รัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก นั่นคือกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากมีผู้ยื่นคำร้องร้องเรียนว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงผู้ลงคะแนนและตัวเลือกที่เลือก ส่อเค้าขัดต่อหลักความลับในการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.30 น. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ชี้แจงภายใน 7 วัน เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับสุดยอด ไม่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับการเลือกได้

ประเด็นนี้จุดประกายจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 12 คำร้อง แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบาร์โค้ดมี 3 คำร้องหลัก ได้แก่

  • นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นักกฎหมายชื่อดังที่ติดตามประเด็นเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
  • นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ
  • ตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงเป็นปัญหา?

หลายคนอาจสงสัยว่าบาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง ทำไมถึงถูกตั้งคำถาม เพราะถ้าสามารถถอดรหัสได้ อาจนำไปสู่การรู้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครใด ซึ่งขัดหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยที่การเลือกตั้งต้องเป็นการแสดงออกอย่างอิสระและลับสุดยอด หากพิสูจน์ได้ว่ามีช่องโหว่นี้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องใหญ่โต

ขั้นตอนการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน

หลังจากกกต. ส่งคำชี้แจงกลับมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะรวบรวมข้อมูลและเสนอต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณา หากเห็นว่ามีมูลจริงและขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ถ้าไม่มีมูล ก็จะสั่งยุติเรื่องทันที ปัจจุบันมีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ท่าน คือ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.ท.ยุทธนา สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งที่ 3 อยู่ระหว่างการสรรหา โดยสว. จะพิจารณาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใสและยุติธรรม ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หากกกต. ชี้แจงได้ชัดเจนว่าระบบปลอดภัยจริง คงคลายกังวลได้มาก แต่ถ้ามีช่องโหว่ อาจต้องปรับปรุงก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า

จากมุมมองของผม นี่เป็นสัญญาณดีที่หน่วยงานอิสระอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบ เพราะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมจากเราได้เลย!

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”

9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ

เหตุการณ์ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยล่าสุดคือ 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ จากประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิการลงคะแนนลับของประชาชน เครือข่ายนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งรวมพลังกันยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาจาก 9 สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยฟื้นฟู มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เดินทางเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีผู้ร้องคือเครือข่ายนักศึกษาจากทั้ง 9 สถาบัน และผู้ถูกฟ้องคือ กกต. และเลขาธิการ กกต.

ประเด็นหลักของการยื่นฟ้องคือ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะบัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการลงคะแนนลับ (secret ballot) เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเลือกตั้งโดยไม่ถูกแทรกแซงหรือข่มขู่

ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

ผู้ร้องเรียนชี้แจงว่า เทคโนโลยีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดความเป็นส่วนตัวและสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่บัญญัติไว้ว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยสุจริตและลับ เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนได้อย่างอิสระ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทยทั้งระบบ

  • คำขอให้ศาลพิพากษา: สั่งให้การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นโมฆะ และให้ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • คำร้องคุ้มครองชั่วคราว: ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกินเยียวยา หากรับรอง ส.ส. เข้าสภาไปแล้ว
  • ห้ามใช้เทคโนโลยี: สั่งห้าม กกต. ใช้คิวอาร์โค้ดหรือระบบอื่นที่เชื่อมโยงตัวตนผู้ลงคะแนนในอนาคต

นอกจากนี้ กลุ่มยังยืนยันว่าการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากหากผลการเลือกตั้งถูกนำไปใช้ สภาผู้แทนราษฎรอาจมีองค์ประกอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้กฎหมายที่ออกมาขาดความชอบธรรม

กรณี 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ นี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของเยาวชนไทยในการตรวจสอบกระบวนการ демократия ในประเทศ ปัญหาบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีข้อถกเถียงในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เน้นย้ำว่าการลงคะแนนต้องลับสนิทเพื่อป้องกันการทุจริต หาก กกต. ไม่ปรับปรุงระบบ อนาคตอาจเกิดข้อพิพาทซ้ำซาก

จากมุมมองของผู้เขียน คดีนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะสิทธิลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย หากศาลรับคำร้องและสั่งโมฆะ จะเป็นการตั้งมาตรฐานใหม่ให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น แต่หากไม่ ก็อาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากประชาชน

สุดท้ายนี้ กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ คุณคิดเห็นอย่างไรกับการร้องเรียนของนักศึกษาครั้งนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส

ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทยสร้างไทย หรือ ทสท. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับนายภัชริ นิจสิริภัช และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ เตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อ 3 ศาลหลัก ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ กรณี ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส ซึ่งถือเป็นการทุจริตที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย

พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าการจัดการเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. มีปัญหาความไม่โปร่งใสหลายประการ โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด และรหัสที่สามารถสืบค้นตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังพบบัตรเขย่งจำนวนมาก รวมถึงความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขตที่ห่างกันนับหมื่นใบ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการทุจริต

หลักฐานสำคัญที่ ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล

จากข้อมูลที่ประชาชนส่งมาให้พรรคไทยสร้างไทย พบปัญหาหลายด้านที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. เช่น

  • จำนวนบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกันในหลายเขตเลือกตั้ง สูงถึงหมื่นใบ
  • ปัญหาการซื้อเสียงที่เป็นข่าว แต่ กกต. ไม่มีการดำเนินการชัดเจน ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
  • บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและรหัสที่เชื่อมโยงกับต้นขั้ว สามารถระบุผู้ลงคะแนนได้ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85
  • การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามมาตรา 224 ที่กำหนดให้ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม

นายศุชัยวุธ เน้นย้ำสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41(2)(3) มาตรา 50(1) และมาตรา 51 ที่ให้ประชาชนร้องทุกข์และฟ้องร้องหน่วยงานรัฐเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตย

ทำไม ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส ถึงสำคัญ

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย การที่ กกต. ใช้วิธีการที่อาจละเมิดความลับของคะแนนเสียง สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับระบบเลือกตั้งทั้งหมด หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การทุจริตซ้ำซากในอนาคต พรรคไทยสร้างไทยจึงเรียกร้องให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและส่งหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการเลือกตั้งที่ถูกต้อง

นอกจากประเด็นบาร์โค้ดบนบัตร นายภัชริ ยังชี้ว่าการอ้างของ กกต. ว่าจะเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยนั้นไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญที่ห้ามการสืบค้นตัวตนผู้ลงคะแนนเด็ดขาด ปัญหาบัตรเขย่งยังสะท้อนถึงการควบคุมคุณภาพบัตรที่ล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดจากการพิมพ์หรือการขนส่งที่ไม่เหมาะสม

ในอดีต การเลือกตั้งไทยเคยมีปัญหาคล้ายกัน เช่น การทุจริตในปี 2550 หรือ 2562 ที่นำไปสู่การยุบพรรคและฟ้องร้องศาล แต่ครั้งนี้ ทสท. มุ่งเน้นการฟ้องหน่วยงานหลักอย่าง กกต. โดยตรง เพื่อสร้างความยุติธรรมให้คะแนนเสียงประชาชนทุกใบ

สิทธิประชาชนในการต่อต้านทุจริตเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญมาตรา 41 ให้อำนาจประชาชนร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ หากพบการประพฤติมิชอบ มาตรา 50 และ 51 ยังปกป้องสิทธิในการพิทักษ์การปกครองระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานทั่วประเทศ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

ผู้สนใจสามารถติดตามการอัปเดตคดีได้ที่เว็บไซต์พรรคไทยสร้างไทย หรือร่วมส่งหลักฐานได้ทันที เพื่อช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสยิ่งขึ้น

สุดท้าย การเลือกตั้ง 2569 ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของระบบที่ไร้ทุจริต คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล จัดการเลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส ทั้งมีบาร์โค้ด-บัตรเขย่ง ขัด รธน. ชัดเจน

“สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังพูดถึง นั่นคือ “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 (พิมพ์ผิดในต้นฉบับเป็น 2569 แต่ควรเป็น 2567) เพื่อแจ้งการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเธออยากทุ่มเทให้กับการรณรงค์ภาคประชาชนมากกว่า หลังจากที่พรรคได้ที่นั่งในสภาฯ เพียง 2 เสียง ทำให้ผลักดันนโยบายได้ยาก

“สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน

ในข้อความที่ยาวเหยียดและเต็มไปด้วยอุดมการณ์ คุณหญิงสุดารัตน์เล่าย้อนประวัติชีวิตการเมืองกว่า 33 ปีของตัวเอง ตั้งแต่เริ่มต้นในพรรคพลังธรรม ได้รับการหล่อหลอมจากพลตรีจำลอง ศรีเมือง และบิดา คือคุณพ่อสมพล ให้ยึดมั่นในคุณธรรม ความสุจริต และการเป็นผู้รับใช้ประชาชน เธอย้ำว่าตัวเองไม่เคยทรยศประชาชน และยืนหยัดปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ผ่านวิกฤตการเมืองหลายครั้ง โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เธอเคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 4 กระทรวงใหญ่ และทำงานตรวจสอบรัฐบาลในสภาเสมอมา “การเมืองคืองานอาสา ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์” คำพูดนี้สะท้อนหัวใจของนักการเมืองรุ่นเก๋าคนนี้ที่รักประเทศและห่วงใยคนตัวเล็ก

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การตัดสินใจ “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

แม้จะทุ่มเทสุดตัวในฐานะหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แต่การเมืองปัจจุบันทำให้คนมีอุดมการณ์อย่างเธอหาที่ยืนยาก โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นรากเหง้าของความยากจนและความด้อยพัฒนาของไทย สะท้อนชัดจาก #เลือกตั้ง66 ที่ใช้เงินมหาศาล และการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์และพรรคยืนยันว่า อำนาจประชาชนไม่ควรมียแค่วันเลือกตั้ง แต่ต้องตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองโกงได้ โดยเสนอให้ประชาชน 50,000 คน ถอดถอนนักการเมือง องค์กรอิสระ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญที่มิสุจริต และตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน ถ้ามีกลไกนี้ การเลือกตั้งคงสุจริตกว่านี้ แต่ด้วยพรรคมีแค่ 2 เสียง ผลักดันยาก จึงลาออกเพื่อไปรณรงค์ภาคประชาชน ให้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

