รังสิมันต์ โรม

“โรม” ชูวอร์รูม Data Bureau ปราบสแกมเมอร์

“โรม” ชูตั้งวอร์รูมใช้ Data Bureau ปราบสแกมเมอร์ ลั่นบุญคุณ ปชน. มีแค่พี่น้องประชาชน เป็นประเด็นร้อนจากการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง แฟนคลับด้อมส้มมาร่วมฟังแน่นขนัด ชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลใหญ่ นำโดยวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, ศิริกัญญา ตันสกุล และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค

นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขึ้นปราศรัยเน้นปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ทำให้ท่องเที่ยวจีนหาย 35% และมีผู้เสียชีวิตจากตกเป็นเหยื่อ ปัญหานี้ใหญ่โต เจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีเก่าไม่ได้ผล จำนวนแจ้งความทะลุ 1 ล้านคดีใน 2-3 ปี แต่เงินคืนได้กี่คน? รัฐบาลเก่าปล่อยปัญหาเงินเทาแบบนี้มา

“โรม” ชูตั้งวอร์รูมใช้ Data Bureau ปราบสแกมเมอร์ ลั่นบุญคุณ ปชน. มีแค่พี่น้องประชาชน

โรมเหน็บพรรค “แดง-น้ำเงิน-เขียว” ว่าจะปราบทุนเทาได้ยังไง ในเมื่อมีเส้นสายกับสแกมเมอร์ พรรคประชาชนยกระดับเป็นวาระชาติ ไม่ใช่แค่คนไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่คนวัยทำงานและรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อเกินกึ่งหนึ่ง พรรคจะตั้งวอร์รูมบูรณาการหน่วยงานจริงจัง ใช้ Data Bureau แชร์ข้อมูล เครื่องมือ ปราบทั้งโครงสร้าง จับกุม และที่สำคัญยึดอายัดทรัพย์สินเพราะสแกมเมอร์กลัวเงินหายที่สุด ไม่ใช่แค่จับหรือประหาร

วอร์รูมนี้ต่างจากรัฐบาลเก่าที่เพิ่งรู้ว่า ปปง. อยู่ใต้อำนาจตัวเองตอนปลายปี พรรคประชาชนจะตัดแรงจูงใจด้วยการยึดเงินทั้งหมด ขยายผลตายยกรัง ไม่ใช่แค่บัญชีม้า การจัดการเส้นเงินจะทำให้สแกมเมอร์หมดไฟ

โรมแซะพรรคอื่น ไม่เคยถ่ายรูปคู่เบน สมิธ

โรมย้ำ ไม่เคยถ่ายรูปคู่หรือกินข้าวกับเบน สมิธ แต่ชี้เป้าให้รัฐมาตลอด 3 ปี ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะปราบเด็ดขาด เหน็บพรรคแดงที่ผ่อนเครื่องบินเดือนละ 100 บาท อาจโยงยิม เลียกที่โดนหมายจับ พรรคสีน้ำเงินตัดไฟยังโดนด่า สีเขียวไปเรียนออสเตรเลียมาแต่ขาดเจตจำนง

พรรคประชาชนจะสร้างความมั่นใจให้ขรก. ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง สัญญาคืนเงินเหยื่อ จัดการค้ามนุษย์ในค่ายสแกม เปิดทางให้เหยื่อกลับไทยแยกแยะผิดชอบชัดเจน เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ไทยเป็นผู้นำปราบสแกมระดับโลก เสนอญัตติสภาโลกให้ชาติอื่นเคียงข้าง

  • ตั้งวอร์รูมบูรณาการ Data Bureau
  • ยึดอายัดทรัพย์สินตัดแรงจูงใจ
  • คืนเงินให้ประชาชนผู้เสียหาย
  • ปราบค้ามนุษย์ เปิดทางเหยื่อกลับ
  • เสนอสภาโลกให้ไทยนำปราบสแกม

พรรคประชาชนไม่มีบุญคุณทุนเทา มีแค่พี่น้องประชาชน หากเป็นรัฐบาลจะลุยแหลก ไม่เกรงใจใคร นายกฯ เท้งจะเปลี่ยนชายแดนเปราะบางเป็นเข้มแข็ง

ปัญหาสแกมเมอร์กระทบทุกคน การเลือกพรรคที่เอาจริงอย่างพรรคประชาชนคือทางออก หากคุณเคยโดนสแกมหรือห่วงคนใกล้ตัว อย่าลืมโหวตเลข 46 ในวันที่ 8 ก.พ. เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง สนับสนุนนโยบายปราบสแกมเด็ดขาดวันนี้!

ที่มา – “โรม” ชูตั้งวอร์รูมใช้ Data Bureau ปราบสแกมเมอร์ ลั่นบุญคุณ ปชน. มีแค่พี่น้องประชาชน

“เท้ง” บุกบุรีรัมย์ อ้อนขอ สส.เขต ชัยธวัชเตือน

ในช่วงหาเสียงสุดเข้มข้นก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ““เท้ง” บุกบุรีรัมย์ อ้อนขอ สส. เขต- “ชัยธวัช” ลั่นไม่เลือกส้มได้รัฐบาลสีน้ำเงินแน่” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวโซเชียลและประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจอย่างมาก แกนนำพรรคประชาชนเดินทางไปเปิดเวทีปราศรัยที่บุรีรัมย์ น่าน สุราษฎร์ธานี และสตูล เพื่อเรียกร้องคะแนนเสียงทั้งบัตรเขตและบัญชีรายชื่อ สีส้มคือทางเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

