รัฐบาลใหม่

ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน

ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันแรกของการประชุมวุฒิสภา ที่รัฐสภาฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นการถามกระทู้ครั้งแรกต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่กลับไม่มีรัฐมนตรีคนไหนมาร่วมตอบคำถามเลย สร้างความฮือฮาและเสียงวิจารณ์ในหมู่ สว. และประชาชน

ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน

การประชุมวุฒิสภาเริ่มเวลา 09.30 น. โดยมี พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน พิจารณากระทู้ถามด้วยวาจาและด้วยหนังสือทั้งหมด 6 กระทู้ แต่ทั้งหมดไม่ได้รับการตอบ เนื่องจากผู้รับผิดชอบติดภารกิจ เหตุการณ์ ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน นี้ ทำให้ สว. หลายคนแสดงความกังวลถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดใหม่

รายละเอียดกระทู้ถามด้วยหนังสือ

  • กระทู้ที่ 1: ความคืบหน้าการสร้างเขื่อนน้ำว้า อ.เวียงสา จ.น่าน โดยนายมังกร ศรีเจริญกุล สว. ถามนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน – ได้รับแจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 2: สวัสดิการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และเสริมสร้างขวัญกำลังใจกำลังพล ในกรณีสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ถามนายกรัฐมนตรี โดยมีพล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม มารับผิดชอบแทน – แจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 3: แนวทางส่งเสริมความก้าวหน้าพยาบาลวิชาชีพ โดยนพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข – ได้รับแจ้งติดภารกิจ

รายละเอียดกระทู้ถามด้วยวาจา

  • กระทู้ที่ 1: แนวทางแก้ปัญหาไม่ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาปี 2569 โดยนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. ถามนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ – แจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 2: ดับไฟฟ้าด้วยนวัตกรรม โดยน.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ถามนายกฯ โดยมอบนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาตอบแทน – แจ้งติดภารกิจ
  • กระทู้ที่ 3: สถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยนายเศรณี อนิลบล สว. ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ – ได้รับแจ้งติดภารกิจ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารและการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจรัฐบาล ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน รัฐมนตรีหลายคนที่เกี่ยวข้อง เช่น นายกรัฐมนตรี, รมว.พลังงาน, รมว.กลาโหม, รมว.สาธารณสุข, รมว.ศึกษาธิการ และรมว.พาณิชย์ ล้วนอ้างติดภารกิจทั้งสิ้น สร้างคำถามว่าภารกิจเหล่านั้นคืออะไร และทำไมไม่สามารถจัดสรรเวลาให้กับการตอบกระทู้สภาได้

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เหตุการณ์ ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความพร้อมของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ในการรับมือกับข้อซักถามจากสภา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ประชาชนหลายคนแสดงความเห็นในโซเชียลมีเดียว่าความรับผิดชอบต่อสภาและประชาชนควรมาอันดับแรก

นอกจากนี้ กระทู้เหล่านี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลทหารชายแดน สุขภาพบุคลากรทางการแพทย์ การศึกษาเด็ก และเศรษฐกิจเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนรอคำตอบมานาน หากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในระยะยาว

ในอนาคต รัฐบาลควรปรับปรุงการจัดการเวลาและส่งตัวแทนที่มีอำนาจเต็มในการตอบกระทู้ เพื่อรักษาความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – ประเดิมรัฐบาลใหม่ เบี้ยวตอบทุกกระทู้ สว. อ้างติดภารกิจทุกคน

“อนุทิน” ลั่นคนละครึ่งพลัสมาแน่ จัดเต็ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกสำหรับคนที่กำลังรอคอยมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาลเลยนะครับ ล่าสุด “อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ทำให้หลายคนตื่นเต้นกันมาก เพราะโครงการนี้เคยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างดีในอดีต

“อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้

ในงานแถลงข่าว นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ใกล้เสร็จสิ้น จะทูลเกล้าฯ ต้นสัปดาห์หน้า และที่สำคัญคือโครงการ “อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้ จะเดินหน้าเต็มสูบแน่นอน ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตน้ำมันหรือตะวันออกกลาง แต่เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ตั้งแต่เลือกตั้ง

