ราชทัณฑ์

ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่น เสียชีวิตแล้ว

รายละเอียดการเสียชีวิตของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เสียชีวิตแล้ว ญาติไม่ติดใจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้ เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้ออกมายืนยันข่าวการเสียชีวิตของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีฉ้อโกงประชาชน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าตัวมีอาการป่วยวิกฤตและถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกอย่างต่อเนื่องก่อนจะเสียชีวิตลงอย่างสงบ

สรุปเหตุการณ์ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เสียชีวิตแล้ว ญาติไม่ติดใจ

สำหรับประวัติการรักษาของ นายศุภชัย นั้นถือว่าเรือนจำได้ติดตามอาการมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่เข้าเรือนจำในปี 2559 โดยตรวจพบโรคประจำตัวหลายอย่าง ทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคภูมิแพ้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 อาการของผู้ต้องขังทรุดลงอย่างรวดเร็ว จึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และส่งต่อไปยังสถาบันโรคทรวงอกเนื่องจากอาการวิกฤต

ทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ดูแลอาการอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต กระทั่งนายศุภชัย ได้เสียชีวิตในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งทางญาติได้รับทราบเหตุการณ์ทั้งหมดและยืนยันว่าไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต โดยมองว่าเป็นการจากไปตามวาระของโรคประจำตัวที่รุมเร้ามานาน

การยืนยันจากกรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เสียชีวิตแล้ว ญาติไม่ติดใจ

กรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกระบวนการหลังเสียชีวิตว่า:

  • มีการประสานงานกับพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ทันทีที่เกิดเหตุ
  • คณะกรรมการชันสูตรพลิกศพประกอบด้วย พนักงานอัยการ, ฝ่ายปกครอง และแพทย์นิติเวช ร่วมตรวจสอบตามมาตรฐาน
  • ยืนยันว่ากระบวนการทุกอย่างมีความโปร่งใส ยึดมั่นในสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามกฎหมาย

เหตุการณ์การเสียชีวิตของ นายศุภชัย ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังภายในเรือนจำ ซึ่งทางเรือนจำให้คำมั่นว่าจะยึดหลักการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อความเท่าเทียมและมนุษยธรรมต่อไป สำหรับใครที่ติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนาน นี่ถือเป็นการปิดฉากคดีความในส่วนของผู้เกี่ยวข้องรายสำคัญรายนี้ลงอย่างเป็นทางการ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ในคอมเมนต์ เพื่อสังคมที่รับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้านครับ

ที่มา – “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เสียชีวิตแล้ว ญาติไม่ติดใจ

ราชทัณฑ์แจงปล่อยตัวคุมประพฤติและถอดกำไล EM ทักษิณ

ราชทัณฑ์แจงปล่อยตัวคุมประพฤติและถอดกำไล EM ทักษิณ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงประเด็นการราชทัณฑ์แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสาธารณชน

ข้อเท็จจริงกรณี ราชทัณฑ์แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมาย

การดำเนินการในครั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ยึดถือหลักความเสมอภาคและปฏิบัติตามกรอบของพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด โดยนายทักษิณได้รับสิทธิ์ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 (2) (ฉ) ซึ่งเงื่อนไขคือผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี และมีโทษเหลือไม่เกิน 3 ปี ทำให้เข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยสมบูรณ์

กระบวนการถอดกำไล EM และใบบริสุทธิ์

หลังจากที่กรมคุมประพฤติได้ตรวจสอบเงื่อนไขทั้งหมดแล้ว พบว่านายทักษิณได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบมาโดยตลอดตลอดระยะเวลา 4 เดือน 1 วัน ส่งผลให้กระบวนการราชทัณฑ์แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมายดำเนินไปอย่างโปร่งใส ดังนี้:

  • เรือนจำกลางคลองเปรมดำเนินการออกหนังสือสำคัญการปล่อยตัว หรือที่เรียกว่าใบบริสุทธิ์ (รท.25)
  • กรมคุมประพฤติเข้าดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ตามขั้นตอนทางธุรการ
  • สถานะของผู้ได้รับการอภัยโทษถือว่าพ้นจากภาระทางคดีความโดยสมบูรณ์