“เท้ง” บุกบุรีรัมย์ อ้อนขอ สส. เขต- “ชัยธวัช” ลั่นไม่เลือกส้มได้รัฐบาลสีน้ำเงินแน่

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานตลาดนัดริมรางรถไฟ จังหวัดบุรีรัมย์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 10 เขตของจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดปราศรัยอย่างคึกคัก ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมฟังจำนวนมาก “เท้ง” ย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีแค่ 2 ทางเลือก คือ กาส้มทั้งสองใบเพื่อรัฐบาลประชาชน หรือแบ่งใจแล้วได้รัฐบาลแบบเดิม

จากผลเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนได้คะแนนบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ในบุรีรัมย์ แต่ยังขาด ส.ส. เขต ทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายได้เต็มที่ “ครั้งที่แล้วชาวบุรีรัมย์ให้ใจเรา แต่ยังครึ่งใจ รอบนี้ต้องกาส้มทั้งสองใบ ไม่งั้นต่อให้ได้คะแนนทั่วประเทศถล่มทลาย เราจะได้ ส.ส. แค่ 100 คนในสภา ไม่พอโหวตนายกฯ” เท้งกล่าวอย่างหนักแน่น

เท้งยันไม่ทำให้ผิดหวังหากได้เป็นรัฐบาล

“เท้ง ณัฐพงษ์” เน้นย้ำว่า หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง โดยจะแก้ปัญหาที่ค้างคา อย่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และการศึกษา เหลืออีก 7 วัน ขอให้ทุกคนนึกถึงอนาคตของลูกหลาน ครอบครัว และชุมชน กาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย เพื่อการเมืองที่โปร่งใสและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

เวทีนี้ยังมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร คำพอง เทพาคำ ปิยรัฐ จงเทพ และทีมผู้ช่วยหาเสียง ร่วมสร้างพลังสีส้ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังในการเปลี่ยนแปลง

ศิริกัญญาแฉกลุ่มรุมกินโต๊ะ ขอชาวน่านกาส้มทั้งสองใบ

ที่จังหวัดน่าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมคาราวานหาเสียง “สายเหนือฝั่งขวา สายกลิ่นกาสะลอง” เปิดเวทีใหญ่พร้อมนายชัยธวัช ตุลาธน เธอแฉว่ามีกลุ่มการเมืองรุมกินโต๊ะพรรคประชาชน แม้ไม่มี สว. โหวตนายกฯ แล้ว แต่ยังขัดขวาง “ขอคะแนนทุกเสียง ไม่ปันใจ รอบที่แล้วน่านสูสี รอบนี้ประชาชนอยากได้รัฐบาลประชาชน ช่วยหาเสียงให้พรรคด้วย”

ชัยธวัชเตือนชัด ไม่เลือกส้มได้รัฐบาลสีน้ำเงิน

นายชัยธวัช ชี้ว่าพรรคประชาชนพิสูจน์ตัวเองมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนประชาชน ขอให้เชื่อมั่นผู้สมัครน่านทั้ง 3 เขต “น่านจะเป็นพลังสีส้ม สร้างการเปลี่ยนแปลง หากไม่เลือก จะได้รัฐบาลสีน้ำเงินแน่นอน” เขากล่าว สปดาห์สุดท้ายนี้คือโอกาสสร้างชาติที่เป็นของประชาชน

ภาคใต้เดือด! ภคมน-พิธา-รังสิมันต์ หาเสียงสุราษฎร์ สตูล

  • สุราษฎร์ธานี: นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาฯ พรรค พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษก ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษก และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่วมเวทีที่สะพานนริศ ภคมนหรือ “ลิซ่า” เตือนเรื่องซื้อเสียงหัวละ 5,000 บาท “อยากเปลี่ยนประเทศ อย่ารับเงิน ในคูหามีแค่คุณกับปากกา” พิธาขอส้มสองใบ คะแนนเขต-บัญชีใกล้เคียงเหมือนปี 66
  • สตูล: รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค อัด กกต. ไม่รับผิดชอบ เลือกตั้งล่วงหน้าโกงทั้งที่ได้งบ 6,000 ล้าน “สตูลเคยให้พรรคสีน้ำเงินมานาน ได้อะไร? เลือกอนาคตใหม่หรือเดิม”

การหาเสียงทั่วประเทศแสดงถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการต่อสู้เพื่อประชาชน พิสูจน์ด้วยการทำงานจริง ไม่ใช่แค่กระแส นโยบายเด่นอย่างยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 ลดส.ว. แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถอนทหารจากเมืองใหญ่ จะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนไทยให้ก้าวหน้า

สรุปแล้ว ““เท้ง” บุกบุรีรัมย์ อ้อนขอ สส. เขต- “ชัยธวัช” ลั่นไม่เลือกส้มได้รัฐบาลสีน้ำเงินแน่” ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นสัญญาณของคลื่นลูกใหม่ทางการเมือง ประชาชนทุกคนมีบทบาทสำคัญในการตัดสินอนาคต

ความเห็นส่วนตัว: การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสทองที่จะยุติวงจรการเมืองเก่าแก่ สีส้มไม่ใช่แค่สี แต่คือความหวัง หากคุณเชื่อในประชาธิปไตยแท้จริง อย่าลังเล กาส้มทั้งสองใบ!

CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง ไปใช้สิทธิ์ 8 ก.พ. กันนะทุกคน!

