รัฐบาลอภิสิทธิ์

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์โต้กลับแบบจัดหนักต่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย หลังจากนายภราดรโจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยอ้างว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณตามที่เคยสัญญาไว้ตอนหาเสียง

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 โดยนายภราดรได้โพสต์ตอบโต้การตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยบอกว่าเขาไม่ใช่นอสตราดามุสที่จะรู้ล่วงหน้าถึงสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินแทนใช้จากงบประมาณแผ่นดิน แต่ศิริภาไม่ยอม ฟาดกลับแรงๆ ว่า “เข้าใจว่าคุณภราดรไม่ใช่นอสตราดามุส แต่แนะนำให้ตรวจประเมินความจำ เพราะตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด”

ศิริภาชี้แจงชัดเจนว่าตอนหาเสียง พรรคภูมิใจไทยเคยระบุในนโยบายโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่าจะใช้เงิน 44,000 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เงินกู้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นด้วยกับการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต แต่กังวลเรื่องความไม่ชัดเจนในการใช้เงินกู้ ว่าจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และจะทิ้งภาระหนี้สินระยะยาวไว้ให้ประชาชนหรือเปล่า แม้ไม่ต้องเป็นนอสตราดามุส แต่ถามผีถ้วยแก้วก็พอจะรู้

เปรียบเทียบยุครัฐบาลประชาธิปัตย์: GDP พุ่งทะลุ 7.5%

ศิริภายังท้าทายให้พรรคภูมิใจไทยลองทำ GDP ให้บวกแบบยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยยกตัวอย่างยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นายกรณ์เป็นรัฐมนตรีคลัง ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤตการเงินโลก 2008) GDP ติดลบ แต่รัฐบาลใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่แจกเงิน จน GDP โตกว่า 7.5% ภายใน 18 เดือน

  • มาตรการเด่นยุคประชาธิปัตย์: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นการส่งออก สนับสนุน SME
  • ใช้เงินกู้อย่างโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจยั่งยืน
  • เพดานหนี้สาธารณะควบคุมได้ ไม่พุ่งทะลุ 70% แบบปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้กู้ 4 แสนล้าน แต่ GDP ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพดานหนี้สาธารณะใกล้ทะลุ 70% ซึ่งเสี่ยงทำให้ไทยติดหล่มหนี้สินยาวนาน หรือแย่กว่านั้นคือล้มละลาย หากเงินกู้ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

ทำไมประชาชนต้องตั้งคำถามเรื่องเงินกู้?

ศิริภาสิทธิ์ในฐานะประชาชนเจ้าของภาษี ที่ต้องแบกหนี้กู้ทั้งหมด ย้ำว่ามีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาทถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงคัดค้าน การตรวจสอบจากฝ่ายค้านจึงสำคัญ เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือ การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม แต่พอบริหารจริงกลับต้องกู้เงินมหาศาล โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ตอนหาเสียงบอกไม่กู้ แต่พอเกิดปัญหาโลกอย่างสงครามยูเครนหรือโควิด ก็อ้างเหตุสุดวิสัย ประชาชนจึงต้องจับตาใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น กรีซที่หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 100% ของ GDP จนต้องขอความช่วยเหลือจาก EU และ IMF ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ไทยไม่ควรเดินรอยนั้น

สรุปคือ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก เพื่อเตือนใจให้จำนโยบายตัวเอง และวางแผนการเงินประเทศให้ดี รัฐบาลควรตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

คุณคิดอย่างไรกับการกู้เงิน 4 แสนล้านนี้? มันจำเป็นจริงหรือจะกลายเป็นภาระรุ่นลูกรุ่นหลาน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. เป็น 7 ต.ค. นี้

ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเป็นวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. งานนี้ “จตุพร” ยืนยันว่าการกลับมาเจอกับแนวร่วมเดิมนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมานั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดี นปช. ก่อความไม่สงบ หมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.), นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร, นายณรงศักดิ์ มณี, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายอดิศร เพียงเกษ, นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต) และนายเมธี อมรวุฒิกุล เป็นจำเลยที่ 1-13 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

คดีนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ที่จำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ในขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการหลายแห่งในกรุงเทพฯ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยทั้งหมดได้เดินทางมาศาล โดยนายเมธี จำเลยที่ 13 ถูกนำตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนจำเลยอื่นไม่ได้รวมกลุ่มนัดรวมตัวกันเพื่อขึ้นศาลเหมือนครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีในชั้นศาล โดยนายวีระกานต์สวมเสื้อซาฟารีสีเทาสีหน้าเรียบเฉย มีผู้ติดตามคอยเดินประคองและมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

