รัฐสภา

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ห้ามพกปืนเด็ดขาด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ล่าสุดภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรนิติบัญญัติอย่างมาก โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาประกาศนโยบายใหม่เพื่อ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากลและรัดกุมที่สุด

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสสังคม แต่เป็นความตั้งใจของประธานรัฐสภาที่ต้องการให้สถานที่ทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติมีความเป็นมืออาชีพ โดยเน้นย้ำว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็น สส. เจ้าหน้าที่ หรือผู้ติดตาม จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนเอกซเรย์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้มาตรการนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ

สรุปจุดสำคัญของการปรับปรุงระเบียบความปลอดภัย

นอกจากนโยบายเรื่องอาวุธปืนแล้ว ทางสภายังมีแผนการปรับปรุงมาตรการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การคัดกรองรถยนต์เข้า-ออก ต้องใช้บัตรหรือสติกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • รถจักรยานยนต์และไรเดอร์รับ-ส่งอาหาร ต้องทำการแลกบัตรและจอดในจุดที่กำหนด
  • บุคคลทุกคนที่เข้า-ออกอาคารต้องติดบัตรแสดงตนอย่างชัดเจน
  • มีการจัดระบบสายตรวจเดินตรวจจุดเสี่ยงหรือจุดบอดภายในอาคารรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง

ความน่าสนใจอีกประการคือ การเตรียมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ซึ่งการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น

ผู้ที่มาติดต่อหรือทำงานภายในรัฐสภาคงต้องเตรียมตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเอกสารและอุปกรณ์ส่วนตัว ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การไม่มีอาวุธปืนเข้ามาเกี่ยวข้องภายในสถานที่ทำงานนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับทั้งข้าราชการและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ หวังว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการทำงานให้ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปึงเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

“มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. เงียบใส่สื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและข้าราชการเมื่อ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา ซึ่งทำเอาสื่อมวลชนหลายสำนักต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ปรากฏตัวขึ้นที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ท่ามกลางกระแสข่าวการตรวจสอบการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

จับตา “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา

การปรากฏตัวในครั้งนี้ นายมนัสได้ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลสำคัญแก่สื่อมวลชนอย่างสิ้นเชิง โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าตนเองกำลังเตรียมตัวเพื่อไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่รัฐสภา และขอให้สื่อมวลชนไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก นายรังสิมันต์ โรม แทน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดดราม่าตามมาในภายหลัง

เบื้องลึกความเคลื่อนไหวของ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย เกี่ยวกับความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว นายมนัสได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองในเบื้องต้นว่า หน้าที่หลักของเขาคือการร่าง TOR เพียงเท่านั้น ส่วนในประเด็นอื่นๆ ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และพร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างต่อหน้าคณะกรรมาธิการฯ ในเวลาต่อมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเนื้อหาของ TOR ดังกล่าว นายมนัสก็ได้เพียงแต่ทำท่าจุ๊ปากและปฏิเสธที่จะตอบคำถามอย่างเป็นทางการ

ความคืบหน้าของสถานการณ์นี้ที่หลายคนต้องติดตามต่อมีดังนี้:

  • การตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบกว่า 5,000 รายชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติหรือไม่
  • ประเด็นกระดาษคำตอบภาค ก. และ ข. ที่พบว่าไม่ตรงกัน ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการประชุมหาข้อสรุป
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี TOR นี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ที่ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสในการสอบราชการเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นผ่านการชี้แจงในรัฐสภา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นของระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยให้กลับมามีมาตรฐานอีกครั้ง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และข้อมูลที่นายมนัสเตรียมเปิดเผยนั้นจะสามารถคลายปมปัญหาที่คาใจสังคมได้หรือไม่

ที่มา – “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา รอให้ข้อมูล กมธ.กฎหมาย สภาฯ

สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเร่งดำเนินการกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารรัฐสภา ก่อนที่จะครบกำหนดหมดระยะเวลาประกันในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเกี่ยวข้องกับภาษีของประชาชนโดยตรง

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการตรวจสอบสภาพอาคารรัฐสภา พบรายการที่ต้องซ่อมบำรุงในฝั่ง สว. และฝั่ง สส. รวมกันนับพันรายการ หากตีเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นอาจสูงถึง 10 ล้านบาท หากการซ่อมแซมไม่เกิดขึ้นภายในระยะเวลารับประกัน รัฐสภาอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินมาซ่อมแซมเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย

ทำไมการ สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ ถึงมีความสำคัญ?

นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายแล้ว ปัญหาสภาพแวดล้อมภายในอาคารรัฐสภายังส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงว่า:

  • ปัญหาน้ำรั่วซึมภายในอาคารเมื่อฝนตก
  • ความชำรุดเสียหายของห้องสุขาที่ใช้งานไม่ได้
  • ความนิ่งเฉยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเจรจากับผู้รับเหมา

หลายฝ่ายมองว่าหากเป็นผู้รับเหมาเจ้าอื่น การดำเนินการแก้ไขควรจะมีความคืบหน้าที่ดีกว่านี้ แต่การที่หน่วยงานรัฐสภายังดูเกรงอกเกรงใจผู้รับเหมา จนปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนหมดสัญญา สร้างความสงสัยให้กับประชาชนอย่างมากว่ามีการปิดกลบหรือช่วยเหลือกันหรือไม่

ในฐานะผู้เสียภาษี เราทุกคนย่อมต้องการเห็นการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่าที่สุด การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเร่งรัดให้ผู้รับเหมาเข้ามาดูแลอาคารตามสัญญา สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ คือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องรั่วไหลไปกับสิ่งที่ผู้รับเหมาควรจะเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่แรก เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในช่วงเวลา 7 วันที่เหลือนี้ จะมีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจากประธานรัฐสภาหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ แซะอย่าเกรงใจมากนัก

วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวแวดวงการเมืองไทยกันสักหน่อยครับ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงานแถลงผลงานที่น่าสนใจมาก นั่นคือ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ

สรุปภาพรวมการทำงานและความสำเร็จของ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

ภายในงานนำทีมโดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ร่วมกับรองประธานวุฒิสภาทั้งสองท่าน ได้ร่วมกันชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำมาตลอด 2 ปีเต็ม ทั้งเรื่องการประชุมสภา การขับเคลื่อนนโยบายรัฐสภาสีเขียว (Green Parliament) เพื่อสิ่งแวดล้อม และการเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีโอกาสเรียนรู้การเมืองการปกครองมากขึ้นครับ

รายละเอียดผลงานด้านนิติบัญญัติที่โดดเด่น

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการทำงานที่ต้องพูดถึงเลยคือ:

  • พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วถึง 47 ฉบับ และประกาศใช้เป็นกฎหมายสำเร็จถึง 32 ฉบับ
  • อนุมัติพระราชกำหนดจำนวน 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ
  • เปิดพื้นที่สำหรับการตั้งกระทู้ถามถึง 443 กระทู้ เพื่อตรวจสอบและหาคำตอบให้กับสังคม
  • พิจารณาญัตติสำคัญๆ อีกกว่า 54 เรื่อง

นอกจากงานด้านกฎหมายแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการที่ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ คือการลงพื้นที่พบปะประชาชนครับ โดยตลอดสองปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากกว่า 1,370 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน และปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

บทสรุปและการดำเนินงานในอนาคต

การทำงานของวุฒิสภานั้นไม่ใช่เพียงแค่การผ่านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นตัวกลางในการรับฟังเสียงของประชาชนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สิ่งที่น่าชื่นชมคือความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนการพิจารณาครับ

ในมุมมองของผม การที่สภามีการสรุปผลการทำงานให้ประชาชนได้รับทราบแบบครบถ้วนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ หวังว่าในอนาคตวุฒิสภาจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหาที่คั่งค้างและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยยึดความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลางต่อไปครับ

