รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำถามจากสังคมว่านี่คือการเลือกคนจากโควตาบ้านใหญ่หรือสายตรงของ นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายเอกนัฏยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เน้นที่ความเหมาะสมของงานเป็นหลัก โดยกล่าวว่า เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ว่าตนเองไม่ได้สนใจกระแสข่าวลือในอดีต แต่สนใจเพียงแค่ว่าใครที่มีศักยภาพพร้อมจะเข้ามาลุยงานหนักไปกับตนได้มากกว่า เพราะโจทย์ของกระทรวงพลังงานในขณะนี้มีภารกิจสำคัญมากมายที่รอการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

เปิดใจรัฐมนตรีพลังงานต่อข้อสงสัยเรื่องโควตาการเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง นายเอกนัฏมองว่าเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนเลือกคนที่สามารถพูดคุยเข้าใจตรงกันและพร้อมจะทำงานหนักไปด้วยกันได้ โดยเหตุผลหลักในการเลือกนายฉันทานนท์นั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประสบการณ์และความมุ่งมั่น: นายฉันทานนท์ถูกมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในกระทรวงพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: การเลือกบุคคลที่มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ถือว่าเหมาะสมกับวาระของปลัดกระทรวงพอดี
  • การทำงานเชิงรุก: รัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากระทรวงพลังงานต้องการคนพร้อมลุย เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังยอมรับว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในใจ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนและทำงานได้ดี แต่ในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ นายฉันทานนท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของรัฐมนตรีสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำถามเรื่อง เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของผู้บริหาร การเลือกข้าราชการระดับสูงย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงพลังงานไปในทิศทางใด

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง “เนวิน”

เอกนัฏ กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อค่าไฟ จ่อกดราคาน้ำมันลง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับทิศทางนโยบายพลังงานของไทยล่าสุด เมื่อคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่อง “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้มากที่สุด

“เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง

การปรับโครงสร้างใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากกระทรวงพลังงานกำลังเร่งทบทวนอัตราค่าไฟในรูปแบบขั้นบันได เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาปรับสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่อาจไม่เป็นธรรม รวมถึงการจัดการระบบสายส่งเพื่อลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มาตรการใหม่เพื่ออนาคตพลังงานไทย

สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองภายใต้แนวคิด “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • กลุ่ม Data Center: เตรียมกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง การเก็บค่าไฟในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริงจะช่วยลดภาระให้ภาคประชาชนได้
  • พลังงานสะอาด: เร่งการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปส่วนเกินของประชาชน และมีมาตรการช่วยเหลือผ่านธนาคารรัฐเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์
  • กองทุนน้ำมัน: บริหารจัดการหนี้อย่างรัดกุมโดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม รวมถึงเตรียมกลไกกำกับดูแลค่าการกลั่นให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

ในด้านของราคาน้ำมัน รัฐมนตรีระบุว่าทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลง ประกอบกับความพยายามของกระทรวงที่ดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาหน้าปั๊ม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลมีทิศทางที่สดใสขึ้น “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสมดุลให้ราคาสินค้าพลังงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นระบบการเตือนภัยราคาพลังงานและการกำกับดูแลค่าพรีเมียมที่รัดกุมขึ้น ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าครองชีพของเราอย่างไรบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดการปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมออกพระราชกำหนดการกู้เงิน (พ.ร.ก.) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยชี้ว่าวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น และเสนอทางเลือกที่ดีกว่าอย่างการลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เขายังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตลอดให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุดก่อน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตและค่าการกลั่นน้ำมันที่ยังสามารถลดได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้ทันที หากรัฐช่วยลดต้นทุนได้มาก ความจำเป็นในการช่วยเหลือปลายทางด้วยเงินกู้ก็จะน้อยลง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ เช่น การเลือกช่วยเหลือกลุ่มใด และช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงอีก 5 บาท จะช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่รวมถึงค่าขนส่งที่ถูกลง ส่งผลดีต่อราคาสินค้าทุกชนิด เขายังเข้าใจสถานการณ์การคลังที่อาจจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ แต่รัฐต้องมีแผนชัดเจนไม่ให้บานปลาย พร้อมแนวทางเพิ่มรายได้คืน

ข้อเสนอลดค่าการกลั่นและภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ยังได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าการกลั่นที่ 7-8 บาท สามารถลดได้อีก แม้เดือนเมษายนราคาพรีเมี่ยมน้ำมันขึ้นเป็น 15 บาท เขาเสนอให้ใช้ระบบ “ภาษีลาภลอย” ที่ปรับตามสถานการณ์จริง แทนการรอราคาเฉลี่ย เช่น เดือนเมษายนที่ราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือน หากเก็บภาษีพิเศษแบบนี้ จะช่วยได้มาก

