ราชกิจจานุเบกษาวันนี้

โปรดเกล้าฯ “ไทย พงศธรจริง” พ้นตำแหน่ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร พ้นจากตำแหน่ง เหตุกระทำการและประพฤติตนไม่เหมาะสมในการพิจารณาคดี สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงสาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวพ้นจากตำแหน่ง ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เนื้อหาสำคัญของประกาศฉบับนี้คือการแจ้งให้ทราบถึงการพ้นจากตำแหน่งของนางสาวไทย พงศธรจริง

สาระสำคัญในประกาศระบุว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ นางสาวไทย พงศธรจริง ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 สาเหตุหลักเนื่องจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในการประชุมครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 พิจารณาแล้วมีมติเห็นว่า นางสาวไทย พงศธรจริง กระทำการไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ และประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามมาตรา 25 (4) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553

ตามกระบวนการทางกฎหมาย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 27 (5) และมาตรา 27/1 (3) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไปแล้ว

และบัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ไทย พงศธรจริง พ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการดังกล่าว

โปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” พ้นผู้พิพากษาสมทบ

การพ้นจากตำแหน่งของผู้พิพากษาสมทบนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ยิ่งทำให้กรณีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ สาธารณชนต่างตั้งคำถามถึง “การกระทำที่ไม่เหมาะสม” และ “การประพฤติตนที่ไม่เหมาะสม” ที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี “ไทย พงศธรจริง”

  • ความหมายของการกระทำที่ไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ
  • ขอบเขตของการประพฤติตนที่ไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาคดี
  • ผลกระทบของการพ้นจากตำแหน่งต่อการดำเนินงานของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร
  • บทเรียนที่ได้รับจากกรณีนี้สำหรับผู้พิพากษาสมทบและบุคลากรในวงการยุติธรรม

แม้ว่ารายละเอียดของการกระทำที่ไม่เหมาะสมจะไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในประกาศราชกิจจานุเบกษา ทำให้ทราบว่าประเด็นดังกล่าวมีความร้ายแรงถึงขั้นที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมต้องมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง และนำไปสู่การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในที่สุด

กรณีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งในศาลยุติธรรม โดยเฉพาะผู้พิพากษาสมทบ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและครอบครัว การรักษาความเป็นกลาง ความยุติธรรม และความเหมาะสมในการประพฤติตนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

การพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีความละเอียดอ่อน และต้องการความเข้าใจในบริบทของเยาวชนและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง การที่ผู้พิพากษาสมทบกระทำการที่ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมได้

หวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ และบุคลากรในวงการยุติธรรมทุกคน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” พ้นผู้พิพากษาสมทบ เหตุกระทำการและประพฤติไม่เหมาะสม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยใจความสำคัญระบุถึงการพระราชทานยศและแต่งตั้ง พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือโท) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือเอก) และพระราชทานยศ พลเรือเอก

พระบรมราชโองการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 และประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การได้รับพระราชทานยศและแต่งตั้งในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม และวงศ์ตระกูล แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยและความเชื่อมั่นในความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในพระองค์

ความสำคัญของการได้รับพระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • เป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อข้าราชการในพระองค์
  • เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสามารถ
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม ถือเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ การได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการทุกระดับ มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป

ขอแสดงความยินดีกับ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม มา ณ โอกาสนี้ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสืบไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

ด่วน! โอนอำนาจรัฐมนตรีเป็นของนายกฯ สงขลา

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกำหนดอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจของ “นายกรัฐมนตรี” เป็นการชั่วคราว หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งจังหวัดสงขลา นี่คือรายละเอียดสำคัญที่ประชาชนควรรู้

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีเนื้อหาว่า

ตามที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 แล้วนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามกฎหมาย หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายหรือที่มีอยู่ตามกฎหมายโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ดังต่อไปนี้

1. พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

2. พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558

3. พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497

4. พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

5. พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456

6. พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497

7. พระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499

8. พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551

9. พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562

10. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535

11. พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562

12. พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

13. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

14. พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542

15. พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495

16. พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530

17. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ. 2562

18. พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551

19. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

20. พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551

21. พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

22. พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535

23. พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550

24. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

25. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510

26. พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522

27. พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558

28. พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558

29. พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

30. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

31. พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544

32. พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

33. พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498

34. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541

35. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

36. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

37. พระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. 2509

38. พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

ทั้งนี้ ให้รวมถึงกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวข้างต้นด้วย ให้ส่วนราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายข้างต้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมีประกาศหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น และในการใช้อำนาจหน้าที่นั้นต้องสอดคล้องกับการสั่งการของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ประกาศโอนอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นของ “นายกฯ” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลา

การ ประกาศโอนอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นของ “นายกฯ” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลา นี้ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน การรวมอำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรีจะช่วยให้การตัดสินใจและการสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจประกาศโอนอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นของ “นายกฯ” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลา

สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจที่โอนมา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดได้อย่างถูกต้อง

การ ประกาศโอนอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นของ “นายกฯ” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลา ถือเป็นมาตรการที่เข้มข้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว แม้ว่าการรวมอำนาจอาจทำให้เกิดความกังวลในเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุล แต่ในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว การตัดสินใจที่เด็ดขาดอาจเป็นสิ่งจำเป็น

การติดตามข่าวสารและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสม การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและให้ความร่วมมือกับภาครัฐ จะเป็นส่วนสำคัญในการนำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

โดยสรุปแล้ว การ ประกาศโอนอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นของ “นายกฯ” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลา เป็นมาตรการที่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดสงขลา ประชาชนควรศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดของประกาศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – ประกาศโอนอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นของ “นายกฯ” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลา

ในหลวง ร.10 โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” แด่ “ในหลวงรัชกาลที่ 6” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และยังโปรดเกล้าฯ ประกาศสถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีฯ”

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศถวายพระราชสมัญญา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า โดยมีเนื้อหาสำคัญที่แสดงถึงพระเกียรติคุณอันเป็นที่ประจักษ์

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช ผู้ทรงกอปรด้วยพระบรมราชอัจฉริยคุณนานัปการ ทรงเป็นมหาบุรุษจอมปราชญ์ ทรงทศพิธราชธรรมจริยาสถาวร ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความเจริญของชาติบ้านเมืองในทุกด้าน

พระองค์ทรงมีพระราชกมลมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนา ทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก ทรงปลุกชาติให้ชาวไทยมีน้ำใจสมัครสมานสามัคคี ทรงทำให้สยามรัฐสีมารุ่งเรืองด้วยสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทรงประดิษฐ์ธงไตรรงค์ และทรงผูกราชสัมพันธมิตรกับนานาประเทศ นอกจากนี้ ยังทรงมีสายพระเนตรยาวไกลในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 จนทำให้สยามได้รับชัยชนะและสามารถแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้สำเร็จ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นอัจฉริยศิลปินผู้เชี่ยวชาญศิลปวิทยาหลากสาขา ทรงวางรากฐานและพัฒนาระบบการศึกษา ทรงกำหนดแนวพระราชนิยมผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับวัฒนธรรมสากล ทรงสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าให้กับประเทศด้วยโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม การสาธารณูปโภค และระบบการเงินการธนาคารสมัยใหม่ พระบารมีธรรมของพระองค์เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องจากนานาชาติ องค์การ UNESCO จึงได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถวายพระราชสมัญญาแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “พระมหาธีรราชเจ้า” เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาลสืบไป

พระมหาธีรราชเจ้า: พระราชสมัญญาแห่งความภาคภูมิใจ

การได้รับพระราชทานพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้ พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นที่ประจักษ์และได้รับการเทิดทูนมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า”

การถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” เป็นการประกาศเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพระองค์ และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างยวดยิ่ง เมื่อทรงศึกษาและซาบซึ้งว่าสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงประกอบพระราชกรณียกิจไว้ในสิ่งใด ก็ทรงเอาพระทัยใส่สืบสาน รักษา และต่อยอดทุกสิ่งอันในประการนั้นอย่างมั่นคง

ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างของอุบาสิกาผู้ครองธรรมจริยาอย่างงดงามพิสุทธิ์ ทรงพากเพียรประกาศความเป็นไทยและพระเกียรติคุณของสมเด็จพระบุพการี บริบูรณ์ด้วยพระกรุณาปรานีต่อประเทศชาติ และประชาชน

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

การถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” และการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” แด่ “ในหลวงรัชกาลที่ 6”

ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงเข้าไทย มีผลบังคับใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก HSNI

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2568 ลงนามโดยนายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ โดยประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

ประกาศดังกล่าว สืบเนื่องจากประกาศฉบับก่อนหน้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ 90 วัน สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 แต่เนื่องจากยังมีรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPA) ชนิด HSNI ในประเทศกัมพูชา ทางกรมปศุสัตว์จึงจำเป็นต้องออกมาตรการป้องกันเพิ่มเติม

ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก

องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : WOAH) ได้รายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนก HSNI ในกัมพูชา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วย หรือสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค หรือซากสัตว์ที่ตายจากโรคนี้ เป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาด

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคไข้หวัดนกระบาดเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีก และสุขภาพของประชาชน กรมปศุสัตว์จึงได้ออกประกาศ ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงเข้าไทย

รายละเอียดการชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา

อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 อธิบดีกรมปศุสัตว์จึงออกประกาศดังนี้:

  • ข้อ 1: ให้ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีก จำพวก นก ไก่ เป็ด ห่าน หงส์ น้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์ ไข่สำหรับทำพันธุ์ รวมถึงซากสัตว์ปีกดังกล่าว ที่มีแหล่งกำเนิดจากราชอาณาจักรกัมพูชา
  • ข้อ 2: ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับได้เป็นเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สรุปคือ ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก ทุกชนิดที่มีแหล่งกำเนิดจากกัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของสัตว์ปีกในประเทศ และสุขภาพของประชาชน

มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก และป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก การเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะปลอดภัยจากภัยคุกคามของโรคระบาดสัตว์

ดังนั้นการที่เรา ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก จึงเป็นสิ่งที่เราควรสนับสนุน

ที่มา – ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงเข้าไทย

ประกาศแล้ว! พ.ร.บ.หวยเกษียณ ซื้อหวยเงินไม่หาย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พ.ร.บ.หวยเกษียณ คนไทยอายุ 15 ปี ซื้อสลาก กอช. ได้เงินคืนทั้งหมดเมื่ออายุ 60 ปี “เผ่าภูมิ” ลั่นเพื่อไทยทำสำเร็จแล้ว ซื้อหวยเงินไม่หาย

วันที่ 7 พ.ย. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้การคืนเงินออมทรัพย์เพื่อการดำรงชีพในยามชราภาพให้แก่ทายาทของผู้ออมทรัพย์ และการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนการออมแห่งชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

โดยให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน “กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกและเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสิ้นสมาชิกภาพ รวมถึงเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์แก่ประชาชนสำหรับการดำรงชีพในยามชราภาพ”

ทั้งนี้ การออกและขายสลากออมทรัพย์เพื่อการดำรงชีพในยามชราภาพของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) หรือหวยเกษียณ และสิทธิประโยชน์ของผู้ออมทรัพย์ ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และเมื่อผู้ออมทรัพย์มีอายุครบ 60 ปี ให้กองทุนคืนเงินออมทรัพย์ทั้งหมดแก่ผู้ออมทรัพย์

ดูต้นฉบับ

พ.ร.บ.หวยเกษียณ

ขณะที่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นกฎหมายเพื่อให้อำนาจ กอช. ในการทำนโยบาย สลาก กอช. (หวยเกษียณ) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ใช้แรงจูงใจจากการลุ้นโชคเพื่อให้เกิดการออม เป็นการซื้อหวยที่ทุกบาทที่ซื้อจะกลายเป็นเงินออมยามเกษียณ ไม่ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

จากนโยบายพรรคเพื่อไทย จากจุดเริ่มต้น วันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ผมขอขอบคุณท่านนายกฯแพทองธาร ท่านนายกฯเศรษฐา คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ที่ผลักดันทำให้หวยเกษียณพร้อมแล้วสำหรับปฏิบัติจริง และจะกลายเป็นเสาหลักการออมที่สำคัญของประเทศ

“หวยเกษียณ” จะเป็นหนึ่งในนโยบายของ “พรรคเพื่อไทย” ในครั้งนี้ แล้วเราจะกลับมาทำให้คนไทย ศุกร์ได้ลุ้น-สุขได้ออม ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม ไปด้วยกันครับ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ หวยเกษียณ

พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือที่เรียกกันติดปากว่า “หวยเกษียณ” ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณของคนไทย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผู้มีสิทธิ์: บุคคลสัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป
  • ลักษณะ: สลากออมทรัพย์ที่ออกโดยกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • ผลประโยชน์: เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินออมทรัพย์ทั้งหมดคืน
  • จุดเด่น: สร้างแรงจูงใจในการออมด้วยการลุ้นรางวัล และเงินทุกบาทที่ซื้อจะกลายเป็นเงินออม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. หวยเกษียณ ที่ควรศึกษาเพิ่มเติม เช่น กลไกการทำงานของกองทุน, อัตราผลตอบแทน, ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง, และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้เข้าใจและตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ หวยเกษียณ ควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดจาก กอช. โดยตรง หรือจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อประเมินความเหมาะสมกับแผนการออมของตนเอง

การมีวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนการเงินในวัยเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นการออมผ่าน หวยเกษียณ หรือช่องทางอื่นๆ การเริ่มต้นออมตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้คุณมีชีวิตที่มั่นคงและมีความสุขในวัยเกษียณได้อย่างแน่นอน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ “พ.ร.บ.หวยเกษียณ” แล้ว คนไทยซื้อหวยเงินไม่หาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 8 นาย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงอำนาจตามรัฐธรรมนูญเเละพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการบริหารราชการในพระองค์ที่มีการปรับเปลี่ยนและมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้แก่ข้าราชการในพระองค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

รายละเอียดการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์

สำหรับรายละเอียดการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพลมีดังนี้:

  1. พลตรี ทรงพล สาดเสาเงิน ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองยุทธการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  2. พลตรี กุลบุตร ปัจฉิม ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  3. พลตรี สรัศวิน โพธิทอง ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  4. พลตรี ประภัสร์ จุ้ยสำราญ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองยุทธโยธา กรมฝ่ายส่งกำลังบำรุง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  5. พลตรี สุทธิชัย ศรลัมพ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  6. พลตรี พงษ์พิสิทธิ์ มีสูงเนิน ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  7. พลตรี อาทิตย์ ดีประเสริฐ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองสนับสนุนการช่วยรบ และซ่อมบำรุง กรมฝ่ายส่งกำลังบำรุง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  8. พลตรี เกรียงศักดิ์ สีบธรรมมา ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองโครงการในพระองค์และสารนิเทศ กรมฝ่ายกิจการวัง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพลครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในหน่วยงานราชการในพระองค์ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจึงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการภายในหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ

ท่านสามารถติดตามข่าวสารราชกิจจานุเบกษาเพื่อทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการและกฎหมายต่างๆ ที่ประกาศใช้ในราชอาณาจักรไทย

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

โปรดเกล้าฯ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 2 พร้อมพระราชทานยศพลตรี

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ตลอดจนพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันเอกธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 2 กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศพลตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงและแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ให้มีความเหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย การได้รับพระราชทานยศและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่นี้ ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ โปรดเกล้าฯ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง

การประกาศในราชกิจจานุเบกษาครั้งนี้ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งใหม่ของ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายทุกประการ การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งข้าราชการในพระองค์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ

การได้รับพระราชทานยศพลตรี และการดำรงตำแหน่งใหม่ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน การได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ถือเป็นแรงผลักดันให้มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจถึงการบริหารราชการในพระองค์ และการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงเป็นช่องทางที่โปร่งใสและเป็นทางการในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

ทั้งนี้ การได้รับพระราชทานยศและการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ของ พลตรี ธนิต ลีพหาธีรพงศ์ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกท่านมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติสืบไป

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพและส่วนราชการต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การติดตามข่าวสารดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงพลวัตต่างๆ ในสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น.

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ “ธนิต ลีพหาธีรพงศ์” ดำรงตำแหน่ง พร้อมพระราชทานยศพลตรี

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประชามติ 2568 บังคับใช้ 22 ต.ค.นี้

โปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค. เป็นต้นไป การจัดทำประชามติสามารถทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ และเสียงข้างมากต้องสูงกว่าเสียงไม่แสดงความเห็น

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งให้ไว้ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

มาตราสำคัญที่ควรทราบ:

  • มาตรา 1: พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568”
  • มาตรา 2: พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (22 ตุลาคม 2568)
  • มาตรา 3 – 12: เป็นการแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมมีดังนี้:

  • การกำหนดวันออกเสียงประชามติสามารถทำในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ หากอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระงาน งบประมาณ และความสะดวกของประชาชน
  • วิธีการออกเสียงมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการใช้บัตรออกเสียง แต่สามารถใช้วิธีการทางไปรษณีย์ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้
  • ผลการออกเสียงประชามติจะถือว่ามีข้อยุติเมื่อใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น
  • การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง รอบด้าน และไม่ชี้นำ

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการจัดการออกเสียงประชามติ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและเท่าเทียมกัน

ความสำคัญของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของชาติผ่านการออกเสียงประชามติ การแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 นี้ จะทำให้การทำประชามติในอนาคตมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดวัน หรือวิธีการลงคะแนนเสียง

การประกาศใช้ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยของไทย โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค.

Scroll to top