เส้นทางชีวิตการเมืองสุดารัตน์ที่เป็นแรงบันดาลใจ

  • เริ่มต้นจากพรรคพลังธรรม รับอิทธิพลจากพลตรีจำลองและบิดา
  • รัฐมนตรี 4 กระทรวงใหญ่ ทำงานหนักเต็มที่
  • ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น
  • ยืนหยัดอุดมการณ์ประชาธิปไตย 33 ปีไม่เคยเปลี่ยน
  • ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย สู้เพื่อคนตัวเล็ก

การตัดสินใจครั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยจะยังเดินหน้าต่อ โดยเปิดรับคนรุ่นใหม่ทำการเมืองสุจริต ส่วนคุณหญิงจะขอบคุณทุกกำลังใจ และสัญญาจะต่อสู้เพื่อบ้านเมืองที่ทุกคนมีความสุข

ข่าว “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่พรรคเล็กผลักดันอะไรยาก แต่ก็เป็นโอกาสให้ภาคประชาชนมีบทบาทมากขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปราบโกงนี้น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ หากประชาชนรวมพลังกัน

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่จริงจังกับอุดมการณ์ ไม่ยึดติดตำแหน่ง คุณคิดยังไงกับการตัดสินใจของสุดารัตน์? อยากเห็นกลไกถอดถอนจากประชาชนไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย และกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน

“เท้ง” ชี้ 8 ปี ปชน. ไม่มาเล่นๆ อ.ต้นอัด Disneyland

“เท้ง” ชี้ 8 ปี พิสูจน์แล้ว ปชน. ไม่ได้มาเล่นๆ – “อ.ต้น” อัดสร้าง Disneyland จ้องกินหัวคิว เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ที่คาราวานพรรคประชาชน (ปชน.) รุกคืบปราศรัยใหญ่ในภาคอีสานและเหนือ สร้างกระแสตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก

“เท้ง” ชี้ 8 ปี พิสูจน์แล้ว ปชน. ไม่ได้มาเล่นๆ – “อ.ต้น” อัดสร้าง Disneyland จ้องกินหัวคิว

ที่ลานสังคีตศาลา หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ร่วมกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล ปราศรัยดึงดูดใจประชาชน โดยนายปิยบุตรชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชิงที่นั่ง ส.ส. แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “การเมืองเก่า” กับ “การเมืองใหม่” การเมืองเก่าขับเคลื่อนด้วยบ้านใหญ่ เครือข่ายอุปถัมภ์ สะสมอิทธิพลเพื่อแบ่งโควตารัฐมนตรี ทำให้ผู้นำรัฐบาลขาดอิสระ

“บ้านใหญ่ติดต่อมาหนัก แต่เราปฏิเสธทำการเมืองแบบเดิม เพราะจะวนลูปเดิมๆ รัฐมนตรีหน้าเก่าๆ ทำมานาน 30 ปี ยังวนเวียน” นายปิยบุตรกล่าว พร้อมเรียกร้องให้อุดรธานีเปลี่ยนใจ ลบภาพ “ข้าวต้มมัด” จากเลือกตั้ง 2566 ที่พรรคแตกแยกหลังเลือก

จุดยืนป坚ป. 8 ปีพิสูจน์แล้ว ไม่กลับหน้าเดิม

ด้าน “เท้ง” ขายจุดยืนพรรคประชาชนที่มั่นคง ไม่กลับไปกลับมา 8 ปีที่ผ่านมาเอาจริงทั้งใน-นอกสภา พรรคพร้อมทีมบริหารครบ 40 กว่าคน ทลายระบบมุ้งโควตา “ถ้าอุดรได้ ส.ส. 10 เขต จะเป็นนายกฯ เพื่อทุกกลุ่ม ไม่แบ่งข้าง” เขากล่าว พร้อมชวนกาบัตรส้ม 2 ใบ และเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ กกต.

