รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเดินเกมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องที่มีการพยายามยกประเด็น ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต มาเป็นหัวข้อในการตรวจสอบรัฐบาล

นายภราดรกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างสบายๆ ว่า ฝ่ายค้านยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเลือกยื่นตามมาตรา 151 หรือ 152 แต่ในส่วนของประเด็นที่หยิบยกมานั้น ตนมองว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชันตามที่ฝ่ายค้านพยายามกล่าวอ้างแต่อย่างใด

มุมมองต่อประเด็นคดีฮั้ว สว. และการทำงานของรัฐบาล

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้น เจ้าตัวได้อธิบายให้ฟังว่า คดีฮั้ว สว. ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าฝ่ายค้านจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ ในเรื่องของการทุจริตอื่นๆ เช่น การสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น นายภราดรย้ำชัดว่าเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งจัดการแก้ไขปัญหาอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้

  • รัฐบาลเน้นการแก้ไขปัญหาเป็นหลักตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
  • คดีฮั้ว สว. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2567
  • นายภราดรยืนยันพร้อมรับมือหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันจากฝ่ายค้าน แต่นายภราดรยังคงยืนหยัดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด การที่ ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในการบริหารงานที่โปร่งใส โดยหากมีการยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการในอนาคต ทางทีมงานก็จะกลับมาศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวชี้แจงตามกระบวนการของรัฐสภาต่อไป

ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและผลงานที่ผ่านมาเพื่อสยบข่าวลือความทุจริตได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างคะแนนเสียงของฝ่ายค้านเพียงเท่านั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “ภราดร” เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือน ไม่เห็นมีเรื่องทุจริต

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเบี้ยวเงิน

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ สำหรับการทำงานแบบฉับไวของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ภายใต้การนำของ คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้โชว์ผลงาน โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส จนผู้เสียหายได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็วเกินคาด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สเรียนว่ายน้ำให้ลูก แต่ต่อมาโรงเรียนกลับปิดตัวลงและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเหตุผลว่าคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน ผู้เสียหายจึงตัดสินใจร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ของ สคบ. และได้รับความช่วยเหลือทันที

เหตุผลที่การทำงานครั้งนี้ถูกพูดถึงว่า โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ได้อย่างไร?

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ โดยมีการลงพื้นที่เจรจากับผู้ประกอบการโดยตรง ส่งผลให้เงื่อนไขการคืนเงินที่เดิมควรใช้เวลาถึง 60-120 วัน ถูกลดเหลือเพียง 15 วันเท่านั้น ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร้องเรียนเป็นอย่างมาก

  • ความรวดเร็ว: เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับและดำเนินเรื่องภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง
  • การเอาใจใส่: มีการลงพื้นที่จริงเพื่อกดดันและเจรจากับทางธุรกิจ
  • ประสิทธิภาพ: เปลี่ยนจากข้ออ้างที่ว่าคอร์สหมดอายุให้กลายเป็นความรับผิดชอบที่ต้องคืนเงิน

หลายคนมองว่าเหตุการณ์ โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ในครั้งนี้ คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานยุคใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน

หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบจากร้านค้าหรือธุรกิจต่างๆ อย่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ ครับ เพราะสิทธิของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ การร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เราได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – โซเชียลชม “สคบ.” เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

ล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้านโดย สุขสมรวย วันทนียกุล

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทางรัฐบาลเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับความสนใจอย่างมาก นั่นก็คือปฏิบัติการ ล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน “สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อน 2 มาตรการใหญ่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เม็ดเงินของรัฐบาลถึงมือประชาชนอย่างโปร่งใสครับ

ล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน “สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อน 2 มาตรการใหญ่

นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ได้ลงพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เพื่อประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการดูแลพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเน้นโครงการสำคัญ อาทิ “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการอนุมัติงบประมาณไปแล้วกว่า 38 ล้านบาทในระลอกแรก

เบื้องหลังแคมเปญ ล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน “สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อน 2 มาตรการใหญ่

