รัฐประหาร

บราซิลจับกุม โบลโซนาโร ป้องกันหลบหนี

เจ้าหน้าที่บราซิลบุกจับกุมตัว ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เพื่อป้องกันการหลบหนี หลังจากลูกชายของเขาพยายามจัดการชุมนุมที่หน้าที่พักของผู้เป็นพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล ถูกจับกุมตัวที่บ้านของเขาเองที่กรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของบราซิล โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหลบหนี เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะต้องเริ่มรับโทษจำคุกจากความผิดฐาน เป็นผู้นำความพยายามก่อรัฐประหาร

สำนักงานตำรวจบราซิลระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้ดำเนินการตาม “หมายจับเพื่อป้องกัน” (preventive arrest warrant) ซึ่งได้รับการร้องขอโดยตำรวจเองและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็นบราซิล ว่า การร้องขอให้มีการควบคุมตัวนายโบลโซนาโรเพื่อป้องกันการหลบหนี เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร สมาชิกวุฒิสภาและลูกชายของนายโบลโซนาโร จะจัดพิธีทางศาสนาที่หน้าอาคารชุดซึ่งอดีตประธานาธิบดีบราซิลผู้นี้อาศัยอยู่

นายฟลาบิโอ อธิบายว่า พิธีรวมตัวดังกล่าว ซึ่งเดิมทีวางแผนจะจัดในช่วงเย็นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น คือโอกาสที่เขาจะได้สวดภาวนาให้แก่พ่อของเขา หลังมีรายงานข่าวว่า นายโบลโซนาโรสุขภาพไม่ดี และจัดขึ้นเพื่อการกลับมาของประชาธิปไตยในประเทศของเขา

“คุณจะออกมาต่อสู้เพื่อประเทศของคุณ หรือแค่นั่งดูทุกอย่างผ่านโทรศัพท์ของคุณบนโซฟาที่บ้าน?” เขาถามผู้ติดตามของเขาผ่านวิดีโอที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ด้านศาลสูงสุดของบราซิลระบุในวันเสาร์ว่า พวกเขาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการ “เรียกผู้สนับสนุน” ให้มารวมตัวกันในการพิธีทางศาสนาดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความพยายามหลบหนี และการรวมตัวครั้งนี้อาจขยายตัวเป็นวงกว้าง และคงอยู่เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ผลกระทบ, พัฒนาการ และผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ศาลระบุอีกว่า ได้รับแจ้งว่ามีการละเมิดอุปกรณ์ติดตามอิเล็กทรอนิกส์ของโบลโซนาโรในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ “ข้อมูลดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงเจตนาของผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดที่จะทำลายกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าการหลบหนีของเขาจะประสบความสำเร็จ โดยอาศัยความสับสนที่เกิดจากการชุมนุม”

ทั้งนี้ ชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 27 ปีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฐานวางแผนที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปหลังจากแพ้การเลือกตั้งในปี 2565 และถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านมาตลอดนับแต่นั้น

นอกเหนือจากการวางแผนก่อรัฐประหารแล้ว โบลโซนาโรยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมติดอาวุธ, พยายามใช้กำลังล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของบราซิล, ก่อความรุนแรงต่อสถาบันของรัฐ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่ได้รับการคุ้มครอง ระหว่างที่ผู้สนับสนุนของเขาบุกเข้าอาคารรัฐบาลเมื่อ 8 มกราคม 2566

นายโบลโซนาโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดมาตลอด และว่าคดีของเขาเป็นเหมือนกับการล่าแม่มดทางการเมือง

บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

สถานการณ์ทางการเมืองในบราซิลยังคงมีความตึงเครียดสูง และการจับกุมอดีตประธานาธิบดีถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น การที่ศาลฎีกาอนุมัติหมายจับเพื่อป้องกันการหลบหนี แสดงให้เห็นว่ามีความกังวลอย่างมากว่า นายโบลโซนาโรอาจพยายามหลีกเลี่ยงการรับโทษจำคุก

ทำไมต้องจับกุม โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี?

