รัฐธรรมนูญใหม่

“ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

“ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเมืองไทย เมื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่า “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการโหวตรับหลักการทุกร่าง?

ในมุมมองของพรรคประชาชน การพิจารณาในวาระแรกนั้นคือการแสดงเจตจำนงร่วมกันเพื่อก้าวไปสู่หมวด 15/1 แม้ว่าในรายละเอียดของแต่ละร่างจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่การ “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้นำรายละเอียดที่แตกต่างไปถกเถียงและหาข้อสรุปในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อย่างเป็นรูปธรรม

นายพริษฐ์ ได้ชี้แจงถึงหลักการ 3 ข้อที่พรรคประชาชนยึดมั่นเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาร่างกฎหมาย ดังนี้:

  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านคูหาเลือกตั้ง สสร.
  • การป้องกันการผูกขาด: กติกาทั้งหมดต้องไม่เอื้อต่อการกินรวบหรือผูกขาดอำนาจโดยฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
  • ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.: กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เปิดช่องให้สมาชิกวุฒิสภาหรือกลุ่มสมาชิกรัฐสภาชุดใดมาชี้ขาดหรือมีเงื่อนไขพิเศษเกินความจำเป็น

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ให้ความร่วมมือกับร่างของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากพบว่ามีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการข้างต้น ในขณะที่ร่างของพรรคอื่นๆ อาจต้องมีการหารือเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับที่มาของ สสร. และอำนาจพิเศษต่างๆ ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นที่ว่า “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง ไม่ใช่เพียงคำเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนที่เคยแสดงเจตจำนงไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนด้วยการให้โอกาสร่างกฎหมายเหล่านี้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า สมาชิกรัฐสภาจะเลือกเดินหน้าเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืนร่วมกัน หรือจะปล่อยให้โอกาสในการปฏิรูปการเมืองไทยต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง นี่คือเวลาที่ทุกคนต้องพิสูจน์บทบาทของตนเองเพื่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – “ไอติม” หวังสมาชิกรัฐสภาทุกคน โหวตรับหลักการทุกร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

ในวันที่ 10 เมษายน 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาล โดยตรงดิ่งไปที่ประเด็นสำคัญคือ พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ประชาชนชัดเจนว่าต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ทันที พรรคประชาชนยืนยันไม่ฝากความหวังกับรัฐบาล แต่จะเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเอง

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

หลังการเลือกตั้งและประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลออกมาชัดเจน ประชาชนกว่า 21.6 ล้านคนลงคะแนนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทิ้งกติกาเดิมจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์หนัก น.ส.พนิดา ย้ำว่าจำนวนนี้มากกว่าคะแนนพรรคประชาชนถึงสองเท่า และเหนือกว่าคะแนนเห็นชอบเดิม 5 ล้านเสียง แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเสียงจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

แต่ที่น่าเสียดายคือ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียวในแถลงนโยบาย น.ส.พนิดาชี้ว่านี่คือหลักฐานว่ารัฐบาลและองคาพยพได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจมหาศาลแก่กลุ่มคนเดิมๆ

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ชี้กลุ่มประโยชน์ทับซ้อน

น.ส.พนิดาวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โดยยกตัวอย่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์:

  • สว.และองค์กรตรวจสอบ: สว.ที่มาจากเครือข่ายเดียวกันเลือกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทำให้ตรวจสอบกันเอง
  • กกต.: จัดการเลือกตั้งแบบไม่โปร่งใส แต่ไม่สามารถถอดถอนได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ให้ประชาชนมีอำนาจ
  • สตง.: มีอำนาจตรวจเงินแผ่นดินแต่ไม่รับผิดชอบเหตุตึกถล่ม ตรวจสอบกันเองไม่ได้ผล
  • ศาลรัฐธรรมนูญ: 9 ตุลาการตัดสินยุบพรรค ตัดสิทธินักการเมืองที่มาจากเลือกตั้ง ขณะปกป้องคณะรัฐประหาร
  • รัฐบาล: กำหนดบริการสาธารณะเอง ประชาชนเหลือแค่รอรับ ไม่มีสิทธิเรียกร้องเต็มที่

