รัฐบาลทหาร

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข่าวคราวล่าสุดที่กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมอาเซียน เมื่อทางการเมียนมาได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตผู้นำคนสำคัญของประเทศอย่าง นางอองซาน ซูจี ว่าขณะนี้ เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี ทำให้หลายฝ่ายที่เฝ้าจับตาดูสถานการณ์ในเมียนมาต้องหันมาให้ความสนใจกับประเด็นนี้กันมากขึ้นครับ

สถานะปัจจุบัน: เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาได้สื่อสารกับบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในระหว่างการประชุม ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่านางอองซาน ซูจี ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 81 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเสมือนญาติพี่น้อง ข้อมูลนี้ถูกนำเสนอโดยรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามขอเข้าพบอดีตผู้นำท่านนี้มาโดยตลอด

เปิดรายละเอียดจากที่ประชุมอาเซียนกับประเด็น เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

แม้จะมีการแถลงการณ์จากตัวแทนรัฐบาลเมียนมา แต่ในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศยังมีคำถามมากมาย เนื่องจากนางอองซาน ซูจี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 และต้องเผชิญกับข้อหามากมาย ซึ่งทางกลุ่มพันธมิตรของเธอมองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อจำกัดบทบาทของเธอให้ห่างหายไปจากเส้นทางอำนาจ

  • มีการระบุว่าเธอถูกย้ายไปยัง “สถานที่ที่กำหนดไว้เฉพาะ”
  • ทางการเมียนมายืนยันว่าไม่ได้ละเลยและให้ความสำคัญกับการดูแล
  • ไทยในฐานะเพื่อนบ้านได้เสนอแนะให้มีการเข้าพบเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลายฝ่ายรวมถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ได้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากทางอาเซียนได้รับโอกาสให้เข้าพบตัวจริงของนางอองซาน ซูจี ก็จะเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ดีที่สุด และช่วยลดความแคลงใจต่อสถานการณ์ในเมียนมาได้มาก หากสิ่งที่ทางการเมียนมากล่าวไว้เป็นเรื่องจริงก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการผ่อนคลายความตึงเครียดของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ

ถึงอย่างไรก็ตาม การเมืองเมียนมายังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่า คำยืนยันนี้จะนำไปสู่การอนุญาตให้พบปะจริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงคำชี้แจงเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติเท่านั้น สิ่งที่เราทำได้ในฐานะผู้ติดตามข่าวสารคือการเฝ้ารอผลสรุปจากการเจรจาในระดับอาเซียนต่อไปครับ

ที่มา – เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มี.ค. คาดมินอ่องหล่าย

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากรัฐสภาเมียนมาประกาศเริ่มกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

เจ้าหน้าที่รัฐสภาเมียนมาได้ประกาศผ่านสื่อรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่ากระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่จะเริ่มต้นในวันที่ 30 มีนาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เต็มไปด้วยข้อครหาและการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด

ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนจากกองทัพ จะเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสภาละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 3 ชื่อ จากนั้นจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนลงมติเลือก 1 คนเป็นประธานาธิบดี และอีก 2 คนเป็นรองประธานาธิบดี

คาดการณ์พลเอกมิน อ่อง หล่ายก้าวสู่อำนาจพลเรือน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารเมื่อปี 2564 จะเป็นผู้ได้รับเลือก โดยนายถิ่น จ่อ เอ นักวิเคราะห์อิสระในประเทศไทย ระบุว่า พลเอกมิน อ่อง หล่ายน่าจะลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนวันดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจึงต้องเปลี่ยนสถานะเป็นพลเรือนเพื่อให้ครบคุณสมบัติ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าไม่ใช่การปฏิรูปสู่ประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงการ “เปลี่ยนชุดจากเครื่องแบบทหารเป็นชุดพลเรือน” เท่านั้น กองทัพและพรรค USDP ยังคงครองอำนาจเบ็ดเสร็จ

  • กระบวนการเลือกประธานาธิบดี: วุฒิสภาเสนอ 1 ชื่อ, สภาผู้แทนราษฎรเสนอ 1 ชื่อ, กองทัพเสนอ 1 ชื่อ
  • ตรวจสอบคุณสมบัติ: ต้องเป็นพลเรือน ไม่ใช่ข้าราชการทหาร
  • ลงมติ: รัฐสภาลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี 1 คน
  • ผลลัพธ์ที่คาด: มิน อ่อง หล่ายชนะขาด