นอกจากเรื่องของการเติมทุนแล้ว สิ่งที่ได้รับคำชมอย่างมากคือการจัดระเบียบครั้งใหญ่ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีการค้างคาของเม็ดเงินมหาศาลกว่า 3.4 พันล้านบาทตั้งแต่อดีต ทางรัฐบาลจึงตัดสินใจประกาศมาตรการเด็ดขาดเพื่อจัดการผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากเงินกองทุน ซึ่งนับเป็นการ ล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน “สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อน 2 มาตรการใหญ่ อย่างจริงจัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • เปิดช่องทางแจ้งเบาะแสใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องเงินส่วนรวม
  • การประสานพลังกับตำรวจและอัยการเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด ทั้งทางแพ่งและอาญา
  • การตรวจสอบเชิงรุกเพื่อคืนสิทธิ์และคืนความยุติธรรมให้กับสมาชิกกองทุนทั่วประเทศ

ความตั้งใจจริงของรัฐบาลชุดนี้ในการกวาดล้างการยักยอกทรัพย์และใช้เงินผิดประเภท เป็นสัญญาณที่ดีว่าอนาคตของเศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็งขึ้น เงินกองทุนหมู่บ้านต้องเป็นแหล่งทุนที่สะอาดและพึ่งพาได้สำหรับทุกคนครับ

ผมมองว่าการที่รัฐบาลดึงทั้งอัยการและตำรวจเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่มีเจตนาไม่สุจริตได้เป็นอย่างดีครับ และผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนที่เป็นสมาชิกกองทุน ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นความผิดปกติสามารถแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ข้อมูลของท่านจะเป็นความลับและเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ มาร่วมกันสร้างกองทุนหมู่บ้านที่โปร่งใสเพื่อลูกหลานของเรากันนะครับ

ที่มา – ล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน “สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อน 2 มาตรการใหญ่

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยันไม่มีรอยร้าว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอยู่ นั่นคือกระแสข่าวเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสยบข่าวลือเหล่านั้นให้หายไป โดยยืนยันชัดเจนว่า ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยัน อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์ ไม่มีรอยร้าว อย่างที่เป็นกระแสในโซเชียลมีเดียครับ

ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยัน อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์ ไม่มีรอยร้าว

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าข่าวลือเหล่านี้มีที่มาอย่างไร แต่ทางฝั่งผู้บริหารพรรคเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ โดยนายภราดรได้กล่าวถึงโครงสร้างการทำงานในพรรคว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ยังคงทำงานประสานงานกันอย่างแน่นแฟ้นดั่งเบอร์หนึ่งและเบอร์สองที่ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำคนสำคัญของพรรคเองก็ได้ออกมายืนยันผ่านสื่อแล้วเช่นกันว่า พรรคไม่มีความแตกแยกใดๆ ทั้งสิ้น

มุมมองต่อสถานการณ์พรรคและรัฐบาล

นอกจากประเด็นเรื่องความสามัคคีแล้ว นายภราดรยังได้พูดถึงการทำงานของรัฐบาลในภาพรวม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นที่สั่งสมมานาน โดยมองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือแค่แตะผิวเผิน นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงเรื่องการสื่อสารกับประชาชนว่า:

  • รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ ให้ชัดเจนและละเอียดขึ้น
  • รัฐมนตรีแต่ละท่านควรลงมาสื่อสารประเด็นสังคมด้วยตัวเอง เพื่อความโปร่งใส
  • การทำงานต้องเน้นข้อมูลที่ตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

นายภราดรได้ทิ้งท้ายด้วยคำคมที่น่าสนใจว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ซึ่งหมายถึงการให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาว่ามีความตั้งใจมากเพียงใด และนี่คือบทพิสูจน์สำคัญที่ทุกคนในรัฐบาลต้องร่วมมือกันครับ

สรุปภาพรวมจากก้าวสำคัญของภูมิใจไทย

การออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยัน อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์ ไม่มีรอยร้าว อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการสยบข่าวลือทางการเมืองภายในได้อย่างไร้ช่องโหว่ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับบทบาทของรัฐมนตรีในยุคนี้บ้างครับ? การที่รัฐบาลพยายามลงมาสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น ถือเป็นทิศทางที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น “ภราดร” ยัน “อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์” ไม่มีรอยร้าว

“นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

“นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจกันไม่น้อยเลยทีเดียวครับ เมื่อนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมข้อความระบุว่าได้ใช้เวลาวันหยุดมานั่งคุยงานกันยาวนานถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับคนทั่วไปว่ามีการดีลลับหรือวาระพิเศษอะไรหรือไม่

เบื้องหลังการพูดคุยปม “นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

นายนภินทรได้ออกมาไขข้อข้องใจกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างชัดเจนครับว่า “นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงการประชุมหารือเรื่องงานในราชการและงานด้านการเมืองปกติเท่านั้น โดยประเด็นหลักที่คุยกันเป็นการลงลึกถึงการแก้ปัญหาธุรกิจ SME เพราะเมื่อตรวจสอบตัวเลขจีดีพีของประเทศแล้ว พบว่าภาคธุรกิจขนาดย่อมมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย จึงจำเป็นต้องเร่งวางแผนพัฒนาและเยียวยาอย่างเร่งด่วน

จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีนภินทร การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเองและเน้นไปที่ทิศทางการทำงาน ดังนี้:

  • การวิเคราะห์ตัวเลขทางเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ
  • เจาะลึกปัญหาอุปสรรคที่ผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
  • การวางกรอบแนวทางพัฒนาเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม

หลายคนอาจจะมองว่าการคุยงานนานถึง 3 ชั่วโมงต้องมีเรื่องใหญ่โต แต่ในมุมมองของผู้บริหารระดับสูง นี่คือเรื่องปกติของการทำงานครับ นายกรัฐมนตรีอนุทินได้กำชับให้เร่งหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งนายนภินทรก็ยืนยันว่าได้มีการจัดเตรียมแผนงานไว้พร้อมหมดแล้ว เพียงแค่รอขั้นตอนการนำไปขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการเท่านั้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่ม SME เป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นหัวใจหลักในการหมุนเวียนเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทย หากธุรกิจขนาดเล็กไปต่อได้ เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะฟื้นตัวตามไปด้วยครับ สำหรับใครที่รอคอยมาตรการสนับสนุน SME อยู่ เชื่อว่าในเร็วๆ นี้เราน่าจะได้เห็นข่าวดีจากการขับเคลื่อนนโยบายของทั้งสองท่านนี้อย่างแน่นอน แล้วมารอลุ้นไปพร้อมกันครับว่า แผนที่ว่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเราได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

“ภราดร” เผยช่องว่างงบรับวิกฤต 8 แสนล้านบาท

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังยืดเยื้อ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและดูแลปากท้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

จากกรอบงบประมาณทั้งสิ้น 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ไม่ยึดติดกับฐานงบเดิม แต่พิจารณาตามความจำเป็นจริง โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สถานการณ์โลก สถานการณ์ในประเทศ และการเยียวยาประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าพุ่งสูง

กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570

ปฏิทินงบประมาณจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 1 พ.ค. 2569 หน่วยงานต่าง ๆ จะเสนอคำขอใช้จ่าย จากนั้นสำนักงบประมาณจะกลั่นกรองให้อยู่ในเพดาน 3.788 ล้านล้านบาท ภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอครม. วันที่ 2 มิ.ย. 2569 จากนั้นเข้าสภา วาระ 1 วันที่ 1-3 ก.ค. พิจารณาแปรญัตติ 70 วัน วาระ 2-3 ต้นก.ย. และวุฒิสภา 10-11 ก.ย. เพื่อประกาศใช้ 1 ต.ค. 2569

นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 2569 เพื่อเยียวยาประชาชนจากสงคราม โดยเลี่ยงชดเชยเงินคงคลังค้าง 70,000 ล้านบาทจากปี 2568 ด้วยการตั้งงบชดเชยในปี 2570 ทำให้เงินโอนได้นำไปช่วยประชาชนจริง

มาตรการรัดเข็มขัดประหยัดงบ

  • ขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% จากกรอบเดิม เพื่อความรวดเร็ว
  • ชะลอสร้างอาคารใหม่ 1-2 ปี ใช้เช่าหรือ PPP แทน
  • งดดูงานต่างประเทศ ลดคนประชุม
  • งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว ตัดโครงการซ้ำซ้อนอย่างถนนและแหล่งน้ำในงบจังหวัด จาก 20,000 ล้านบาท เหลือ 4,000 ล้านบาท ประหยัด 20,000 ล้านบาท
  • เปลี่ยนรถราชการเป็น EV ติด Solar Roof ในอาคารรัฐ