ทั้งหมดนี้เป็น “คนสีเดียวกัน” ที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ชอบขัดหลักการ และเมินความเห็นสาธารณะ นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

พรรคประชาชนเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

ไม่รอรัฐบาล พรรคประชาชนลงมือทันที นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอร่างแก้ไขรายมาตราแล้ว โดยมุ่งที่มา อำนาจ และการถอดถอนองค์กรอิสระ หลังกกต.จัดการเลือกตั้งจนดัชนีโปร่งใสตกต่ำ น.ส.พนิดาขอเชิญชวน ส.ส.ที่เคยเห็นด้วยให้โหวตสนับสนุน

นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงอนาคตรัฐธรรมนูญ จะดึงร่างเดิมกลับมาพิจารณาภายิน 60 วัน? ครม.จะเสนอร่างใหม่ประกบร่างพรรคเพื่อไทยหรือไม่? ท้าทายให้รัฐบาลกล้าขึ้นมาชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมีเนื้อหาอย่างไร

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจคสช. ทำให้การเมืองไทยติดขัด การแก้ไขรายมาตราเป็นทางออกที่เป็นไปได้ โดยไม่ต้องรอร่างใหญ่ทั้งฉบับ ช่วยลดจุดอ่อนเรื่ององค์กรอิสระที่ล้นอำนาจ เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากรัฐบาลยังเมิน จะยิ่งเสียความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ประชามติ 21.6 ล้านเสียงคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน รัฐบาลควรรับฟังและลงมือทำทันที มิเช่นนั้นพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเอง

CTA: คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่กันเถอะ!

ที่มา – “พนิดา” ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ลั่นปชน.เดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรายมาตรา

พรรคประชาชนจี้รัฐบาลใหม่เคารพฉันทามติ 21 ล้านเสียง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลประชามติอย่างเป็นทางการ พรรคประชาชนจี้รัฐบาลใหม่เคารพฉันทามติ 21 ล้านเสียง เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ให้ถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

พรรคประชาชนจี้รัฐบาลใหม่เคารพฉันทามติ 21 ล้านเสียง เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ เร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติที่ชัดเจน โดยมีประชาชนกว่า 21,621,638 เสียง เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือตัวเลขที่สะท้อนฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ฐานเสียงของพรรคการเมืองใด

แม้จะมีผู้ไม่เห็นชอบกว่า 11 ล้านเสียง แต่พรรคประชาชนยืนยันว่านี่คือหน้าที่ของทุกฝ่ายในการสร้างความเข้าใจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นหัวใจสำคัญ

พรรคประชาชนจี้รัฐบาลใหม่เคารพฉันทามติ 21 ล้านเสียง ด้วยมาตรา 147

ต่อกระแสข่าวลือว่ารัฐบาลใหม่อาจไม่เร่งผลักดัน นายณัฐวุฒิแสดงความประหลาดใจและตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบ เนื่องจากคำถามประชามติมาจากรัฐบาลชุดก่อนเอง รัฐบาลใหม่ควรบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนทันที โดยใช้มาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ นำร่างแก้ไขที่เคยผ่านวาระที่ 1 ของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดสภา เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วทั้งสองทาง

หากรัฐบาลเพิกเฉยต่อสัญญาประชาคม พรรคประชาชนพร้อมยื่นร่างใหม่ทันที เพื่อสร้างกลไกการร่างที่โปร่งใส ไม่ถูกผูกขาด และให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะละเลยเรื่องนี้

ความสำคัญของการแก้รัฐธรรมนูญตามฉันทามติ 21 ล้านเสียง

การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นการปฏิรูประบบให้ตอบโจทย์ประชาชน ตัวเลข 21 ล้านเสียงคือพลังที่ชัดเจน แสดงถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ล้าสมัย ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ สังคมที่แบ่งแยก และเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ล้วนแก้ได้ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่

