รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีการจากไปของนักการเมืองชื่อดังที่สร้างความเสียดายให้กับผู้ร่วมงานอย่างมาก ซึ่งประเด็นหลักที่หลายคนติดตามคือ นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เหตุการณ์การเสียชีวิตของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในอดีตสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าตนเคยทำงานร่วมกับท่านมาก่อน และมีความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในมุมมองของนายกฯ นั้น ท่านเป็นคนน่ารักและตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด

มุมมองต่องานการเมืองและอนาคตของตำแหน่ง เลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องการอาลัยแล้ว สิ่งที่สังคมจับตามองคือกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) อย่างคุณฉัตรชัย บางชวด ซึ่งมีกระแสหนาหูว่าจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช. เพื่อยืนยันว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม:

  • การชี้แจงเรื่องโผทหารที่หลายคนกังวล
  • จุดยืนของนายกรัฐมนตรีต่อความรับผิดชอบในสภากลาโหม
  • ความชัดเจนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

นายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่าในเรื่องของโผโยกย้ายนายทหารนั้น ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของสภากลาโหมโดยตรง ดังนั้นกระแสข่าวที่ว่าโผทหารไม่ลงตัวจนกระทบมาถึงเก้าอี้เลขาฯ สมช. จึงเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนในการทำงานของผู้นำประเทศที่ไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ และยังคงรักษาบรรยากาศการทำงานที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้าราชการหรือการแสดงความไว้อาลัยต่อบุคคลสำคัญทางการเมืองก็ตาม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

ที่มา – นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

“พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

เจาะลึกปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมบุกทลายธุรกิจต้องสงสัยย่านห้วยขวาง ในภารกิจ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ซึ่งงานนี้ถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการธุรกิจสีเทาอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติทั้งเรื่องใบอนุญาต และการใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อประกอบธุรกิจในไทย

ความน่าตกใจของเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการทำธุรกิจผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่กลางคัน ซึ่งนายพลพีร์ได้เปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติการมีสายโทรศัพท์เข้ามาจากเจ้าของร้านเพื่อขอเคลียร์คดี โดยอ้างว่ามีการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานเป็นงวดๆ อยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทยหายไปไหน?

ทำไมปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ถึงสำคัญ?

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนต่างชาติที่เอาเปรียบคนไทย โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น: พบชาวจีนถือหุ้นใหญ่โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • การตรวจสอบความปลอดภัย: อาคารไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน
  • การทำธุรกิจผิดกฎหมาย: มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
  • เส้นทางการเงิน: พบความเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์และการชำระเงินที่เลี่ยงภาษี

หลายคนคงตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ครั้งนี้ จะนำไปสู่การจับกุมข้าราชการกังฉินได้จริงหรือไม่ นายพลพีร์ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดคือผิด” และจะไม่ยอมให้ข้าราชการที่ทุจริตมาทำลายผลประโยชน์ของชาติ โดยจะมีการตรวจสอบย้อนหลังทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความสะอาดบ้านเมือง หากภาครัฐเอาจริงเอาจังเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนจะกลับมา และธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายของคนไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างเป็นธรรม การทลายเครือข่ายนอมินีไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการคืนสิทธิและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว

“วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านกดดันให้ลาออกจากคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยจุดเริ่มต้นมาจากข้อสงสัยที่มีชื่อบุคคลในครอบครัวของท่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.

“วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายวรศิษฎ์ยืนยันหนักแน่นว่า “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ โดยชี้แจงว่าหน้าที่ของตนในฝ่ายบริหารนั้นเป็นการสั่งการเชิงนโยบายเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจไปลงรายละเอียดหรือแทรกแซงกระบวนการชี้ถูกผิดหรือการตรวจสอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) แต่อย่างใด

เหตุผลที่ “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

นอกจากนี้ นายวรศิษฎ์ยังตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกรณีที่สมาชิกพรรคประชาชนเคยมีข่าวพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแต่อย่างใด ดังนั้นการนำเรื่องส่วนตัวมาผูกกับหน้าที่การงานทางการเมืองจึงควรมีการแยกแยะให้ชัดเจน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ทำอย่างโปร่งใสตามข้อเท็จจริง
  • การมีชื่อญาติเกี่ยวข้องไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นมีความผิดหรือมีการทุจริตในขั้นตอนของฝ่ายบริหาร
  • นายวรศิษฎ์พร้อมเข้าตอบกระทู้ถามในสภาเพื่อความกระจ่างแก่ประชาชน
  • การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำ เนื่องจากผลลัพธ์ย่อมย้อนกลับมาหาตัวผู้กระทำเอง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้รู้สึกกังวลกับการจับจ้องของฝ่ายค้าน เพราะภาระงานในความรับผิดชอบนั้นมีมากพออยู่แล้ว และการทำงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมีความชัดเจนว่าหากใครทำผิดก็ต้องรับผิดชอบไปตามกระบวนการกฎหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพื่อปกป้องใครทั้งสิ้น