ขณะที่เชียงใหม่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “อ.ต้น” แคนดิเดตนายกฯ ร่วมนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชัยธวัช และทีม ปราศรัยใหญ่ นายพิธาแนะนำ “อ.ต้น” เป็นนายกฯ วิสัยทัศน์ คล้าย DNA ตัวเอง สัญญากลับมาช่วยหาก ปชน. ครบ 8 ปี

อ.ต้นอัด Disneyland โมเดลเก่า จ้องกินหัวคิว

“อ.ต้น” วิจารณ์โครงการ Disneyland เป็นตัวอย่างโมเดลเศรษฐกิจเก่า ลดแลกแจกแถมดึงลงทุนใหญ่ แต่เตรียมกินหัวคิว แทนยุทธศาสตร์ยั่งยืน เชียงใหม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของ Disney Supply Chain ผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คอนเทนต์ Disney+ กราฟิกดีไซน์ Art Toy ให้ประโยชน์กระจาย นักศึกษามีงานทำ ไม่กระจุกที่ก่อสร้าง

  • ปฏิเสธโมเดลใหญ่กินหัวคิว 30-40 ปี
  • หนุนเชียงใหม่เชื่อมโลกมียุทธศาสตร์
  • เลือกตั้งง่าย: ไม่เอาคอร์รัปชัน

ทั้งสองเวทีย้ำ “เท้ง” ชี้ 8 ปี พิสูจน์แล้ว ปชน. ไม่ได้มาเล่นๆ – “อ.ต้น” อัดสร้าง Disneyland จ้องกินหัวคิว เพื่ออนาคตใหม่ไร้ระบบเก่า

การปราศรัยนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ชัดเจน พรรคประชาชนพร้อมเปลี่ยนไทย ขอโอกาส 4 ปี สร้างรัฐบาลประชาชน

คุณพร้อมเปลี่ยนหรือยัง? 8 ก.พ. นี้ กาเลือกพรรคที่พิสูจน์แล้วว่าเอาจริง สร้างอนาคตยั่งยืนให้ลูกหลาน!

ที่มา – “เท้ง” ชี้ 8 ปี พิสูจน์แล้ว ปชน. ไม่ได้มาเล่นๆ – “อ.ต้น” อัดสร้าง Disneyland จ้องกินหัวคิว

อนุทินย้ำชัด! “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนภูมิใจไทย

“อนุทิน” มั่นใจประชาชนอยากให้ทำงานรับใช้ ลั่นชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนพรรคน้ำเงิน ย้อนพรรคส้ม ย้อนฟังคำพูด“ปลัดตุ๋ม” พร้อมลาออก หากพัวพันสีเทา

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 18 ม.ค. 2569 นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่เป็นอย่างไรว่า การลงพื้นที่อบอุ่นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องขอบคุณประชาชน รู้สึกได้ว่าเขามั่นใจที่จะให้พรรคภูมิใจไทยทำงานรับใช้ในการบริหารบ้านเมือง สำหรับพื้นที่ กทม. เราคาดหวัง ไม่ใช่เฉพาะ กทม. แต่หวังทุกพื้นที่ให้เลือกทั้งแบบ สส.เขตและ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการลงพื้นที่แบบนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่ถือว่ามาฟังเสียงประชาชนว่าเขาต้องการอะไร ยังขาดอะไรที่ไม่ได้ทำ และที่ทำไปแล้วจะต่อยอดอย่างไร โดยสิ่งที่เราจะโน้มน้าวให้คนเลือกพรรคภูมิใจไทยอย่างไรนั้น เราโน้มน้าวไม่ได้ แต่ต้องทำงานให้เขาเห็นและใช้วิจารณญาณในการมอบโอกาสให้พรรคภูมิใจไทย เมื่อถามว่าช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งอาจมีการสาดโคลนกันเพิ่มขึ้นเตรียมรับมืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสาดโคลนด้วยการใช้วาทกรรม ก็เอาที่สบายใจไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย

ลุยตลาดวังหลังชาวบ้านแห่ถ่ายภาพ

จากนั้นเวลา 12.30 น. นายอนุทิน และคณะลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง เพื่อช่วย น.ส.ศุภิกา พัฒน์ธนันภู ผู้สมัคร สส.เขตบางกอกน้อย หาเสียง ได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้า ขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และทวงโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก โดยนายอนุทิน ได้แนะนำนายสีหศักดิ์ รัฐมนตรีต่างประเทศและบอกว่า เอาไปสู้กับเขมร พร้อมสอบถามแม่ค้าว่า ให้เปิดด่านหรือไม่ โดยแม่ค้าบอกว่า ไม่เปิด ช่วงหนึ่งมีแม่ค้าบอกว่า “ตอนนั้นให้ลุงตู่” นายอนุทินจึงบอกว่า “ตอนนี้ให้น้องหนู”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดวังหลังมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายอนุทิน มาร่วมลงพื้นที่หาเสียงด้วย

จุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2 ตลอดกาล

เมื่อเวลา 11.20 น. ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยบังอาจไปก้าวล่วงพรรคอื่น พรรคภูมิใจไทยก็มีความชัดเจน ที่จะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีขั้นตอน ถ้าเสียงประชามติของประชาชนเป็นอย่างไร เราก็ไม่ค้าน แต่หมวด 1 หมวด 2 ต้องดำรงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ต้องไม่มีผลกระทบ ตอนนี้มีข่าวเฟคนิวส์ในโซเชียลว่าพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เราไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตี เราพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีแคมเปญที่อยากได้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ไม่ได้มาจากการร่างของ คสช. ก็ฟังว่ามีเหตุผลแต่หมวด 1 หมวด 2 ต้องดำรงอยู่ เมื่อถามว่า มีบางพรรคบอกว่า ไม่ต้องล็อก หมวด 1 หมวด 2 ไว้ ถ้าไม่ล็อกไว้จะทำให้กระทบกระเทือนต่อสถาบันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า นี่ไงก็ไม่ได้ล็อกไว้ ก็ไม่รู้ จะมีการสอดแทรกหรือไม่ ควรจะพูดให้ชัดเจน เพราะทุกพรรคพูดชัดเจนหมดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าตนไปแทรกแซงพรรคอื่น ขอย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเรื่องแตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะเรื่องพระราชอำนาจ เรื่องความมั่นคง เรื่องของสถาบัน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ สามารถพูดคุยกันได้ เรื่องนี้ ประกาศมาตั้งแต่ปี 62 ปี 66 และปี 69 และปีต่อๆไปในอนาคต จนกว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีอยู่ในสารบบการเมือง

พร้อมลาออก หากพัวพันสีเทา

นายอนุทิน ยังกล่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงาน หรือไม่ว่าจะมีการขยายผลเครือข่ายนักการเมืองเชื่อมโยงสแกมเมอร์ หลังมีการจับกุมผู้สมัคร สส. จ.ตาก พรรคประชาชน ว่า ตนบอกแล้วว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ตนไม่รู้สึกยินดียินร้ายว่าใครจะโดนจับหรือไม่โดนจับ ตนรู้สึกยินดี ที่ประชาชนได้เห็นว่าสแกมเมอร์ สิ่งที่ทำผิดกฎหมาย อาจจะอาชญากรรมข้ามชาติ เว็บพนันเถื่อนถูกจับ ซึ่งตนรู้สึกยินดี เพราะทำให้เห็นว่าหน่วยงานด้านการปราบอาชญากรรมปฏิบัติตามนโยบายของตนอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้รับผิดชอบและจัดการคนในรัฐบาล ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ตอนนี้จะเรียกร้องไปยังผู้บริหารพรรคประชาชนให้ รับผิดชอบบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปดูที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ พูดในเวทีดีเบตโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีดีเบต นายจตุพร ได้ตอบคำถามนายณัฐพงษ์ เรียงปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถามว่าถ้าหลังจากนี้มีคนในพรรคเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา จะทำอย่างไร โดยนายจตุพร ตอบว่า “ถ้าเป็นผม หัวหน้าพรรคต้องลาออก เพราะเป็นคนที่คัดเลือกเข้ามา”

“สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนพรรคน้ำเงิน

นายอนุทิน  ให้สัมภาษณ์กรณีที่โพสต์ แนะ นายสุทธิชัย หยุ่น และ นายวีระ ธีรภัทร ที่วิเคราะห์ผ่านรายการหนึ่งว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ต้องแบกพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน หันไปถามนายสีหศักดิ์ ที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “หนักไหมครับพี่อ้วน แบกพรรคภูมิใจไทย” ก่อนที่นายสีหศักดิ์ จะตอบว่า นโยบายตรงกัน และนโยบายที่วางร่วมกัน กับพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้หนักอะไร และคิดว่าสิ่งที่ทำมานั้นมาถูกทาง และได้รับการตอบรับจากประชาชน มีผลงานเป็นรูปธรรม

ย้ำจำเป็นต้องชี้แจงให้ชัด

ด้านนายอนุทิน กล่าวเสริม ว่า ที่ชี้แจงสวนไปในเฟซบุ๊ก เพราะว่ามีการให้ความเห็น ที่ไม่ใช่ความจริง มีการบอกว่า นางศุภจี นายเอกนิติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคภูมิใจไทย นำมาเป็นนายแบก นางแบก และบอกลักษณะประมาณว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญญาทำ ซึ่งแน่นอนถ้าเราไม่มีปัญญาทำนู่นทำนี่ เราถึงต้องไปหาคนที่มีปัญญา คนที่ถูกต้อง คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำ ส่วนนายสีหศักดิ์ ยิ่งกว่าเป็นสมาชิกพรรคเพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ยิ่งกว่าชัดเจน ไม่รู้จะชัดยังไง ตนก็เกรงว่า หากมีการให้ข้อมูลผิดพลาดต่อประชาชน และยิ่งใกล้เลือกตั้งแล้วในฐานะหัวหน้าพรรคก็มีความจำเป็น ชี้แจงแถลงไขให้เกิดความชัดเจน

อนุทินชี้แจงชัดเจน “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนภูมิใจไทย

จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในพรรคภูมิใจไทย ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความชัดเจนว่าบุคคลทั้งสามคือคนของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันว่า บุคคลเหล่านี้มีความรู้ความสามารถและมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายของพรรคให้เป็นรูปธรรม การที่ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งเช่นนี้ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความกระจ่างในบทบาทของแต่ละบุคคลภายในพรรค

ดังนั้น ข้อสงสัยที่ว่า “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” เป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร จึงได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากหัวหน้าพรรคแล้วว่า ทั้งสามท่านคือบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพรรคภูมิใจไทยไปข้างหน้า

