ราชกิจจา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย 2 คน

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ถึง 2 ราย เป็นพระราชกรุณายิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถในการเชิดชูผู้มีคุณงามความดี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย

ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน 2567

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงสุดของชาติไทย โดยช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และยอดเยี่ยม ส่วนมงกุฎไทยแสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง ผู้ที่ได้รับต่างเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทุ่มเทรับใช้พระองค์อย่างสุดความสามารถ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย ครั้งนี้ จึงเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี
  • ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ทั้งสองท่านนี้เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และวิริยะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การดูแล หรือภารกิจพิเศษต่างๆ ที่ต้องใช้ความรอบคอบและความรับผิดชอบสูง การได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานอันน่าประทับใจ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคลที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ช้างเผือกมี 9 ชั้น สูงสุดคือจตุรถาภรณ์ช้างเผือก ส่วนมงกุฎไทยก็เช่นกัน ชั้นตริตาภรณ์ถือเป็นชั้นกลางๆ แต่ก็เป็นเกียรติยศที่หาได้ยากมาก ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการ

ข่าว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมข้าราชการและข้าราชบริพารให้มีคุณธรรมจริยธรรม ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์ต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่ เพื่อความถูกต้องและครบถ้วน

ในความเห็นส่วนตัว การพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชกรุณาที่แผ่กระจายไปยังครอบครัวและสังคมรอบข้าง สร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนรักและศรัทธาในพระราชอิสรภาพยิ่งขึ้น เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความดีงามให้โลกรู้ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก-มงกุฎไทย 2 ข้าราชบริพารในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง เป็นข่าวราชการที่น่าสนใจล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ โดยมีเนื้อหาสำคัญว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรทั้ง 93 นาย ปฏิบัติราชการในหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีกวาระ

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

พระบรมราชโองการนี้ทรงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่กำหนดบทบาทของราชองครักษ์ในการถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด ราชองครักษ์ในพระองค์ถือเป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการคุ้มกันพระองค์ท่านและราชวงศ์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องมีความจงรักภักดีสูงสุดและมีคุณสมบัติเหมาะสม

การโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน สะท้อนถึงพระราชวิสัยในการทรงคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อถวายราชการแผ่นดิน

รายชื่อนายทหารและนายตำรวจที่ได้รับพระราชทาน

รายชื่อแบ่งตามเหล่าทัพและกองทัพตำรวจ ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 55 นาย

  • 1. พลเอก กิตติพงศ์ ชื่นใจชน
  • 2. พลเอก เดชาธร สุขแสง
  • 3. พลเอก ไพศาล หนูสังข์
  • 4. พลเอก ร่มเกล้า ปั้นดี
  • 5. พลเอก อมฤต บุญสุยา
  • 6. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
  • 7. พลเอก อุดม แก้วมหา
  • 8. พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ
  • 9. พลโท ณุดนัย บูรณสมภพ
  • 10. พลโท ธีรพล ศรีเกษม
  • 11. พลโท พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา
  • 12. พลโท พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์
  • 13. พลโท พิจิตร บุญญสุวรรณ
  • 14. พลโท วรเดช เดชรักษา
  • 15. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ
  • 16. พลโท ศาสตรา ศรีเพ็ญ
  • 17. พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์
  • 18. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์
  • 19. พลโท อาจิณ ปัทมจิตร
  • 20. พลตรี กิตติ คงหอม
  • 21. พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล
  • 22. พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว
  • 23. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร
  • 24. พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร
  • 25. พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์
  • 26. พลตรี ธารา เจนตลอด
  • 27. พลตรี ธวัชชัย วรรณดิลก
  • 28. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร
  • 29. พลตรี นิติ ติณสูลานนท์
  • 30. พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
  • 31. พลตรี ไพบูลย์ จุลภาคี
  • 32. พลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข
  • 33. พลตรี เรืองศักดิ์ แก่นกำจร
  • 34. พลตรี ศรัณย์ รอดบุญธรรม
  • 35. พลตรี สมใจ คิดเกื้อการุญ
  • 36. พลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์
  • 37. พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์
  • 38. พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน
  • 39. พลตรี เสกสรรค์ พรหมศักดิ์
  • 40. พันเอก กฤษณ์ สุนสะธรรม
  • 41. พันเอก จรูญ จตุรงค์
  • 42. พันเอก เฉลิมพล นุตรักษ์
  • 43. พันเอก ชาตรี สงวนธรรม
  • 44. พันเอก ชินสรณ์ เรืองศุข
  • 45. พันเอก ฐิติพงษ์ อินวะษา
  • 46. พันเอก ณัฏฐภูมิ หลาวทอง
  • 47. พันเอก ธนิต อิ่มอกใจ
  • 48. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์
  • 49. พันเอก พิเชษฐ์ ชุติเดโซ
  • 50. พันเอก พิพัฒน์ ศรีทองพิมพ์
  • 51. พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์
  • 52. พันเอก มีชัย นิลศาสตร์
  • 53. พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง
  • 54. พันเอก รุ่งเพชร คนทัด
  • 55. พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 18 นาย