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ การตรวจสอบทางการเมืองควรอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงและความยุติธรรม มากกว่าการใช้ประเด็นส่วนบุคคลมาสร้างแรงกดดันทางการเมือง การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ต้องแยกแยะระหว่างหน้าที่บริหารกับความสัมพันธ์ส่วนตนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้งที่ไร้ทิศทางและไม่เกิดผลดีต่อประชาชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีสำหรับสายช้อปที่รักของดีจากชุมชนมาฝากกันครับ ล่าสุดคุณพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โดยงานนี้ถือเป็นโอกาสทองที่กรมการพัฒนาชุมชนตั้งใจจัดขึ้นเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงครับ

พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างไร ต้องบอกเลยว่านี่คือเวทีใหญ่ที่รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 4-5 ดาวทั่วไทยมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนเมืองได้สัมผัสสินค้าคุณภาพดีโดยไม่ต้องเดินทางไกล การจัดงาน พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย ครั้งนี้ถือเป็นจุดที่ 4 แล้วครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการนี้สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชนไปแล้วกว่า 18 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากทีเดียว

ไฮไลท์ที่คุณไม่ควรพลาดในงานนี้

ภายในงานไม่ได้มีแค่การขายของนะครับ แต่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบเลย:

  • เพลิดเพลินกับสินค้า OTOP คุณภาพระดับ 5 ดาว กว่า 350 บูธ ทั้งเครื่องแต่งกาย อาหาร และสมุนไพร
  • กิจกรรม Workshop สนุกๆ ให้คุณได้ลองประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยตัวเอง
  • นาทีทองลุ้นโชคของรางวัลมากมาย
  • ดื่มด่ำกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ กบ ทรงสิทธิ์ และเป้ วงมายด์ ที่จะมาสร้างสีสันให้งานมีชีวิตชีวา

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 มิถุนายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ใครที่กำลังมองหาของฝาก หรืออยากอุดหนุนสินค้าไทยเพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไม่ควรพลาดงานนี้จริงๆ ครับ การที่เราช่วยกันซื้อ ช่วยกันใช้สินค้าไทยแบบนี้ คือการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าให้ยั่งยืนมากที่สุดเลยครับ

ผมเชื่อว่าการสนับสนุนสินค้า OTOP คือการสร้างโอกาสให้คนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง หากใครว่างลองแวะไปเดินเล่นที่ศูนย์ราชการฯ กันดูนะครับ ของดีหายากมีเยอะมาก แล้วคุณจะหลงรักเสน่ห์ของงานคราฟต์ฝีมือคนไทยที่ไม่มีวันหยุดพัฒนาอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์” เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

“เจเศรษฐ์” ชมเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงทันท่วงที ไฟลุกลามเผาใบไม้

ในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนระอุ เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นได้ง่ายจากการเผาขยะหรือเศษใบไม้ ล่าสุดเกิดเหตุไฟไหม้ลุกลามที่บ้านทุ่งมะขามหวาน จังหวัดอุทัยธานี โดย “เจเศรษฐ์” ชมเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงทันท่วงที หลังจากเจ้าของบ้านเผาเศษใบไม้จนไฟลาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง

“เจเศรษฐ์” ชมเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงทันท่วงที

วันที่ 15 เมษายน 2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ได้ลงพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านทุ่งมะขามหวาน ตำบลหนองนางนวล อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ทันทีหลังได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ท่านกำลังเป็นประธานเปิดงานวันสงกรานต์ของเทศบาลตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบสูงในการทำงาน

นายเจเศรษฐ์ ได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ควบคุมเพลิงได้ทันท่วงที โดยมีว่าที่ ร.ต.ชยพล อัครจิรากุล นายอำเภอหนองฉาง นายอำนาจ เพ็ชร์โรจน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 นายรพีรัฐ ถิระการ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 และนายฉัตรมงคล สุวรรณเศรษฐ์ หัวหน้าชุดป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุทัยธานี ร่วมให้การต้อนรับ เจ้าหน้าที่จาก อบต.หนองนางนวล อบต.หนองฉาง และเทศบาลหนองฉาง รวม 3 คันรถ เข้าปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว

“เจเศรษฐ์” ชมเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงทันท่วงที หลังไฟลุกลาม

สาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากเจ้าของบ้านลักลอบจุดไฟเผาเศษใบไม้บริเวณโรงรถ ขณะนั้นมีลมพัดแรง ทำให้เปลวไฟลอยไปติดใบไม้บนหลังคาบ้าน จากนั้นลุกลามไปยังฟางแห้งในทุ่งนาข้างเคียง โชคดีที่มีพลเมืองดีเห็นควันไฟรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ซึ่งวิทยุแจ้งทีมดับเพลิงทันที ใช้เวลาไม่นานก็ควบคุมสถานการณ์ได้ ความเสียหายจำกัดอยู่ที่รถจักรยานยนต์ 2 คัน และหลังคาสังกะสีบางส่วนเท่านั้น

ทางอำเภอหนองฉางได้ตักเตือนเจ้าของบ้านอย่างเข้มงวด เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ก่อให้เกิดอันตราย เจ้าของบ้านยอมรับผิด มีความสำนึก และสัญญาจะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก หากเกิดซ้ำจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

บทเรียนจากเหตุ “เจเศรษฐ์” ชมเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงทันท่วงที

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของความเสี่ยงจากการเผาเศษใบไม้หรือขยะในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีทุ่งนาและวัสดุไวไฟมาก ในปีที่ผ่านมา จังหวัดอุทัยธานีมีเหตุเพลิงไหม้จากสาเหตุคล้ายกันนับสิบครั้ง ส่งผลให้ทรัพย์สินเสียหายและอาจคุกคามชีวิต

  • อย่าจุดไฟเผาเศษใบไม้หรือขยะ โดยเฉพาะในวันที่ลมแรง
  • เตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ที่บ้าน เช่น ถังดับเพลิงหรือทราย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากเห็นควันไฟ ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างคูน้ำหรือกำจัดวัสดุไวไฟรอบบ้านเพื่อป้องกันการลุกลาม
  • ส่งเสริมการตัดแต่งต้นไม้และกำจัดเศษใบไม้อย่างถูกวิธี

การตอบสนองที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบป้องกันภัยท้องถิ่น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของผู้นำอย่างนายเจเศรษฐ์ ที่ให้กำลังใจและติดตามปัญหาใกล้ชิด

สำหรับประชาชน ควรตระหนักถึงกฎหมายห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง และเลือกวิธีกำจัดขยะที่ปลอดภัย เช่น ฝังกลบหรือมอบให้หน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

คำแนะนำสุดท้าย: หากคุณพบเห็นควันไฟหรือเหตุภัยพิบัติ อย่าลังเลที่จะโทรสายด่วนนิรภัย 1784 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทันท่วงที ช่วยกันปกป้องชุมชนให้ปลอดภัยจากเพลิงไหม้

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ชมเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงทันท่วงที หลังเจ้าของบ้านเผาเศษใบไม้ ก่อนไฟไหม้ลุกลาม

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวพ่อชาดา รมว.วัฒนธรรม

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวของ “พ่อชาดา” หรือนายชาดา ไทยเศรษฐ์ กลายเป็นที่สนใจของหลายคนอีกครั้ง หลังมีชื่อติดโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ตามเดิม เหมือนในสมัยครม.อนุทิน 1 วันนี้เรามาเจาะลึกเส้นทางชีวิตและการเมืองของเธอคนนี้กันเลย

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ หรือชื่อเล่นว่า “ดีดา” เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ปัจจุบันอายุ 42 ปี เธอเป็นบุตรสาวคนกลางในบรรดา 3 สาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางเตือนจิตรา แสงไกร ชีวิตครอบครัวของเธอเต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะงานแต่งงานสุดอลังการกับนายอนันต์ ปาทาน (ชาเดฟ) เมื่อต้นปี 2565 ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นประธานในพิธี งานนี้ปิดโรงแรมหรูบนเกาะสมุยกว่า 500 ห้อง นาน 4 คืน ต้อนรับแขกการเมืองชื่อดังมากมาย ถือเป็นงานแต่งระดับช้างเลยทีเดียว

ด้านการศึกษา ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University) และปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พื้นฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้เธอพร้อมรับมือกับโลกการเมืองที่ซับซ้อน

งานแต่งซาบีดา

เส้นทางการเมืองของซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ก่อนก้าวสู่วงการเมืองเต็มตัว ซาบีดาเคยเป็น “แขนขวา” ของพ่อมาตลอด เธอเป็นคณะทำงานให้กับนายชาดาในสมัยรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย มักลงพื้นที่แทนพ่อบ่อยๆ นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการและเลขานุการของมูลนิธิไทยเศรษฐ์ และมูลนิธิอุทัยธานีเพื่อการพัฒนา ช่วยเหลือสังคมในจังหวัดอุทัยธานีอย่างต่อเนื่อง

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในแวดวงรัฐบาล

ปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร นายชาดาติดปัญหาคุณสมบัติ เลยส่งซาบีดามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแทน จากนั้นปี 2568 พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล เธอได้เลื่อนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในครม.อนุทิน 1 และล่าสุด วันที่ 15 มีนาคม 2569 ชื่อของเธอยังคงอยู่ในโควตากระทรวงวัฒนธรรมของครม.อนุทิน 2 คาดว่าเพื่อสานต่อนโยบายให้งานราบรื่น