การที่นายอนุทินออกมาให้ความกระจ่างในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “อนุทิน” ย้อน พรรคส้ม ให้ฟังคำพูด“ปลัดตุ๋ม” ย้ำชัด “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนพรรคน้ำเงิน

ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง

“สติธร ธนานิธิโชติ” มองหาเสียงเลือกตั้งเริ่มดุเดือด แต่ละพรรครู้จุดขายตัวเอง ยกเว้นพรรคประชาชน ห่วงหากไม่ปรับเกมเสี่ยงคะแนนนิยมตก แนะ ชูนโยบาย เศรษฐกิจ ปากท้อง นำแก้รัฐธรรมนูญเพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว

วันที่ 10 ม.ค. 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับไทยรัฐ ถึงการวิเคราะห์ภาพรวมบรรยากาศการหาเสียง หลังจากที่เปิดรับสมัคร ส.ส. ได้หนึ่งสัปดาห์ว่า ทุกพรรคพยายามหาเทคนิคที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จมากที่สุดตามเป้าหมายของแต่ละพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลัก ส้มแดงน้ำเงิน ที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ผลลัพธ์ที่ต้องการคือได้ สส. หลัก 100 ส่วนพรรค ระดับตัวแปรอย่างกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ที่ขอแค่ 30-40 ที่นั่ง กับกลุ่มพรรคเล็กที่หวังแค่ สส. ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งที่ และยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของแต่ละพรรคก็จะแตกต่างกันไป พรรคเล็กเน้นสร้างกระแสเบาๆ หรือใช้วิธีสุดโต่งไปเลยเพื่อดึงคะแนนเสียงของคนที่มีอารมณ์สุดขั้ว

ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่เน้นทุกพื้นที่แต่จะเหนื่อย พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยมีความคล้ายกันคือจะอยู่นิ่งๆ แต่ต่างกันที่วิธีการ พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบเพราะเป็นรัฐบาลไม่ต้องหาเสียงมาก แต่ใช้วิธีการทำงานในฐานะรัฐบาลปัจจุบัน ตามสภาพปัญหาที่เกิด ทำงานที่ประชาชนคาดหวังให้สำเร็จในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตัวเอง ยกตัวอย่างตอนวันขึ้นปีใหม่นายอนุทินเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ชายแดนแต่ ไปในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบบนี้ได้ความนิยมไปเต็มๆ โดยไม่ต้องเปิดปราศรัยใหญ่

เรียกได้ว่าพรรคภูมิใจไทยใช้โอกาสของการเป็นรัฐบาล ทำกำไรจากคะแนนนิยมของประชาชน แม้จะเคยมีแผลมาบ้าง สิ่งไหนที่ทำผิดพลาดก็แก้ไขปรับปรุง แบบนี้คือความได้เปรียบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ

ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่าปรับเปลี่ยนโฉมได้เร็วเอาคนที่สร้างบาดแผลในฐานะรัฐบาลทั้งสองชุดออกไป แล้วเปลี่ยนแคนดิเดตนายกที่เป็นคนหน้าใหม่ทางการเมืองเลย ทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าคนๆ นี้สร้างบาดแผลอะไรไว้ในทางการเมือง แต่เป็นคนใหม่พรรคเพื่อไทยขอโอกาสกลับมาแก้ตัว แต่ยังมีคราบของคนตระกูลชินวัตรเลยอาจทำให้คนยังคิดว่า นายกฯ คนนี้อาจจะเหมือนคนในอดีต ใช้โอกาสและภาพของนักวิชาการ คนรุ่นใหม่มาเป็นความหวัง ทำให้เห็นอนาคตได้มากกว่า บวกกับพรรคเพื่อไทยอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว เลยกลายเป็นว่าเพื่อไทยไม่ได้ก้าวร้าวและไม่ได้สร้างบาดแผลให้ตัวเองเจ็บปวด

ในขณะที่พรรคประชาชน หากยังปล่อยให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นแบบนี้พรรคประชาชนจะเหนื่อยเพราะการแบกพรรคการเมืองที่เป็นอันดับหนึ่งของการเลือกตั้ง 2. แบกเพราะท้าทายตัวเองไว้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของการเลือกตั้งเป้าหมายคือการอยากเข้าไปเป็นรัฐบาลถือเป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป 3. บรรยากาศการเมืองไม่อำนวยให้กับพรรคประชาชนเพราะที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตั้งแต่อนาคตใหม่และก้าวไกลบรรยากาศการเมืองตอนนั้นมันเอื้อ แต่ด้วยความเป็นพรรคการเมืองเสรีนิยมก้าวหน้าต้องการสร้างความหวังให้กับผู้คนอยากจะกุมหัวใจของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเปลี่ยนมาเลือกพรรคของเขาเพื่อเปลี่ยนการเมืองไปสู่การเมืองแบบใหม่ ปี 66 อาจจะสำเร็จแต่รอบนี้บรรยากาศการเมืองและความคาดหวังของผู้คนมีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาเข้ามา และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การเมืองโลกคนเลยรู้สึกว่าสภาวะแบบนี้หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่ยกเครื่องมากเกินไปปฏิรูปมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดความกังวลไม่กล้าฝากความหวัง ขอไปแบบนิ่งๆ แต่อยู่ได้มั่นคงดีกว่า ถ้าจะเปลี่ยนอะไรแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแล้วเกิดมีความเสี่ยงและประเทศไทยไปไม่รอดประชาชนจะคิดแล้วว่าแล้วจะอยู่ยังไง หรือทำให้เกิดความคิดว่าพรรคการเมืองที่เป็นแนวเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะเลือก หรือทำให้ท่าทีของพรรคการเมืองที่อยู่แนวกลางๆ ได้รับการตอบรับอย่างเช่นประชาธิปัตย์ กลับมารอบนี้เลยกลายเป็นว่าอยู่รอดได้

