รัฐบาลทรัมป์

เจาะลึก รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

ในโลกของการค้าเสรี การประกาศนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่มักสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ล่าสุดมีประเด็นร้อนแรงเมื่อ รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน โดยมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 10% ถึง 12.5% ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงรุกครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกา

เหตุผลแท้จริงเมื่อ รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ทางวอชิงตันมองว่าประเทศที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้แรงงานถือเป็นการเอาเปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยรัฐบาลอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ลงทุนมหาศาลในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่เข้มงวด ดังนั้นประเทศที่ไม่ได้มาตรฐานเดียวกันจึงควรถูกจัดระเบียบผ่านกำแพงภาษี

รายละเอียดการบังคับใช้ภาษีในระดับต่างๆ

มาตรการนี้มีความซับซ้อนและจำแนกตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มประเทศ ดังนี้:

  • กลุ่มประเทศที่ถูกเก็บภาษี 12.5%: รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีนและเวียดนาม
  • กลุ่มประเทศที่ได้รับอัตราพิเศษ 10%: อาทิ แคนาดา เม็กซิโก มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายปราบปรามแรงงานบังคับอยู่บ้าง
  • สินค้าที่ได้รับการยกเว้น: เช่น พลังงาน ก๊าซ และสินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าที่เราบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างไร ต้องยอมรับครับว่าเมื่อต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ผู้ประกอบการและผู้บริโภคปลายทางย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการปรับตัวของกลไกราคาตลาดโลก

ในมุมมองนักวิเคราะห์ นี่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทรัมป์ใช้เพื่อรักษาสมดุลทางการค้าและแสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนให้โลกเห็น แม้หลายฝ่ายจะวิจารณ์ว่านี่คือสงครามการค้า แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนกรานว่าเป็นความจำเป็นเพื่อปกป้องความได้เปรียบของแรงงานในประเทศตนเอง และในอนาคตเราอาจได้เห็นประเทศต่างๆ เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายแรงงานเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดเข้ากลุ่มภาษีเหล่านี้มากขึ้นครับ

คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? จะช่วยยกระดับสิทธิแรงงานโลกได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่ข้ออ้างทางการเมืองเพื่อกำแพงภาษีเท่านั้น?

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่ชวนให้สะเทือนใจเกี่ยวกับนโยบายการจัดการผู้อพยพของสหรัฐฯ ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญเมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย ซึ่งส่งผลให้ผู้คนนับแสนต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนและเสี่ยงต่อการถูกเนรเทศกลับไปยังดินแดนที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่ครับ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

สถานการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว หรือโครงการ TPS ของชาวเฮติกว่า 350,000 คน และชาวซีเรียอีกหลายพันคน โดยอ้างว่าสถานการณ์ในประเทศเหล่านี้เริ่มดีขึ้นแล้ว แม้ว่าในความจริงหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐจะยังคงเตือนไม่ให้พลเมืองอเมริกันเดินทางไปที่นั่นเนื่องจากความไม่ปลอดภัยก็ตาม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลัง ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

การตัดสินใจนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกลดทอนลง ผู้อพยพกลุ่มนี้เข้ามาอาศัยและทำงานเสียภาษีในสหรัฐฯ มานานหลายปี การผลักดันคนเหล่านี้กลับไปสู่พื้นที่ที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมและการสู้รบจึงสร้างคำถามมากมายว่า ในฐานะประเทศผู้นำด้านเสรีภาพ สหรัฐฯ กำลังเดินไปในทิศทางไหนกันแน่

  • ชาวเฮติราว 350,000 คนอาจต้องสูญเสียสิทธิ์ในการพำนักและการทำงาน
  • ชาวซีเรียประมาณ 6,000 คนเผชิญกับสถานะที่ไม่ปลอดภัย
  • องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างรุนแรง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในอดีตศาลเคยอนุมัติให้ยกเลิกสถานะกลุ่มผู้อพยพจากเวเนซุเอลามาแล้ว และดูเหมือนว่าบรรทัดฐานนี้จะถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้กลุ่มผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่อยู่ในโครงการ TPS ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าพวกเขาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ แม้ทนายความจะพยายามหาแนวทางกฎหมายเพื่อรักษาที่อยู่อาศัยของคนเหล่านี้ไว้ แต่หนทางก็ดูยากลำบากเหลือเกิน