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมขั้นตอนต่างๆ ถึงรวดเร็ว กรมราชทัณฑ์ได้ย้ำชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบที่วางไว้สำหรับผู้ได้รับการพักการลงโทษทุกราย ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือบุคคลอื่นแต่อย่างใด เป็นเพียงการบังคับใช้กฎหมายตามปกติที่ปฏิบัติกับผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เท่านั้น

ถือเป็นอันสิ้นสุดสถานะการคุมความประพฤติของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้บังคับกฎหมาย ส่งผลให้ท่านไม่มีภาระผูกพันทางโทษทางอาญาอีกต่อไป สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนในการใช้กฎหมายราชทัณฑ์ที่ยึดตามหลักเกณฑ์ของพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในแต่ละปีเป็นที่ตั้งครับ

ที่มา – “ราชทัณฑ์” แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM “ทักษิณ” เป็นตามขั้นตอนกฎหมาย

“ราชทัณฑ์” ปัดพ้นโทษ “ไอ้เกม” ผู้ต้องขังฆ่าข่มขืนเด็ก 14

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นกระแสข่าวลือในโลกโซเชียลที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เกี่ยวกับกรณีของ “ราชทัณฑ์” ปัดพ้นโทษ “ไอ้เกม” ผู้ต้องขังฆ่าข่มขืนเด็ก 14 ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าผู้ต้องขังรายนี้ได้รับอิสรภาพแล้ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อเท็จจริงจากทางกรมราชทัณฑ์เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจสถานะปัจจุบันให้ถูกต้องและชัดเจนที่สุดครับ

ความจริงเรื่อง “ราชทัณฑ์” ปัดพ้นโทษ “ไอ้เกม” ผู้ต้องขังฆ่าข่มขืนเด็ก 14

กรมราชทัณฑ์ได้ออกมายืนยันผ่านเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วว่า ข่าวลือที่ระบุว่าผู้ต้องขังรายดังกล่าวได้รับการปล่อยตัวหลังจากจำคุกเพียง 12 ปีนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมและบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริง ดังนั้นเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เราควรมองข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นอันดับแรก

ข้อมูลโทษจำคุกที่แท้จริงของ “ไอ้เกม”

สำหรับคดีความดังกล่าว ผู้ต้องขังรายนี้ถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตจากความผิดในหลายฐาน ไม่ว่าจะเป็นความผิดต่อชีวิต ข่มขืนกระทำชำเรา และลักทรัพย์ โดยมีการได้รับพระราชทานอภัยโทษตามวาระต่างๆ ดังนี้:

  • พ.ศ. 2562: เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต
  • พ.ศ. 2567: เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 42 ปี 10 เดือน 9 วัน

ในปัจจุบัน ผู้ต้องขังรายนี้ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง โดยเขายังเหลือโทษที่ต้องชดใช้ตามกฎหมายอีกยาวนานกว่า 30 ปี 11 เดือน 22 วัน กว่าจะพ้นโทษจริงๆ คือวันที่ 13 พฤษภาคม 2600 ดังนั้นกระแสข่าวที่ว่า “ราชทัณฑ์” ปัดพ้นโทษ “ไอ้เกม” ผู้ต้องขังฆ่าข่มขืนเด็ก 14 ว่าจะมีการปล่อยตัวในเร็วๆ นี้จึงถือเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง

การรับข้อมูลข่าวสารในยุคโซเชียลมีเดียอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย เราจึงควรตรวจสอบแหล่งที่มาและไตร่ตรองข้อมูลก่อนการส่งต่อ เพื่อความเป็นธรรมต่อกระบวนการยุติธรรมและลดความขัดแย้งในสังคม หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยไขข้อข้องใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกท่านได้ชัดเจนขึ้นครับ

ที่มา – “ราชทัณฑ์” ปัดพ้นโทษ “ไอ้เกม” ผู้ต้องขังฆ่าข่มขืนเด็ก 14 ย้ำต้องรับโทษอีก 30 ปี

ราชทัณฑ์ แจงยิบ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร ถูกกฎหมาย

กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารชี้แจงอย่างละเอียดเกี่ยวกับกรณี ราชทัณฑ์ แจงยิบ พักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยยืนยันว่าการพิจารณานี้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน หลังจากมีข่าวลือและคำถามจากสังคมเกี่ยวกับกระบวนการนี้