เหตุผลหลักของการจับกุมคือการป้องกันไม่ให้นายโบลโซนาโรหลบหนี เนื่องจากมีรายงานว่าเขาพยายามทำลายอุปกรณ์ติดตามอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ การรวมตัวของผู้สนับสนุนที่วางแผนโดยลูกชายของเขา ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการหลบหนี

คดีของนายโบลโซนาโรเป็นที่จับตามองของนานาชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความพยายามในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การที่อดีตประธานาธิบดีถูกตัดสินว่ามีความผิด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบราซิลในการรักษากฎหมายและประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่สงบในประเทศมากยิ่งขึ้น

การจับกุมอดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการเมืองบราซิลในระยะยาว และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความท้าทายในการรักษาระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่เผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การตัดสินใจของศาลและเจ้าหน้าที่ในการ บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความพยายามในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยจะไม่ถูกยอมรับ

ติดตามสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบราซิลและภูมิภาค

ที่มา – บราซิลจับกุม อดีต ปธน.โบลโซนาโร เพื่อป้องกันหลบหนี

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารพยายามยึดอำนาจ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ออกมาเปิดเผยว่า กำลังเกิดความเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจในประเทศด้วยการใช้กำลัง ขณะที่หน่วย CAPSAT อ้างว่า พวกเขายึดการควบคุมกองทัพได้แล้ว

เมื่อ 12 ต.ค. 2568 สำนักงานประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะนี้กำลังเกิดความพยายาม ยึดอำนาจ อย่างผิดกฎหมายโดยใช้กำลัง เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากรัฐบาลเผชิญการประท้วงของประชาชนหนุ่มสาว ซึ่งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หน่วยทหารที่รู้จักกันในชื่อ “แคปแซต” (CAPSAT) ได้อ้างว่าพวกเขายึดการควบคุมกองบัญชาการทหารไว้ได้แล้ว และขณะนี้พวกเขาควบคุมกองทัพทั้งหมด ทั้งทัพบก ทัพอากาศ และทัพเรือ

หน่วยแคปแซต เป็นทหารหน่วยเดียวกันกับที่มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาดากัสการ์เมื่อปี 2552 ซึ่งช่วยให้นายราโจเอลินาก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มเยาวชนเริ่มการประท้วงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ภายใต้ชื่อ “Gen Z Mada” เพื่อต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่การประท้วงได้ขยายวงกว้างขึ้น สะท้อนถึงความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของนายราโจเอลินาในเรื่องต่างๆ เช่น อัตราการว่างงานที่สูง, การทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตค่าครองชีพ

นายราโจเอลินาระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้มีความพยายามที่จะ ยึดอำนาจ ในอาณาเขตของสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง”

เขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า เป็นความพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหลักของประเทศรวมกันเป็นหนึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และอำนาจอธิปไตยของชาติ

กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว
กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว

ด้านหน่วยแคปแซตแถลงผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า พวกเขาได้แต่งตั้ง พลเอก เดโมสเตน พิคูลัส ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่แล้ว ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายมานันต์โซอา เดรามาซินจาคา ราโคโทอาริเวโล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว

ในวันเดียวกัน ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันที่จัตุรัสหลักในกรุงอันตานานาริโว เมืองหลวงของมาดากัสการ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกันแล้ว และนี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงจัตุรัส 13 พฤษภาคม (May 13 Square) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการลุกฮือครั้งก่อนๆ ได้เลย

ผู้ประท้วงรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ในที่สุดพวกเขาก็พิชิตจัตุรัส 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นจัตุรัสแห่งประชาธิปไตยได้แล้ว “พวกเรามีความสุขและโล่งใจ นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เราจะไม่หยุดการต่อสู้จนกว่าประธานาธิบดีราโจเอลินา จะลาออก”

ความสำเร็จของผู้ประท้วงเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รับ “การสนับสนุนอย่างไม่คาดคิด” จากหน่วยแคปแซต เมื่อวันเสาร์ (11 ต.ค.) เมื่อทหารบางส่วนของหน่วยได้ออกจากค่ายทหารเพื่อเข้าร่วมการประท้วง โดยหน่วยแคปแซต ประณามหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่ใช้กำลังกับผู้ประท้วง