  • 56. พลเรือเอก ปรีดิวัฒน์ ดิลกนรนารถ
  • 57. พลเรือโท ธวัชชัย พิมพ์เมือง
  • 58. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์
  • 59. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
  • 60. พลเรือโท อนิรุธ สวัสดี
  • 61. พลเรือตรี ชนก สนทราพรพล
  • 62. พลเรือตรี ชานินท์ ศรียาภัย
  • 63. พลเรือตรี ชเนศร์ สิงหชาญ
  • 64. พลเรือตรี ชัย เกตุวัฒนกิจ
  • 65. พลเรือตรี ชัยยุทธ์ คลังเงิน
  • 66. พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล
  • 67. พลเรือตรี ศศิน สวรรคทัต
  • 68. พลเรือตรี ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์
  • 69. นาวาเอก เกียรติก้อง ปานทอง
  • 70. นาวาเอก บุญมี แก้วสง่า
  • 71. นาวาเอก ไมตรี บุตรบุรี
  • 72. นาวาเอก ไวพจน์ วีระประเสริฐศักดิ์
  • 73. นาวาเอก อมรศักดิ์ ปัทมปราณี

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารอากาศ จำนวน 7 นาย

  • 74. พลอากาศตรี เจริญ วัฒนศรีมงคล
  • 75. พลอากาศตรี นรุธ กำเนิดนักตะ
  • 76. พลอากาศตรี พฤทธิ์ ตึกสุอินทร์
  • 77. พลอากาศตรี มณเฑียร หมีโชติ
  • 78. นาวาอากาศเอก ชวภณ ยิ้มพงษ์
  • 79. นาวาอากาศเอก เนาวมรัตน์ ประพัฒน์ทอง
  • 80. นาวาอากาศเอก พรประเสริฐ ผ่านภพ

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 13 นาย

  • 1. พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • 2. พลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ
  • 3. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์
  • 4. พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ
  • 5. พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย
  • 6. พลตำรวจตรี ชัยรพ จุณณวัตต์
  • 7. พลตำรวจตรี โชคชัย งามวงศ์
  • 8. พลตำรวจตรี ชัยยะ เพ็ชรปัญญา
  • 9. พลตำรวจตรี พันธนะ นุชนารถ
  • 10. พลตำรวจตรี วัลลพ จำนงค์อาษา
  • 11. พลตำรวจตรี วิวัฒน์ คำชำนาญ
  • 12. พลตำรวจตรี ศรัญญู ชำนาญราช
  • 13. พันตำรวจเอก เดชาวัต ชาวศรีทอง

รายชื่อทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มจากราชกิจจานุเบกษาได้เลยครับ การแต่งตั้งราชองครักษ์ในพระองค์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการถวายงานและรักษาความมั่นคงให้สถาบันพระมหากษัตริย์

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของกองทัพไทยและตำรวจที่พร้อมถวายชีวิตเพื่อพระองค์ท่าน เหล่าบุคคลสำคัญเหล่านี้ล้วนมีประวัติการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างดี หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ราชองครักษ์หรือข่าวราชการเพิ่มเติม ลองคอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ เป็นพระราชกรณีย์ที่แสดงถึงพระเมตตาและพระราชหทัยอันห่วงใยต่อข้าราชการทหารผู้เสียสละชีวิตและร่างกายเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ทหาร 4 นายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการทหารผู้กล้าหาญ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่ทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปกติหรือเหตุฉุกเฉิน การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องคุณงามความดี แต่ยังช่วยให้ครอบครัวของผู้เสียสละได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เช่น ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มเติมตามกฎหมาย