ที่มา – “เท้ง” บุกบุรีรัมย์ อ้อนขอ สส. เขต- “ชัยธวัช” ลั่นไม่เลือกส้มได้รัฐบาลสีน้ำเงินแน่

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ.

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 “รังสิมันต์ โรม” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ปล่อยคลิปวิดีโอสุดเข้มข้นเพื่อปลุกพลังให้ประชาชนชาวไทยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยเรียกร้องให้ “กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ” คลิปนี้ไม่ใช่แค่การหาเสียงธรรมดา แต่เป็นการเล่าย้อนประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่สมัยต่อต้านรัฐประหารปี 2557 จนถึงคดีล่าสุดที่ถูกฟ้องที่ศาลพะเยา

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. เล่าประสบการณ์ถูกดำเนินคดี

คลิปวิดีโอของ รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ นี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน เพราะเขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเมืองในชีวิต เมื่อรัฐประหารปี 2557 เกิดขึ้น ภาพการสลายชุมนุมหน้าหอศิลป์ยังคงติดตา แม้เวลาจะผ่านไปกว่าทศวรรษ โรมถูกดำเนินคดีที่ศาลทหาร เพียงเพราะลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตย ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามถึง “ความยุติธรรม” ในสังคมไทย

ล่าสุด โรมและน.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ต้องเดินทางไปศาลจังหวัดพะเยา หลังถูก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เพียงเพราะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ คลิปนี้จึงเป็นเหมือนการย้ำเตือนว่า การต่อสู้ยังไม่จบ และการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสเปลี่ยนแปลง

เส้นทางนักกิจกรรมสู่ผู้แทนราษฎรของรังสิมันต์ โรม

กว่าสิบปีที่ผ่านมา รังสิมันต์ โรม ไม่เคยกลัวอำนาจ เขาใช้กฎหมายและเสียงของประชาชนต่อสู้กับความอยุติธรรม นี่คือไทม์ไลน์สำคัญ:

  • 2557: ต่อต้านรัฐประหาร ถูกจับและดำเนินคดีที่ศาลทหาร
  • หลังรัฐประหาร: ถูกล่าแม่มดด้วยกฎหมายเพื่อปิดปากผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
  • 2569: ถูกฟ้องที่พะเยา จากการตรวจสอบผลประโยชน์ชาติ
  • 8 ก.พ. 2569: เรียกร้องให้ประชาชนกาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

โรมโพสต์ข้อความประกอบคลิปว่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่ารัฐประหารปี 2557 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ” เขาเชื่อมั่นว่าความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจจะยิ่งเร่งให้กงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลงหมุนเร็วขึ้น “ท้ายที่สุด พวกเขาจะกลายเป็นเพียงอดีต”

คลิปนี้ไม่เพียงเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ยังสะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เช่น การใช้อำนาจรัฐปิดปากฝ่ายค้าน การฟ้องร้องเพื่อข่มขู่ และความจำเป็นต้องมีผู้แทนที่กล้าสู้เพื่อประชาชน ในยุคที่พรรคประชาชนกำลังสร้าง “ยุคสมัยใหม่” การเลือกตั้ง 8 ก.พ. จึงเป็นสงครามเพื่ออนาคต

ทำไมต้องกา 8 ก.พ. เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

การที่ รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ ทำให้หลายคนตื่นตัว เพราะมันชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยไทยยังเปราะบาง หากไม่เลือกผู้แทนที่กล้าเสียสละ ระบบเก่าจะวนลูปต่อไป โรมย้ำว่า “ผู้มีอำนาจหยุดกงล้อไม่ได้” และเชิญชวนทุกคนออกมา vote เพื่อยุติวงจรนี้

จากประสบการณ์ส่วนตัว โรมมองว่าความยุติธรรมต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่อำนาจชั่วคราว คลิปนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกาเลือกตั้ง แต่เป็นการกำหนดชะตาชาติ คุณพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงหรือยัง? ออกมา vote 8 ก.พ. เพื่อประเทศไทยที่ยุติธรรมกว่าเดิม ลองดูคลิปของรังสิมันต์ โรม แล้วตัดสินใจเองครับ

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

“ธรรมนัส” ถอนฟ้องแค่ “ไอซ์”? โรมแจงไต่สวน

“ธรรมนัส” ถอนฟ้องแค่ “ไอซ์” ด้าน “โรม” แจงเข้าฟังไต่สวน ศาลนัดฟังคำสั่ง 19 มี.ค.

“รังสิมันต์ โรม” ชี้แจง “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ถอนฟ้องเฉพาะ “ไอซ์ รักชนก” ส่วนตนเองเข้าฟังไต่สวนกับทนายความ เผย ศาลนัดฟังคำสั่ง 19 มี.ค. ถ้าเห็นว่ามีมูล ต้องสู้คดีต่อ

วันที่ 27 มกราคม 2569 จากกรณีการถอนฟ้องของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลังฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก และ นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ซึ่งศาลจังหวัดพะเยา นัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวานที่ผ่านมา (26 มกราคม) ซึ่งทั้งคู่เดินทางไปศาล ขณะที่บรรยากาศหน้าศาลมีทั้งกองเชียร์และกลุ่มคัดค้าน

ทางด้าน นายรังสิมันต์ ชี้แจงในเวลาต่อมาผ่านเฟซบุ๊ก ถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ว่า “1. คดีของไอซ์ ธรรมนัสได้ถอนฟ้องจริง ใครอยากรู้ว่าทำไมถอนฟ้อง อันนี้ต้องไปฟังจากธรรมนัส 2. คดีผม ธรรมนัสไม่ได้ถอนฟ้อง ผมเข้าฟังไต่สวนกับทนายความ ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. ถ้าศาลไต่สวนเห็นว่ามีมูล ผมก็ต้องสู้คดีต่อไป”