มุมมองทิ้งท้าย: ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การมองเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นเพียงตัวเลขหรือเครื่องมือทางการเมืองถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หวังว่าในอนาคตจะมีนโยบายที่มองเห็นถึง ‘ความเป็นคน’ มากกว่าการผลักภาระให้ผู้ที่เดือดร้อนที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกชีวิตย่อมมีค่าและควรได้รับโอกาสในการอยู่อาศัยในที่ที่ปลอดภัยครับ

ที่มา – ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาต รบ.ทรัมป์ยกเลิกคุ้มครอง ผู้ลี้ภัยชาวเฮติและซีเรีย

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองสหรัฐฯ ทันที หลังจากที่รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ที่ทำร่วมกับอิหร่าน แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่พ้นสายตาของเหล่า สว. จากพรรคเดโมแครตที่ออกมาตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด โดยมองว่าสว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและความกังวลในนโยบายต่างประเทศครั้งสำคัญ

เสียงวิจารณ์จากฝั่งเดโมแครต: ข้อตกลงที่เสียเปรียบ

นักการเมืองระดับสูงหลายคนไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะ เอลิซาเบธ วอร์เรน ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของสงครามครั้งนี้ รวมถึง อดัม ชิฟฟ์ ที่เน้นย้ำชัดเจนว่าในเมื่อ สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย มันก็เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว เพราะแทบไม่มีกลไกจูงใจที่แข็งแกร่งพอสำหรับอิหร่าน

รายละเอียดที่น่าสนใจภายใต้ MOU ฉบับนี้ ได้แก่:

  • การอนุญาตให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลกได้อีกครั้ง
  • การเข้าถึงเงินทุนสนับสนุนเพื่อการพัฒนาสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์
  • การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกแช่แข็งไว้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้ผูกอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ในการเจรจาขั้นต่อไป ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงการเปิดช่องให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์ไปก่อนโดยที่สหรัฐฯ ยังไม่มีหลักประกันที่มั่นคง

สงครามที่กลายเป็นความสูญเสีย

สว. มาร์ก วอร์เนอร์ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ กำลังอยู่ในจุดที่อ่อนแอลงกว่าเดิมหลังจากผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบนี้มา คำถามสำคัญที่คนทั่วโลกจับตามองคือ การที่ สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย นั้น จะส่งผลอย่างไรต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลทรัมป์ในช่วง 60 วันนับจากนี้ที่จะมีการเจรจาเงื่อนไขขั้นสุดท้าย

ในมุมมองของผม นี่คือเกมการเมืองและการทูตที่เดิมพันสูงมาก การพยายามยุติความขัดแย้งด้วยการยื่นข้อเสนอใหญ่โตอาจดูเหมือนเป็นชัยชนะในสภาวะสงคราม แต่ถ้าชาวอเมริกันไม่รู้สึกว่าตนเองปลอดภัยขึ้นหรือความเป็นอยู่ดีขึ้น ข้อตกลงนี้อาจจะกลายเป็นบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมาทำร้ายรัฐบาลได้ทุกเมื่อ คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการเจรจาในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับราคาที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายจริงหรือไม่

ที่มา – สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยอิหร่าน แผน 15 ข้อจริงบางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด โฆษกทำเนียบขาวได้ออกมาแถลงข่าวเพื่อยืนยันสถานการณ์ล่าสุด

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสากลคือปี 2019 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้จัดการแถลงข่าวประจำวัน โดยเธอได้กล่าวถึงประเด็นสงครามกับอิหร่านอย่างละเอียด เพื่อลดทอนความสำคัญของข่าวลือที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับ แผน 15 ข้อ ที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้อิหร่านพิจารณาเพื่อยุติความขัดแย้ง

สถานะการเจรจาระหว่างทรัมป์กับอิหร่าน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะออกแถลงการณ์ปฏิเสธแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ ลีวิตต์ ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังดำเนินการ “หารืออย่างมีประสิทธิผล” กับทางอิหร่าน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างหนัก

