ราชกิจจานุเบกษา แต่งตั้ง

โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่มีประกาศจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น โดยการ โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และข้าราชการอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการปรับทัพครั้งสำคัญ โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้รับการปรับขึ้นไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปรับภารกิจในส่วนกลาง ส่วนนายโชตินรินทร์ เกิดสม อดีตรองปลัดกระทรวงฯ จะเข้ามารับไม้ต่อในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ เพื่อสานต่องานพัฒนาจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศต่อไป

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้

จากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีได้ระบุชื่อข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงไว้ดังนี้:

  • นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งสำคัญที่ โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยมีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นกลไกปกติในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต ในช่วงเวลานี้ น่าจะเป็นการดึงผู้ที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ไปเสริมทีมงานในกระทรวงให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับส่งมือดีอย่างคุณโชตินรินทร์ไปแก้ไขปัญหาหรือเร่งโครงการในภูเก็ตให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายของรัฐบาล เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำมาซึ่งความคึกคักและการเติบโตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับจังหวัดภูเก็ตและภาพรวมการบริหารงานของมหาดไทยครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทราบ โดยล่าสุดมีการเผยแพร่ประกาศจากราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดสำหรับผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้

รายชื่อผู้ได้รับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

การได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติประวัติแก่ผู้ที่ได้รับอย่างหาที่สุดมิได้ โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานในชั้นต่างๆ ดังนี้ครับ:

ลำดับรายชื่อผู้ได้รับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

สำหรับรายนามผู้ได้รับพระราชทาน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ:

  • ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ฝ่ายใน): 1. พันตำรวจโทหญิง คุณหญิงเจษรินซ์ โชติกลาง, 2. คุณหญิงบรรณ์พร แก้วงาม, 3. คุณหญิงอัชราภรณ์ ศรีเสน่ห์
  • ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน): 1. นางสาวธมลวรรณ สะใบบาง, 2. นางสาวธารารัตน์ เกษนาวา

ประกาศนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงการทำคุณงามความดีของบุคคลทั้ง 5 ท่านที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาประเทศชาติของเราสืบไป

ทางเราขอแสดงความยินดีอย่างที่สุดกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ การได้รับรางวัลหรือเครื่องอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภูมิใจส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ หากใครต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาโดยตรงครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงกองทัพมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความยินดีให้กับเหล่านายทหารผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาการรับราชการครับ

เจาะลึกรายละเอียด โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

การประกาศในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป แต่เป็นการพระราชทานยศเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่ข้าราชการทหารที่ทำคุณงามความดีและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยเสมอมา โดยทางกระทรวงกลาโหมได้คัดเลือกนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่นและสมควรได้รับการยกย่องให้ได้รับยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษครับ

ทำไมถึงต้องมี โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย?

หลายคนอาจสงสัยว่าการพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษนั้นมีที่มาอย่างไร หลักการสำคัญคือการตอบแทนความเสียสละของทหารที่รับใช้ชาติอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ
  • เป็นการยกย่องความสำเร็จตลอดระยะเวลาการรับราชการ
  • สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติ

สำหรับรายชื่อทั้งหมดที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ประกอบด้วยนายทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมรวมทั้งสิ้น 121 นาย โดยการเลื่อนยศเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญสำหรับพี่น้องทหารทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราก็คงอดชื่นชมไม่ได้กับความก้าวหน้าของเหล่าทหารหาญที่ช่วยกันดูแลความมั่นคงของประเทศ การเลื่อนยศในลักษณะนี้เปรียบเสมือนรางวัลตอบแทนความเหนื่อยยากตลอดงานอาชีพครับ สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อหรืออ่านประกาศฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อความเป็นธรรมและข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ทรงคุณวุฒิ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการข้าราชการมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีประกาศสำคัญเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานศาลปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยประกาศนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบุคลากรทั้ง 4 ท่านที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานคดีปกครอง สำหรับรายละเอียดของผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มีดังนี้ครับ:

รายละเอียดการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

  • นายอนันต์ คงเครือพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นายสาทิตย์ วงศ์ชัย ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นางสาววนัสนันท์ กาญจนผลิน ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (เจ้าหน้าที่ศาลปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นายรณกร ปิยะชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (เจ้าหน้าที่ศาลปกครองทรงคุณวุฒิ)

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการเสริมทัพทีมงานระดับบริหารระดับสูงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักของศาลปกครองอย่างเต็มกำลังความสามารถ การที่บ้านเมืองมีข้าราชการที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์มาดำรงตำแหน่งระดับทรงคุณวุฒิเช่นนี้ ถือเป็นผลดีต่อประชาชนและกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างยิ่งครับ