ทั้งนี้ นอกจากมาฟังไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ตนเองได้เดินทางไปหาเสียงในพื้นที่เขต 2 ของพะเยา บรรยากาศดีมาก คนตอบรับล้นหลาม ส่วนตัวเชื่อว่าพี่น้องพะเยาพร้อมเปลี่ยน เราต้องมาช่วยกันทำให้พะเยาไม่เหมือนเดิม ให้ประเทศไทยเปลี่ยนไป

ความคืบหน้ากรณี “ธรรมนัส” ถอนฟ้องแค่ “ไอซ์” คืออะไร?

จากกรณีที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ทำการฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก และ นายรังสิมันต์ โรม เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท ล่าสุด ร้อยเอกธรรมนัส ได้ทำการถอนฟ้องเฉพาะในส่วนของ น.ส.รักชนก เท่านั้น ส่วนคดีของ นายรังสิมันต์ โรม ยังคงดำเนินต่อไป โดยศาลได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 19 มีนาคม 2569 ว่าคดีดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไปหรือไม่

นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ตนเองได้เดินทางไปฟังการไต่สวนในคดีที่ถูก ร้อยเอกธรรมนัส ฟ้องร้อง พร้อมทั้งกล่าวว่าหากศาลเห็นว่าคดีมีความเป็นไปได้ ตนเองก็พร้อมที่จะสู้คดีต่อไป นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังได้ใช้โอกาสนี้ในการลงพื้นที่หาเสียงในเขต 2 ของจังหวัดพะเยา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและพลิกผันทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การถอนฟ้องในบางส่วนและการดำเนินคดีต่อไปในส่วนอื่น สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามและวิเคราะห์อย่างใกล้ชิดต่อไป

การที่ร้อยเอกธรรมนัสตัดสินใจเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางด้านกฎหมาย กลยุทธ์ทางการเมือง หรือเหตุผลส่วนตัว การออกมาให้ข้อมูลของนายรังสิมันต์ โรม ก็เป็นการตอบโต้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และความเป็นไปที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย

การตัดสินใจของศาลในวันที่ 19 มีนาคม จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดีนี้ต่อไป และจะมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลและสถานการณ์ทางการเมืองในภาพรวมอย่างแน่นอน

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นทางกฎหมายและการเมืองเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถตัดสินใจและแสดงออกทางการเมืองได้อย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบ

สถานการณ์ “ธรรมนัส” ถอนฟ้องแค่ “ไอซ์” นี้ทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงมีความเข้มข้นและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “ธรรมนัส” ถอนฟ้องแค่ “ไอซ์” ด้าน “โรม” แจงเข้าฟังไต่สวน ศาลนัดฟังคำสั่ง 19 มี.ค.

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ

“อนุทิน” เย้ย “โรม” กลัวภูมิใจไทย ไล่ไปดูตัวเองก่อน หลังกล่าวหาโหนคำพูด รมต.กัมพูชา เรียกคะแนนนิยม ย้อนอย่าว่าพรรคอื่นด้อยค่า ประเดิมหาเสียงใต้ ชาวบ้านคล้องพวงสะตอ อวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

วันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลา 19.10 น. ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอคลองท่อม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พาดพิงว่านายอนุทินโหนกระแส คำพูด รัฐมนตรีของกัมพูชา มาเรียกคะแนนนิยมให้ตนเอง ว่า นายรังสิมันต์ โรม คงรู้สึกหวั่นไหว แต่ถ้าหากมั่นใจว่า ทำทุกอย่างเพื่อประเทศไทย ประชาชนคนไทย ก็อย่าไปหวั่นไหวเลย ทั้งที่เวลาอยู่ในสภาพูดเก่งพูดกาจ แต่เรื่องนี้กลับหวั่นไหว ขอให้เอาแบบอย่างพรรคภูมิใจไทยบ้าง ที่พูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปพูดอะไรที่ว่าคนอื่น หรือพรรคอื่น ให้เปลืองพื้นที่สมองของประชาชนเปล่าๆ ควรจะพูดว่า จะทำอะไรให้กับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ดีควรจะทำ และนายรังสิมันต์ ควรจะทำตามแบบอย่างของพวกตน

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม บอกว่ารู้สึกผิดหวังที่นำเรื่องนี้มาใช้เรียกคะแนนนิยม นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปดูตัวเองให้ดีก่อน ตัวเองทำอะไร สนิทกับใครตั้งเยอะแยะ ตนไม่เคยไปพูดอะไรที่ดิสเครดิตเลย วันนี้ต่างคนต่างทำงานให้กับประชาชน และเอาสิ่งที่อยากทำงานให้ประชาชนมาพูด แล้วไม่ต้องไปให้ร้าย ว่ากล่าวด้อยค่าคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับมารยาทด้วย

เมื่อถามว่าที่นายรังสิมันต์ โรม พูดลักษณะนี้เพราะกลัวพรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบเพียงสั้น ๆ ว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ ภายหลังการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมวันนี้ถึงให้สัมภาษณ์ดุดันจัง นายอนุทิน บอกว่า ไม่ได้ดุ ผู้สื่อข่าวถามย้ำต่อว่า นึกว่ากินสะตอมาแล้วดุ นายอนุทิน จึงบอกว่า กินสะตอ ไม่ได้ดุ แต่ต้องยืนห่างกัน 2 เมตร

ประเดิมหาเสียงใต้ ชาวบ้านคล้องพวงสะตอ อวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายอนุทิน พร้อมด้วยแกนนำพรรคภท. เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้พรรค นายชาดา ไทยเศรษฐ์ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และนางศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่เดินหาเสียงที่ตลาดต้นปาล์ม ต.คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เพื่อช่วยหาเสียงให้นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน ผู้สมัครสส.กระบี่ เขต 3 พรรคภท.