รายละเอียดประกาศฉบับแรก: พระราชทานยศพลตรีแก่พันเอกเทพทอง

ประกาศฉบับแรกเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ระบุว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ พลตรี เป็นกรณีพิเศษให้แก่ พันเอกเทพทอง อินทรทัต ข้าราชการทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาปกติ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

พันเอกเทพทอง อินทรทัต เป็นตัวอย่างของทหารผู้เสียสละอย่างสูงสุด การจากไปของท่านทิ้งไว้ซึ่งความจดจำอันน่าประทับใจในหมู่เพื่อนร่วมงานและครอบครัว พระราชทานยศนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของหน้าที่ทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ประกาศฉบับที่สอง: พระราชทานยศแก่ 3 ทหารบาดเจ็บทุพพลภาพ

ส่วนประกาศฉบับที่สองเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก จำนวน 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บถึงพิการทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน ดังนี้

  • จ่าสิบเอก มะนายี สาเมาะ เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567
  • จ่าสิบเอก เจริญ เพ็ชรภิมล เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568
  • สิบโท อดิศัย สุขศิริวัฒน์ เป็น ร้อยตรี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567

ทั้ง 3 นายนี้ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกล้าหาญในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติ แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่จิตวิญญาณของความเป็นทหารยังคงอยู่

ความหมายและความสำคัญของการพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ

การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษมิใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นพระราชกรุณาเฉพาะสำหรับผู้ที่เสียสละอย่างยิ่งยวด ตามประมวลกฎหมายทหารและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยศที่พระราชทานนี้จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ทำให้ครอบครัวได้รับ年金และสิทธิอื่นๆ ในระดับยศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพไทย

ในอดีต มีตัวอย่างมากมายของการพระราชทานยศเช่นนี้ เช่น ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบหรือภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความภักดีและความสามัคคีในหมู่ทหาร ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ การรักษาความมั่นคง หรือการสนับสนุนโครงการพระราชดำริ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทหารเหล่านี้คือวีรบุรุษที่สมควรได้รับการยกย่องจากประชาชนทุกคน

บทเรียนจากความกล้าหาญของทหารผู้รับพระราชทานยศ

จากกรณีนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดชีวิตคือหัวใจของความเป็นทหาร ไม่ว่าจะในกองบัญชาการกองทัพไทยหรือกองทัพบก ทุกหน่วยงานล้วนมีความสำคัญ ครอบครัวของทหารเหล่านี้คงภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชกรุณานี้ โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงของชาติยังคงต้องพึ่งพาทหารผู้กล้าเหล่านี้ การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นพระราชปณิธานในการดูแลทุกคนที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน

สุดท้ายนี้ การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชหทัยอันเปี่ยมเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างความปลื้มปีติแก่ปวงพสกนิกร หากคุณชื่นชอบข่าวสารพระราชกรณีย์และเรื่องราวทหารไทย สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อร่วมกันยกย่องวีรบุรุษของชาติ

ที่มา – พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นราชองครักษ์

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในหน่วยงานที่รับผิดชอบการถวายความปลอดภัยแด่พระบรมวงศานุครราชวงศ์ ข่าวนี้สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รัดกุมในราชสำนัก โดยอาศัยพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์

พระบรมราชโองการดังกล่าวลงวันที่ 23 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พลตำรวจตรีอำนวย พวกสนิท พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2569 ทันทีที่ประกาศออกมา ชาวเน็ตและสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจ เพราะราชองครักษ์ถือเป็นตำแหน่งที่ใกล้ชิดและมีความรับผิดชอบสูง