เงินที่ประหยัดจะไม่เก็บในงบกลาง แต่โอนไปโครงการ “ไทยช่วยไทย” ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคน โครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และคนละครึ่งพลัส เป้า 20-30 ล้านคน ได้คนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท

ช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท หักรายจ่ายประจำ เหลือ 700,000-800,000 ล้านบาท เพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบรรเทาทุกข์ประชาชน “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพาประเทศฝ่าวิกฤต

การใช้ Zero-based Budgeting นี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบ แต่ยังทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนจากสงครามและเงินเฟ้อ รัฐบาลมุ่งเน้นโครงการที่ตอบโจทย์ปากท้อง เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และพลังงานสะอาด ซึ่งจะสร้างการจ้างงานและลดต้นทุนระยะยาว

สำหรับประชาชน คาดว่างบเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ ลดราคาสินค้าเกษตร และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้คึกคัก ส่งผลบวกต่อ GDP โตได้ 2-3% ในปีหน้า

ติดตามพัฒนาการงบประมาณปี 2570 ต่อไป เพราะนโยบายเหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงในช่วงวิกฤตนี้

ที่มา – “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

“ศุภมาส” แจ้งลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทนสส.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ศุภมาส” แจ้งลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทนสส. ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในสภาผู้แทนราษฎร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้เธอต้องเลือกทางเดินทางการเมืองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

“ศุภมาส” แจ้งลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทนสส.

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือแจ้งลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่านเลขาธิการสภา โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2567 เป็นต้นไป การลาออกครั้งนี้เปิดทางให้บุคคลใหม่เข้ามารับผิดชอบหน้าที่ในสภาแทน

ตามระบบบัญชีรายชื่อของพรรค นายพงศกร อรรณนพพร ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 23 ของผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ จะเลื่อนชั้นขึ้นมาทำหน้าที่ ส.ส. แทนทันที ทำให้สภาผู้แทนราษฎรยังคงครบจำนวนตามกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อโครงสร้างของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์การบริหารบุคลากรทางการเมืองในยุคปัจจุบัน

ใครคือ “ศุภมาส อิศรภักดี” และเหตุผลเบื้องหลังการลาออก

ศุภมาส อิศรภักดี เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความไว้วางใจจากพรรคเพื่อไทย เธอเคยมีบทบาทสำคัญในทีมงานของพรรคมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องทุ่มเทเต็มที่ การลาออกจาก ส.ส. บัญชีรายชื่อจึงเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถือครองตำแหน่งสองอย่างพร้อมกัน ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ชัดเจน

การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและวิสัยทัศน์ของเธอในการโฟกัสที่งานบริหารรัฐบาลมากกว่าการนั่งในสภา นอกจากนี้ ยังช่วยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรครุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพรรคในระยะยาว

นายพงศกร อรรณนพพร ผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่

นายพงศกร อรรณนพพร เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 23 ของบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เขามีประสบการณ์ในด้านการเมืองท้องถิ่นและงานสังคมมากมาย แม้จะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่การเลื่อนขึ้นมาแทน ส.ส. ครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญให้เขาได้แสดงศักยภาพ

จากข้อมูลเบื้องต้น พงศกรมีแนวคิดที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ผู้ติดตามข่าวการเมืองต่างคาดหวังว่าเขาจะนำพรรคเสียงข้างมากในสภาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ส.ส. ครั้งนี้

การที่ “ศุภมาส” แจ้งลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทนสส. ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยยังคงรักษากำลังในสภาได้อย่างมั่นคง แม้จะเสีย ส.ส. ไปหนึ่งคน แต่ระบบบัญชีรายชื่อช่วยเติมเต็มได้ทันที สิ่งนี้ยังเป็นตัวอย่างของการหมุนเวียนบุคลากรที่พรรคใหญ่ใช้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลน ส.ส. ในอนาคต