  • เปิดโอกาสประชาชน: สร้างสภาประชาชนหรือกลไกให้ทุกคนมีเสียง
  • ลดอำนาจผูกขาด: ป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต
  • เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ: ปรับโครงสร้างให้เอื้อต่อประชาชน

พรรคประชาชนย้ำว่ารัฐบาลต้องเคารพสัญญานี้ตั้งแต่วันแรก หากชะลอ จะเสียความเชื่อมั่นจากประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคประชาชนเป็นสัญญาณดี แสดงถึงการตรวจสอบอำนาจและยึดมั่นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่ก้าวหน้า

คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – พรรคประชาชนจี้รัฐบาลใหม่เคารพฉันทามติ 21 ล้านเสียง เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

เลือกตั้งประชามติล่วงหน้า ไม่มี! ต้อง 8 ก.พ. เท่านั้น

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 2569 สิ่งสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องทราบคือ การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีเลือกตั้งประชามติล่วงหน้า ท่านจะต้องเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งในวันจริง 8 กุมภาพันธ์ เท่านั้น เพื่อทำการลงคะแนนเสียง อย่าลืมตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งของท่านล่วงหน้า ก่อนเดินทางไปใช้สิทธิ เพื่อให้แน่ใจว่าท่านมีรายชื่ออยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ

สำหรับการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการลงคะแนนเสียงนอกเขตเลือกตั้ง (คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน) จะสามารถทำได้ในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยบัตรลงคะแนนจะมีสีเหลือง และคำถามในการลงประชามติคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งท่านสามารถเลือกที่จะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือไม่ประสงค์แสดงความคิดเห็น

ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีเลือกตั้งประชามติล่วงหน้า ท่านจะต้องไปลงคะแนนในวันจริงเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญคือ ห้ามมิให้ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทำการฉีกบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และห้ามแสดงสัญลักษณ์อื่นใดนอกเหนือจากการกากบาทในช่องที่กำหนด หากฝ่าฝืนจะถือว่าบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นบัตรเสียทันที

เลือกตั้งประชามติล่วงหน้า ไม่มี! ต้อง 8 ก.พ. เท่านั้น

วิธีการตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

ท่านสามารถตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของท่านได้อย่างง่ายดาย โดยกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักของท่านในช่องทางออนไลน์ต่างๆ ดังนี้

1. ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ได้ที่:

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

2. ตรวจสอบสิทธิการออกเสียงประชามติ ได้ที่: https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelectionpm/

นอกจากช่องทางออนไลน์แล้ว ท่านยังสามารถตรวจสอบข้อมูลการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ ได้ง่ายๆ ผ่าน Application Smart Vote ซึ่งพร้อมให้ท่านใช้งานแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ ไม่มีเลือกตั้งประชามติล่วงหน้า การเตรียมตัวให้พร้อมและตรวจสอบสิทธิของท่านล่วงหน้า จะช่วยให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของท่านเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สรุป: อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีเลือกตั้งประชามติล่วงหน้า ต้องไปลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เท่านั้น ตรวจสอบสิทธิและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – เลือกตั้งประชามติล่วงหน้า ย้ำว่าไม่มี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องไปวันจริง 8 ก.พ. เท่านั้น

อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม หาเสียง! คนแห่ถ่ายรูป

“อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม” นำทีมภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ประชาชนแห่ถ่ายรูป “ชัยวุฒิ-เจษฎ์” เข้ามาทักทาย ก่อนช่วงเย็นจะลงพื้นที่เยาวราช