คนละครึ่งพลัสคืออะไร? ทำไมถึงฮิตขนาดนี้

หลายคนอาจยังจำโครงการคนละครึ่งเฟสเก่าๆ ได้ มันคือมาตรการที่รัฐช่วยจ่ายเงินให้ประชาชนนำไปซื้อของกินของใช้ ร้านค้าปลีกรับประโยชน์เต็มๆ เงินหมุนเวียนในชุมชน ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ จากข้อมูลปีที่แล้ว ประชาชนพึงพอใจสูงมาก เรียกร้องให้มีต่อเพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง รัฐยังได้ภาษี VAT กลับคืนแบบวิน-วินทุกฝ่าย

สำหรับเวอร์ชั่น “พลัส” นี้ อนุทินบอกว่าจัดเต็มกว่าเดิม! อาจได้เงิน 2,000 บาท หรือมากกว่านั้น รูปแบบชัดเจน ครอบคลุมมากขึ้น แม้แต่กลุ่มผู้เสียภาษีที่เคยบ่นว่าถูกละเลยจาก 7 มาตรการก่อนหน้า ก็มีโอกาสได้รับด้วย รอกระทรวงการคลังสรุปรายละเอียดอีกสักพัก

กำหนดการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส

หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา จะเร่งผลักดันทันที ชงครม.ผ่านเร็วๆ นี้ ไม่มีพลิกผัน เพราะเป็นสัญญาประชาคม อนุทินย้ำว่าโครงการนี้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนชื่นชอบ ไม่รั่วไหล ช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย 100% ถ้าถึงคิวคุณแล้ว ลุ้นเลยครับ!

  • ประโยชน์หลัก: ลดค่าครองชีพ กระตุ้นซื้อขายท้องถิ่น
  • ครอบคลุม: ประชาชนทั่วไปและผู้เสียภาษี
  • จำนวนเงิน: พลัสจากเดิม อาจ 2,000+ บาท
  • เวลา: รัฐบาลใหม่ เร่งด่วน

นอกจากนี้ อนุทินยังพูดถึงโผ ครม. ว่าทุกคนผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยจาก สลค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีปัญหาอะไร รัฐบาลชุดนี้พร้อมลุยนโยบายช่วยประชาชนทันที

ในมุมมองของผม โครงการนี้เจ๋งมากครับ เพราะไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่สร้างวงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ร้านเล็กๆ ในชุมชนได้ลูกค้า ประชาชนประหยัดได้ ของกินถูกขึ้น ถ้าคุณเคยใช้คนละครึ่งเก่า คงรู้ว่าสะดวกแค่ไหน ผ่านแอปเป๋าตังค์ สแกนจ่ายปุ๊บ ได้เลย

แต่ก็อยากให้รัฐเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนกว่านี้ เช่น ใครได้บ้าง ลงทะเบียนยังไง วงเงินเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้พลาด ลุ้นกันต่อไปนะครับ!

คำแนะนำ: เตรียมโทรศัพท์และเป๋าตังค์ไว้เลย ติดตามข่าวอัปเดตจากช่องทาง官方 และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดสิทธิ์ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวการเมืองไทย ล่าสุดมีข่าวดีจากนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ชาญวีรกูล ที่ประกาศชัดเจนว่า “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเร็วกว่าการรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติงบประมาณให้รัฐบาลรักษาการอีก! ข่าวนี้มาจากเวที “Meet the Press” เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ทำให้หลายคนตื่นเต้นเพราะจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว สู่รัฐบาลชุดใหม่ที่พร้อมลุยเต็มสูบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2

นายอนุทิน ยืนยันว่ารายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบคุณสมบัติกันอย่างละเอียด ไม่มีปัญหาตรงไหนขัดรัฐธรรมนูญอีกต่อไป พรุ่งนี้วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 จะประชุมสรุปขั้นสุดท้าย แล้วรีบ ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชวินิจฉัย รัฐบาลชุดนี้จะเป็น “อนุทิน 2” ที่สานต่อจากชุดเดิม แต่พร้อมทำงานทันที ไม่มีทดลองงาน!