  • ตัวอย่างราคาน้ำมันดีเซล: ปัจจุบันลิตรละ 42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และค่าการกลั่น 5 บาท ราคาจะเหลือใกล้ 30 บาท
  • ช่วยลดราคาสินค้าทุกประเภทที่พึ่งพาการขนส่ง
  • ลดภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเร่งให้รัฐบาลบริหารต้นทุนเร็วที่สุด เพื่อช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง โดยเชื่อว่าการประชุม กบง. วันพรุ่งนี้จะมีข่าวดี ลดราคาได้อีก เพราะรัฐมนตรียอมรับหลักการปรับตามราคาเดือนต่อเดือน แม้มีประเด็นโต้แย้งตัวเลข แต่ค่าการกลั่น 5 บาทยังทำได้สบาย

ประโยชน์ระยะยาวจากการลดต้นทุนน้ำมัน

นอกจากช่วยบรรเทาภาระประชาชนทันที การลดค่าการกลั่นยังป้องกันปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นตามน้ำมันแพง หากราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็ต้องลดตาม รัฐบาลควรโฟกัสที่นี่ก่อนออก พ.ร.ก. เพื่อความยั่งยืน นี่คือมุมมองที่อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง ซึ่งหลายคนเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีแก้ที่ต้นตอ

สุดท้าย การตัดสินใจของ กบง. จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลฟังข้อเสนอหรือไม่ คุณคิดว่ารัฐควรลดค่าการกลั่นก่อนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ปัญหาปลายทาง เชื่อลดค่าการกลั่นได้อีก ช่วยแบ่งเบาภาระ ปชช.

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ รมว.พลังงาน ครม.อนุทิน 2

เฮ้ย! ข่าวโผคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 โค้งสุดท้ายออกมาแล้วนะครับ และชื่อที่หลายคนตื่นเต้นสุดๆ คือ ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” ที่ถูกวางตัวให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากเดิมที่เคยลือว่าจะกลับคุมกระทรวงอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายมาลงที่พลังงานแทน มีข่าวด้วยว่าปู่อินทรี สุเทพ เทือกสุบรรณ บิดาเลี้ยงของขิง เดินหน้าจีบโควตานี้จากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ด้วยตัวเองเลย วันนี้เรามาเจาะลึก ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ กันแบบละเอียดยิบ ว่าหนุ่มคนนี้มีของดีอะไรบ้าง จากนักเรียนนอกสู่นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง!

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

เริ่มจากพื้นฐานกันก่อน ชื่อเต็มของเขาคือ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ชื่อเล่น “ขิง” เกิดวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2529 ปัจจุบันอายุ 40 ปีพอดี บุตรชายของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ กับดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่พ่อแม่หย่าร้างกัน จากนั้นคุณแม่ศรีสกุลก็มาแต่งงานใหม่กับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกฯ สุดแกร่ง ทำให้ขิงกลายเป็นลูกเลี้ยงของปู่อินทรีคนดังนี่เอง ครอบครัวนี้ network แน่นมากในวงการเมืองไทยเลยนะ

ด้านการศึกษา ขิงเป็นหนุ่มนักเรียนนอกตัวจริง! จบมัธยมจาก Charterhouse School ในสหราชอาณาจักร โรงเรียนดังระดับโลก จากนั้นบินตรงไป มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (Engineering, Economics & Management – EEM) และยังคว้าปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากที่เดิมอีก เก่งขนาดนี้ อนาคตต้องไกลแน่ๆ

การศึกษาขิง เอกนัฏ จากออกซ์ฟอร์ด

เส้นทางการเมืองของประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

ขิงก้าวเข้าสู่วงการการเมืองตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ ปี 2544 อายุแค่ 25 ปี ก็เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขตทวีวัฒนา-หนองแขม สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส. ที่อายุน้อยที่สุดในสภาฯ ชั่วนั้น! พลิกผันครั้งใหญ่มาที่ปี 2556-2557 ขิงกลายเป็นแกนนำและโฆษกของ กปปส. ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พูดเก่ง ฉะฉาน จนดังเปรี้ยงปร้างทั่วประเทศ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กล้าแสดงออก

