ราชกิจจานุเบกษา 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร เป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ข้าราชการผู้นี้และวงศ์ตระกูล

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2568 เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ พันตรีวรุจจ์ เกิดเสวียด เป็น พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2568
ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่งแก่ตัวข้าราชการและวงศ์ตระกูล การได้รับพระราชทานยศนั้นมิใช่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางราชการเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการผู้นั้น ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อไป

การประกาศพระบรมราชโองการในราชกิจจานุเบกษาเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพระราชทานยศมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์และเป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน การเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเลื่อนยศนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการท่านอื่น ๆ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ความหมายของการได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานยศจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการทุกคนใฝ่ฝัน

ขอแสดงความยินดีกับพันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด และขอเป็นกำลังใจให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 บังคับใช้ 1 ต.ค. นี้

“ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 แล้ว กรอบวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้

(อ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ.

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้รับการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

รายละเอียดสำคัญของ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) การจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นั้น มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ งบประมาณยังถูกจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไปนั้น ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราทุกคนสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แล้ว พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วงเงิน 3.7 ล้านล้าน ใช้บังคับ 1 ต.ค. 68

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ มีผล 19 ก.ย. 68

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 19 ก.ย. 68 มุ่งคุ้มครองสิทธิให้ดำรงวิถีชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันที่ 18 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

(อ่านฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กลุ่มชาติพันธุ์มีอัตลักษณ์และการสั่งสมทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อตามจารีตประเพณีเป็นของตนเอง รวมทั้ง มีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสังคมไทย จึงมีความจำเป็นต้องมีบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถดำรงวิถีชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามหลักสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ประกอบกับมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย ดังนั้นสมควรให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ มีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 19 กันยายน 2568 ตามที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงรักษาซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาติ โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมของตนได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์

พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการสร้างหลักประกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม รวมถึงได้รับการคุ้มครองสิทธิในด้านต่างๆ ดังนี้

  • สิทธิในการดำรงวิถีชีวิต: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะดำรงชีวิตตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองได้อย่างอิสระ
  • สิทธิในการมีส่วนร่วม: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตน
  • สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะ: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ อย่างเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป
  • สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิที่จะจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจ อีกด้วย การมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68 นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เคารพและให้เกียรติซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม

การที่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68 ถือเป็นข่าวดีสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และสังคมไทยโดยรวม รวมถึงช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ในชาติ

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันผลักดันให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตอย่างเต็มที่

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และช่วยสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับทุกคน การที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐให้ต่อกลุ่มชาติพันธุ์

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้บังคับ 19 ก.ย. 68

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร-ตำรวจ รวม 2,951 ราย

ข่าวดีวันนี้! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย เป็นกรณีพิเศษ รวมถึงพระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษให้แก่ดาบตำรวจเกษียณอายุราชการอีก 56 ราย นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ประพฤติดีได้รับพระราชทานยศอีกถึง 2,895 ราย รวมทั้งสิ้น 2,951 ราย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย ตร.ประพฤติดี-เกษียณราชการ 2,951 ราย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จำนวน 90 ราย ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อทหาร 90 ราย)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจที่มีความประพฤติเรียบร้อยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 56 ราย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจทั้ง 56 ราย)

และยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับ เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 2,895 ราย ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อข้าราชการตำรวจประพฤติดี 2,895 ราย)

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ฉบับนี้ มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ:

  • ยศทหารชั้นนายพล: พระราชทานให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 90 ราย ที่ปฏิบัติราชการด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ
  • ยศร้อยตำรวจตรี: พระราชทานเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจ จำนวน 56 ราย ที่มีความประพฤติดีและจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
  • ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร: พระราชทานให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 2,895 ราย ที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะ

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย และตำรวจที่ประพฤติดีอีก 2,951 รายนี้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การได้รับพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตของข้าราชการทุกท่าน ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ด้วยนะครับ อย่าลืมตรวจสอบรายชื่อของท่านและคนรู้จักได้ตามลิงก์ที่ระบุไว้ข้างต้นนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย ตร.ประพฤติดี-เกษียณราชการ 2,951 ราย

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตขรก. กทม.