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้าตื่นเต้นที่ได้พบนายอนุทิน และเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก

บางจังหวะพ่อค้าแม่ค้าไม่กล้าเข้ามาขอนายอนุทินถ่ายรูป โดยน.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายอนุทิน ซึ่งเดินทางมาลงพื้นที่ด้วยได้พูดเป็นภาษาใต้ว่า “เดี๋ยวถ่ายให้ค่ะ” พร้อมกับนำโทรศัพท์ของพ่อค้าแม่ค้า ช่วยถ่ายรูปให้

ขณะที่ นายอนุทิน ได้ขอบคุณระหว่างทางมีพ่อค้านำลองกองมาให้และปอกลองกองกินทันที และยังมีชาวบ้านมามอบสะตอมาคล้องคอนายอนุทิน พร้อมบอกว่า “ขอให้ได้ไปต่อ”

จากนั้นนายอนุทิน ยังแวะร้านผัดซีอิ๊ว และซื้อโกยซีหมี่ โรยด้วยหนังไก่ทอด ก่อนจะชิมทันที พร้อมแวะร้านหมึกย่างข้างๆ พร้อมซื้อหมึกย่างแจกคณะผู้ติดตาม ต่อมานายอนุทิน เดินมายังร้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นร้านขายผลไม้ โดยแม่ค้าพยายามชวนให้ซื้อ และชิมส้ม แต่นายอนุทิน ส่ายหน้า เลือกชิม และซื้อชมพู่แทน

ขณะที่มีแม่ค้ามุสลิมในตลาด ได้อวยพรนายอนุทิน ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ ทำให้นายอนุทินได้อามีนรับพร ด้วยการใช้มือลูบไปที่ใบหน้า และตบศีรษะตัวเองเป็นการรับพร เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการลงพื้นที่ที่เข้าถึงประชาชนของนายอนุทิน และการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่

เรื่องราวของ อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และการตอบโต้ทางการเมืองที่น่าสนใจ อีกทั้งยังสะท้อนภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองและเข้าถึงประชาชนของนายอนุทินได้เป็นอย่างดี การที่ชาวบ้านอวยพรให้นั่งนายกฯ ต่อ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความนิยมที่นายอนุทินได้รับจากประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา การลงพื้นที่พบปะประชาชนและการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เขาเป็นที่จับตามองของสังคม

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจในการเมืองไทย และแสดงให้เห็นถึงสีสันของการแข่งขันทางการเมืองในปัจจุบัน

ที่มา – “อนุทิน” ไล่ “โรม” ดูตัวเองก่อน อย่าว่าพรรคอื่น ดิสเครดิตด้อยค่า-ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

“โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน.

“โรม” ชี้ภาคใต้คือความหวังพรรคประชาชน ปลุกเลือกของใหม่ อย่ากลับสู่การเมืองเน่า โต้ข่าวใส่ร้ายพรรคประชาชน ยันไม่ด้อยค่าทหาร-ไม่แก้ 112

วันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภกร สุวรรณหมัด หรือ ทนายเก่ง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 1 พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับแนะนำตัวผู้สมัครตั้งแต่เช้า โดยมีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ชื่นชอบเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจตัวผู้สมัคร ก่อนขึ้นรถหาเสียงวนรอบหอนาฬิกาตรัง ปราศรัยบนรถแนะนำตัวผู้สมัครในเขตเทศบาลนครตรัง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คะแนนเสียงในภาคใต้คือความหวัง เพราะภาคใต้ยังสามารถโตได้อีกเยอะในเรื่องของการเลือกตั้ง และมองว่าจะเป็นจุดสำคัญในการทำให้ส่งให้พวกเราได้ไปเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน ตนรู้มาเสมอว่าการเลือกตั้งในภาคใต้ไม่ง่าย เราเองก็ผ่านการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2566 มีเพียง จ.ภูเก็ต ที่พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่เช้านี้เท่าที่เดินตลาดกับผู้สมัครเขต 1 การตอบรับดีเกินคาด มีพี่น้องประชาชนมาขอถ่ายรูป มาร่วมพูดคุย เป็นบรรยากาศที่ดีแล้วก็อบอุ่น ถือว่าดีเกินคาดมาก จริงๆ ตนเดินสายตั้งแต่ จ.พังงา จ.กระบี่ วันนี้มาที่ จ.ตรัง พรุ่งนี้ (4 มกราคม 2569) จะไปที่ จ.สตูล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลคะแนนเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์สมัยเป็นพรรคก้าวไกล มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 จาก 4 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคาดหวังแค่ไหน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า โจทย์ในครั้งนี้จากฐานคะแนนเดิม สส.เขต 1 อยู่ที่ประมาณ 17,000 เสียง ในส่วนที่ 2 โจทย์ที่เราจะต้องทำให้ได้คือ จะทำอย่างไรให้คะแนนบัญชีรายชื่อมาเลือก สส.เขต ด้วย ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งถึงแม้จะมีบัตร 2 ใบ เรามักจะจำคำพูดว่าเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ อะไรทำนองนี้ ประเด็นคือในความเป็นจริงมันแยกกันไม่ได้ เพราะจะ สส.เขตก็ดี สส.บัญชีรายชื่อก็ดี ตอนที่จะต้องไปจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องมีบทบาทเท่ากัน

