป็นตัวอย่างในการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลระดับสูง หากศาลตัดสินชี้ขาด จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้

สุดท้ายนี้ คิดว่าคดี “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100% จะเดินหน้าไปอย่างไร? คุณคิดว่าผู้ต้องหาจะหลุดรอดหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100%

บุกค้นวัดป่าชนะใจ พบแผ้วถางป่า สปก.2,000ไร่

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วประเทศกันเลย นั่นคือ บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดสระบุรี ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะจะจบลงได้เมื่อไหร่ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รองเต่า” นำทีมจากตำรวจสอบสวนกลาง, กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.), บก.ปปป., ป.ป.ท., กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบุกค้น 4 จุดในพื้นที่ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ด้วยหมายค้นจากศาลจังหวัดสระบุรี

สาเหตุมาจากการร้องเรียนของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (สปก.) ว่ามีกลุ่มพระสงฆ์บุกรุกที่ดิน สปก. ซึ่งเป็นที่ดินทำกินของเกษตรกร และกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านรวมกว่า 2,000 ไร่ เพื่อมาปรับพื้นที่สร้างบ้านขายในนามปฏิบัติธรรม ราคาหลัก 5 แสนบาทต่อหลัง!

บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่

จุดที่ 1: วัดป่าชนะใจ – บุกรุก สปก. 13 ไร่ สร้างอาคาร 10 หลัง

จุดแรกคือวัดป่าชนะใจ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ดิน สปก. เนื้อที่ 13 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ทำกินของผู้ครอบครอง แต่ถูกทิ้งร้าง วัดเข้ามาถือครองและก่อสร้างอาคารนับ 10 หลัง เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ เข้า檢查ใบสุทธิพระสงฆ์และบัตรพระทั้งหมด พร้อมเชิญเจ้าคณะตำบลมาทราบพฤติการณ์การบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต

บุกค้นวัดป่าชนะใจ พบแผ้วถางป่า สปก.

จุดที่ 2: หมู่บ้านอาริยะ – แบ่งล็อกขายบ้านน็อกดาวน์ 5 แสนบาท

จุดนี้เจอของหนัก! พบการแผ้วถางป่า ปรับพื้นที่ แบ่งล็อกที่ดิน วางฐานรอติดตั้งบ้านน็อกดาวน์ มีเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคครบ เตรียมขายให้พุทธศาสนิกชนที่อยากมาปฏิบัติธรรมในราคา 500,000 บาทต่อหลัง โอ้โห ธุรกิจปฏิบัติธรรมรึเปล่านะ?

หมู่บ้านอาริยะ วัดป่าชนะใจ

จุดที่ 3: พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ – ใช้เครื่องจักรหนักปรับพื้นที่

พบรถแบ็กโฮ รถสิบล้อ กำลังขุดถมดิน ตัดต้นไม้ เตรียมสร้างสถานปฏิบัติธรรมเพิ่ม ชัดเจนเลยว่ากำลังขยายตัวใหญ่

จุดที่ 4: ผาชนะใจ – เตรียมสร้างพระใหญ่บนเนินเขา

มีการปรับหน้าดิน ปลูกต้นไทร ปักธงวัด และติดป้าย “ห้ามบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน” แสดงเจตนาเป็นเจ้าของชัดเจน

ผาชนะใจ วัดป่าชนะใจ

ระหว่างตรวจค้น ไม่เจอตัวครูบาชัยวัฒน์ เจ้าสำนัก ทนายและแม่ชีมารอแทน โดยอ้างว่าครูบาไปรับกิจนิมนต์ที่อุบลราชธานี วัดนี้ก่อตั้งปี 2566 ยื่นขอเป็นสำนักสงฆ์แต่ไม่ผ่าน เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน และใช้เอกสารประชาคมหมู่บ้านซึ่งไม่ถูกต้อง