นอกจากนั้น มีรายงานด้วยว่า เกิดการยิงปะทะที่ค่ายของหน่วยแคปแซต ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีทหารนายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต

ด้านสายการบินแอร์ฟรานซ์ ระบุว่า พวกเขาระงับเที่ยวบินไปยังกรุงอันตานานาริโวอย่างน้อยจนถึงวันอังคาร (14 ต.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ นายโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงหยุดใช้ “กำลังที่ไม่จำเป็นและไม่สมสัดส่วน” เพื่อปราบปรามความไม่สงบ โดยเขากล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บอีก 100 รายแล้ว

แต่นายราโจเอลินาออกมาโต้แย้งตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพียง 12 ราย เท่านั้น และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้ที่ก่อการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงน่าจับตามอง การประท้วงของคนรุ่นใหม่และความเคลื่อนไหวของทหารหน่วย CAPSAT ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมาก เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ

เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของรัฐบาลและสังคมในมาดากัสการ์ การประท้วงที่ขยายวงกว้างและความพยายาม ยึดอำนาจ โดยทหาร สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน

ความพยายามยึดอำนาจในมาดากัสการ์

การที่ทหารออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้ประท้วง สะท้อนความไม่พอใจภายในกองทัพต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญญานอันตรายต่อเสถียรภาพของชาติ

การที่สายการบินแอร์ฟรานซ์ระงับเที่ยวบินนั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ในมาดากัสการ์นั้นตึงเครียดและคาดเดาไม่ได้ นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังมาดากัสการ์ในช่วงนี้

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

“บิ๊กเกรียง” โต้คดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ

พลเอกเกรียงไกร ตอบกลับคนพาดพิง รัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับฮั้ว สว. ชี้ เป็นกระบวนการตามกฎหมาย ลั่นไม่ขายชาติ ขายแผ่นดินแน่นอน เหมือนคดีที่ถูกศาลวินิจฉัยไปแล้ว

วันที่ 2 กันยายน 2568 พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์รัฐสภา “เปิดทุกมุมมอง สไตล์ สว. รั้วของชาติ สู่รั้วรัฐสภา” เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงกรณีที่มีฝ่ายการเมืองออกมาพาดพิงว่า “การรัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการฮั้วเลือก สว. เพียงครั้งเดียว” โดยระบุว่า ความจริงตนไม่อยากพูดถึงเรื่องการเมือง แต่คดีฮั้ว สว. อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนไต่สวน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ขายชาติขายแผ่นดินแน่นอน เพราะการขายชาติขายแผ่นดิน มีเรื่องให้ศาลวินิจฉัยไปแล้ว

ทั้งนี้ พลเอกเกรียงไกร เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2506 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 (ตท.22) และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 33 (จปร.33) เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 (ร.25 พัน 3) ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี

พล.อ.เกรียงไกร มีการทำงานที่สำคัญ ชีวิตราชการเติบโตอยู่ในกองทัพภาคที่ 4 มาตลอด ก่อนจะขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ 1 ต.ค.2563 โดยรับภารกิจใหญ่ดับไฟใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด และเคยได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2566 และได้ลงสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง โดยได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่ 1 และได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว.สายสีน้ำเงิน” ให้เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง

“บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

จากกรณีที่มีการกล่าวถึงเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย พลเอกเกรียงไกรได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกฎหมาย และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายชาติขายแผ่นดิน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้ว สว. กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของ กกต. ซึ่งพลเอกเกรียงไกรได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พลเอกเกรียงไกรยังได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อีกด้วย

การออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพลเอกเกรียงไกรในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และต้องติดตามต่อไปว่าผลการสอบสวนของ กกต. จะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อสถานะของพลเอกเกรียงไกรในวุฒิสภาอย่างไรบ้าง

การที่พลเอกเกรียงไกรออกมาโต้ตอบเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง

ประเด็นการ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การออกมาให้ข้อมูลของพลเอกเกรียงไกรในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่ง และสามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ในปัจจุบันเรื่องราวของ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ยังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และหลายฝ่ายกำลังจับตาดูความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

Scroll to top