เมียนมาเผชิญวิกฤตหนักตั้งแต่รัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่กองทัพโค่นล้มรัฐบาลนางออง ซาน ซู จี ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่โต ก่อนลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านกองทัพแห่งชาติ (NUG) และกองทัพชาติคะเรน (KNU) สถานการณ์ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคน

สำหรับไทยและอาเซียน สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงชายแดน ผู้ลี้ภัยเมียนมาไหลทะลักเข้าประเทศไทยกว่า 2 แสนคน ขณะที่เศรษฐกิจเมียนมาพังทลาย GDP หดตัวกว่า 18% ในปี 2565

นอกจากนี้ การเลือกประธานาธิบดีครั้งนี้อาจช่วยให้เมียนมาได้รับการยอมรับจากนานาชาติบ้าง แต่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรกองทัพต่อไป

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองพิจารณาปัจจัยที่ทำให้มิน อ่อง หล่ายมีโอกาสสูง:

  • การควบคุมรัฐสภาโดยพรรค USDP
  • อิทธิพลกองทัพที่แทรกแซงการเมือง
  • การปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างหนัก
  • รัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้กองทัพครองอำนาจ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เมียนมาแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบเผด็จการทหารที่พยายามห่อหุ้มตัวเองด้วยภาพลักษณ์ประชาธิปไตย การเลือกตั้งและสรรหาประธานาธิบดีครั้งนี้จึงเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

หากคุณสนใจข่าวสารการเมืองนานาชาติ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองอนาคตเมียนมอย่างไร

ที่มา – เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

เมียนมาเริ่มแล้ว! เลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 5 ปี

เมียนมาเริ่มแล้ว! การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังจากการรัฐประหาร ท่ามกลางข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหารที่ประกาศว่านี่คือการหวนคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อ 5 ปีก่อนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนในช่วงเวลาสั้นๆ 10 ปี ที่เต็มไปด้วยความหวังและการปฏิรูป

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งในปี 2563 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้ทำการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้ง

นางซูจีถูกจำคุก 27 ปีในข้อหาต่างๆ ซึ่งถูกมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนพรรค NLD ก็ถูกยุบไป เหล่านักกิจกรรม นักการทูต และผู้แทนจาก UN ต่างประณามการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเวลาที่แบ่งแยกนี้ โดยชี้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พันธมิตรของกองทัพเท่านั้น และมีการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงการฟอกเขียวระบอบเผด็จการทหารเท่านั้น

สถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้ง ทำให้ไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกบฏ

รายละเอียดการ เลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกเริ่มในเวลา 6:00 น. ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์

แตกต่างจากอดีตที่นางซูจีสามารถเรียกร้องผู้สนับสนุนได้จำนวนมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดบรรยากาศของการรวมตัวอย่างคึกคัก รัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง

นางโม โม มยิน กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” เธอกล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนทางไปสู่การปรองดอง แม้ว่าจะไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP

การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า และรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเกือบ 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้ง

นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าการเลือกตั้งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปราม

นายซอ ตุน จากกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) กล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน เราจะสู้ต่อไป”

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าจะนำพาเมียนมาไปในทิศทางใดต่อไปในอนาคต

ที่มา – เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

UN เตือน! พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าขยายตัวถึงกว่า 331,250 ไร่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการยึดอำนาจของรัฐบาลทหารปี 2564 และการปราบปรามยาเสพติดในอัฟกานิสถาน โดยกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งทุนสำคัญในการขับเคลื่อนสงครามกลางเมือง

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ออกคำเตือนว่า การปลูกฝิ่นในประเทศพม่าได้พุ่งสูงทำลายสถิติในรอบทศวรรษ และมีสัญญาณเบื้องต้นว่าเฮโรอีนกำลังถูกลักลอบนำเข้าสู่ตลาดตะวันตก

พม่าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก เป็นแหล่งรวมกิจกรรมตลาดมืดที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำเหมืองผิดกฎหมายไปจนถึงการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และการผลิตยาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น ยาบ้าและเฮโรอีน โดยพม่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกมานาน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากรัฐบาลตาลิบันสั่งปราบปรามการค้าฝิ่นในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์ระบุว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ใช้ในการสนับสนุนสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในพม่านับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 2021