ผลงานในกระทรวงวัฒนธรรมของซาบีดาเน้นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้ทันสมัย เช่น โครงการดิจิทัลมิวเซียม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริม soft power ไทยสู่เวทีโลก นอกจากนี้ เธอยังผลักดันให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมวัฒนธรรมมากขึ้น ทำให้กระทรวงมีภาพลักษณ์สดใหม่

  • จุดเด่น: พื้นฐานกฎหมายแข็งแกร่ง
  • ครอบครัวนักการเมืองดัง
  • ผลงานสานต่อจากพ่อได้ดี
  • งานสังคมในอุทัยธานี
ซาบีดาในงานการเมือง
ภาพกิจกรรม
ซาบีดากับพ่อ
ผลงานวัฒนธรรม

จาก ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เห็นได้ชัดว่าเธอคือตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สืบทอดมรดกการเมืองจากครอบครัว แต่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย การคงตำแหน่งในครม.อนุทิน 2 แสดงถึงความไว้วางใจจากพรรค หากคุณสนใจเส้นทางการเมืองของเธอต่อไป ติดตามอัปเดตข่าวสารที่นี่ได้เลย หรือแชร์ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ให้เพื่อนๆ รู้จัก!

ที่มา – ประวัติ “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” ลูกสาว “พ่อชาดา” ยังมีชื่อได้นั่ง รมว.วัฒนธรรม ตามเดิม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความชื่นชมในหมู่ประชาชนและข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงของชาติ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญเรื่องนี้ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนชั้นยศ นายกองเอก ให้แก่บุคคลสำคัญ 3 ราย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ มีเหตุผลมาจากผลงานที่โดดเด่นของผู้รับพระราชทานยศ ขณะดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะการปฏิบัติราชการในกิจการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานรัฐ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศ และช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ กองอาสารักษาดินแดน หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า “อส.” มีสมาชิกทั่วประเทศนับแสนนาย ซึ่งยศนายกองเอกถือเป็นชั้นยศสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบและความสามารถในการบังคับบัญชา

พระราชทานยศนี้เป็นกรณีพิเศษ แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและการส่งเสริมผู้มีผลงานเด่น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามปกติ ซึ่งเป็นการยกย่องเกียรติคุณแก่ผู้ปฏิบัติงานอย่างหนักหน่วงเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ผู้ใดบ้าง

  • ว่าที่นายกองเอก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้รับยศ นายกองเอก เนื่องจากขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2567
  • ว่าที่นายกองเอก ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้รับยศ นายกองเอก ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568
  • ว่าที่นายกองเอก ศศิธร กิตติธรกุล ได้รับยศ นายกองเอก ในฐานะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ทั้งสามท่านนี้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการฝึกอบรม สั่งการ และประสานงานกับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนทั่วประเทศ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กองอาสารักษาดินแดน มีบทบาทอย่างไรในสังคมไทย

กองอาสารักษาดินแดนก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2504 เพื่อเป็นกำลังสำรองของชาติในการรักษาความมั่นคงภายใน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3 แสนนาย แบ่งเป็นหน่วยย่อยในระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยมีหน้าที่หลัก เช่น จราจร, ชายแดน, ภัยพิบัติ, สาธารณสุข และปราบปรามยาเสพติด ในช่วงโควิด-19 กองอาสาก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือตรวจคัดกรองและแจกอาหารให้ประชาชน ทำให้ยศกองอาสาฯ เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่ทุกคนภาคภูมิใจ

การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับการพระราชทานยศนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการกำกับดูแลหน่วยงานนี้ โดยรองผู้บัญชาการกองอาสาฯ ต้องรับผิดชอบการปกครอง จัดโครงสร้าง และบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่

ความหมายของการพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

ปกติแล้ว การเลื่อนยศกองอาสารักษาดินแดนต้องผ่านการพิจารณาตามวินัยและผลงาน แต่กรณีพิเศษนี้เป็นการพระราชทานโดยตรงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อยกย่องผลงานอันทันทีทันใดและมีคุณูปการสูง ซึ่งช่วยเสริมขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการและอาสาสมัครทุกคน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงระบบราชการไทยที่ผสานพระราชอำนาจกับการบริหารราชการได้อย่างกลมกลืน

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ครั้งนี้ไม่เพียงยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนทุ่มเทเพื่อชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ความมั่นคงภายในมีความท้าทายจากปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติด ชายแดน และภัยธรรมชาติ

สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมผู้รับพระราชทานยศทั้งสามท่าน และขอให้ทุกท่านนำเกียรติยศนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวสารราชการและพระราชกรณียกิจ สามารถติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองการพระราชทานยศครั้งนี้อย่างไร แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยกัน!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

Scroll to top