นอกจากนี้ ลีวิตต์ ยังกล่าวถึงรายงานแผน 15 ข้อที่ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่าเป็นเพียง “การคาดเดา” ที่มี “องค์ประกอบที่เป็นความจริงปนอยู่บ้าง” เธอหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจา เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจสหรัฐ

หนึ่งในประเด็นที่ผู้สื่อข่าวให้ความสนใจมากที่สุดคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ ลีวิตต์ ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามรักษาราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับ “ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้” ท่ามกลางสงครามและการคว่ำบาตรอิหร่าน ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังร้องเรียนเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม การเจรจานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูงเนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
  • รัฐบาลทรัมป์มุ่งเน้นการลดราคาเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  • การเจรจากับอิหร่านคาดว่าจะช่วยคลายล็อกเส้นทางขนส่ง

ประเด็นทหารและกรอบเวลาการยุติสงคราม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบเข้าสู่อิหร่าน โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส หากดำเนินการทางทหารที่จำเป็น สถานการณ์กำลังดำเนินไป “เร็วกว่ากำหนดการ” ตามที่ลีวิตต์ ระบุ โดยชื่นชมปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จของกองทัพสหรัฐ

สำหรับคำถามเรื่องกรอบเวลาที่น้ำมันจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี ลีวิตต์ ตอบว่า “ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจง” แต่รัฐบาลกำลัง “พยายามดำเนินการ” ให้เกิดขึ้น “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

โดยรวมแล้ว การแถลงครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลบางส่วน แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง สถานการณ์ โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของวอชิงตันในการผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อจัดการกับวิกฤตครั้งนี้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง หากการเจรจาประสบความสำเร็จ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือลักลอบ 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยทางการอ้างว่าเรือเหล่านี้เป็นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นตามข่าวกรองที่ยืนยันว่าเรือทั้งสามลำกำลังเคลื่อนไหวตามเส้นทางขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี ในเรือลำแรกที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก มีสมาชิกเพศชายเสียชีวิต 4 ราย ลำที่สองในพื้นที่เดียวกันอีก 4 ราย และลำที่สามในทะเลแคริบเบียน 3 ราย กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ โพสต์แจ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรือเหล่านี้มีส่วนร่วมในการลักลอบขนยาเสพติดอย่างชัดเจน”

บริบทของปฏิบัติการกองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ

ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดมากกว่า 40 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 130 ราย อย่างไรก็ตาม หลังจากการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม ความถี่ของปฏิบัติการลดลงอย่างเห็นได้ชัด สหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลเวเนซเอลามีส่วนร่วมกับแก๊งค้ายาเสพติด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” ออกจากซีกโลกตะวันตก เพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันจากยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนนับไม่ถ้วน แต่จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าบนเรือมียาเสพติดจริงหรือไม่

ข้อถกเถียงทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนวิจารณ์ปฏิบัติการนี้อย่างหนัก โดยชี้ว่าการโจมตีพลเรือนโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอาจขัดต่อกฎหมายสากล นอกจากนี้ การขาดหลักฐานยืนยันการขนยาเสพติดทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการกระทำดังกล่าว

  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 11 รายจากเรือ 3 ลำ
  • สถานที่: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน
  • วันที่: 17 ก.พ. 2569
  • จำนวนปฏิบัติการสะสม: กว่า 40 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีแบบนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กดดันรัฐบาลเวเนซเอลา แต่หลังการจับกุมมาดูโร ความรุนแรงลดลง สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้กับยาเสพติดเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต คุณคิดอย่างไรกับปฏิบัติการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา หลังจากปฏิบัติการ “Operation Metro Surge” ในเมืองมินนีแอโพลิสประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้จะเผชิญกระแสประท้วงรุนแรงที่จุดชนวนทั่วประเทศ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ได้สั่งถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดนจำนวน 700 นายออกจากรัฐมินนิโซตาทันที โดยนายทอม โฮแมน ผู้ตรวจการชายแดน (Border Tsar) เป็นผู้แถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ การถอนกำลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดกำลังพลให้เหลือเพียง 2,000 นาย และมีแผนลดลงอีกสู่ระดับก่อนเริ่มปฏิบัติการในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ปฏิบัติการ “Operation Metro Surge” ถูกส่งลงพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิสเพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมและผู้อพยพผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย คือเรเน กูด และอเล็กซ์ เพรตติ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิต สิ่งนี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ แต่โฮแมนยืนยันว่าปฏิบัติการประสบความสำเร็จ โดยจับกุมผู้กระทำผิดจำนวนมาก