ที่มา – วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ อีกครั้ง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติในโครงการ TH-AI Passport โดยเจ้าตัวยืนยันว่าถูกปิดกั้นจากการอภิปรายในสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้

หลักฐานการล็อกสเปกในโครงการ TH-AI Passport

สิ่งที่เป็นข้อกังวลหลัก คือการที่รัฐออก TOR ออกมาในลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายเดียว โดยมีการระบุเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องมีการติดตั้งจอดิจิทัลตามร้านสะดวกซื้อชื่อดังจำนวนมหาศาล ซึ่งดูคล้ายกับการล็อกสเปกไว้ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำท่าทีเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดเผย

รายละเอียดการตรวจสอบที่ ป.ป.ช. ต้องจับตา

สำหรับประเด็นที่ นพ.วรงค์ เตรียมยื่นต่อ ป.ป.ช. มีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • การจัดทำ TOR ที่มีการระบุเงื่อนไขการติดตั้งสื่อดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา และแหล่งธุรกิจอีกกว่า 400 จุด
  • โครงสร้างการจ่ายเงินที่ผูกติดกับเงื่อนไขการติดตั้งจอ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน
  • การเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐ แม้จะมีการเตือนและชี้เบาะแสหลักฐานผ่านทางรัฐสภาแล้วก็ตาม

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง เพราะจากเหตุการณ์ในอดีต ศาลเคยพิจารณาคำอภิปรายในสภาฯ ว่าเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการเอาผิดนักการเมืองฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การที่หน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่างกระทรวงดีอีจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นในสายตาของผู้ตรวจสอบ

บทเรียนจากอดีตสอนให้เรารู้ว่า การทุจริตที่ซ่อนมาในรูปแบบสัญญาของภาครัฐนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อภาษีประชาชน หากรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความจริงใจในการตรวจสอบตั้งแต่เนิ่นๆ สุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดแค่ลมปาก แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “หมอวรงค์” เตือน รมว.ดีอี ดูคดี “จำนำข้าว” เป็นตัวอย่าง เตรียมยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

“ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ความเข้มข้นของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรทวีคูณขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72 โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณและกระบวนการยุติธรรมที่สังคมให้ความสนใจ

“ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ในการให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ได้เปิดเผยถึงแผนการอภิปรายร่างงบประมาณปี 2570 โดยมุ่งเน้นไปที่โครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งมีข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและพิรุธในทีโออาร์ที่ไม่ต่างจากโครงการในกระทรวง อว. และ ศธ. ที่ผ่านมา การตั้งคำถามนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72 แม้รัฐบาลจะพยายามบ่ายเบี่ยงในหลายประเด็น แต่พรรคประชาชนยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง

ประเด็นร้อนที่ต้องจับตา: จากรัฐธรรมนูญสู่โครงการเมกะโปรเจกต์

สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์แสดงความกังวลว่าหากมีการชะลอเวลาเพื่อรอร่างจากภาคประชาชนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาจนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2572 ได้ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยืนยันในหลักการเดิมคือการผลักดัน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังจ่อคิวตรวจสอบใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  • ความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.
  • การดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีคดีซุกหุ้น
  • การสอบสวนอธิบดีกรมการปกครอง
  • ความโปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport

การยืนยันของนายพริษฐ์สะท้อนให้เห็นว่าในระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ของฝ่ายค้านไม่ใช่เพียงแค่คัดค้าน แต่คือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผ่านการตรวจสอบงบประมาณและนโยบายรัฐที่ดูมีความผิดปกติ การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

ที่มา – “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร.

กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงและได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อคณะกรรมาธิการจากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ได้รวมตัวกันเข้าหารือกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหาข้อยุติและขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอยคำตอบว่าตกลงแล้วเราสามารถเลือกตั้ง สสร. โดยตรงได้หรือไม่

การหารือครั้งสำคัญนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ จากวุฒิสภา พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ จากสภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายวาโย อัศวรุ่งเรือง รวมถึงนักการเมืองระดับแถวหน้าอย่างนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเป้าหมายหลักคือการทำความเข้าใจขอบเขตตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดในการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

ทำไม กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร. ถึงสำคัญ?