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “สวาท ห้วยทราย” อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังพบการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง จนนำไปสู่การถูกไล่ออกจากราชการ เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจข้าราชการให้ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม

เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ใจความสำคัญของประกาศดังกล่าวคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา ที่นางสวาท ห้วยทราย อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ชำนาญงาน งานบริการที่จอดยานยนต์ กองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร เคยได้รับพระราชทาน

สาเหตุของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ เนื่องมาจากนางสวาท ห้วยทราย กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดต่อมาตรา 85 (1) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามข้อ 65 (3) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 ประกอบมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554

นอกจากนี้ นางสวาท ห้วยทราย ยังถูกสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562 โดยคำสั่งอันถึงที่สุด ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 และนางสวาท ห้วยทราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ผลกระทบและความสำคัญของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ

การโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน การกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ถือเป็นการลงโทษและแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดจะไม่ได้รับการละเว้น

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือสิ่งที่ข้าราชการพึงกระทำ เพื่อรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเองและองค์กร หากข้าราชการประพฤติมิชอบ ย่อมต้องได้รับโทษตามกฎหมาย และอาจถูกโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ซึ่งถือเป็นความเสื่อมเสียอย่างยิ่ง

การที่ข้าราชการถูกไล่ออกจากราชการและถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวข้าราชการผู้นั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย ดังนั้น ข้าราชการทุกคนจึงควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง และตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและลงโทษข้าราชการที่กระทำผิด นอกจากนี้ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เราควรเรียนรู้จากกรณีนี้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยเริ่มจากตัวเราเองในการเป็นพลเมืองที่ดีและส่งเสริมค่านิยมที่ถูกต้อง การเคารพกฎหมายและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่น่าอยู่

ที่มา – โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย” เป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พระราชทานยศ พล.ต.ท. ย้อนหลังไปถึงวาระการแต่งตั้งตำรวจประจำปี 2566 คืนสิทธิอันพึงมีพึงได้ นี่คือข่าวสำคัญที่ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ

วันที่ 15 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจและพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย

ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ราย พลตำรวจตรี ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพระราชทานยศ พลตำรวจโท ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2567 นั้น

เนื่องจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจได้มีคำวินิจฉัย ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการยกเลิกการคัดเลือกแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการในตำแหน่งที่เหมาะสมย้อนหลังไปถึงวาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจประจำปี 2566 และเยียวยาคืนสิทธิอันพึงมีพึงได้ให้แก่ผู้ร้องทุกข์

ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจแล้ว และขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลตำรวจตรีศุภเศรษฐ์ โชคชัย รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และขอพระราชทานยศ พลตำรวจโท ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแล้ว

บัดนี้ ความทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และพระราชทานยศ พลตำรวจโท ตามที่เสนอ.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย พร้อมตำแหน่งใหม่นี้ ถือเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและข้าราชการตำรวจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการร้องทุกข์และการพิจารณาความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ

ความสำคัญของการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย

การได้รับพระราชทานยศและตำแหน่งใหม่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การงานของ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิและความเป็นธรรมในการบริหารงานราชการ การที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและเป็นธรรม

นอกจากนี้ การที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ยังเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายและการบริหารราชการที่ถูกต้อง ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ในครั้งนี้ จึงเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเป็นธรรมในการบริหารงาน รวมถึงการรักษาสิทธิของข้าราชการทุกคน

  • ความสำคัญของการรักษาสิทธิและความเป็นธรรม
  • บทบาทของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ
  • ความโปร่งใสในการบริหารงานราชการ

ท้ายที่สุดนี้ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นธรรม เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พล.ต.ท.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย” พร้อมตำแหน่ง คืนสิทธิอันพึงมีพึงได้

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ. เลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่างลง ภายหลังจากการลาออกของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง

มาตรา 4 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง สส.กาญจนบุรี สังกัดพรรคเพื่อไทย โดยมีกระแสข่าวว่าจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทำไมต้องมีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ใหม่?

การลาออกจากตำแหน่งของ สส. ส่งผลให้เกิดตำแหน่งว่างในสภาผู้แทนราษฎร ตามกฎหมายแล้ว จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ได้มีผู้แทนของตนเองในการทำหน้าที่ในสภา

สถานการณ์ทางการเมืองในจังหวัดกาญจนบุรีจึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ในครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้อีกด้วย

พรรคการเมืองต่างๆ เตรียมส่งผู้สมัครลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ คาดว่าจะมีการแข่งขันที่ดุเดือด เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนชาวกาญจนบุรี

ประชาชนในพื้นที่เขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี ควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครและนโยบายของแต่ละพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ

การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนทุกคนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเสียงของท่านคือพลังที่จะกำหนดอนาคตของจังหวัดและประเทศชาติ

การเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ครั้งนี้ ยังเป็นการทดสอบความพร้อมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

สิ่งที่น่าจับตามองคือ กลยุทธ์และนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองจะนำเสนอต่อประชาชน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาของคนในพื้นที่ รวมถึงการหาเสียงที่สร้างสรรค์และหลีกเลี่ยงการใส่ร้ายป้ายสี

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและองค์กรต่างๆ ในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างอิสระและปราศจากการแทรกแซง

โดยสรุปแล้ว การเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ประชาชนควรให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 หลัง “ศักดิ์ดา” ลาออก

โปรดเกล้าฯ วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ประธาน ก.อ.!