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลรักษาการปัจจุบันไม่สามารถออกมาตรการผูกพันรัฐบาลใหม่ได้ ต้องรอขั้นตอนตามกฎหมาย แต่พอได้รัฐบาลใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็จะแถลงนโยบายทันที ทำให้บริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ รัฐมนตรีหลายคนยังอยู่ต่อ รับประกันความต่อเนื่องและรวดเร็วในการแก้ปัญหา

อนุทินแถลงข่าว

เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้าแน่นอน

“อนุทิน” มองว่าการรอ กกต. อนุมัติงบกลางนั้นใช้เวลานาน แต่การทูลเกล้าฯ รายชื่อครม.จะเร็วกว่า รอได้ไม่เกินสัปดาห์หน้า! ตอนนี้รัฐบาลรักษาการถูกจำกัด เช่น ไม่อาจใช้งบกลางได้ง่ายๆ ต้องขออนุมัติ แต่พอได้รัฐบาลใหม่ ก็ไร้ข้อจำกัด จะเร่งแถลงนโยบายที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว

นอกจากนี้ จะกราบท่านประธานรัฐสภาให้นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลบริหารงบและนโยบายได้เต็มที่ โดยเฉพาะรับมือวิกฤตโลก เช่น สถานการณ์พลังงานที่ผันผวน

  • เน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก
  • ดูแลกลุ่มเปราะบาง: มาตรการช่วยเหลือคนจน เกษตรกร
  • พยุงเศรษฐกิจ: กระตุ้นการลงทุน ส่งออก ท่องเที่ยว
เวที Meet the Press

ข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีม “อนุทิน” ในการผลักดันประเทศให้ก้าวต่อไปท่ามกลางวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีรัฐบาลที่พร้อมทำงานเต็มที่จะช่วยให้ไทยรับมือได้ดีขึ้น ในมุมมองของผม นี่คือสัญญาณบวกที่ประชาชนรอคอย เพราะจะได้เห็นนโยบายจริงจัง ไม่ใช่แค่รอเวลา

คุณคิดอย่างไรกับ “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2? รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่ไหน คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 มอง มีรัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ

KPI Poll: คนไทยเสียงแตก รัฐบาลรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้าแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยมีความกังวลหนักหน่วง แต่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่ยังเสียงแตกไม่ลงตัว

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

วันที่ 27 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เป็นผู้มอบนโยบายสำคัญ KPI Poll ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยหลักการ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานสูง ไม่ชี้นำ แต่ฟังเสียงประชาชน เพื่อเป็นคลังสมองทางประชาธิปไตยของสังคมไทย

การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาค บทสรุปสำคัญมีดังนี้

ผลกระทบที่ประชาชนกังวลมากที่สุดจากวิกฤตสหรัฐ-อิหร่าน

จากผลสำรวจโดย Line Today พบว่า:

  • 78.9% กังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะขนส่ง อาหาร และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่าง
  • 9.3% กังวลข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจทำให้สังคมตื่นตระหนกหรือแตกแยก
  • 5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงานและสินค้านำเข้า-ส่งออกที่สะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
  • 5.4% กังวลความเสี่ยงก่อการร้ายหรือความไม่สงบที่ลุกลาม
  • 0.6% กังวลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศและแรงงานในตะวันออกกลาง

สะท้อนว่าประชาชนกว่า 3 ใน 4 ห่วงปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง ขณะที่ข่าวลวงติดอันดับสอง แสดงถึงความกังวลเรื่องความสับสนและความแตกแยกจากสื่อที่คลาดเคลื่อน

ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่: เสียงแตกสูสี

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก 46.2% ค่อนข้างเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมากในรัฐบาลใหม่ว่าจะรับมือผลกระทบได้ ขณะที่ 40.4% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลย และ 13.4% ไม่แน่ใจ แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสอบผ่าน ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง

กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่น: คนกรุงและ Gen Z สวนทางคนใต้และวัยเก๋า

ภาคใต้เชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมา东北 53.9% เหนือ 36.8% แต่กรุงเทพฯ ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6% กลาง 56.0% ตะวันออก 51.7%

วัย Baby Boomer 53.1% Gen X 47.6% Gen Y 47.1% แต่ Gen Z ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 49.0% ความไม่เชื่อมั่นจากคนเมือง คนรุ่นใหม่ พื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ มาจากความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และคาดหวังรัฐสูง รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารโปร่งใส รวดเร็ว และมาตรการจับต้องได้

ประชาชนหนุนรัฐบาลวางตัวเป็นกลาง โฟกัสช่วยคนไทย

52.5% หนุนวางตัวเป็นกลาง เน้นช่วยคนไทยและผลประโยชน์ชาติ 16.3% เน้นมาตรการเศรษฐกิจรับกระแทก 12.8% ประสานความมั่นคง-ข่าวกรอง 7.3% ทูตเชิงรุก 11.1% ไม่แน่ใจ ประชาชนต้องการความเป็นกลางแบบมีภารกิจ เพื่อปกป้องปากท้องและเศรษฐกิจ