ปัญหาที่ผ่านมาคือความสับสนเกี่ยวกับถ้อยคำในคำวินิจฉัยที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าแนวทางการให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะถูกบีบให้แคบลง อย่างไรก็ตาม ผลการหารือในครั้งนี้ได้เปิดช่องทางใหม่ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ สสร. ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย
  • ข้อจำกัดที่แท้จริงคือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ชุดร่างเนื้อหา) ไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
  • หากออกแบบให้มีองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่คัดเลือกหรือรับรองคณะกรรมาธิการยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถทำได้

นายนรเศรษฐ์ได้ยกตัวอย่างแนวทางของวุฒิสภาที่เสนอให้มี “สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน” จำนวน 200 คน ซึ่งมาจากเลือกตั้งโดยตรง ทำหน้าที่คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าจะสอดคล้องกับแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยังได้แสดงความเห็นว่า คำชี้แจงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเปิดพื้นที่ให้กับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ เตรียมนำถ้อยคำเหล่านี้กลับไปหารือภายในเพื่อปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างสมบูรณ์ที่สุด

ท้ายที่สุด การที่ กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของฝ่ายการเมือง ที่ต้องการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศภายใต้บทสรุปที่ชัดเจนและไม่คลุมเครือ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมาจากเจตนารมณ์ของประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่การร่างขึ้นโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ที่มา – กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม.สสร.

“วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่รัฐสภา เมื่อพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าสำคัญว่า “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ ซึ่งถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสของบุคลากรภายในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี

“วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจหาสารเสพติดเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าไม่พบสารเสพติดจากตำรวจแม้แต่รายเดียว ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมวางมาตรการเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการตรวจสุขภาพบุคลากรในสภาอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ประเด็นดราม่าและการตรวจสอบตามวิถีสภา

นอกจากเรื่องผลการตรวจแล้ว พล.ต.ต.วิชัยยังได้ชี้แจงประเด็นที่ สส. บางกลุ่มตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบ โดยยืนยันว่า สส. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการสั่งตรวจเจ้าหน้าที่ และย้ำถึงกรณี “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในขั้นตอนการปฏิบัติงานของรัฐสภา นอกเหนือจากนี้ยังมีการตอบโต้ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของประธานสภาฯ ว่าเป็นการทำเพื่อประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่นโยบายเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

  • การตรวจสอบสารเสพติดเป็นเรื่องของความปลอดภัย ไม่ใช่การจับกุม
  • ประธานสภาฯ เน้นย้ำนโยบายสร้างสังคมปลอดสารเสพติด
  • การเคารพธงชาติเป็นเรื่องความภาคภูมิใจ ไม่ควรเป็นประเด็นดราม่า

อีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือเรื่องนโยบายการเคารพธงชาติในช่วง 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ซึ่งมีคนบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ แต่ทางทีมงานมองว่าการเคารพธงชาติคือสัญลักษณ์ของความเป็นไทยและการระลึกถึงบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเชิดชูมากกว่าจะนำมาเป็นประเด็นการเมืองที่ไม่มีสาระ หลายคนอาจจะต้องกลับมาทบทวนความคิดใหม่ว่าการตั้งคำถามในบางเรื่องอาจต้องใช้หัวคิดมากกว่าที่เป็นอยู่

โดยสรุปแล้ว การสร้างมาตรฐานในการทำงานในสภาด้วยความโปร่งใสเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เราหวังว่ามาตรการการตรวจสุขภาพบุคลากรที่เข้มข้นนี้จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับรัฐสภาไทยในสายตาประชาชนต่อไป และหวังว่าการทำงานเพื่อส่วนรวมจะถูกขับเคลื่อนไปด้วยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย

ที่มา – “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

Scroll to top