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2568 เป็นต้นไป นับเป็นอีกหนึ่งข่าวสำคัญในวงการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์” เป็นประธานคณะกรรมการอัยการ ตั้งแต่วันนี้

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานคณะกรรมการอัยการ โดยระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายเรวัตร จันทร์ประเสริฐ เป็นประธาน ก.อ. ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2566 นั้น เนื่องจากนายเรวัตรได้ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว จึงได้มีการดำเนินการสรรหาประธาน ก.อ. คนใหม่

ผลการสรรหาปรากฏว่า นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ อดีตรองอัยการสูงสุด ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอัยการคนใหม่ ด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจจากผู้เกี่ยวข้องในวงการอัยการ

ประกาศดังกล่าวระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานอัยการสูงสุดได้ดำเนินการเลือกประธานคณะกรรมการอัยการ ซึ่งปรากฏผลว่า นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการอัยการ

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นความหวังของบุคลากรในแวดวงอัยการที่จะได้ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนาและยกระดับการทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ใครคือ วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์?

นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ เป็นที่รู้จักในฐานะอดีตรองอัยการสูงสุด ผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นอย่างสูง ตลอดระยะเวลาที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานอัยการสูงสุด ท่านได้สร้างคุณูปการต่อวงการอัยการมากมาย ทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากร การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

การได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการอัยการในครั้งนี้ จึงถือเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่ง และเชื่อมั่นว่าท่านจะสามารถนำพาองค์กรอัยการไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

หน้าที่และความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมการอัยการนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารงานของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยประธาน ก.อ. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และกำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ประธาน ก.อ. ยังมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย และลงโทษข้าราชการอัยการ รวมถึงการให้ความเห็นชอบในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานอัยการสูงสุด

ด้วยบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่สำคัญดังกล่าว การได้บุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอัยการ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของสำนักงานอัยการสูงสุด และต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศโดยรวม

ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการกฎหมายต่างคาดหวังว่า ภายใต้การนำของนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ สำนักงานอัยการสูงสุดจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแต่งตั้งนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ เป็นประธาน ก.อ. ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์” เป็นประธานคณะกรรมการอัยการ ตั้งแต่วันนี้

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อย่างเป็นทางการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมี นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

สาระสำคัญของประกาศคือ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 6 ราย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

รายชื่อผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

รายชื่อข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินทั้ง 6 ท่าน มีดังนี้:

  1. ว่าที่ร้อยเอกบุญมา แก้วล้วน
  2. นางสาวน้อมจิตร์ สังข์ด่านจาก
  3. นายวีระพงศ์ รอดรักขวัญ
  4. นายมานพ บุญแก้ว
  5. นายคณพศ หงสาวรางกูร
  6. นางสาวกิดาการ แสงวิทยานุกูล

ทุกท่านที่ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในด้านการตรวจเงินแผ่นดินเป็นอย่างดี การได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่าน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะส่งผลต่อการดำเนินงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอย่างไรบ้าง? มีหลายประเด็นที่น่าจับตามอง:

  • ทิศทางการตรวจสอบ: รองผู้ว่าการฯ ชุดใหม่ จะมีมุมมองและแนวทางการตรวจสอบที่แตกต่างจากเดิมหรือไม่? จะเน้นการตรวจสอบในประเด็นใดเป็นพิเศษ?
  • ประสิทธิภาพในการทำงาน: การมีผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ สตง. ได้มากน้อยเพียงใด?
  • ความโปร่งใส: การดำเนินงานของ สตง. ภายใต้การบริหารของผู้บริหารชุดใหม่ จะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นหรือไม่?

การที่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับการทำงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเงินของประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพผู้บริหารของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นต่อการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

หวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพา สตง. ไปสู่การเป็นองค์กรตรวจสอบที่ทันสมัย โปร่งใส และเป็นที่เชื่อถือของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

Scroll to top