เนื้อหาเต็มในราชกิจจานุเบกษา

เนื้อหาในเอกสารระบุชัดเจนว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 4 มาตรา 6 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลตำรวจตรีอำนวย พวกสนิท ซึ่งดำรงตำแหน่งนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากหน้าที่ดังกล่าว คุณสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ราชองครักษ์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ราชองครักษ์เป็นหน่วยงานพิเศษภายใต้ราชสำนักไทย มีหน้าที่หลักในการถวายความปลอดภัยและการคุ้มกันพระบรมวงศานุครราชวงศ์ โดยเฉพาะนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจากบุคลากรตำรวจชั้นนำที่มีความสามารถและความจงรักภักดีสูงสุด ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่การรักษาความปลอดภัย แต่ยังรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อย

  • รับผิดชอบการถวายพระเกียรติยศและความปลอดภัย
  • ปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีสำคัญ
  • เป็นกำลังหลักในการคุ้มกันตลอด 24 ชั่วโมง
  • ต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษและมีประสบการณ์ยาวนาน

การที่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์ จึงเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการหมุนเวียนบุคลากร เพื่อรักษามาตรฐานสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่

พื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้

พระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันถวายความปลอดภัย โดยมาตรา 7 อนุญาตให้มีการแต่งตั้งและปลดเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ขณะที่พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 มาตรา 4, 6, 9 ควบคุมการบริหารนายตำรวจในราชสำนักโดยตรง ทำให้การประกาศครั้งนี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท ถือเป็นนายตำรวจอาวุโสที่มีบทบาทมานานในวงการราชองครักษ์ แม้จะไม่มีข้อมูลสาเหตุที่ชัดเจน แต่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นเรื่องปกติในองค์กรที่มีระเบียบวินัยสูง เพื่อให้เกิดความสดชื่นและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดตามข่าวราชการและการเมือง การพ้นจากหน้าที่ของราชองครักษ์อาวุโสอาจนำไปสู่การแต่งตั้งบุคคลใหม่ที่พร้อมรับผิดชอบต่อไป สะท้อนถึงความมั่นคงของระบบในราชสำนักไทยที่ปรับตัวได้ทันสมัย

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารทรัพยากรบุคคลที่โปร่งใสและเป็นระบบ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของสถาบันให้ยั่งยืน หากคุณสนใจเรื่องราชสำนักและกฎหมายไทย ลองติดตามบทความเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ “พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท” พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์

นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง มีผลทันทีวันนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอัปเดตสำคัญเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทุกคนกำลังกังวลกันเลยนะครับ นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง แล้วครับ! โดยออกคำสั่งให้นายทุนผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการได้ทันที เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนที่อาจเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง ดีใจแทนทุกคนที่ไม่ต้องลุ้นราคาน้ำมันพุ่งอีกต่อไป

สถานการณ์โลกตอนนี้ตึงเครียดมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนหนัก ไทยเราก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากภูมิภาคนั้น รัฐบาลเลยต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำมันแห้งหรือคิวยาวเหยียดแบบที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ

นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง อย่างไรบ้าง?

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ลงนามเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569

สาระสำคัญคือ นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง โดยแก้ไขเพิ่มเติมจากคำสั่งเดิมที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกมาแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว อาศัยอำนาจจากพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

รายละเอียดคำสั่งนายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง

มาดูข้อความสำคัญกันครับ:

  • ข้อ 1: คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือพูดง่ายๆ คือมีผลทันทีวันนี้เลย!
  • ข้อ 2: ยกเลิกความในข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569

ข้อ 4 และ 5 เดิมน่าจะเป็นข้อจำกัดการใช้น้ำมันสำรอง เช่น ต้องเก็บไว้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น แต่ตอนนี้ปลดล็อกแล้ว ผู้ค้าสามารถนำออกมาเติมปั๊มได้เลย ช่วยให้供水 chain ไม่สะดุด

คลิกดูต้นฉบับราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่

ทำไมรัฐบาลถึงต้องปรับมาตรการน้ำมันสำรองตอนนี้?