บทสรุป KPI Poll ครั้งที่ 14 ผลสำรวจนี้เป็นบททดสอบรัฐบาลใหม่ในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังต้องเร่ง 1) มาตรการลดค่าครองชีพ 2) สื่อสารชัดเจน 3) แสดงผลจริง เพื่อไม่ให้วิกฤตโลกกลายเป็นวิกฤตครัวเรือน

ในมุมมองผู้เขียน KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด่วน ชวนผู้อ่านติดตามการอัปเดตมาตรการรัฐบาลและสำรวจ KPI Poll ครั้งต่อไป เพื่อเห็นภาพรวมความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย

สถานการณ์วิกฤติพลังงานกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนหลายคนกังวล โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลก ล่าสุด นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย ประชาชนจากผลกระทบนี้แล้ว รัฐบาลเตรียมแผนรับมือครบถ้วน รอเพียงรัฐบาลชุดใหม่เพื่อดำเนินการทันที ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น

นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤติพลังงาน โดยมีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก การประชุมนี้มุ่งเน้นหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงขึ้นต่อเนื่อง

รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมสำคัญ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  • พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดใหม่

ก่อนเริ่มประชุม นายเอกนิติได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ได้ขอหารือกับนายกรัฐมนตรีในประเด็นน้ำมันและมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังผันผวนอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

วิกฤติพลังงานจากตลาดน้ำมันโลกผันผวน

ปัจจุบัน วิกฤติพลังงานเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในยูเครน และปัญหาการผลิตน้ำมันในหลายประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในประเทศไทย ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อการขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพโดยรวม

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ นายเอกนิติย้ำว่า ตอนนี้เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เมื่อมีรัฐบาลใหม่จะดำเนินการทันที หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันนี้ จะแถลงให้ทราบทันที โดยมาตรการหลักจะมุ่งลดค่าครองชีพ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และภาคธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน

มาตรการแก้ไขราคาสินค้าที่ลอยตัวตามน้ำมัน

สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตามราคาน้ำมัน นายเอกนิติระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะดูแลภาคการขนส่ง เพื่อป้องกันการปรับราคาตามต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงกองทุนน้ำมันที่อาจต้องปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาพลังงาน โดยนายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วยอย่างชัดเจน คาดว่าจะมีมาตรการเร่งด่วน เช่น ลดภาษีน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า หรือ补贴ตรงให้ประชาชนใน 1-2 สัปดาห์หลังรัฐบาลใหม่จัดตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นและการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

CTA: คุณคิดว่ามาตรการช่วยเหลือพลังงานครั้งนี้จะเพียงพอหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน “เอกนิติ” แจงเตรียมมาตรการช่วยแล้ว รอมีรัฐบาลใหม่ทำทันที

มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน

สวัสดีครับทุกคน ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อชีวิตประจำวันของเรา พรรคเพื่อไทยก็ไม่นิ่งนอนใจ ล่าสุดมี มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก เพื่อเร่งแก้ปัญหานี้ให้ตรงจุดและเป็นรูปธรรมทันที

มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยหลังการสัมมนา ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 ว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับปัญหาพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ทั้งค่าน้ำมันแพง หาน้ำมันเติมรถไม่ได้ และราคาสินค้าที่พุ่งตามมา

มติสำคัญนี้กำหนดให้พรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคอื่นๆ ยื่นญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เปิดอภิปรายหลัก และมี ส.ส. หลายคนพร้อมร่วมอภิปราย แม้บางคนจะอยู่ในฝั่งรัฐบาลก็ตาม เพราะปัญหานี้กระทบทุกคน เราต้องช่วยกันแก้ไข

ปัญหาหลักจากวิกฤตน้ำมันที่ต้องเร่งแก้

จากที่ที่ประชุมวิเคราะห์ ปัญหาหลักๆ มีหลายมิติ ไม่ใช่แค่น้ำมันขาดแคลน แต่รวมถึง:

  • การบริหารโลจิสติกส์ล้มเหลว: ส่งน้ำมันไปยังปั๊มต่างๆ ไม่ทัน ประชาชนต้องลุ้นหาน้ำมันเติม
  • ข้อครหาการกักตุน: มีความสงสัยว่ามีการกักตุนน้ำมันในบางจุด ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่
  • ราคาสินค้าพุ่ง: ค่าขนส่งแพง สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาตาม
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ผู้รับเหมาก่อสร้างชะลอโครงการเพราะต้นทุนพลังงานสูง หาน้ำมันยาก ส่งผลให้การจ้างงานและเศรษฐกิจชะงัก
  • ห่วงโซ่อุปทานสะดุด: การลงทุนต่างๆ ถูกเลื่อน สร้างความเสียหายระยะยาว

สถานการณ์แบบนี้ถ้าปล่อยไว้ จะยิ่งทำให้ประชาชนลำบากและเศรษฐกิจไทยสะดุดได้ครับ

แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจากพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่มีข้อเสนอชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ทันที โดยมุ่งเน้น 2 เรื่องหลัก:

  • ใช้กลไกสภา: รวบรวมความเห็นจากการอภิปราย ส่งสรุปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนทันที
  • ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ: ศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและพลังงาน ใช้เวลาแค่ 10-20 วัน แล้วรายงานสภาและส่งครม. เพื่อดำเนินการจริงจัง

นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการสื่อสารที่โปร่งใสและรวดเร็วจากภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ารัฐมีน้ำมันเพียงพอ ไม่ต้องตื่นตระหนก

มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการรวมพลังสภาแก้ปัญหาให้ประชาชน หากทำได้เร็ว จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและคืนความสุขให้คนไทยได้ไม่น้อย

ส่วนตัวผมมองว่านี่คือโอกาสดีที่นักการเมืองจะแสดงความรับผิดชอบจริงจัง แทนที่จะทะเลาะกันเอง คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับมติล่าสุดของพรรคเพื่อไทย? ลองแชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วเรามาติดตามกันว่านายจาตุรนต์จะอภิปรายอย่างไรในสภา!

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย ร่วมยื่นญัตติด่วนสภาฯ แก้วิกฤตน้ำมัน ดันตั้ง กมธ.วิสามัญ เร่งหาทางออก

“อนุทิน” คาดตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 1 สัปดาห์ ไม่ช้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนจากวงในรัฐบาลเลยนะครับ “อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ยืนยันไม่ช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พูดแบบนี้หลังรับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว สัญญาว่าจะเร่งตรวจสอบให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

“อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์

วันที่ 20 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง แต่เชื่อว่าเป็น 2567 นะครับ) นายอนุทิน กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้รับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้ว และมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติทันที โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะต้องผ่านการพิจารณาจาก 18 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช., กรมบังคับคดี, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และอื่นๆ อีกมากมาย

นายอนุทิน ย้ำชัดว่า “อยากให้เร็วที่สุด” และถามกลับนักข่าวว่า “วันนี้ 20 มีนาคมใช่ไหม?” เพื่อยืนยันว่าการตรวจสอบจะเสร็จทันกำหนด ไม่เกินก่อนวันสงกรานต์ 13 เมษายนนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด เพื่อเดินหน้าทำนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีเป็นอย่างไร?

สำหรับคนที่สงสัยว่าการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีทำอะไรบ้าง ลองมาดูขั้นตอนแบบสรุปกันครับ โดยทั่วไปต้องตรวจประวัติ ไม่มีคดีติดตัว ไม่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นี่คือหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง:

  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) – ประสานงานหลัก
  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) – ตรวจทรัพย์สิน
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) – ตรวจคดีอาญา
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา – ตรวจด้านกฎหมาย
  • สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) – ตรวจการเงิน
  • และอีก 12 หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย, ป.ป.ท. เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ต้องส่งผลกลับมาให้ สลค. ก่อนสรุปส่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทูลเกล้าฯ ถ้าผ่านหมด ก็พร้อมประกาศใช้ทันทีครับ

ปัดตอบกรณี “สุดาวรรณ” ถูก DSI ออกหมายเรียก รุกที่ดินหาดสวนยา

อีกประเด็นที่สื่อถามเยอะคือชื่อนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ติดโผว่าที่รัฐมนตรี แต่ DSI ออกหมายเรียกคดีรุกที่ดินหาดสวนยา นายอนุทิน ตอบสั้นๆ ว่า “ยังไม่ทราบ” และย้ำว่าต้องรอพระราชโปรดเกล้าฯ ก่อนถึงจะเปิดเผยได้ ยืนยันว่ามีแนวทางชัดเจนตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หากใครมีปัญหาจะไม่ดำเนินการต่อ

ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโจมตีเรื่องคดีเก่าๆ นายอนุทิน ก็ไม่ตอบ แต่เปลี่ยนไปย้ำเรื่องเร่งทูลเกล้าฯ สิ้นเดือนนี้ ถ้าไม่มีปัญหาแม้แต่คนเดียว

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งเครื่องเต็มที่ เพื่อให้ครม.ชุดใหม่上路เร็วๆ ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนรอคอยกันมานาน คุณคิดว่าครม.ชุดนี้จะมีเซอร์ไพรส์อะไรอีกไหม? จากที่เห็น รายชื่อสำรองก็ส่งตรวจไปด้วยนะครับ (นายกฯ หัวเราะเบาๆ)

สรุปแล้ว “อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ยืนยันไม่ช้า จริงๆ ด้วย ถ้าทุกอย่างราบรื่น เราจะได้เห็นครม.ใหม่ทำงานก่อนสงกรานต์แน่นอน ในมุมมองผม การเร่งแบบนี้ดีมาก เพราะประเทศต้องการผู้นำที่พร้อมลุยทันที ไม่รอช้า ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้เลยครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังนโยบายอะไรจากครม.ชุดใหม่บ้าง!

ที่มา – “อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ยืนยันไม่ช้า

“อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ

“อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ-เพื่อไทย ยกมือให้เต็ม 100 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรค นำโดยพรรคภูมิใจไทย ได้ประชุมกันอย่างคึกคัก เพื่อเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำทีมแถลงข่าว ขอบคุณทุกพรรคที่ให้การสนับสนุนเต็มที่ โดยย้ำว่าไม่มีพรรคใหญ่พรรคเล็ก มีแต่พรรคร่วมกันเพื่อชาติและประชาชน

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความสามัคคี ส.ส. จากทุกพรรคเข้าร่วมครบถ้วน โดยเฉพาะส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่แต่งชุดผ้าไทยสีน้ำเงินประจำพรรคอย่างพร้อมเพรียง พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 16 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจ พรรคเพื่อชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ ทุกพรรคพร้อมใจกันหนุนนายอนุทินนั่งเก้าอี้นายกฯ

“อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ

นายอนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แสดงความยินดีกับส.ส.ทุกคนที่ได้รับเลือกจากประชาชน และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความร่วมมือจาก 16 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาล เขาให้คำมั่นว่าจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ด้วยพลัง ประสบการณ์ และความตั้งใจของทุกคน ขอบคุณหัวหน้าพรรค สมาชิก และผู้ประสานงานที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่น ยืนยันว่าจะสนับสนุนทุกพรรคทั้งในสภาและพื้นที่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

อนุทิน ยังเน้นย้ำว่า “วันนี้ไม่มีพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก มีแต่พรรคร่วมรัฐบาล” ทุกเสียงมีค่าเท่ากัน พร้อมรับฟังทุกความเห็นเพื่อชาติ หลังเลือกนายกฯเสร็จ จะเร่งตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย โดยรับฟังข้อเสนอจากทุกพรรค เพื่อเดินหน้ารัฐบาลใหม่ให้เร็วที่สุด แก้ปัญหาเร่งด่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพื่อไทย ยกมือสนับสนุน “อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ เต็ม 100

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าพรรคมีมติเอกฉันท์โหวตให้อนุทิน โดยไม่มีแรงกดดัน สนับสนุนเต็ม 100% เพราะเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้เข้มแข็งพอแก้ปัญหาไทยได้ โดยเฉพาะปัญหาชายแดนใต้และสถานการณ์โลกอย่างตะวันออกกลาง พรรคเพื่อไทยขอบคุณอนุทินที่ให้เกียรติเชิญร่วม และพร้อมส่งนโยบายมาผสมผสานเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

พลังประชารัฐ-ประชาชาติ ยืนยันหนุนเต็มสูบ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่ามีมติเอกฉันท์สนับสนุนอนุทิน เพื่อแก้ปัญหาท้าทายต่างๆ ร่วมกัน ขณะที่นายซูการ์โน มะทา เลขาฯพรรคประชาชาติ ขอบคุณโอกาสที่ให้พรรคเล็กจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคมีมติหนุนเต็มที่ พร้อมทำงานแก้ปัญหาพื้นที่