อาจารย์สติธรยังวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือต้องการพรรคการเมืองที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะอยากได้ความแน่นอน ภาพของทหารวันนี้เลยถูกมองว่าเป็นฮีโร่ ทำหน้าที่ปกป้องชาติและอธิปไตย แต่ในขณะที่พรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกมองว่าจะไปลดทอนอำนาจทหาร เลยถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไม่เอาทหาร ซึ่งแตกต่างจากในอดีตเมื่อครั้งที่ทหารลุกขึ้นมารัฐประหารแบบนั้นประชาชนจะรู้สึกมากกว่า กลายเป็นว่าตอนนี้ประชาชนจะโหยหาสิ่งที่จับต้องได้และใกล้ตัวมากกว่า

“พรรคประชาชนจะต้องปรับทำให้ประชาชนมองเห็นภาพตอบสนองความต้องการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากกว่าการจะเข้ามารื้อระบบโครงสร้าง จึงต้องปรับนำเสนอชุดนโยบายมากขึ้น เพราะความจริงแล้วแพ็คเกจของพรรคประชาชนมีชุดนโยบายที่พร้อมและค่อนข้างสอดรับกับความรู้สึกความต้องการของกลุ่มต่างๆ พอสมควร เพียงแต่ว่าจะเอามานำเสนอยังไงเพื่อไปจูงใจคนที่ได้รับผลกระทบชุดนโยบายเหล่านั้น”

การพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องแก้ปัญหาปากท้องอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หากพรรคประชาชนแก้เกมทันเชื่อว่าคะแนนความนิยมจะไม่เสียไปมากกว่านี้ แต่หากยังดึงดันเดินหน้านำเสนอแต่เรื่องนี้เชื่อว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์พรรคประชาชนอาจจะได้คะแนนเสียงลดลง

อาจารย์สติธร ยังวิเคราะห์ถึงภาพของรัฐบาลหากเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลที่ได้มาครั้งนี้จะบริหารประเทศได้ครบเทอมหรือไม่ว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลขอให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่รัฐบาลผสม แย่งชิงเก้าอี้หรือยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ตอบสนองความต้องการได้ นี่จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามทุกครั้งในเวทีดีเบตว่าพรรคการเมืองนั้นหากได้เป็นรัฐบาลแล้วจะจับมือกับใคร ซึ่งตนเองมองว่าไม่ใช่คำถามที่เชย หรือคำถามที่น่าเบื่อแต่เป็นการบ่งชี้ว่าหากตอบอะไรมาบางอย่างจะสะท้อนว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่ ทำงานได้จริงหรือเปล่า

ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง

จากบทวิเคราะห์ของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนควรปรับกลยุทธ์ในการหาเสียง โดยเน้นที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว นี่เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจสำหรับพรรคประชาชนในการที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ทำไมพรรคประชาชนควรชูเรื่องปากท้อง?

ดร.สติธรชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจจะมีความเสี่ยง การที่พรรคนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องจึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายกว่าและมีโอกาสที่จะได้รับการตอบรับที่ดีกว่า

พรรคประชาชนจะต้องปรับตัวอย่างไร? การปรับตัวของพรรคประชาชนควรเริ่มจากการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสื่อสารนโยบายเหล่านี้จะต้องเน้นให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าพรรคประชาชนสามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ การลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนจะช่วยให้พรรคสามารถที่จะปรับปรุงนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการที่จะช่วยให้พรรคสามารถที่จะดึงคะแนนเสียงและประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ การปรับตัวและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา – “ดร.สติธร” แนะ พรรคประชาชนปรับเกมหาเสียง ชูเรื่องปากท้องแทนแก้รัฐธรรมนูญ

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

“นายกฯ อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หลัง กกต. ตีกลับมาให้เลือกมาเพียงคำถามเดียว เหตุ กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ครั้งที่ 3/2568 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีคำถามประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ได้มีมติส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คำถามคือ 1. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่งเป็นมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และ 2. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเป็นไปตามที่ ครม.กำหนด และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า กกต. ได้มีหนังสือตอบกลับมาที่ ครม. ว่า กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือกคำถามประชามติ ครม. ต้องมีมติเลือกเพียงคำถามเดียว แล้วส่งมาให้ กกต. ดำเนินการ ซึ่งในการประชุม ครม.นัดพิเศษ จะหารือกันเพื่อเลือกคำถามเดียว.