ก้าวสู่รัฐมนตรีในประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

หลังเว้นวรรค ลาออกจากประชาธิปัตย์ ปี 2565 ขิงย้ายไปร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นเลขาธิการพรรค สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พอรทสช.เข้ารัฐบาลกับเพื่อไทย ขิงได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในครม.แพทองธาร ชินวัตร มีผลงานเด่นอย่างตั้ง “ชุดสุดซอย” ปราบโรงงานผิดกฎหมาย สร้างภาพลักษณ์นักสู้คอร์รัปชันได้ดี

ล่าสุด เมื่อรทสช.แตกก๊ก ขิงแยกทางกับหัวหน้าพรรคพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย ช่วยดูแลพื้นที่ กทม. แม้พลาดสส. แต่โควตาครม.อนุทิน 2 วันที่ 15 มี.ค. 2569 ชื่อขิงถูกจัดให้เป็น รมว.พลังงาน มีกระแสว่าสุเทพช่วยเจรจาโควตานี้จากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เอง

  • 2544: ส.ส.ประชาธิปัตย์ อายุน้อยสุด
  • 2556-2557: โฆษก กปปส. ดังระเบิด
  • 2565: เลขาฯ รทสช.
  • ครม.แพทองธาร: รมว.อุตสาหกรรม
  • ครม.อนุทิน 2: รมว.พลังงาน (ใหม่!)
ขิง เอกนัฏ ใน กปปส.
เส้นทาง การเมือง ขิง เอกนัฏ
ครม.อนุทิน 2 ขิง เอกนัฏ

พูดตรงๆ นะ ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยรุ่นใหม่ต้องมีทั้งสมอง (ออกซ์ฟอร์ด) กล้า (กปปส.) และ network (สุเทพ) ถึงจะรุ่ง การนั่งเก้าอี้พลังงานนี้น่าจะนำนโยบายพลังงานสะอาดหรือลดราคาน้ำมันมาสร้างผลงานได้ดี คุณคิดว่าขิงจะทำได้แค่ไหน? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเรา!

ที่มา – ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

นายกฯ เซ็นคำสั่ง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวร้อนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรงเลยนะครับ จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ลุกลามหนัก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เซ็นคำสั่งฉบับใหม่ นายกฯ เซ็นคำสั่ง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้บังคับทันทีตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากสงครามที่อาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

เพื่อนๆ คงกังวลกันใช่ไหมครับ เพราะไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ถ้าขาดแคลนจริง ราคาน้ำมันพุ่ง ชีวิตประจำวันต้องวุ่นวายแน่ๆ คำสั่งนี้จึงออกมาเพื่อป้องกันล่วงหน้า โดยอาศัย พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

นายกฯ เซ็นคำสั่ง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง มีอะไรบ้าง

คำสั่งนี้มีมาตรการหลัก 2 อย่างใหญ่ๆ คือ ห้ามส่งออกชั่วคราว และบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองสต็อกเพิ่ม เพื่อให้มีน้ำมันใช้ในประเทศเพียงพอแม้เกิดวิกฤติ สถานการณ์ปัจจุบันคือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่านที่โจมตีกันรุนแรง ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันเสี่ยงโดนปิดกั้น ไม่รู้ว่าจะคลี่คลายเมื่อไหร่

มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว

ผู้ค้าน้ำมันทุกรายต้องหยุดส่งออกน้ำมันบางประเภทไปต่างประเทศ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยครอบคลุม:

  • น้ำมันสำเร็จรูป: น้ำมันเบนซิน, น้ำมันแก๊สโซฮอล์/เบนซินพื้นฐาน, น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว, น้ำมันเจท เอ 1 (สำหรับเครื่องบิน)
  • ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)

แต่มีข้อยกเว้นนะครับ เพื่อไม่ให้กระทบเพื่อนบ้านและการค้าปกติ:

  • ส่งออกไปลาวและเมียนมา
  • น้ำมันที่นำเข้าเพื่อส่งออก เก็บในคลังทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร
  • น้ำมันที่คุณภาพไม่มาตรฐาน ไม่ขายในไทยได้

บังคับสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม

ส่วนผู้ผลิตน้ำมันในประเทศ (ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543) ต้องสำรองน้ำมันตามที่กำหนด โดยคำนวณจากปริมาณผลิต:

  • 1.5% ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569
  • 3% ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569

การเก็บสำรองต้องขออนุมัติสถานที่จากกรมธุรกิจพลังงาน และปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้ามีปัญหาจริงๆ เช่น สำรองไม่ได้เพราะเหตุสุดวิสัย สามารถยื่นขอผ่อนผันจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน โดยรัฐมนตรีพลังงานเห็นชอบได้ชั่วคราว พร้อมเงื่อนไข