ดังนั้นต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า การเลือกตั้งถ้าอยากให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลต้องเลือกทั้ง สส.เขต และเลือกพรรคประชาชนเข้าไป เพื่อที่เราจะได้มี สส.มากที่สุด และจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือให้ดีไม่ต้องมีพรรคร่วมเลย เป็นพรรคเดี่ยวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโจทย์ที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือคะแนนนิวโหวตเตอร์ที่จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ทางพรรคก็ตั้งความหวังกับคะแนนเสียงเหล่านี้มากในการที่จะมาช่วยกันเลือกพรรคประชาชน

“การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำหรับคนไทย สำหรับประเทศไทยมากพอหรือยัง ลองไปดูอย่างพี่น้องภาคใต้ ผมคิดว่าถ้าพูดถึงหนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยคือเรื่องภัยพิบัติ ดูการบริหารน้ำท่วมที่หาดใหญ่ พอใจไหม ถ้าพอใจจะเลือกแบบเดิมผมไม่ว่ากัน เคารพในการตัดสินใจ แต่ถ้าคิดว่ามันต้องดีกว่าเดิมนะครับ วันนี้เราต้องเลือกของใหม่ เช่นเดียวกับปัญหาการคอร์รัปชันก็ยังเป็นปัญหาหลัก อย่างเช่น องค์กรตำรวจมีทุกเรื่อง มีแทบเรียกว่าเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน มีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับองค์กรตำรวจเสมอ ตำรวจอยู่ภายใต้ใคร อยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี

ดังนั้นเนี่ย ผมคิดว่าถ้าอยากจะออกจากความเน่าเฟะของสังคม เราไม่ควรจะกลับไปแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าเกิดพี่น้องรู้แล้วว่าการเมืองมันเน่า กับอันที่ 2 มันมีของใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง คำถามประชาชนต้องเลือกก็คืออยากจะอยู่กับความเน่าแบบเดิมหรือจะไปสู่การสร้างสังคมใหม่ สร้างโลกใบใหม่ที่พรรคประชาชนพยายามทำ แต่ว่าถ้าเราไม่กล้าที่จะเปลี่ยน ประเทศมันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไง ประเทศมันจะดีขึ้นได้ยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็คือการเมืองแบบใหม่”

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่หลายฝ่ายโจมตีในวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและความเป็นทหารนั้น รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตอบว่า ตนเห็นสัญญาณว่ามีความพยายามในการใส่ร้ายพรรคประชาชนมาโดยตลอด ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา เช่น พยายามบอกว่าเรามีจุดประสงค์ที่ไม่ดีต่อสถาบันของชาติ มีความพยายามบอกว่าเราด้อยค่าทหาร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำไมต้องมาเฉพาะเลือกตั้ง ในวันนี้เราไม่ได้มีการเสนอในเรื่องของการแก้มาตรา 112 ไม่ได้เป็นนโยบายพรรคเลย เรื่องด้อยค่าทหารถ้าไปดูนโยบายของพรรคประชาชนคือการเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพ ดังนั้น วิธีคิดของเราคือพยายามจะคิดไปถึงว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะทำอย่างไรให้การบริหารประเทศชาติมันออกมาดีที่สุด

แต่เพราะว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ตอนนี้กระแสนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งเลยถูกโจมตี ถ้าเป็นการโจมตีเรื่องของนโยบายเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินว่าแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มเอาข่าวเท็จ พยายามมาใส่ร้ายป้ายสี ทางพรรคก็ต้องชี้แจง ต้องอธิบายต่อสังคมให้เข้าใจ จุดแข็งที่สุดของพรรคประชาชนคือการที่ต่อสู้กับทุนสีเทา การที่คุณทำลายพรรคการเมืองที่ต้องการต่อสู้กับทุนสีเทา ใครได้ประโยชน์ในทางกลับกัน ใส่ร้ายมากเท่าไหร่เหมือนเป็นการเอาถ่านไปเพิ่มในกองไฟทำให้มีพลังในการทำงานที่มากขึ้น

“ส่วนกรณีปัญหานี้ ส่วนแรกคือส่วนไหนที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้ข่าวเท็จไปไกล ส่วนที่ 2 เราไม่อยากจะมาเสียเวลากับการต้องชี้แจงข่าวเท็จอย่างเดียว อะไรที่ต้องไปข้างหน้าอย่างตอนนี้จะมีการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชนออกมาเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นที่กระทรวงยุติธรรม ต่อไปก็จะเห็นมืออาชีพเข้ามามีบทบาทของการทำงาน ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นเสียเวลากับการดิสเครดิตพรรคประชาชน แต่เราเนี่ยไปต่อไม่รอแล้วนะ อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้สังคมเห็น”

“โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน.

ทำไม “โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน.?

บทสรุปที่ได้จากคำกล่าวของ “โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนในการที่จะขยายฐานเสียงไปยังภาคใต้ และนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างในสังคมไทย การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจว่าจะเลือกเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลง หรือจะยังคงอยู่กับสถานการณ์เดิมๆ หากคุณเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะสนับสนุนพวกเขาในการเลือกตั้งที่จะมาถึง!

