ราชกิจจานุเบกษา ยศทหาร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทราบกันครับ โดยล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับสำคัญเกี่ยวกับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดแก่ข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่นและเสียสละครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สำหรับการประกาศในครั้งนี้ เป็นไปตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรเลื่อนยศสูงขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นี่คือความภูมิใจของทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวครับ

รายนามข้าราชการที่ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

รายชื่อข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโท มีดังนี้ครับ:

  • ร้อยตรี ณัฐพล พัฒน์บุญ
  • ร้อยตรี จันทรัสม์ หมื่นศรี
  • ร้อยตรี ชนภัทร คำแก้ว
  • ร้อยตรี เอกภพ ผักหวาน
  • ร้อยตรี ณัฐวัฒน์ เหลืองชูทธิ์
  • ร้อยตรี ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์
  • ร้อยตรี สหวัญ เทพเทียมทัศน์
  • ร้อยตรี ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์
  • ร้อยตรี ณัฐพงศ์ มีมาก
  • ร้อยตรี กฤตกร บริบูรณ์
  • ร้อยตรี ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย
  • ร้อยตรี ติณห์ เลื่อมใส
  • ร้อยตรี เมธวัฒน์ สายธงแก้ว
  • ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ
  • ร้อยตรี เจษฎา สุโข
  • ร้อยตรี สิทธิกร ซ้ายสนาม
  • ร้อยตรี ภัทรภณ บัวมาศ
  • ร้อยตรี ตรีทศ ลีรักพานิช
  • ร้อยตรี คมกฤษณ์ บุญเกิด

การเลื่อนยศในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งแต่ละท่านต่างทำหน้าที่ของตนเองด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต การได้มาซึ่งยศร้อยโทจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมในการรับผิดชอบงานที่สำคัญยิ่งขึ้นไปในอนาคต

หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบข้อมูลประกาศอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาครับ ในนามของพวกเราก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเกียรติยศในครั้งนี้ด้วยครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ทราบข้อมูลที่เป็นทางการและถูกต้องนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษาที่มีการประกาศเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการระเบียบวินัยในวงการสีกากี ซึ่งในวันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับกรณี โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา กันครับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการรักษาวินัยของข้าราชการ

เหตุการณ์ โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

ตามประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้มีการระบุถึงการถอดถอนยศตำรวจจำนวน 3 นาย และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่บุคคลดังกล่าวได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากราชการ โดยมีรายละเอียดของรายชื่อและผลกระทบที่ได้รับดังนี้ครับ

รายละเอียดกรณี โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

สำหรับบุคคลที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • พันตำรวจเอก รัฐระวี ไชยชนะ: ถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้นตรา รวมถึงเหรียญพิทักษ์เสรีชนและเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560
  • พันตำรวจโท ยูสรอน อับดุลชามะ: ถูกสั่งถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา รวมถึงเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564
  • ร้อยตำรวจโท ภูวนัย แก้วน้อย: ถูกถอดยศและเรียกคืนเหรียญพิทักษ์เสรีชนและเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2567

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติยศของผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ เมื่อมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง การเรียกคืนจึงเป็นกระบวนการที่ยึดถือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานและเกียรติยศขององค์กรตำรวจไทยครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาดำเนินการอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะนอกจากจะเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดแล้ว ยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจนว่าความประพฤติที่ดีคือหัวใจสำคัญของการรับราชการ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงเพียงใด หากขาดวินัยและจรรยาบรรณ สิ่งที่เคยได้รับมาก็ย่อมถูกเรียกคืนได้เสมอ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับข้าราชการท่านอื่นๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อไปนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงกองทัพมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความยินดีให้กับเหล่านายทหารผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาการรับราชการครับ

เจาะลึกรายละเอียด โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

การประกาศในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป แต่เป็นการพระราชทานยศเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่ข้าราชการทหารที่ทำคุณงามความดีและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยเสมอมา โดยทางกระทรวงกลาโหมได้คัดเลือกนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่นและสมควรได้รับการยกย่องให้ได้รับยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษครับ

ทำไมถึงต้องมี โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย?