ผลการปฏิบัติการและสถิติการจับกุม

นายโฮแมนระบุว่าการถอนกำลังเกิดจากความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถลดกำลังรัฐบาลกลางลงได้ประมาณ 1 ใน 3 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งติดตั้งกล้องบันทึกภาพติดตัว (body camera) ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในมินนีแอโพลิสเป็นลำดับแรก และขยายไปทั่วประเทศเพื่อเพิ่มความโปร่งใส

  • ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม: 14 ราย
  • คดีทำร้ายร่างกาย: 139 ราย
  • ผู้กระทำความผิดทางเพศ: 87 ราย
  • สมาชิกแก๊งอาชญากรรม: 28 ราย

โฮแมนยอมรับว่าปฏิบัติการไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีความคล่องตัวมากขึ้นด้วยสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน เขาเข้ามาควบคุมตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมหลังเหตุยิงเพรตติ และปรับปรุงการทำงานให้มีเอกภาพมากกว่าเดิม แม้จะถูกฟ้องศาลหลายคดี แต่ผลลัพธ์ด้านการจับกุม “คนไม่ดี” ถือว่าสำคัญยิ่ง

บริบทนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของทรัมป์

การตัดสินใจของ รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นในการบังคับใช้กฎหมายชายแดน โดยเน้นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และท้องถิ่น นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของวาระทรัมป์ที่มุ่งกำจัดอาชญากรผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงอนุรักษนิยม แต่ถูกวิจารณ์จากฝ่ายเสรีนิยมเรื่องสิทธิมนุษยชน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การถอนกำลังครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อแรงกดดัน แต่เป็นการแสดงถึงประสิทธิภาพของปฏิบัติการที่สามารถลดขนาดกำลังพลได้โดยไม่ลดผลงาน ช่วยประหยัดงบประมาณและลดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ การติดตั้ง body camera จะช่วยลดข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กระแสประท้วงยังคงเป็นอุปสรรคต่อนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มข้น หากทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง คาดว่าปฏิบัติการคล้ายกันจะขยายไปยังเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ทั่วสหรัฐฯ

สรุปแล้ว การเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ครั้งนี้พิสูจน์ว่าการบังคับใช้กฎหมายชายแดนสามารถประสบความสำเร็จได้เมื่อมีความร่วมมือที่ดี คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตเหตุการณ์ล่าสุด!

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม อ้างทุจริตจริงหรือ?

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 5 รัฐเดโมแครต อ้างเหตุผลเรื่องการทุจริต เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกระงับการจ่ายเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินที่ไม่ถูกต้อง

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจระงับงบประมาณจำนวนมากที่ตั้งใจไว้สำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่บริหารงานโดยพรรคเดโมแครต การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินอย่างไม่โปร่งใสและการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวชื่อดังอย่าง นิวยอร์ก โพสต์ ว่าคณะทำงานของทรัมป์กำลังดำเนินการตัดลดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็ก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ งบประมาณส่วนนี้เดิมทีถูกจัดสรรไว้ให้กับ 5 รัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต โดยมีข้อกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะเป็นหน่วยงานหลักในการอายัดงบประมาณดังกล่าว ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เงินเหล่านี้อยู่ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกระงับไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังมีการตัดลดงบประมาณจากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ซึ่งจะไม่ถูกส่งไปยังรัฐทั้ง 5 เช่นกัน

การสั่งระงับการจ่ายงบประมาณครั้งนี้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ทำไมถึงมีการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ได้ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้อง เป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบราย ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรู และถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลย และอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า: “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

แม้ว่าการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม จะมีเหตุผลเบื้องหลัง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

ที่มา – ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

Scroll to top