ทางด้าน นพ.เหวง เดินทางมาพร้อม นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช. ภรรยา มาให้กำลังใจ ทั้งนี้ นพ.เหวง ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาว่า วันนี้ตนไม่มีความเครียดหรือกังวลอะไร ส่วนคำพิพากษาจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนหรือไม่ ก็แล้วแต่พิจารณาของศาล เพราะเคารพศาลอยู่แล้ว ตนเชื่อมั่นในพยานหลักฐานว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลในวันนี้

นายจตุพร ซึ่งเดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม 1 คน กล่าวว่า วันนี้เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเข้ามาฟังคำพิพากษาของศาลในคดีเมื่อ 16 ปีก่อน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรตนเคารพในคำพิพากษา ส่วนการกลับมาเจอแนวร่วมเดิมนั้น ตนไม่รู้สึกอะไรเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ส่วนแนวทางทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของแกนนำแต่ละคนจะสามารถพูดคุยกันได้หรือไม่นั้น ในวันนี้ตนถือว่าทุกคนเป็นจำเลยร่วมกันจะต้องนั่งร่วมในซีกของจำเลยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องพูดกับแกนนำรายอื่นเป็นพิเศษ และยืนยันว่าไม่มีเรื่องที่จะต้องทะเลาะกันเป็นการส่วนตัว

นายจตุพรกล่าวอีกว่า สำหรับคดี ม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่มีคนใกล้ชิดนายทักษิณมั่นใจว่าคดีนี้จะถูกยกฟ้องนั้น ตนมองว่าความมั่นใจกับข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะตนที่ผ่านคดีความมากมายนั้นต่อให้มั่นใจอย่างไรแต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความจริงที่ปรากฏออกมา จึงเป็นธรรมดาของคนที่เป็นจำเลยย่อมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

เมื่อถึงเวลานัด ศาลออกนั่งบัลลังก์ แต่นายประกันของนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งต่อศาลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมสภา ซึ่งนายอดิศรต้องเข้าร่วมประชุมจึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปก่อน 1 นัด ขณะที่นายพงศ์พิเชษฐ์ จำเลยที่ 10 รับทราบนัดแล้วแต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีให้ออกหมายจับ ปรับนายประกัน

สรุป: ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช.

ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. พร้อมทั้งกำชับให้จำเลยทุกคนมาศาลตามนัด หากจำเลยคนใดไม่มาศาล ศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัวต่อไป คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และการเลื่อนอ่านคำพิพากษานี้ก็ทำให้หลายฝ่ายต้องรอคอยผลสรุปของคดีต่อไป

คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ นี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การพิจารณาคดีจึงต้องใช้เวลาและความรอบคอบอย่างมาก การเลื่อนอ่านคำพิพากษาอาจเป็นผลมาจากการพิจารณาในรายละเอียดของคดีที่ยังไม่เสร็จสิ้น หรืออาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่ศาลเห็นสมควร

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการยุติธรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาที่จะมีต่อสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

ศาลตัดสินคดี นปช. ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 วันนี้!

วันนี้ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือคดีของ “วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” พร้อมแกนนำกลุ่ม นปช. รวม 10 คน จากเหตุการณ์มั่วสุมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลและการบุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี

ลุ้นระทึก! ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช. ทั้ง 10 คน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความกระด้างกระเดื่อง ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

ความเป็นมาของคดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน 2552 เมื่อกลุ่มจำเลยร่วมกันชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีการปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมถึงการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

ใครบ้างที่เป็นจำเลยในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52?

สำหรับจำเลยทั้ง 10 คนในคดีนี้ ประกอบด้วยบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายท่าน ได้แก่:

  • นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์
  • นายจตุพร พรหมพันธุ์
  • นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
  • นพ.เหวง โตจิราการ
  • นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง
  • นายณรงศักดิ์ มณี
  • นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
  • นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์
  • นายพายัพ ปั้นเกตุ
  • นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง

ทั้งนี้ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

การตัดสินคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคต หากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนกลุ่ม นปช. ในทางตรงกันข้าม หากศาลตัดสินให้จำเลยพ้นผิด ก็อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่คดีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนานหลายปี ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเจตนาเบื้องหลังการดำเนินคดี และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

คดีศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าสังคมไทยจะยังคงจับตาดูและวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 ในวันนี้ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลุ้นวันนี้ ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

Scroll to top