ที่มา – “โรม” ชี้ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน. ปลุกเลือกของใหม่ อย่ากลับสู่การเมืองเน่า

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบกโพสต์ด้อยค่า ปชช.

จากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและการเป็นทหารนั้น ได้ก่อให้เกิดการตอบโต้กันไปมาในสังคมออนไลน์

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ตนรู้สึกแปลกใจที่เจ้ากรมข่าวทหารบกออกมาโพสต์ข้อความในลักษณะที่ด้อยค่าพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาชน (ปชช.) พร้อมทั้งแนะนำให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเหมือนกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ผ่านมา

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบทบาทของทหารมืออาชีพเป็นอย่างมาก และขอให้ทหารทุกคนยึดแบบอย่างการวางตัวของ ผบ.ทบ. เป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าพรรคประชาชน

พล.ท. ธีรนันท์ โต้กลับ ประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

ในขณะที่ พล.ท. ธีรนันท์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนโพสต์นั้นเป็นการอธิบายว่า วาทกรรมด้อยค่าต่างๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกของทหารทั้งกองทัพ โดยมีคนพยายามอธิบายว่าหมายถึงนายพลบ้าง หรือหมายถึงทหารไม่ดีบ้าง ทำให้ทหารที่เหลือต้องยอมให้นักการเมืองและผู้สนับสนุนใช้วาทกรรมด้อยค่าพวกเขา

พล.ท. ธีรนันท์ ยังกล่าวว่า ตนเขียนข้อความอย่างชัดเจน แต่กลับมีหลายคนไม่อ่านและเข้ามาตอบโต้ด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา แต่ตนไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรู้สึกอะไรเลย เพราะหลายคนไม่รู้จักตน และที่สำคัญคือหลายคนไม่อ่านสิ่งที่ตนเขียน

พล.ท. ธีรนันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนต้องการสื่อคือ ทหารคนอื่นไม่เกี่ยวกับการกระทำของทหารเลว และการใช้วาทกรรมด้อยค่าเหมารวมนั้นกระทบความรู้สึกและความภูมิใจในอาชีพของทหารที่เหลือ นอกจากนี้ การปรามาสว่ากองทัพรบที่ไหนก็แพ้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง และการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยกในกองทัพเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์กัน

ในส่วนของประเด็นที่มีผู้สงสัยว่าตนเคยไปรบหรือไม่ พล.ท. ธีรนันท์ กล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องบอกใครว่าตนทำอะไรมาบ้าง เพราะภารกิจมีความหลากหลายและมีชั้นความลับ

เรื่องทั้งหมดนี้ พล.ท. ธีรนันท์ โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวของตนเอง และไม่ได้มีเจตนาให้เป็นไวรัล หากทำให้ใครเดือดร้อนก็ขออภัย

ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

  • หลายคนไม่อ่านสิ่งที่โพสต์และเข้ามาแสดงความเห็นโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ
  • หากต้องการวิพากษ์วิจารณ์ทหารคนใด ก็ควรกระทำโดยไม่เหมารวมทหารทั้งกองทัพ
  • หากมีการพูดจาพาดพิง ดูถูกเหยียบย่ำ ก็ควรขอโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและความภาคภูมิใจของผู้คน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและปรองดอง

ที่มา – “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชน.- “พล.ท. ธีรนันท์” โต้กลับทันที

ปชน. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

พรรคประชาชนเตรียมส่งแกนนำลงพื้นที่ให้กำลังใจในวันรับสมัคร สส.เขตพรุ่งนี้ โดยจะกระจายกำลังพลไปทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีนาย “เท้ง” นำทีมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าที่สนามกีฬาเวสน์ 2 นอกจากนี้ “ไหม” จะลงพื้นที่บุรีรัมย์ และ “วีระยุทธ” นำทีมผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ในวันรับสมัคร สส.เขตแบบแบ่งเขตพรุ่งนี้ (27 ธ.ค.) พรรคประชาชนจะใช้ยุทธวิธีดาวกระจาย โดยส่งแกนนำพรรคลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครในแต่ละภูมิภาค

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะนำผู้สมัคร สส.กทม. ไปสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 กทม. ในเวลา 07.00 น. โดยคาดว่าจะเดินทางโดยรถเมล์เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 จะไปให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดบุรีรัมย์ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 จะนำทีมที่จังหวัดภูเก็ต

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค จะเดินทางไปที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค จะไปที่จังหวัดระยองและจันทบุรี น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. จะไปที่จังหวัดชลบุรี และนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน จะให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายชัยธวัชด้วย

ปชช. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

การกระจายกำลังพลของพรรคประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ การที่แกนนำพรรคลงพื้นที่ไปให้กำลังใจผู้สมัคร สส. ในแต่ละเขตนั้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัคร และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของพรรคต่อผู้สมัครในทุกระดับ

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก การส่งแกนนำไปให้กำลังใจผู้สมัครในวันรับสมัคร สส.เขต เป็นเพียงหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่พรรคเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างหนักเพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

การเตรียมความพร้อมในวันรับสมัคร สส.เขต

การเตรียมความพร้อมสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัคร การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หรือการเตรียมทีมงานสนับสนุน การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การลงสมัครเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้ในการสมัครนั้นถูกต้องและครบถ้วน
  • เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์: เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่คาดว่าจะถูกถามโดยสื่อมวลชน
  • เตรียมทีมงานสนับสนุน: มีทีมงานที่พร้อมช่วยในทุกด้าน ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการประสานงาน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนของการเลือกตั้ง และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้สมัคร สส. ทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

พรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคแกนนำกระจายกันไปให้กำลังใจตามภาคต่างๆนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้สมัครแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคที่จะรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

วันรับสมัคร สส.เขต คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มกำลัง

ที่มา – ปชน. ส่งแกนนำกระจายทุกภาค ให้กำลังใจวันรับสมัคร สส.เขต พรุ่งนี้ ส่วน “เท้ง” นำทีม กทม.