โดยรวม พรรคร่วมมีเสียงสนับสนุน 293 เสียง แต่เหลือ 292 เสียงชั่วคราวเพราะสุพรรณบุรี เขต 2 ยังไม่รับรอง รัฐบาลชุดนี้คาดว่าจะเข้มแข็ง เดินหน้าทำงานทันที

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายมากมาย คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและชายแดนได้สำเร็จหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ-เพื่อไทย ยกมือให้เต็ม 100

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบลูกโซ่มาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ล่าสุด “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ รักษาการ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก เกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาต้องเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาข้าวยังตกต่ำ สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยิ่งกว่าเดิม

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้กล่าวถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยอุ้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กำลังซ้ำเติมชาวนาไทยที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ชาวนาต้องใช้ปุ๋ยและน้ำมันในการเตรียมดิน หว่านเมล็ด และเก็บเกี่ยว หากต้นทุนสูงขึ้น รายได้ที่เหลืออยู่จริงๆ จะยิ่งหดหาย

ปกติแล้ว ชาวนาไทยเผชิญปัญหาหลายประการ ทั้งราคาข้าวในตลาดโลกที่ผันผวน ปริมาณผลผลิตล้นตลาด แต่ช่องทางกระจายสินค้าที่ยังไม่เพียงพอ สถานการณ์ “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย นี้ยิ่งทำให้โจทย์ยากขึ้น รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตและมาตรการช่วยเหลือด่วน

ผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่พุ่งสูง

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อทุกขั้นตอนการผลิตข้าว ตั้งแต่การไถนา การสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยเคมีซึ่งนำเข้าส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ก็ปรับราคาตามต้นทุนพลังงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

  • ต้นทุนปุ๋ยต่อไร่เพิ่มจาก 1,500 บาท เป็นเกือบ 2,500 บาท
  • น้ำมันดีเซลสำหรับรถไถและรถเกี่ยวพุ่งสูง กระทบรายจ่ายอีก 500-1,000 บาทต่อไร่
  • ราคาข้าวโพดตกต่ำ ทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวมากขึ้น แต่ตลาดรับไม่ไหว

ร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะรักษาการ รมว.เกษตรฯ ยืนยันว่าจะประคองสถานการณ์ให้ดีที่สุด โดยมอบหมายปลัดกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิด แม้งบประมาณกลางจะจำกัด แต่จะผลักดันมาตรการช่วยเหลือผ่านกระทรวงการคลัง เช่น ลดราคาน้ำมันดีเซลเกษตร หรือ补贴ปุ๋ย

จุดยืนการเมืองของพรรคกล้า: “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน เพื่อนไม่มีวันตาย”

นอกจากปัญหาเกษตร ร้อยเอกธรรมนัส ยังย้ำจุดยืนทางการเมืองของพรรคกล้า ที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มา 7 ปี แม้บทบาทจะเปลี่ยน แต่จะผลักดันผ่านสภาและกรรมาธิการ กรณีงดโหวตประธานสภา เป็นมติพรรคที่ยึดหลักการ ไม่สนับสนุนบุคคลที่ไม่เหมาะสม

สำหรับการโหวตนายกฯ ยังไม่สรุป แต่ย้ำหลักการ “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน” และ “เพื่อนไม่มีวันตาย” โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นเพื่อนเก่าแก่จากนักเรียนเหล่าฯ การเมืองต้องแยกจากส่วนตัว แต่ยึดอุดมการณ์เพื่อประชาชน

สถานการณ์นี้สะท้อนว่าภาคเกษตรไทยต้องการนโยบายที่ยั่งยืน เช่น พัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรแม่นยำ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี รัฐบาลใหม่ควรเร่งหาแหล่งปุ๋ยทางเลือกในประเทศ และเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อ stabilize ราคา

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรโฟกัสปัญหาจริงของประชาชนอย่างชาวนา แทนที่จะติดอยู่กับเกมการจัดตั้งรัฐบาล หากปล่อยให้ต้นทุนพุ่งต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตอาหารและความยากจนในชนบท

คุณคิดว่ามาตรการใดที่รัฐบาลใหม่ควรทำเป็นลำดับแรกเพื่อช่วยชาวนา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรไทยได้ที่นี่!

ที่มา – “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ย้ำจุดยืนการเมือง “เพื่อนไม่มีวันตาย”

Scroll to top