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีแบบนัดพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนและความสำคัญของประเด็นนี้

ทำไมต้องเคาะคำถามประชามติใหม่?

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับคำถามประชามติที่ ครม. เสนอมานั้น เป็นเพราะ กกต. มองว่าไม่มีอำนาจในการเลือกคำถาม ดังนั้น ครม. จึงต้องเป็นผู้พิจารณาและเลือกคำถามเดียวที่จะใช้ในการทำประชามติเสียก่อน ซึ่งกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำถามที่ใช้ในการทำประชามติจะมีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการตัดสินใจว่าคำถามใดจะถูกนำไปใช้ในการทำประชามติ ซึ่งผลของการทำประชามติก็จะนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. จึงเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอคำถามประชามติ 2 คำถามที่ ครม. เสนอไปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใด ครม. จึงต้องเลือกเพียงคำถามเดียว ประชาชนควรทำความเข้าใจเนื้อหา รายละเอียด และความแตกต่างของคำถามทั้งสอง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ความโปร่งใสและความเข้าใจของประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน มาร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกันเถอะ

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติ รธน. หลัง กกต. ตีกลับ ให้เลือกแค่ 1

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต. ยืนยันความพร้อมจัดทำประชามติ ควบคู่ไปกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เตือนพรรคการเมืองว่าสามารถหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนเวทีประชามติต้องห้ามการหาเสียง หากไม่ระมัดระวังอาจเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำประชามติว่า รัฐบาลได้ส่งหนังสือมายัง กกต. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม เรื่องการขอให้ กกต. จัดทำประชามติ ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ และงบประมาณตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กระบวนการประชามติยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ 100% และต้องรออีก 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต. ได้ให้ข้อมูลกับรัฐบาลไปแล้วว่าสามารถจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ กกต. มีความพร้อม แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

เลขาธิการ กกต. ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์การออกเสียงประชามติ การหาเสียงคือการที่พรรคการเมืองหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัครหรือพรรคของตนเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หน่วยงานที่ให้ กกต. จัดทำประชามติ ได้ส่งข้อมูลมาเพื่อให้ กกต. เผยแพร่ให้กับประชาชนตามมาตรา 15 และจะมีการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นายแสวง กล่าวย้ำว่า การหาเสียงเป็นการเสนอแนวทางและนโยบายของพรรค แต่เวทีประชามติคือเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของประเด็นที่จะทำประชามติ ไม่ใช่เวทีหาเสียง ข้อมูลที่ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องเป็นกลาง และ กกต. จะต้องจัดเวทีแสดงความคิดเห็นให้มีความทัดเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส. หรือตัวแทนพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ นายแสวงอธิบายว่าข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือข้อมูลที่สภาจัดทำ จะต้องไม่ชี้นำ แต่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นกลางเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของประเด็นประชามติ ตามมาตรา 15 ในขณะที่การให้ข้อมูลกับประชาชน ฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นด้วย ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวไปในอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ในส่วนของการทำประชามติ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากล ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส. สามารถนำประเด็นประชามติไปใช้ในการหาเสียงได้ แต่หากเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ กสทช. จะดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชนให้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และสำนักงาน กกต. จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อมวลชนและประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อถามว่า ในเวทีปราศรัยหาเสียง พรรคการเมืองสามารถบอกได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการทำประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติ ผู้ที่พูดจะต้องไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ

หากพรรคการเมืองต้องการแสดงความคิดเห็นในเวทีประชามติ จะต้องลงทะเบียนเป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงการเสนอว่า พรรคมีนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากล้ำเส้นก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง และต้องพิจารณาว่าขณะที่พูด กำลังอยู่ในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้ง หรืออยู่ในเวทีกรอบการทำประชามติ” นายแสวง กล่าวย้ำ

เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณี ครม. เตรียมหารือเรื่องคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติว่า กกต. ขอเวลาพิจารณารายละเอียดในหนังสือที่ ครม. ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้ว อำนาจในการกำหนดคำถามเป็นของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต.

ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ หากไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน หากแยกกันทำจะต้องใช้งบประมาณประมาณหมื่นล้านบาท แต่หากจัดพร้อมกัน จะใช้งบประมาณประมาณ 8 พันล้านบาท

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผู้สมัคร สส. ต้องระวังเกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อประชามติ

จากคำเตือนของ กกต. นี้ ผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายชี้นำประชาชนและผิดกฎหมายเลือกตั้ง การทำความเข้าใจข้อกำหนดและขอบเขตที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กกต.เตือนผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

Scroll to top