เพื่อนๆ รู้ไหมครับ สงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาในทะเลแดงที่เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันติดขัด ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ถ้าไม่เตรียมพร้อม ราคาน้ำมันในประเทศอาจแตะ 50 บาทต่อลิตรได้ง่ายๆ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ราว 2-3 เดือน แต่ผู้ค้าปลีกอย่าง ปตท. ชลบุรี หรือบางจาก ก็มีสต็อกส่วนตัว การ นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง ครั้งนี้ช่วยให้สต็อกเหล่านั้นหมุนเวียนได้เร็ว ลดความเสี่ยงขาดแคลน

ผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ

  • ประชาชน: เติมน้ำมันได้ปกติ ไม่ต้องกลัวคิวหรือปิดปั๊ม ราคาอาจนิ่งหรือขึ้นไม่เกิน 1-2 บาท
  • ผู้ประกอบการ: ขนส่งสินค้า ล็อกติสติกส์ ไม่สะดุด ช่วยรักษา Chain Supply
  • เศรษฐกิจ: ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ คาด GDP เติบโตดีขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากจำเป็นอาจลดภาษีน้ำมันชั่วคราวด้วยนะครับ

คำแนะนำสำหรับทุกคนในช่วงนี้

ถึงจะมีมาตรการใหม่ แต่เพื่อนๆ ก็ควรเตรียมตัวไว้บ้าง:

  • ตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อม เพื่อประหยัดน้ำมัน
  • ใช้รถสาธารณะหรือ EV ถ้าเป็นไปได้
  • ติดตามข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน
  • อย่าตื่นตระหนก ซื้อตุนเยอะเกินไป

ส่วนตัวผมคิดว่า นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง ครั้งนี้ตอบโจทย์ดีมาก รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวในการรับมือวิกฤต สุดยอดเลยครับ! ถ้าคุณมีประสบการณ์เติมน้ำมันช่วงนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ปรับมาตรการ ออกคำสั่งให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการได้ มีผลทันทีวันนี้

เปิดคำสั่งนายกฯ ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ม.10 รายงานยอด 6 โมงเย็น

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบตรงถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ล่าสุด รัฐบาลไทยได้ออก เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน เพื่อควบคุมการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและป้องกันวิกฤตขาดแคลน คำสั่งนี้ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการไม่ต้องลำบากใจในการหาน้ำมันใส่รถหรือใช้ในธุรกิจ

เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันประกาศ คำสั่งนี้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากสถานการณ์โลก

พื้นฐานของคำสั่งมาจากปัญหาความขัดแย้งที่ทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลง ราคาพุ่งสูง สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีของขาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ต้องเติมน้ำมันเพื่อไปทำงานหรือเดินทาง รวมถึงธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ รัฐบาลจึงอาศัย พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกมาตรการนี้

มาตรการหลักสำหรับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (รายใหญ่)

ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 คือรายใหญ่ที่มีปริมาณค้าต่อปีเกิน 100,000 เมตริกตัน (ราว 120 ล้านลิตร) ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงพลังงาน มาตรการที่กำหนดไว้มีดังนี้

  • ปฏิบัติตามคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569 เดิม
  • ติดประกาศราคาน้ำมันให้ชัดเจนที่สถานประกอบการ และรายงานทุกครั้งที่ปรับราคาให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบ
  • โรงกลั่นน้ำมันต้องรายงานปริมาณผลิต สต็อก และยอดขายรายลูกค้าทุก 18.00 น.
  • ผู้ค้ารายใหญ่ที่ไม่ใช่โรงกลั่น รายงานยอดขายรายลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ทุก 18.00 น.
  • รายงานทางอีเมล [email protected] ตามฟอร์มที่กรมกำหนด

ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 (รายย่อย) ต้องทำอะไรบ้าง

ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 คือรายกลาง-ย่อย ค้าปีละ 30,000-100,000 เมตริกตัน (36-120 ล้านลิตร) หรือมีถังเก็บเกิน 200,000 ลิตร เช่น ปั๊มชุมชน ปั๊มหลอด ปั๊มหยอดเหรียญ คำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการเดียวกับมาตรา 7 ในข้อ 2(2)(3)(4)(5) เพื่อให้การติดตามครอบคลุมทุกขนาด

ตัวอย่างผู้ค้ารายใหญ่ ม.7: PTT, Bangchak, PTG (PT Station), Shell, Caltex, SUSCO ซึ่งเป็นเครือข่ายปั๊มหลักทั่วประเทศ ส่วน ม.10 คือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ซื้อจากรายใหญ่มาขายปลีก

ปลดล็อกรถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ 24 ชม.