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และ นายวราวุธ ศิลปอาชา ลงพื้นที่หาเสียงที่สยามสแควร์วัน โดยนายอนุทิน เดินทางมาที่สยามสแควร์วันด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีสยาม สวมใส่เสื้อตัวเดิมที่ซื้อจากสวนจตุจักร หลังจากมาถึงมีประชาชนมาขอถ่ายรูป และบริเวณดังกล่าวมีผู้ชายคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเหลือง-น้ำเงินมาขอให้เซ็นลายเซ็นไว้ที่บริเวณหลังเสื้อด้วย สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

จากนั้นเวลา 14.56 น. ขณะที่นายอนุทินนั่งพักผ่อน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วยนายเจษฎ์ โทณะวณิก 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เดินเข้ามาทักทายนายอนุทิน และแกนนำของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากทั้งคู่ได้เดินทางหาเสียงที่สยามสแควร์อยู่ก่อนแล้ว จึงได้ถือโอกาสมาทักทาย สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

การปรากฏตัวของนายอนุทินที่สยามสแควร์ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจในการทำงานการเมือง สร้างความคึกคักให้กับบรรยากาศการหาเสียงเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ระหว่างการลงพื้นที่ปรากฏว่ามี ก้อย อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้ นันทนัท ฐกัดกุล และดรีม อภิชญา พานิชตระกูล ดารานักแสดงชื่อดังได้เดินเข้ามาหานายอนุทิน พร้อมกระดาษแบบสอบถามเพื่อถามความคิดเห็นว่า เห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อนักข่าวไปสอบถามทั้ง 3 คนก็บอกว่านายกรัฐมนตรีพูดกับตนเองว่า “เห็นควรให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ” อย่างไรก็ตาม หลังจากเสร็จสิ้นการหาเสียงที่สยามสแควร์วัน นายอนุทิน เตรียมลงพื้นที่หาเสียงต่อในย่านเยาวราชช่วงเวลาประมาณ 17.00 น.

อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม

ทำไมอนุทินถึงเลือก “อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม”?

การตัดสินใจของนายอนุทินที่เลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสไปยังสยามสแควร์ แสดงให้เห็นถึงความเข้าถึงง่ายและความตั้งใจที่จะเข้าถึงประชาชนในทุกระดับชั้น นอกจากนี้ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ซื้อจากตลาดนัดจตุจักร ยังเป็นการแสดงออกถึงความเรียบง่ายและไม่ถือตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบและให้การสนับสนุน

การลงพื้นที่หาเสียงของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างสีสันและความคึกคักให้กับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ประชาชนต่างให้ความสนใจและตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรคภูมิใจไทย

สำหรับใครที่อยากจะติดตามข่าวสารการเมืองและกิจกรรมต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทย สามารถติดตามได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของพรรค หรือเว็บไซต์ของพรรคโดยตรง

  • เฟซบุ๊ก: พรรคภูมิใจไทย
  • ทวิตเตอร์: @Bhumjaithai
  • เว็บไซต์: www.bhumjaithai.com

มาร่วมติดตามและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปกับพรรคภูมิใจไทย!

การที่นายอนุทิน “อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม” นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน

ที่มา – “อนุทิน” ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม นำภูมิใจไทยหาเสียง ประชาชนแห่ถ่ายรูป เย็นนี้ไปต่อเยาวราช

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

“นายกฯ อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หลัง กกต. ตีกลับมาให้เลือกมาเพียงคำถามเดียว เหตุ กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ครั้งที่ 3/2568 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีคำถามประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ได้มีมติส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คำถามคือ 1. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่งเป็นมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และ 2. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเป็นไปตามที่ ครม.กำหนด และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า กกต. ได้มีหนังสือตอบกลับมาที่ ครม. ว่า กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือกคำถามประชามติ ครม. ต้องมีมติเลือกเพียงคำถามเดียว แล้วส่งมาให้ กกต. ดำเนินการ ซึ่งในการประชุม ครม.นัดพิเศษ จะหารือกันเพื่อเลือกคำถามเดียว.