มาตรการนี้จะช่วยรักษาสต็อกน้ำมันในประเทศให้อยู่ได้นานขึ้น ถ้าปกติไทยมีสต็อกใช้ได้ 30-45 วัน การสำรองเพิ่มจะยืดเวลาได้อีกเยอะเลยครับ โดยเฉพาะดีเซลและเบนซินที่ใช้เยอะในขนส่งและรถยนต์ส่วนบุคคล

ผลกระทบต่อประชาชนล่ะ? ยังไม่น่าห่วงมากครับ เพราะยังเติมน้ำมันปกติ แต่นายกฯ เซ็นคำสั่ง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง นี้เป็นสัญญาณเตือน อาจเห็นราคาน้ำมันผันผวนจากตลาดโลก แนะนำให้เพื่อนๆ เตรียมตัว เช่น เติมน้ำมันให้เต็มถังบ้าง ขับขี่ประหยัดน้ำมัน ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น หรือเปลี่ยนมาใช้รถ EV ถ้าทำได้

ในมุมผมคิดว่ามาตรการนี้ฉลาดดีครับ ป้องกันก่อนดีกว่าแก้ หวังว่าสถานการณ์โลกจะคลี่คลายเร็วๆ นี้ ถ้าคุณมีประสบการณ์ขาดแคลนน้ำมันสมัยก่อน หรือไอเดียรับมือ แชร์กันในคอมเมนต์เลยนะครับ! ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้ นายกฯ เซ็นคำสั่ง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จากอดีต รมว.คลัง สู่ รมว.พลังงาน

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กำลังเป็นที่สนใจของหลายคนในขณะนี้ เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าอาจได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีคลังยุคลุงตู่ที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน วันนี้เรามาเปิดประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ ว่าชายคนนี้มี background อะไรบ้างที่ทำให้ถูกไว้วางใจขนาดนี้

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าการเมืองไทยยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้มาแบบถล่มทลายกว่า 180 ที่นั่ง ทำให้มีโผคณะรัฐมนตรีหลุดออกมาแบบไม่คาดคิด นายอนุทิน คาดว่าจะควบนายกฯ กับ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ อาจโยกไปมหาดไทย ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ ไปนั่งประธานสภา และที่ฮือฮาที่สุดคือ ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จ่อเป็น รมว.พลังงาน ซึ่งกระทรวงนี้สำคัญมากในยุคที่ไทยกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

นายปรีดี ดาวฉาย เกิดวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2501 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สมรสกับนางรัตนา ดาวฉาย มีลูก 3 คน ถือเป็นนักกฎหมายตัวจริงเสียงจริงที่จบการศึกษาดีเยี่ยม ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และโทกฎหมายเปรียบเทียบจาก University of Illinois สหรัฐฯ ชายคนนี้เริ่มต้นอาชีพในวงการธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ทำงานยาวนานกว่า 35 ปี ตั้งแต่ปี 2525 ในสำนักกฎหมายธนาคาร

เส้นทางในวงการธนาคารจากประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ใน KBank นั้นแจ่มใสมาก จากลูกน้องธรรมดา สู่กรรมการผู้จัดการในปี 2556 เคยเป็นประธานสมาคมธนาคารไทยหลายสมัย และประธาน กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ที่มีบทบาทเสนอนโยบายเศรษฐกิจให้รัฐบาล ชื่อของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือในวงการการเงิน

  • เริ่มงาน KBank ปี 2525 สำนักกฎหมาย
  • กรรมการผู้จัดการ KBank ปี 2556
  • ประธานสมาคมธนาคารไทย หลายสมัย
  • ประธาน กรอ. เสนอนโยบายเศรษฐกิจ
  • กรรมการบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น PTTGC, BBL, ADVANC, BDMS

นอกจากนี้ยังเคยเป็น CEO เดอะมอลล์กรุ๊ป และล่าสุดเป็นประธานกรรมการ Gulf Energy Development (GULF) ตั้งแต่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงาน ทำให้เขาเหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.พลังงานสุดๆ

เส้นทางการเมืองประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

เข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกปี 2563 สมัย พล.อ.ประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด ได้เป็น รมว.คลัง “คนนอก” เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่ดันอยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน เข้าสัตย์ 12 ส.ค. – ลาออก 1 ก.ย. 2563 เหตุผลหลักคือสุขภาพ มีอาการวูบจาก TIA (เส้นเลือดสมองตีบชั่วคราว) จากความเครียดสูง ครอบครัวกังวล แต่ก็มีข่าวลือเรื่องขัดแย้งกับนักการเมือง เช่น การแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตในครม.สัญจรระยอง ที่ปะทะกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