เราในฐานะประชาชนคนไทย ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ หวังว่าท่านจะช่วยกันพัฒนางานด้านศาลปกครองให้รุดหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมสืบต่อไป หากใครต้องการติดตามรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาตามที่ได้แนบไว้ในข้อมูลต้นฉบับครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ข่าวดีสำหรับแวดวงกงการตำรวจไทย เมื่อล่าสุดทางราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่องในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย ถือเป็นความสำเร็จและรางวัลแห่งความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

รายละเอียดการประกาศในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

สำหรับการประกาศครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง โดยรายละเอียดระบุว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะเสมอมา จำนวนทั้งสิ้น 1,684 ราย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การเลื่อนยศในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ตัวข้าราชการตำรวจเอง แต่ยังเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองต่อไป

หากท่านต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานยศ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เพื่อยืนยันข้อมูลความคืบหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท่านที่มีรายชื่อปรากฏในประกาศฉบับล่าสุดนี้

สรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้:

  • เป็นการพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรแก่ข้าราชการตำรวจที่มีความประพฤติดี
  • จำนวนผู้ได้รับพระราชทานยศรวมทั้งสิ้น 1,684 ราย
  • แสดงถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานรับใช้สังคม

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่สำคัญสำหรับองค์กรตำรวจ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนและการรักษาความปลอดภัยในสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการตำรวจทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ด้วยครับ

ที่มา – ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ราชกิจจาฯ เลื่อน เดียร์ ขัตติยา เป็น ส.ส. เพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากแวดวงรัฐสภา ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทย และอาจส่งผลต่อสมดุลย์ในสภาผู้แทนราษฎรได้เลยนะครับ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) เรื่องการเลื่อนลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 3 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ส่งผลให้ตำแหน่งว่างลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

จากนั้น อาศัยมาตรา 105 (2) สภาฯ จึงประกาศเลื่อน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เดียร์ ขัตติยา” ซึ่งอยู่ในลำดับถัดไป ขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน ประกาศลงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ “เดียร์” ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ใครคือ “เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล” และบทบาทในพรรคเพื่อไทย

“เดียร์ ขัตติยา” เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่มีประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและสังคม เธอเคยลงสมัครในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ และได้รับความไว้วางใจจากพรรค การเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มทีม ส.ส. ของเพื่อไทย ซึ่งกำลังต้องการกำลังใจใหม่ๆ หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ในสภา

เหตุผลที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ลาออก

นายสุริยะ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 3 ของเพื่อไทย ที่ได้รับเลือกตั้งตามประกาศกกต. วันที่ 4 มีนาคม 2567 แต่เขาเลือกที่จะลาออก สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน อาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรือกลยุทธ์ของพรรค แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดการเลื่อนลำดับตามระบบ ทำให้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” อย่างรวดเร็ว

  • วันที่ 4 มี.ค. 2567: ประกาศผลเลือกตั้ง สุริยะ ได้เป็น ส.ส.
  • 29 เม.ย. 2567: สุริยะ ลาออก สมาชิกภาพสิ้นสุด
  • 30 เม.ย. 2567: ประกาศเลื่อน เดียร์ ขัตติยา
  • 2 พ.ค. 2567: เผยแพร่ในราชกิจจาฯ

ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยและการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมีนัยสำคัญ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ ต้องรักษาจำนวน ส.ส. ให้ครบเพื่อความเข้มแข็งในการโหวตกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ หรือประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ “เดียร์ ขัตติยา” ที่ขึ้นมาใหม่ น่าจะนำมุมมองสดใหม่มาสู่สภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเยาวชนและสตรี ซึ่งเป็นจุดแข็งของเธอ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของกระบวนการที่โปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ประหยัดเวลาและงบประมาณ หากเกิดกรณีแบบนี้บ่อยๆ อาจเห็นการหมุนเวียน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากขึ้น

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่า ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นพรรคเพื่อไทยยังมีบุคลากรสำรองคุณภาพ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบอัปเดต รีบติดตามบล็อกเราไว้เลยนะครับ! แสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณเข้าใจบริบทการเมืองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยสิ!