รายงานสำรวจฝิ่นประจำปีของ UNODC เปิดเผยว่า ในปีนี้ มีการเพาะปลูกฝิ่นในพม่าบนพื้นที่กว่า 331,250 ไร่ ซึ่งถือเป็น พื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

รายงานระบุว่า หลังการปราบปรามในอัฟกานิสถาน “มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฮโรอีนที่ลักลอบนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเข้าสู่ตลาดที่ปกติไม่ได้จัดหาจากภูมิภาคนี้”

UNODC อ้างถึงกรณีการยึดเฮโรอีนต้องสงสัยมีแหล่งกำเนิดจากพม่ารวม 60 กิโลกรัม จากผู้โดยสารสายการบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรปในช่วงปี 2024 และต้นปี 2025

แม้ว่าขนาดการลักลอบขนส่งจะ “ยังไม่สำคัญมากนัก แต่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระตุ้นให้เกิดการปลูกและผลิตฝิ่นในเมียนมามากขึ้น”

แม้ว่าการปลูกฝิ่นจะแพร่หลายในพม่าก่อนเกิดสงครามกลางเมือง แต่ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ความขัดแย้งได้กระตุ้นตลาดมืดอย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุจากรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถูกทำลายจากการสู้รบ และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รายงานของ UNODC ชี้ว่า แม้ความไม่มั่นคงจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่น แต่ “ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก็ทำให้การดูแลพื้นที่เพาะปลูกเป็นเรื่องยากขึ้น”

ถึงแม้ว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นจะขยายตัวขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2024 แต่ผลผลิตในปีนี้ยังคงที่อยู่ที่ประมาณ 1,000 ตัน.

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

สถานการณ์การปลูกฝิ่นในพม่าที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของภูมิภาค ปัญหาความยากจนและความขัดแย้งภายในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่นเพื่อหารายได้

ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าเพิ่มขึ้น

  • ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการสู้รบภายในประเทศ
  • ปัญหาความยากจนและการขาดแคลนทางเลือกในการประกอบอาชีพ
  • การปราบปรามการปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถาน ซึ่งส่งผลให้พม่ากลายเป็นแหล่งผลิตฝิ่นที่สำคัญ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนให้กับประชาชน

จากรายงานของ UNODC การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี นี้เป็นสัญญาณที่น่ากังวลและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงและสังคมในระดับภูมิภาคและระดับโลก

การที่พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้เกิดความท้าทายในการควบคุมยาเสพติดในระดับสากล การลักลอบขนส่งเฮโรอีนจากภูมิภาคนี้ไปยังตลาดโลกเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างประเทศในการปราบปราม

ที่มา – UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

เมียนมาทลายแก๊งสแกมเมอร์: ทุบตึกกว่า 150 แห่ง

ทางการเมียนมาได้ทำการทลายอาคารของแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากถึง 150 แห่ง บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการปฏิบัติการกวาดล้าง KK Park ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กองทัพเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ บริเวณชายแดนไทย โดยอาคารเหล่านี้มีทั้งโรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามกลางเมือง และอำนาจการปกครองของรัฐบาลยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ อาคารหลายแห่งถูกใช้เป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำการหลอกลวงผู้คนในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกหลอกให้เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ โดยถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงผู้อื่น แต่ก็มีบางส่วนที่เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ทำการบุกทลาย KK Park ซึ่งเป็นศูนย์หลอกลวงชื่อดัง พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และเป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 1,500 คน ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลืออย่างต่อเนื่อง การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่งครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้านสำนักข่าว AFP ได้รายงานว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานจากสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาอาจเป็นไปอย่างจำกัด และอาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุล เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ผลประโยชน์ของตนเองเสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และทำให้มีผู้เสียชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไป จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง จริงหรือไม่?

สถานการณ์การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง ยังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาเอง

ความคืบหน้าล่าสุด: กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการเมียนมาในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า การดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

การทลายอาคารของแก๊งสแกมเมอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การให้ความช่วยเหลือเหยื่อและการป้องกันไม่ให้เกิดการหลอกลวงในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

Scroll to top