ถึงจะสั้นแต่ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เขายึดหลักระบบอาวุโสและความเหมาะสม ไม่ยอมโควตาการเมือง ทำให้อึดอัด แต่ในสายตานักธุรกิจ เขาคือคนซื่อสัตย์ Professionalism สูง

ทำไมประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ถึงเหมาะกับ รมว.พลังงาน

ด้วยประสบการณ์บริหารความเสี่ยงการเงินและพลังงานจาก GULF เขาน่าจะนำนโยบายที่มั่นคง รองรับ EEC และพลังงานหมุนเวียนได้ดี ในยุคที่ไทยต้องการลดนำเข้าน้ำมัน

ส่วนตัวผมคิดว่าประวัติ ปรีดี ดาวฉาย คือตัวอย่างของคนที่มาจากภาคเอกชนมาช่วยชาติได้ หากได้ตำแหน่งนี้ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกระทรวงพลังงานแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ที่มา – ประวัติ “ปรีดี ดาวฉาย” จากอดีตรมว.คลัง ยุคลุงตู่ สู่ว่าที่ รมว.พลังงานยุคอนุทิน

พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง

ในสถานการณ์ที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนชาวไทยต่างเดือดร้อนกับภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งปรี๊ด ล่าสุด พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะตรวจสอบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งระบบ หากได้กลับมาดูแลกระทรวงพลังงานอีกครั้ง

พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่นายพีระพันธุ์ได้ประกาศกร้าวว่าจะรื้อสอบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากโซลาร์ทั้งยกแผง โดยเฉพาะปมที่ราคารับซื้อไฟฟ้าดีดตัวสูงผิดปกติ จากเดิมสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ราคาอ้างอิงจาก Floating Solar ของรัฐอยู่ที่ 1.57 บาทต่อหน่วย แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล ราคากลับพุ่งไป 2.16 บาทต่อหน่วยแบบไม่ทันตั้งตัว

นายพีระพันธุ์ตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไมเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงทุกวัน ราคาสัญญากับเอกชนกลับแพงขึ้น สร้างภาระผูกพันยาวนานให้รัฐและประชาชน ท่านย้ำว่าตลอด 2 ปีที่ดูแล ไม่เคยเปิดประมูลใหม่ แต่ชะลอสัญญาเก่าเพราะไฟฟ้าสำรองล้นตลาด การเร่งเซ็นสัญญาแพงจึงเหมือนเอื้อเอกชนเกินจริง

ปมสัญญาโซลาร์ดีดตัวปริศนา

รายละเอียดที่น่าตกใจคือ การเร่งรัดเซ็นสัญญาหลังท่านพ้นตำแหน่ง สร้างคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใส พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง โดยจะสอบสวนทั้งระบบว่าทำไมราคาถึงกระโดด และใครได้ประโยชน์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่เป็นภาระงบประมาณชาติที่ประชาชนต้องจ่ายในระยะยาว

แนวทางลดค่าไฟอย่างยั่งยืน

นอกจากตรวจสอบแล้ว นายพีระพันธุ์ยังเสนอทางออกเจ๋งๆ เช่น เปิดเสรีผลิตไฟโซลาร์ให้ประชาชนและหน่วยงานผลิตเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยาก ช่วยลดภาระรัฐในการรับซื้อ และทำให้ค่าไฟถูกลงจริง นี่คือวิสัยทัศน์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • ตรวจสอบสัญญา PPA ทั้งหมด: รื้อยกแผงหากพบผิดปกติ
  • ชะลอโครงการแพง: จนกว่าจะราคาถูกลงตามเทคโนโลยี
  • เปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: ประชาชนผลิตใช้เอง ลดค่าไฟบ้าน
  • บริหารไฟฟ้าสำรอง: ไม่ให้ล้นตลาด สร้างสมดุล

ประเด็น พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการพลังงานไทย ที่การเมืองมาปะปนกับธุรกิจเอกชน ประชาชนอย่างเราต้องจับตา หากปล่อยไว้ ค่าไฟอาจพุ่งต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจฐานราก

ในมุมมองของผู้เขียน คำประกาศนี้คือสัญญาณดี หากพรรครัฐบาลถัดไปนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมพลังงานไทยให้โปร่งใสและประหยัดยั่งยืน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ค่าไฟแพงแบบนี้ ควรมีใครรับผิดชอบไหม ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนกับค่าไฟได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่นหากกลับมาดูพลังงาน จะเช็คบิลยกแผงหลังปล่อยค่าไฟสูงเกินจริง

Scroll to top