ระเบิด3ชายแดนใต้

นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

สถานการณ์ล่าสุดในจังหวัดนราธิวาส ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ทั่วทั้งจังหวัด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

พล.ต. ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ออกประกาศเรื่องมาตรการบริเวณเขตควบคุมพิเศษ โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ประกาศที่ 29/2569 เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งรวมถึงการประกาศ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

ประกาศนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์วางระเบิดและการก่อเหตุความไม่สงบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือน ในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด

รายละเอียดมาตรการ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว

  • ห้ามออกนอกเคหะสถาน: ห้ามบุคคลใดๆ ออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ทั่วพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
  • ข้อยกเว้น: กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน สามารถขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่
  • เข้มงวดชายแดน: เพิ่มความเข้มงวดในการผ่านเข้า–ออกจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทยมาเลเซีย ตรวจสอบยานพาหนะทุกประเภท การเดินทางของประชาชน และการค้าขายสินค้าทุกชนิด
  • อำนาจเจ้าหน้าที่: มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารดำเนินการด้านยุทธการ การตรวจค้น และการรักษาความมั่นคงตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด

การ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น. นี้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน หรือผู้ที่ต้องเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ลงนามในประกาศครั้งนี้ เพื่อยืนยันถึงความจำเป็นในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

สถานการณ์ในนราธิวาสยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การประกาศเคอร์ฟิวนี้ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ

แม้ว่าการประกาศเคอร์ฟิวอาจสร้างความไม่สะดวกให้กับหลายๆ ท่าน แต่มาตรการนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบในพื้นที่ และเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่มา – นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวทั้งจังหวัด ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

กองทัพบก ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไร้มนุษยธรรม-จงใจทำผิดกฎหมาย ผบ.ทบ. สั่งการเร่งบังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษ คืนความสงบสุขให้พื้นที่

วันที่ 11 มกราคม 2569 ตามที่เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมันรวม 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และระบบสาธารณูปโภคของพลเรือน ถือเป็นการมุ่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ความหวาดกลัว และบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และสนับสนุนให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยด่วน พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่จงใจละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไร้ซึ่งมนุษยธรรม และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนอย่างกว้างขวาง

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนาในการใช้ความรุนแรง ซึ่งขัดกับหลักสันติวิธีตามมาตรฐานสากล ยืนยันว่าการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ใช่ทางออกของปัญหาและไม่อาจยอมรับได้ การกระทำนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่เป็นการเจตนากระทำผิดกฎหมายที่ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมใดๆ ได้ ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อสังคม และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ โดยหลีกเลี่ยงการสนับสนุนทุกรูปแบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่พื้นที่อย่างยั่งยืน.

ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองทัพบกได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม และจงใจละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่มากยิ่งขึ้น

กองทัพบกเร่งบังคับใช้กฎหมาย หลังเกิดเหตุ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงและการละเมิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • การสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสร้างความเข้าใจ สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้า

เหตุการณ์ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างยั่งยืน โดยการสร้างความเข้าใจ การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี และการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

เราทุกคนมีบทบาทในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ การแจ้งเบาะแส และการสนับสนุนการพัฒนาในทุกด้าน ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงและสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญก้าวหน้าได้

ที่มา – ทบ. ประณามไร้มนุษยธรรม เหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน เร่งบังคับใช้กฎหมายจับผู้ก่อเหตุ

“กัณวีร์” ย้ำ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ!

“กัณวีร์” หัวหน้าพรรคพลวัต ประณามเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำลายความสงบและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ลั่น สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ อย่าปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนขอประณามการก่อเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งทำลายความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ผ่านมา 22 ปี ไม่ควรปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน ที่จับคนร้ายไม่ได้ สันติภาพชายแดนใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

นายกัณวีร์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครบรอบ 22 ปีมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 4 มกราคม 2569 ผ่านมา 7 วันเกิดเหตุระเบิดใหญ่ในปั๊มน้ำมัน 11 แห่งในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก

“แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุความรุนแรงเช่นนี้กับธุรกิจปั๊มน้ำมัน การพุ่งเป้าก่อเหตุระเบิดที่เป้าหมายธุรกิจน้ำมัน จะมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงต้องสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุและจับตัวผู้กระทำผิดให้ได้”

หัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า ในขณะที่ผู้ก่อเหตุหากยังใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือจะก่อกวนสร้างสถานการณ์ ก็เป็นสิ่งที่ต้องประณามอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการทำลายความสงบสุข ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้งบประมาณไปกว่า 5 แสนล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้สันติภาพชายแดนใต้ สันติภาพปาตานี เป็นวาระแห่งชาติ

“อย่างที่ผมย้ำและเสนอแนะมาตลอดว่า การพูดคุยเพื่อสันติภาพต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย การกระจายอำนาจโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง การหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลต้องทำให้ได้ ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและแสดงความเสียใจกับทุกการสูญเสียครับ”

สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง การที่นายกัณวีร์เน้นย้ำว่า สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ นั้น เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสนใจและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากทุกภาคส่วนของสังคม

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพูดคุยสันติภาพ การกระจายอำนาจ และการหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณา

อะไรคือความหมายของ “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ”

เมื่อกล่าวถึง “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ” นั้น หมายถึงการที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง โดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้กับพื้นที่

  • การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ
  • การดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา
  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทุกฝ่าย
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ และการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอคติและความขัดแย้ง และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

เราต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงแต่ละครั้ง คือชีวิตและความรู้สึกของผู้คน การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ไม่ควรถูกมองข้าม การสร้างสันติภาพที่แท้จริง จึงไม่ใช่แค่การหยุดยั้งความรุนแรง แต่เป็นการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

การทำให้ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” ประณามเหตุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ำสันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-วางระเบิด

คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-วางระเบิด

สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุคนร้ายป่วนยะลา โดยมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ไล่เด็กปั๊ม และวางระเบิดหัวจ่ายน้ำมัน ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายในหลายพื้นที่ของจังหวัดยะลา เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 01.14 น. กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้รับรายงานว่าเกิดเหตุคนร้ายป่วนยะลา ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน รวมถึงร้านสะดวกซื้อหลายแห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าในพื้นที่จังหวัดยะลา มีการก่อเหตุ 4 จุดด้วยกัน:

  • ปั๊มน้ำมัน ปตท. พื้นที่บ้านบันนังดามา อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา
  • บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.บันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
  • ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา–รามัน ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
  • ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) ขาเข้าตัวเมืองยะลา ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

เหตุการณ์คนร้ายป่วนยะลา ครั้งนี้ ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน

จากการสอบสวนพยานแวดล้อม ทราบว่า ลักษณะของคนร้ายที่ก่อเหตุในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) เป็นชายวัยรุ่น ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า ก่อนจะไล่ให้เด็กปั๊มออกไป และลงมือก่อเหตุวางระเบิดจำนวน 3 ลูกไว้ที่หัวจ่ายน้ำมันจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเร่งติดตามสถานการณ์ คนร้ายป่วนยะลา

นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด และเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมทั้งจะแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียง การกระทำของคนร้ายป่วนยะลา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการประณามจากทุกภาคส่วนของสังคม

ทางหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาความยากจน การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนในต่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้

เหตุการณ์ คนร้ายป่วนยะลา ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับทุกคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว และความสงบสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่สุด

ที่มา – คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-ไล่เด็กปั๊ม ก่อนวางระเบิดหัวจ่าย ไฟไหม้เสียหาย

Scroll to top