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีแบบนัดพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนและความสำคัญของประเด็นนี้

ทำไมต้องเคาะคำถามประชามติใหม่?

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับคำถามประชามติที่ ครม. เสนอมานั้น เป็นเพราะ กกต. มองว่าไม่มีอำนาจในการเลือกคำถาม ดังนั้น ครม. จึงต้องเป็นผู้พิจารณาและเลือกคำถามเดียวที่จะใช้ในการทำประชามติเสียก่อน ซึ่งกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำถามที่ใช้ในการทำประชามติจะมีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการตัดสินใจว่าคำถามใดจะถูกนำไปใช้ในการทำประชามติ ซึ่งผลของการทำประชามติก็จะนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. จึงเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอคำถามประชามติ 2 คำถามที่ ครม. เสนอไปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใด ครม. จึงต้องเลือกเพียงคำถามเดียว ประชาชนควรทำความเข้าใจเนื้อหา รายละเอียด และความแตกต่างของคำถามทั้งสอง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ความโปร่งใสและความเข้าใจของประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน มาร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกันเถอะ

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติ รธน. หลัง กกต. ตีกลับ ให้เลือกแค่ 1

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม: นัด กกต. ถกเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีทิศทางอย่างไร บทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะไม่มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่จะเป็นการประชุม ครม. ตามปกติในวันที่ 16 ธันวาคม

นายบวรศักดิ์ ยังได้อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลรักษาการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ ยกเว้น 2 ข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม. ชุดใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นอกจากข้อห้ามข้างต้น รัฐบาลรักษาการยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้แก่

  • โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2: จะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การประชุม ครม. สัญจรที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา: สามารถจัดได้หรือไม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของหาดใหญ่
  • การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ: ต้องขออนุมัติจาก กกต.
  • การใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น: ต้องขออนุมัติจาก กกต.

ทั้งนี้ รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้งและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การจัดทำคำถามประชามติ

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดทำคำถามประชามติ ซึ่งจะมี 2 ข้อ คือ

  1. คำถามว่าเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ครม. สามารถถามเองได้ว่าเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหน หรือไม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็น 60 วันเป๊ะ หากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณ ครม. สามารถกำหนดวันใหม่ได้

สรุปอำนาจรัฐบาลรักษาการกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การหารือกับ กกต. ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ กกต. สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

การเมืองไทยในขณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

“วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลั่นสกัดสส.ย้ายพรรคทรยศคนเลือก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ กลุ่มคนรักประชาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีเสื้อทุกพรรคการเมือง นิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงมีนัดทานข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรมเหมือนทุกเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกินข้าวหน้าเรือนจำเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. นอกจากจะเป็นการทานข้าวเป็นเพื่อนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังเป็นการสื่อสารประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศในวันนี้คือการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เราเห็นได้ชัดว่าสส. แต่ละพรรควิ่งย้ายพรรค มีการซื้อขายตำแหน่งต่อรองอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่เลือกมาตอนเลือกตั้ง แต่กลับทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น

นายวรชัย เหมะ ย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้สส. ย้ายพรรคทรยศต่อคนเลือก คือการทำรัฐธรรมนูญ ที่ได้มาโดยประชาชนเพื่อประชาชน การชุมนุมของพวกตนจุดประสงค์หลัก คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง สส.ไม่สามารถทรยศขายตัวหักหลังประชาชนผู้ลงคะแนนได้ และเหตุที่ต้องมาชุมนุมหน้าเรือนจำ เพราะตนมองว่านายทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำประโยชน์ให้คนไทยไม่มีวันลืม แต่ถูกกระทำจากการยึดอำนาจที่ถือเป็นเหยื่อทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เสียงของประชาชนต้องได้รับการเคารพและการตัดสินใจของนักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่นายวรชัยออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย การชุมนุมหน้าเรือนจำเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจให้รับฟังเสียงของประชาชน

การเรียกร้องให้ “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมควรสนับสนุนเเละร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยเป้าหมายหลักของการชุมนุมคืออะไร?