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชให้ 3 นายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวที่น่าประทับใจจากราชกิจจานุเบกษาเลยทีเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการเชิดชูเกียรติยศให้กับวีรบุรุษที่อุทิศตนเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ประกาศนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุฉุกเฉิน นับเป็นพระราชกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของพวกเขาได้รับความปลอบประโลม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับยศทหารที่พระราชทานนั้น แบ่งตามหน่วยงานดังนี้

กองทัพบก

  • ร้อยโท ภูวิวัฒน์ คำสง พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568
  • ร้อยโท อภิชาติ ผาพันธุ์ พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568

กองทัพอากาศ

  • พันจ่าอากาศเอก สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย พระราชทานยศเป็น นาวาอากาศตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568

ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานเป็นกรณีพิเศษนั้น ก็เพื่อเป็นเกียรติยศสูงสุดให้กับวีรชนทั้งสามท่าน ดังนี้

  • พลตรี ภูวิวัฒน์ คำสง ได้รับ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
  • พลตรี อภิชาติ ผาพันธุ์ ได้รับ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
  • นาวาอากาศตรี สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย ได้รับ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สามารถดูเอกสารยศทหารและดูเอกสารเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ครับ

การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลื่อนยศหรือมอบเครื่องราชธรรมดา แต่เป็นการแสดงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมเมตตา พระองค์ทรงตระหนักถึงความเสียสละของเหล่าทหารที่ปกป้องประเทศในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ สงคราม หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ พวกเขาคือฮีโร่ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อผองพี่น้องชาวไทย

ในสังคมไทย การได้รับพระราชทานยศและเครื่องราชนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ครอบครัวจะภูมิใจไปตลอดกาล มันช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังเห็นคุณค่าของการรับใช้ชาติ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการปกครองที่ทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของปวงชน โดยเฉพาะครอบครัวทหารที่สูญเสียสมาชิก

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีทหารกล้าหาญเหล่านี้ ประเทศเราจะปลอดภัยได้อย่างไร? จากเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการช่วยเหลือประชาชนในยามภัย พวกเขาคือกำลังสำคัญเสมอมา การพระราชทานครั้งนี้จึงเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในฐานะคนไทย ผมรู้สึกซาบซึ้งและภาคภูมิใจเหลือเกิน ขอให้หลับเย็นนะครับวีรบุรุษทั้งสาม และขอให้กองทัพไทยเข้มแข็งต่อไป หากคุณมีเรื่องราววีรกรรมทหารที่น่าสนใจ แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือติดตามข่าวราชการและพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ซึ่งเป็นการยกระดับข้าราชการตำรวจชุดใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) การแต่งตั้งครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการปรับโครงสร้างองค์กรตำรวจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจจำนวน 60 ราย ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งเหล่านี้เป็นบทบาทที่ต้องอาศัยประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ การปราบปรามอาชญากรรม และการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่

ประกาศลงวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ผู้รับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพให้กับ สตช. ในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และความมั่นคงสาธารณะ

รายละเอียดการแต่งตั้งและผลกระทบ

ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ล้วนเป็นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น บางรายเคยดำรงตำแหน่งนายพลระดับสูง การนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาพิเศษและผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยถ่ายทอดความรู้สู่รุ่นใหม่ ทำให้การทำงานของตำรวจไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถดูรายชื่อเต็มๆ ในเอกสารราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามชื่อบุคคลที่คุณสนใจ

  • ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สตช.: เน้นให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช.: ช่วยพัฒนานโยบายและการฝึกอบรม
  • มีผลตั้งแต่ 29 มี.ค. 2569: สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันที

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตำรวจไทยกำลังปรับตัวรับมือกับปัญหาสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการดูแลความปลอดภัยในช่วงเลือกตั้ง การมีที่ปรึกษาระดับสูงถึง 60 คน จะช่วยให้ สตช. มีมุมมองที่หลากหลายและทันสมัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาราชการแผ่นดินให้มั่นคง ผู้ที่ติดตามข่าวการแต่งตั้งข้าราชการจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ่อยครั้งเพื่อความคล่องตัว หากคุณเป็นข้าราชการตำรวจหรือผู้สนใจอาชีพนี้ การติดตามข่าวแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจทิศทางองค์กรได้ดี

ความสำคัญต่อสังคมไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ไม่ใช่แค่ข่าวการแต่งตั้งธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกว่าประเทศไทยกำลังเสริมแกร่งกองทัพประชาชนอย่างตำรวจ ในอนาคต เราอาจเห็นผลงานเด่นๆ จากทีมที่ปรึกษาชุดนี้ เช่น นโยบายใหม่ๆ ในการป้องกันอาชญากรรม

สำหรับผู้อ่านที่อยากรู้ลึกกว่านี้ ลองศึกษาประวัติผู้ถูกแต่งตั้งบางรายที่เคยมีบทบาทสำคัญในคดีดังๆ การมีผู้ทรงคุณวุฒิมากขนาดนี้ จะช่วยลดช่องโหว่ในระบบได้เยอะ

ในมุมมองของผม การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับ สตช. ในการก้าวสู่ยุคดิจิทัล หากนำความเชี่ยวชาญของ 60 ท่านนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประชาชนอย่างเราจะได้รับความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

Scroll to top