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

“รังสิมันต์ โรม” ชำแหละ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” หวั่น กัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้

เมื่อเวลา 21.59 น. วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าท่ามกลางการสู้รบ ในสงครามของฮุน เซน ที่ดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาวุธของฝ่ายกัมพูชาดีกว่าที่ประเมินกันไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาติมหาอำนาจบางชาติให้การสนับสนุนตามที่เคยเป็นข่าว แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาเตรียมพร้อมเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้อีกว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนด้านงานข่าวจากใครหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชากำลังยกระดับอย่างน่ากังวล หากงานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้” ยังไม่นับว่าพันธมิตรเก่าแก่ของประเทศไทย อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ดูเหมือนจะไม่สนับสนุนบทบาทของไทย และยังมีท่าทีในการกดดันประเทศไทยอย่างหนัก เป็นที่ชัดเจนว่าผลการพูดคุยกับคุณอนุทินออกมาในทิศทางที่ส่งผลลบต่อประเทศไทย นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้”

นายรังสิมันต์ โพสต์ว่า ทั้งอาวุธของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นโดรนแบบกามิกาเซ่ การสนับสนุนอาวุธจากบางชาติ รวมถึงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหมายไม่ได้ ฝ่ายความมั่นคงย่อมรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้งานต่างประเทศทำได้เพียง “แค่นี้” การที่กัมพูชาเลือกใช้แท็กติกทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อหลอกสายตาสังคมโลกและสร้างความเห็นใจ เป็นวิธีการที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอต่อรัฐบาลให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะในสนามต่างประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากจัดการไม่ดี เราอาจกำลังสร้างมิตรให้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่รู้ตัว (ซึ่งเป็นงานถนัดของคุณอนุทิน) การที่งานต่างประเทศได้เพียง “แค่นี้” ทำให้วันนี้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนและสามารถกดดันประเทศไทยโดยอาศัยชาติมหาอำนาจ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ได้เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” ผมไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า เครื่องจักรต้องอาศัยน้ำมัน และสงครามก็มีต้นทุนสูง ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเตือนรัฐบาลว่า หากไม่ทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ฮุน เซน จะมีท่อน้ำเลี้ยงสำหรับหล่อเลี้ยงสงครามอย่างไม่สิ้นสุด ระเบิดแต่ละลูกมีราคาสูง ยังไม่นับโดรน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงิน และเงินเหล่านั้นก็มาจากเงินสแกมเมอร์ที่ดูดมาจากประเทศไทย และใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ความล่าช้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ การปล่อยให้ เบน สมิธ ลอยนวล ไม่มีการออกหมายจับ ไม่มีหมายแดง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการช่วยเหลือเบน สมิธ คุณอนุทินพูดเองว่ารู้จัก แต่ไม่สนิท ทว่ารู้มากพอว่าคนแบบนี้ไม่ควรให้สัญชาติ ถ้ารู้ขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่รีบจัดการตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกไปอยู่ต่างประเทศ และอย่าลืมว่า เบน สมิธ คือที่ปรึกษาของฮุน เซน เขาเชี่ยวชาญการเล่นกลทางการเงิน การที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาทำงานให้ใคร และมีเครือข่ายชนชั้นนำจำนวนมากเป็นพวกพ้อง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าทุนเทากำลังยึดประเทศไทยจากใจกลางเมืองหลวง โดยที่คุณอนุทินกำลังบกพร่องต่อหน้าที่อยู่หรือไม่

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังปล่อยให้รัฐมนตรีสายเทาที่สนิทชิดเชื้อกับนายเบน สมิธ มีอำนาจใหญ่คับฟ้า คนเหล่านี้มีบทบาทไม่ต่างอะไรกับการช่วยทุนเทายึดประเทศ แล้วคุณอนุทินได้ทำอะไรบ้าง คุณธรรมนัสเคยให้ข้อมูลผ่านสื่อว่าใครบ้างที่รู้จักกับนายเบน สมิธ จนถึงตอนนี้ การสอบสวนไปถึงไหนแล้ว หากสุดท้ายรัฐบาลนี้อุ้มชูโจร และไม่จัดการกับโจร เราควรเรียกรัฐบาลนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายนี้ เราคงไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลนี้ได้อีกต่อไป ก็ได้แต่หวังว่า ปปง. ก.ล.ต. รวมไปถึงองค์กรตำรวจ จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนยังเหลือความหวังในการเอาชนะศึกครั้งนี้ด้วยเถอะครับ”

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

วิเคราะห์สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล

การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย นั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการที่ประเทศไทยกำลังเสียเปรียบในเวทีโลก และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนและนานาชาติ

“รังสิมันต์ โรม” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอนุทินอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าความล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “โลกอยู่ข้างไทย” กลายเป็น “โลกล้อมไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม ยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว เปลี่ยนจากโลกอยู่ข้างไทยเป็นโลกล้อมไทย

Scroll to top