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
  • เพื่อให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชน

ทำไมต้องชุมนุมหน้าเรือนจำ?

  • เพื่อสื่อสารถึงประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

ประเด็นสำคัญที่นายวรชัยเน้นย้ำคือการ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทรยศต่อประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: จุดเริ่มต้นของการทำให้พรรคเข้มแข็ง

การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ส.ส. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่สามารถย้ายพรรคหรือขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

การ เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน

การชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และนำไปสู่การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เสียงของเราได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

“บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง ล่าสุด “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งเป็นการชี้แจงที่สร้างความชัดเจนให้กับประชาชนและนักการเมืองหลายคน

“บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงแนวนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนาเพียงสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ได้แถลงไว้เท่านั้น แต่รัฐบาลไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยตนเอง การชี้แจงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลจากฝ่ายค้านและประชาชนที่หวั่นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจในการร่างกฎหมายสูงสุดนี้

นายบวรศักดิ์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสองพรรคใหญ่ จะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน หมวดเหล่านี้กำหนดรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างการปกครองไทย หากมีการแก้ไขอาจขัดต่อมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้กระบวนการทั้งหมดเสี่ยงต่อการถูกศาลตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยืนยันนี้ช่วยคลายข้อครหาที่ว่ารัฐบาลอาจพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของชาติ

รายละเอียดการลงประชามติและการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ รัฐบาลวางแผนจัดทำประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการยุบสภา เพื่อประหยัดงบประมาณถึง 6,000 ล้านบาท โดยประชาชนจะได้รับบัตรลงคะแนนถึง 4 ใบ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ประเด็นแรกคือการลงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประเด็นที่สองคือเห็นชอบกับวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญตามร่างที่รัฐสภาออกแบบหรือไม่

ที่สำคัญกว่านั้น รัฐบาลยังเตรียมประชามติเรื่องที่สาม เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อน นายบวรศักดิ์ย้ำว่ารัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรตัดสินใจเองในเรื่องนี้ แต่ต้องขอฉันทามติจากประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย การนำเรื่องนี้มาลงประชามติแสดงถึงความโปร่งใสและให้เกียรติต่อประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ในส่วนของข้อครหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่รัฐบาลรักษาการชุดก่อนหน้าได้อนุมัติไว้เกือบ 10 ตำแหน่ง โดยไม่มีเจตนาดึงกลับมาเพื่อใส่บุคคลจากพรรคของตนเอง การยืนยันนี้ช่วยลดความกังวลว่าการเมืองจะแทรกแซงระบบราชการ นอกจากนี้ ยังย้ำว่านายกรัฐมนตรีจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีที่เป็นประเด็นสาธารณะ เช่น คดีฮั้วสว. และที่ดินเขากระโดง โดยปล่อยให้ดำเนินไปตามหลักกฎหมายที่ถูกต้อง

การชี้แจงของนายบวรศักดิ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนในประเด็นรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสมดุลระหว่างอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมาเคยมีข้อถกเถียงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้ง การยืนยันว่า “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2 จึงเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น

  • ประเด็นหลัก: รัฐบาลสนับสนุนแต่ไม่ร่างเอง
  • การไม่แตะหมวด 1-2: รักษาโครงสร้างการปกครอง
  • ประชามติ 4 ใบ: เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • ไม่แทรกแซง: ราชการและยุติธรรมต้องโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากฝ่ายตรงข้ามที่อาจมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเห็นว่าการลงประชามติพร้อมเลือกตั้งจะช่วยเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ก็อาจนำไปสู่ความสับสนหากข้อมูลไม่ชัดเจนพอ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเคารพเสียงของประชาชน หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยไทยได้อย่างมาก

คุณคิดอย่างไรกับแผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

Scroll to top