หลายคนอาจสงสัยว่าการพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษนั้นมีที่มาอย่างไร หลักการสำคัญคือการตอบแทนความเสียสละของทหารที่รับใช้ชาติอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ
  • เป็นการยกย่องความสำเร็จตลอดระยะเวลาการรับราชการ
  • สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติ

สำหรับรายชื่อทั้งหมดที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ประกอบด้วยนายทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมรวมทั้งสิ้น 121 นาย โดยการเลื่อนยศเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญสำหรับพี่น้องทหารทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราก็คงอดชื่นชมไม่ได้กับความก้าวหน้าของเหล่าทหารหาญที่ช่วยกันดูแลความมั่นคงของประเทศ การเลื่อนยศในลักษณะนี้เปรียบเสมือนรางวัลตอบแทนความเหนื่อยยากตลอดงานอาชีพครับ สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อหรืออ่านประกาศฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อความเป็นธรรมและข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชให้ 3 นายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวที่น่าประทับใจจากราชกิจจานุเบกษาเลยทีเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการเชิดชูเกียรติยศให้กับวีรบุรุษที่อุทิศตนเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ประกาศนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุฉุกเฉิน นับเป็นพระราชกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของพวกเขาได้รับความปลอบประโลม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับยศทหารที่พระราชทานนั้น แบ่งตามหน่วยงานดังนี้

กองทัพบก

  • ร้อยโท ภูวิวัฒน์ คำสง พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568
  • ร้อยโท อภิชาติ ผาพันธุ์ พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568

กองทัพอากาศ

  • พันจ่าอากาศเอก สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย พระราชทานยศเป็น นาวาอากาศตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568

ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานเป็นกรณีพิเศษนั้น ก็เพื่อเป็นเกียรติยศสูงสุดให้กับวีรชนทั้งสามท่าน ดังนี้

  • พลตรี ภูวิวัฒน์ คำสง ได้รับ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
  • พลตรี อภิชาติ ผาพันธุ์ ได้รับ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
  • นาวาอากาศตรี สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย ได้รับ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สามารถดูเอกสารยศทหารและดูเอกสารเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ครับ

การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลื่อนยศหรือมอบเครื่องราชธรรมดา แต่เป็นการแสดงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมเมตตา พระองค์ทรงตระหนักถึงความเสียสละของเหล่าทหารที่ปกป้องประเทศในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ สงคราม หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ พวกเขาคือฮีโร่ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อผองพี่น้องชาวไทย

ในสังคมไทย การได้รับพระราชทานยศและเครื่องราชนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ครอบครัวจะภูมิใจไปตลอดกาล มันช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังเห็นคุณค่าของการรับใช้ชาติ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการปกครองที่ทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของปวงชน โดยเฉพาะครอบครัวทหารที่สูญเสียสมาชิก

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีทหารกล้าหาญเหล่านี้ ประเทศเราจะปลอดภัยได้อย่างไร? จากเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการช่วยเหลือประชาชนในยามภัย พวกเขาคือกำลังสำคัญเสมอมา การพระราชทานครั้งนี้จึงเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในฐานะคนไทย ผมรู้สึกซาบซึ้งและภาคภูมิใจเหลือเกิน ขอให้หลับเย็นนะครับวีรบุรุษทั้งสาม และขอให้กองทัพไทยเข้มแข็งต่อไป หากคุณมีเรื่องราววีรกรรมทหารที่น่าสนใจ แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือติดตามข่าวราชการและพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการรักษาวินัยและความซื่อสัตย์ในกองทัพไทยครับ ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับ 1 พลโท และ 4 นายทหารสัญญาบัตร ที่ถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ เนื่องจากกระทำผิดร้ายแรงทั้งคดีอาญาและวินัยทหาร

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ลงในราชกิจจานุเบกษา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามพระราชบัญญัติยศทหาร พ.ศ. 2479 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงมาตรา 12 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรดำรงยศทหาร พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และ 4 รวมถึงระเบียบเรียกคืนเครื่องราชาฯ พ.ศ. 2548

รายละเอียดโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พลโท จักรกริศน์

เริ่มจากกรณีหลักคือ พลโท จักรกริศน์ หรือ ยงยุทธ เจริญโชติกาญจน์ หรือ เหล่าเขตรการ หรือ เหล่าเขตร์การ นายทหารนอกราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกถอดยศทหารตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดฉ้อโกงประชาชน คดีสิ้นสุดแล้ว

นอกจากถอดยศแล้ว ยังเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นที่ได้รับ เช่น ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ชื่อของท่านถูกถอนออกจากรายชื่อผู้รับราชการแล้วด้วยครับ ดูเอกสารต้นฉบับที่นี่

การถอดยศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะยศทหารเป็นเกียรติยศสูงสุด และเครื่องราชอิสริยาภรณ์คือสัญลักษณ์ของความดีความชอบต่อชาติ การถูกเรียกคืนแสดงถึงการสูญเสียเกียรติยศอย่างสิ้นเชิง

นายทหารสัญญาบัตร 4 รายที่ถูกโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

นอกจากนี้ ยังมีนายทหารสัญญาบัตรอีก 4 รายที่ถูกถอดยศเช่นกัน โดยแบ่งตามสังกัดดังนี้:

  • สังกัดกองทัพบก
    • ร้อยเอก พันธุ์เทพ นกแก้ว: ถอดยศตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2568 ผิดวินัยฐานประพฤติชั่วร้ายแรง เรียกคืนจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยตรี กิตติศักดิ์ นามโสม: ถอดยศตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2567 หนีราชการทหาร เรียกคืนเหรียญราชการชายแดนและเหรียญทองช้างเผือก
  • สังกัดกองทัพเรือ
    • เรือโท ลิขิต หรือ ธีวิชญ์ศรุต สำเร็จทรัพย์ หรือ กุลธีร์ธนธรณ์: ถอดยศ 18 กรกฎาคม 2568 ผิดฐานเบียดบังทรัพย์ทุจริต คำพิพากษาถึงที่สุด เรียกคืนจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา
    • เรือโท เอกวัสส์ หรือ สุริยันต์ หรือ เสฎฐวุฒิ ไพศาลอัครพล หรือ ไปแดน: ถอดยศ 3 พฤศจิกายน 2568 ผิดวินัยประพฤติชั่วร้ายแรง เรียกคืนเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

ทั้ง 4 รายนี้ถูกถอนชื่อจากรายชื่อผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว ดูเอกสารต้นฉบับที่นี่

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าว โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นี้สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวด โดยไม่ละเว้นใครแม้แต่ทหารอาชีพ

ในมุมมองของผม การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมในกองทัพ ซึ่งเป็นเสาหลักของชาติ หากปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน หากท่านสนใจข่าวการเมืองและทหารเพิ่มเติม อย่าลืมกดติดตามบล็อกของเราและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามความโปร่งใสของระบบ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 พลโท-4 นายทหารสัญญาบัตร

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ เป็นพระราชกรณีย์ที่แสดงถึงพระเมตตาและพระราชหทัยอันห่วงใยต่อข้าราชการทหารผู้เสียสละชีวิตและร่างกายเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ทหาร 4 นายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการทหารผู้กล้าหาญ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่ทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปกติหรือเหตุฉุกเฉิน การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องคุณงามความดี แต่ยังช่วยให้ครอบครัวของผู้เสียสละได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เช่น ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มเติมตามกฎหมาย

รายละเอียดประกาศฉบับแรก: พระราชทานยศพลตรีแก่พันเอกเทพทอง

ประกาศฉบับแรกเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ระบุว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ พลตรี เป็นกรณีพิเศษให้แก่ พันเอกเทพทอง อินทรทัต ข้าราชการทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาปกติ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

พันเอกเทพทอง อินทรทัต เป็นตัวอย่างของทหารผู้เสียสละอย่างสูงสุด การจากไปของท่านทิ้งไว้ซึ่งความจดจำอันน่าประทับใจในหมู่เพื่อนร่วมงานและครอบครัว พระราชทานยศนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของหน้าที่ทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ประกาศฉบับที่สอง: พระราชทานยศแก่ 3 ทหารบาดเจ็บทุพพลภาพ

ส่วนประกาศฉบับที่สองเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก จำนวน 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บถึงพิการทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน ดังนี้

  • จ่าสิบเอก มะนายี สาเมาะ เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567
  • จ่าสิบเอก เจริญ เพ็ชรภิมล เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568
  • สิบโท อดิศัย สุขศิริวัฒน์ เป็น ร้อยตรี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567

ทั้ง 3 นายนี้ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกล้าหาญในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติ แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่จิตวิญญาณของความเป็นทหารยังคงอยู่

ความหมายและความสำคัญของการพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ

การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษมิใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นพระราชกรุณาเฉพาะสำหรับผู้ที่เสียสละอย่างยิ่งยวด ตามประมวลกฎหมายทหารและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยศที่พระราชทานนี้จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ทำให้ครอบครัวได้รับ年金และสิทธิอื่นๆ ในระดับยศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพไทย

ในอดีต มีตัวอย่างมากมายของการพระราชทานยศเช่นนี้ เช่น ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบหรือภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความภักดีและความสามัคคีในหมู่ทหาร ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ การรักษาความมั่นคง หรือการสนับสนุนโครงการพระราชดำริ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทหารเหล่านี้คือวีรบุรุษที่สมควรได้รับการยกย่องจากประชาชนทุกคน

บทเรียนจากความกล้าหาญของทหารผู้รับพระราชทานยศ

จากกรณีนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดชีวิตคือหัวใจของความเป็นทหาร ไม่ว่าจะในกองบัญชาการกองทัพไทยหรือกองทัพบก ทุกหน่วยงานล้วนมีความสำคัญ ครอบครัวของทหารเหล่านี้คงภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชกรุณานี้ โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงของชาติยังคงต้องพึ่งพาทหารผู้กล้าเหล่านี้ การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นพระราชปณิธานในการดูแลทุกคนที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน

สุดท้ายนี้ การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชหทัยอันเปี่ยมเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างความปลื้มปีติแก่ปวงพสกนิกร หากคุณชื่นชอบข่าวสารพระราชกรณีย์และเรื่องราวทหารไทย สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อร่วมกันยกย่องวีรบุรุษของชาติ

ที่มา – พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้มีข่าวราชการที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตให้ฟังกัน โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้กับสองบุคคลสำคัญในวงการทหารไทย นั่นคือ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ประกาศนี้เพิ่งออกมาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่เลยครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 มีนาคม 2567 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ทำให้แฟนข่าวการเมืองและทหารต่างจับตามองกันอย่างคึกคัก

ทำไมถึงเป็นกรณีพิเศษล่ะครับ? ปกติแล้ว ยศพลเรือเอก (Admiral) และพลอากาศเอก (Air Chief Marshal) เป็นยศสูงสุดในกองทัพเรือและกองทัพอากาศ แต่ครั้งนี้พระราชทานให้กับนายทหารจากกองทัพบกสองคนเลย นับเป็นการเชื่อมโยงเหล่าทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แสดงถึงความสามัคคีในกองทัพไทยที่แท้จริง

รายละเอียดผู้ถูกราชทานยศจากโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

  • พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ: ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านมีประวัติการรับใช้ชาติยาวนาน ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายแห่งในกองทัพบก เช่น ผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย
  • พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์: ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน ท่านขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในกองทัพเมื่อปีที่แล้ว ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการทหาร มีผลงานเด่นในการปฏิรูประบบทหารสูงสุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งสองท่านนี้เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่น ทำให้สมควรได้รับยศอันทรงเกียรตินี้ การพระราชทานยศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ นะครับ ถือเป็นการยกย่องผลงานและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทย

มาดูความสำคัญกันหน่อยครับ การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ แบบนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมความสามัคคีของกองทัพทั้งสามเหล่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กองทัพไทยต้องเข้มแข็งและรวมเป็นหนึ่งเดียว การยกระดับยศข้ามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคน และยังเป็นสัญญาณบวกต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ พลเอกที่เคยสวมเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพบก ตอนนี้มีสิทธิ์สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินของกองทัพเรือ หรือสีฟ้าของกองทัพอากาศในพิธีการต่างๆ มันเจ๋งมากเลยนะ แสดงถึงการหลอมรวมเหล่าทัพให้เป็นครอบครัวเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารต้นฉบับให้ดูได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา ใครสนใจศึกษาละเอียดเชิญเลยครับ

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยศ แต่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ยืนยันความสำคัญของผู้นำทหารทั้งสองท่านในการนำพากองทัพไทยสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในสถาบันกองทัพ

สุดท้ายนี้ ชวนเพื่อนๆ ติดตามข่าวสารการเมืองและทหารอัปเดตแบบเรียลไทม์ที่นี่นะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย ช่วยกันกระจายข้อมูลดีๆ ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้ปลัด กห.-ผบ.ทสส.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งในเวลาเหตุฉุกเฉินและในเวลาปกติ สร้างความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ครอบครัวผู้เสียสละ

พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานยศให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 19 นาย ดังนี้

รายชื่อทหารที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

กองบัญชาการกองทัพไทย

  • นาวาเอกไอศูรย์ วิวัฒน์เจน เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567)

กองทัพบก

  • ร้อยเอกจุลพงษ์ ทัพมีชัย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2567)

กองทัพเรือ

  • นาวาเอกธวัช เจริญสุขสวัสดิ์ เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • เรือโทสัญชัย ผลจันทร์ เป็น นาวาตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • พันจ่าเอกสุภาพ คำปรีชา เป็น เรือโท (ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอกธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุ สิงห์อัน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกนพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกอัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)

การพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

การเสียสละของทหารทั้ง 19 นาย เป็นสิ่งที่ควรจดจำและยกย่องอย่างยิ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเหตุฉุกเฉิน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยใจความสำคัญระบุถึงการพระราชทานยศและแต่งตั้ง พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือโท) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือเอก) และพระราชทานยศ พลเรือเอก

พระบรมราชโองการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 และประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การได้รับพระราชทานยศและแต่งตั้งในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม และวงศ์ตระกูล แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยและความเชื่อมั่นในความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในพระองค์

ความสำคัญของการได้รับพระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • เป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อข้าราชการในพระองค์
  • เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสามารถ
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม ถือเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ การได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการทุกระดับ มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป

ขอแสดงความยินดีกับ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม มา ณ โอกาสนี้ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสืบไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

Scroll to top