ในมุมกว้างขึ้น ข่าวนี้ยังจุดประกายให้ ส.ส. รายอื่นๆ ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี คิดทบทวนสถานะของตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและจรรยาบรรณทางการเมือง นอกจากนี้ ยังช่วยลดข้อครหาเรื่องการถือครองตำแหน่งซ้ำซ้อนที่มักถูกวิจารณ์จากฝ่ายค้าน

  • ประโยชน์ต่อพรรค: รักษาจำนวน ส.ส. ครบถ้วน
  • ประโยชน์ต่อศุภมาส: โฟกัสงานรัฐมนตรีเต็มตัว
  • ประโยชน์ต่อพงศกร: โอกาสก้าวสู่วงการรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป โดยเฉพาะการประชุมสภาที่พงศกรจะเข้าร่วมครั้งแรก

ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณบวกของพรรครัฐบาล ที่พร้อมปรับตัวเพื่อความยั่งยืน ลองติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ศุภมาส” แจ้งลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทนสส.

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้

วันนี้ (8 เมษายน 2569) มีข่าวการเมืองเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เมื่อ “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่กำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากทั้งในและต่างประเทศ โครงการคนละครึ่ง พลัส ถือเป็นนโยบายยอดฮิตที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีในอดีต และตอนนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มวันทำงานรอบสองด้วยการไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยายที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.59 น. เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะสถานการณ์โลกกำลังเผชิญสงครามและวิกฤตต่างๆ ต้องเข้มแข็งเพื่อดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

ภราดร รับกำกับดูแลสำนักงบประมาณและ ป.ป.ท.

ตามคำสั่งนายกฯ วันที่ 7 เมษายน นายภราดรได้รับมอบหมายกำกับดูแล สำนักงบประมาณ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่เคยดูแลมาก่อน จึงพร้อมสานต่อทันที

สำหรับการประชุมครม.ครั้งแรก 11 เมษายน จะเสนอปฏิทินจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เพื่อกำหนดทิศทางชัดเจน ไม่ให้ล่าช้า เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2569 นายกฯ กำชับให้งบฯ เข้ากับสถานการณ์ ชะลอโครงการไม่จำเป็น นำเงินมาช่วยประชาชนก่อน

  • เริ่มนับหนึ่งปฏิทินงบ 11 เมษายน
  • หน่วยงานเสนอคำขอใช้เงิน เดดไลน์พฤษภาคม
  • คัดกรองและอนุมัติ ล่าช้าสูงสุด 15-20 วัน
  • เสร็จทัน 1 ตุลาคม เพื่อใช้จริง

อัปเดต “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” เรื่องงบคนละครึ่ง พลัส

นายภราดรยืนยันว่าจะหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง วันนี้ เพื่อหาแหล่งงบสำหรับ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ช่วยประชาชน โดยใช้ พ.ร.บ.โอนงบฯ คาดเริ่มมิถุนายน

งบกลางเพียงพอหรือไม่? นายภราดรชี้ว่าน่าจะพอ เพราะนายกฯ สั่งชะลอโครงการไม่เร่งด่วน นำงบมาช่วยประชาชนก่อน รายละเอียดจำนวนสิทธิ์ (อาจ 20 ล้านคนเหมือนเดิม?) วงเงิน และโครงสร้าง อยู่ระหว่างออกแบบโดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พลังงาน ยืนยันเฟสแรกเร็วที่สุด

โครงการคนละครึ่ง พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคในร้านค้าชุมชน เหมือนเฟสก่อนที่ประสบความสำเร็จ ลดการตกงาน และหมุนเงินในระบบ สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายโควิด รัฐบาลต้องรับมือหนัก แต่พร้อมเต็มที่

นอกจากนี้ ยังตอบโต้ฝ่ายค้านเรื่อง “รวยไม่ไหวแล้ว” ว่าสถานการณ์ตอนนี้รุนแรงไม่แพ้โควิด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สรุปแล้ว “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที โครงการนี้คาดว่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SME และผู้มีรายได้น้อย

ความเห็นส่วนตัว: นโยบายแบบนี้ตอบโจทย์มากในยุคเศรษฐกิจซบเซา หากดำเนินเร็วจริง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่ม และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์ใช้คนละครึ่งเฟสเก่าในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลอัปเดต!

ที่มา – “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

Scroll to top