การตรวจสอบวัดป่าชนะใจ

พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. เผยว่าที่ดินทั้งหมดเป็น สปก. 13 แปลง กว่า 2,000 ไร่ วัดไม่มีสิทธิ์ครอบครอง กำลังตรวจเส้นทางเงินที่ใช้ปรับพื้นที่ สร้างบ้าน ติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปา พบบริษัทรับเหมากำลังทำงานด้วย

  • พระ 13 รูป มีต้นสังกัดเลย-อุบลราชธานี จะเรียกตัวกลับ
  • แม่ชี 23 รูป และฆราวาสมาบวชหลายสิบคน
  • ครูบาชัยวัฒน์ บวชแค่ 2 พรรษา แต่เลื่อนสมณศักดิ์เร็ว
  • วัดยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักพุทธฯ
ครูบาชัยวัฒน์ วัดป่าชนะใจ

พบความผิดชัดเจนเรื่องบุกรุก แผ้วถางป่า หากผิดเพิ่ม จะแจ้งความและอาจออกหมายจับครูบา สปก. คือที่ดินรัฐแจกให้เกษตรกรยากจนทำกิน การบุกรุกแบบนี้กระทบสิทธิประชาชนจริงๆ

มุมมองส่วนตัวนะครับ กรณี บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน เป็นเครื่องเตือนใจว่าต้องรักษาที่ดินสาธารณะให้ดี อย่าให้ใครมาแสวงหาผลประโยชน์เกินเลย ถ้าคุณเป็นเกษตรกรหรือรู้จักพื้นที่แบบนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส รัฐบาลต้องเข้มงวดกว่านี้!

ติดตามข่าวอัปเดตได้ที่นี่ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ ว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

ที่มา – บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน

บิ๊กโจ๊กปฏิเสธข้อกล่าวหาติดสินบน ป.ป.ช. ยึดทอง 120 บาท

จากกรณีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตา รองเต่าได้ออกมาเปิดเผยว่า “บิ๊กโจ๊ก” ปฏิเสธข้อกล่าวหา หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นเครือข่าย 11 จุด เพื่อหาหลักฐานในคดีติดสินบน ป.ป.ช. เพื่อให้ช่วยเหลือคดีในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งจากหลักฐานที่พบ มีการตรวจยึดทองคำแท่งประมาณ 120 บาท และเอกสารอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ต้องนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด

ก่อนหน้านี้ คณะสืบสวนสอบสวนของตำรวจได้ระดมกำลังเข้าตรวจค้น 11 จุด เพื่อหาหลักฐานที่เชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. ในข้อหาติดสินบน ป.ป.ช. เป็นทองคำแท่งจำนวน 246 บาท เพื่อแลกกับการให้ช่วยเหลือคดีในปี 2567 ทำให้บิ๊กโจ๊กต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

บิ๊กโจ๊กปฏิเสธข้อกล่าวหาติดสินบน ป.ป.ช. ยึดทอง 120 บาท

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ในฐานะรองหัวหน้าคณะชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังตรวจค้นหาทรัพย์สินและพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทั้งหมด 11 จุด ที่มีความเกี่ยวพันกับคดีการติดสินบน ป.ป.ช. จากการตรวจค้น สามารถตรวจยึดทองคำแท่งได้ประมาณ 120 บาท จากบ้านของนายสมบัติ ธรธรรม รวมถึงเอกสารต่างๆ อีกจำนวนมากจากหลายสถานที่ ซึ่งจะต้องนำมาตรวจสอบอีกครั้ง

บิ๊กโจ๊กให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาติดสินบน

รอง ผบช.ก. กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ประกอบด้วย ข้อหาร่วมกันเป็นผู้ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ (จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสน 4 หมื่นบาท) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 167 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 176 ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ในลักษณะเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดโดยการแบ่งหน้าที่กันทำ (จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท) โดยบิ๊กโจ๊กได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

หลังจากสอบสวนและพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จสิ้น บิ๊กโจ๊กได้เดินทางกลับไปเมื่อกลางดึก นอกจากนี้ นายสมบัติ ธรธรรม ผู้ถูกกล่าวหาอีกราย ก็ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวานนี้เช่นกัน

พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. กล่าวว่า สำหรับการตรวจค้นเมื่อวานนี้ ขณะนี้กำลังให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. บันทึกรวบรวมรายละเอียดว่า ชุดคณะทำงานที่แต่งตั้งมาจาก ตร. นำของกลางที่ตรวจยึดได้มีอะไรบ้างที่นำมามอบให้ แต่เท่าที่ได้รับรายงานพบว่ามีเอกสารจำนวนมาก รวมทั้งทองคำแท่งประมาณ 120 บาทด้วย

ผบก.ปปป. กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หลังแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้กลับได้ โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะขอทำคำให้การส่งมาให้ในภายหลัง เช่นเดียวกับนายสมบัติ ที่เจ้าตัวมารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อช่วงประมาณ 23.00 น. เมื่อวาน ก่อนจะถูกสอบปากคำพร้อมให้การปฏิเสธ ตำรวจได้ปล่อยตัวไปตอนตี 3 โดยนายสมบัติ จะส่งคำให้การมาภายหลังเช่นกัน

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงข้อเท็จจริงและหลักฐานต่างๆ ที่จะนำไปสู่การตัดสินในอนาคต การติดสินบน ป.ป.ช. เป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือขององค์กร ดังนั้นการดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – รองเต่า เผย “บิ๊กโจ๊ก” ปฏิเสธข้อกล่าวหา ปมคดีติดสินบน ป.ป.ช. ยึดทองแท่งอีก 120 บาท

“บิ๊กเต่า” จ่อลุย วัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน

ร้อนระอุ! “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน งานนี้มีสะเทือนวงการสงฆ์แน่นอน เมื่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เตรียมเปิดคดีใหม่สะท้านวงการ เกี่ยวกับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานี ที่พัวพันกับเงินวัดจำนวนมหาศาลที่โยงไปถึงสีกาในเยอรมนี! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามติดข่าวด่วน!

“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน

งานเข้าอย่างจังสำหรับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานี เมื่อ “บิ๊กเต่า” เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีพระรูปหนึ่งโอนเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ไปให้กับสีกาที่อยู่ในเยอรมนี! เรื่องนี้แดงขึ้นมา เมื่อทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ออกมาโพสต์หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ ทำให้สังคมเกิดความสงสัยว่าลูกศิษย์วัดทำผิดจริงหรือไม่ และเรียกร้องให้มีการชี้แจงโดยด่วน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีนี้ว่า มีผู้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบแล้ว และขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ได้มา ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจอยู่พอสมควร ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

ทนายอนันต์ชัยโพสต์หลักฐานเด็ด

การที่ทนายอนันต์ชัยนำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก แม้ว่าการจะเรียกทนายมาสอบสวนหรือไม่นั้น ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน แต่คาดว่าในเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวทั้งหมดจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยมีสีกาคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ถูกพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานีฟ้องร้องในคดีแพ่งเกี่ยวกับเงินของวัด เนื่องจากพระรูปดังกล่าวได้โอนเงินประมาณ 12.2 ล้านบาท เข้าบัญชีของสีกา ต่อมาพระต้องการให้สีกาโอนเงินกลับคืนมาเป็นจำนวน 13 ล้านบาท แต่สีกาไม่ยอมโอนคืนให้ พระจึงแจ้งความดำเนินคดีแพ่ง โดยอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารแมว และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

สีกาคนดังกล่าวทราบภายหลังว่า เงินที่ได้รับนั้น ไม่ใช่เงินส่วนตัวของพระ แต่เป็นเงินของวัด จึงได้ปรึกษาทนายความและตัดสินใจแจ้งความกลับเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ถึง 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน ทนายอนันต์ชัยจึงขอฝากถึงพระที่ถูกกล่าวหา ให้รีบออกมาแสดงความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะทางทนายมีหลักฐานอยู่ในมือมากมาย

“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับสีกาในเยอรมนี จะนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การใช้เงินวัดต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา การที่ “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ก็เป็นได้

ที่มา – “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน กว่า 12 ล้าน

Scroll to top