ควบคู่กัน ราชกิจจาฯ ยังเผย ข้อบังคับหัวหน้าพนักงานจราจร ยกเว้นห้ามรถบรรทุกน้ำมันใน กทม. ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ จนถึง 30 เม.ย. 2569 เพื่อให้รถส่งน้ำมันวิ่งได้ทั่วถึง สนับสนุนให้สถานีบริการมีของขายเพียงพอ

หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตาม: รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รมว.ยุติธรรม, ปลัดมหาดไทย, ผบ.ตร., อธิบดี DSI, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีอำนาจเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้และแต่งตั้งทีมตรวจสอบ

มาตรการนี้เป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด ช่วยให้รัฐบาลตรวจสอบสต็อกและการกระจายน้ำมันแบบเรียลไทม์ ป้องกันการกักตุนหรือเก็งกำไร ในมุมประชาชน เราจะได้น้ำมันราคายุติธรรม ไม่ต้องต่อคิวเติมนานๆ ผู้ประกอบการก็วางแผนธุรกิจได้มั่นใจขึ้น หากสถานการณ์โลกยังตึงเครียด มาตรการนี้น่าจะช่วยให้ไทยรอดพ้นวิกฤตได้

ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันและข่าวพลังงานล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน

คุมเข้มสต็อกน้ำมัน ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวใหญ่ในวงการพลังงานเลยนะ คุมเข้มสต็อกน้ำมัน ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้ กรมธุรกิจพลังงานออกประกาศใหม่ ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องรายงานยอดน้ำมันคงเหลือทุกวัน! เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้ประเทศเรามั่นคงด้านพลังงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนน้ำมันกะทันหัน โดยประกาศนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 เลยนะ ใครที่ทำธุรกิจน้ำมันต้องรีบเช็คกันด่วน

คุมเข้มสต็อกน้ำมัน ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้

ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2569 ลงนามโดยนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในประเทศให้ดีขึ้น อาศัย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

สาระสำคัญคือ ผู้ค้าน้ำมันขนาดใหญ่ตามมาตรา 7 ซึ่งมีปริมาณค้าปีละ 100,000 เมตริกตันขึ้นไป (ราว 120 ล้านลิตร) ต้องเก็บสำรองน้ำมันให้เพียงพอ และตอนนี้ต้องรายงานยอดคงเหลือรายวันแบบ strict มากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาสต็อกไม่พอ

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในประกาศใหม่

  • ยกเลิกนิยาม “Dead Stock” ที่เป็นน้ำมันสำเร็จรูปสูบถ่ายไม่ได้ อีกต่อไป
  • เพิ่มนิยาม “น้ำมันองค์ประกอบ” คือ น้ำมันพร้อมผสมเพื่อทำเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล หรือเจท เอ 1 ที่อธิบดีเห็นชอบ
  • ข้อ 8 ใหม่: เก็บสำรองน้ำมันดิบหรือสำเร็จรูปได้ไม่ต่ำกว่า 70% ต่อวัน แต่เฉลี่ยเดือนต้องครบตามกำหนด
  • ข้อ 9 ใหม่: ต้องเก็บสำรองน้ำมันสำเร็จรูปทุกวัน รวมถึงของที่คุณภาพไม่มาตรฐานแต่มีหนังสือรับรอง และน้ำมันองค์ประกอบ
  • ข้อ 12 ใหม่: สามารถใช้ “น้ำมันองค์ประกอบ” หรือน้ำมันดิบแทนน้ำมันสำเร็จรูปได้ สูงสุด 20% ในอัตรา 1:1 แต่ต้องขอความเห็นชอบอธิบดีก่อน และรายงานด้วยแบบ นพ. 210 ทุกวัน รวมถึงรายละเอียดถัง คลัง ฯลฯ ถ้าจะเปลี่ยนต้องขออนุมัติใหม่

สรุปคือ คุมเข้มสต็อกน้ำมัน ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้ ทำให้ผู้ค้าต้องรายงานทุกวัน แบบไม่มีหลวม แม้น้ำมันที่เก็บแทนกันก็ต้อง track ชัดเจน ช่วยให้รัฐบาลติดตามสต็อก realtime ได้ดี

ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 คือใครบ้าง?

กลุ่มนี้คือยักษ์ใหญ่ในวงการ ค้าปีละเป็นล้านลิตร มีหน้าที่สำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงพลังงาน รายชื่อหลักๆ มีดังนี้

  • บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) – PTT Station
  • บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) – รวม BSRC (เดิม ESSO)
  • บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) – PT Station
  • บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด (Shell)
  • บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด (Caltex)
  • บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) (SUSCO)
  • บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil)
  • บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)
  • บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC)

ถ้าคุณเป็นผู้ค้าหรือเกี่ยวข้อง ต้องรีบปรับระบบรายงานซะแต่เนิ่นๆ นะครับ ไม่งั้นอาจโดนปรับได้

ในมุมผมเห็นว่ามาตรการนี้ดีมาก ช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตน้ำมันโลก โดยเฉพาะตอนราคาผันผวนหรือสงครามการค้า ประเทศเราจะได้ไม่ลำบาก ถ้าอยากอัพเดทข่าวพลังงานเพิ่ม ติดตามบล็อกเราไว้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ในวงการด้วยนะ สนับสนุนด้วยคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับการคุมเข้มนี้!

ที่มา – คุมเข้มสต็อกน้ำมัน ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้ ให้ผู้ค้าน้ำมันตาม ม.7 รายงานยอดคงเหลือทุกวัน

อ่านประกาศฉบับเต็มที่นี่

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

ราชกิจจาฯ: อายุไม่เกิน 55 ต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการต่ออายุใบขับขี่! ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่ช่วยให้การต่ออายุใบขับขี่ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์ กฎกระทรวงนี้เปิดโอกาสให้ ต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้ ซึ่งช่วยลดภาระและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างมาก

ราชกิจจาฯ ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ อายุไม่เกิน 55 ปี ต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้

กฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้ประกาศใน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 โดยมีผลบังคับใช้หลังจากพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศ กฎกระทรวงนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีอายุไม่เกิน 55 ปี และใบอนุญาตขับขี่ไม่ขาดเกิน 1 ปี

ใครบ้างที่สามารถต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้?

ตามกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ ผู้ที่มีสิทธิ์ต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้ คือ ผู้ที่มีคุณสมบัติดังนี้:

  • มีอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์
  • ใบอนุญาตขับรถไม่ขาดต่ออายุเกิน 1 ปี

หากคุณมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา คุณก็สามารถดำเนินการต่ออายุใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสำนักงานขนส่ง ลดความยุ่งยาก และประหยัดเวลาได้อีกด้วย

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับใหม่

กฎกระทรวงฉบับนี้ได้ยกเลิกความใน (3) ของข้อ 9 แห่งกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 และใช้ความต่อไปนี้แทน:

“(3) การทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย ดังต่อไปนี้

(ก) การทดสอบความสามารถของปฏิกิริยา

(ข) การทดสอบสายตา”

และได้เพิ่มข้อ 11/1 แห่งกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 ดังนี้:

“ข้อ 11/1 การขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถตามข้อ 10 และข้อ 11 กรณีดังต่อไปนี้

ให้ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถผ่านการทดสอบสมรรถภาพตามข้อ 9 (3) ด้วย

(1) ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถที่มีอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

(2) ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถที่ขาดต่ออายุใบอนุญาตขับรถเกิน 1 ปีขึ้นไป”

นอกจากนี้ กฎกระทรวงยังระบุว่า การยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ สามารถดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ในกรณีที่มีเหตุไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้ยื่นต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

เหตุผลในการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ก็เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุไม่เกิน 55 ปี และไม่ขาดต่ออายุใบอนุญาตขับรถเกิน 1 ปี ซึ่งสามารถดำเนินการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

ดังนั้น หากคุณมีคุณสมบัติตามที่กำหนด อย่ารอช้า! เตรียมเอกสารให้พร้อมและต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้เลย สะดวก รวดเร็ว และง่ายกว่าที่เคย

กฎกระทรวงใหม่นี้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้ ช่วยประหยัดเวลาและลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้การต่ออายุใบขับขี่ของคุณเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ อายุไม่เกิน 55 ปี ต่อใบขับขี่ออนไลน์ได้

Scroll to top