ราชทัณฑ์ แจงยิบ พักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” พิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารข่าวเพื่อตอบโต้ข่าวที่ว่า การพักโทษต้องจำกัดเฉพาะนักโทษชั้นดีเท่านั้น และอ้างว่าขัดต่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 รวมถึงกรณีที่นายทักษิณเป็นนักโทษชั้นกลางและจำคุกครั้งที่ 2 ซึ่งกรมฯ ชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง

การชี้แจงนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจกระบวนการที่โปร่งใส โดยยึดหลักกฎหมายเป็นหลัก

พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

ตามมาตรา 52 วรรคแรกของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ระบุว่านักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดี อุตสาหะ ก้าวหน้าในการศึกษา หรือทำความชอบแก่ทางราชการ อาจได้รับประโยชน์ 8 ประการ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนชั้น ลดวันโทษ พักโทษ หรืออื่นๆ โดย มิได้กำหนดชั้นนักโทษ ไว้อย่างชัดเจนในมาตรานี้

  • ได้รับความสะดวกในเรือนจำ
  • เลื่อนชั้นนักโทษ
  • แต่งตั้งตำแหน่งช่วยเจ้าพนักงาน
  • ลาไม่เกิน 7 วัน
  • ลดวันโทษเดือนละไม่เกิน 5 วัน
  • ลดวันโทษจากการทำงานสาธารณะ
  • พักการลงโทษ หลังรับโทษไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือ 1 ใน 3 ของโทษ
  • ฝึกวิชาชีพภายนอก

ดังนั้น การพักโทษจึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพิ่มเติม ไม่ขัดกฎหมายหลัก

กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์นักโทษเด็ดขาด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564

กฎกระทรวงนี้กำหนดว่านักโทษเด็ดขาด ชั้นกลางขึ้นไป สามารถได้รับพักโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาด โดยเฉพาะหลังพระราชทานอภัยโทษให้ใช้อัตราใหม่ กฎนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ จึงสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52(7) ทุกประการ

ไม่ใช่การขัดแย้ง แต่เป็นการขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กรณีเฉพาะของนายทักษิณ ชินวัตร

นายทักษิณต้องโทษจำคุก 3 คดี แต่หลังพระราชทานอภัยโทษเหลือ 1 ปี ศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมืองวินิจฉัยว่าช่วงเวลาที่พักในโรงพยาบาลตำรวจไม่หักลบวันคุมขังได้ จึงบังคับโทษ 1 ปีเต็ม

ดังนั้น จึง ไม่ใช่ความผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 ประมวลกฎหมายอาญา และไม่ใช่นักโทษที่เคยพ้นโทษแล้วกลับมากระทำผิดภายใน 5 ปี นายทักษิณจึงมีคุณสมบัติครบถ้วน: เป็นชั้นกลาง รับโทษแล้ว 2 ใน 3 ของโทษ (ตามหมาย 1 ปี) และพักไม่เกิน 1 ใน 3

คณะอนุกรรมการพิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และกฎหมายอย่างรอบคอบ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดโปร่งใส ตรวจสอบได้ ภายใต้กรอบกฎหมาย สิทธิเท่าเทียมทุกคน

ประเด็นนี้ช่วยคลายข้อสงสัยให้สังคมเข้าใจว่ากฎหมายเรือนจำออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงพฤติกรรมนักโทษ ไม่ใช่การลงโทษอย่างเดียว หากนักโทษแสดงความดี ก็สมควรได้รับโอกาส

ติดตามข่าวสารกฎหมายและเรือนจำเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับกระบวนการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ราชทัณฑ์ แจงยิบ พักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” พิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

ทักษิณ ชินวัตร พักโทษ 11 พ.ค.นี้ นับถอยหลัง 48 วัน

ข่าวร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตามอง เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร พักโทษ 11 พ.ค.นี้ โดยชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ติดอยู่ในรายชื่อผู้ต้องขัง 500 รายที่เรือนจำกลางคลองเปรมคัดเลือกไว้เพื่อพิจารณาการปล่อยตัวแบบคุมประพฤติ หลังจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาโทษจำคุก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งกำหนดจะพ้นโทษเต็มในวันที่ 9 กันยายน 2569 แต่ด้วยการพิจารณาพักโทษกรณีทั่วไป ทำให้มีโอกาสได้รับอิสรภาพก่อนกำหนด

ทักษิณ ชินวัตร พักโทษ 11 พ.ค.นี้

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า คณะกรรมการพิจารณาพักโทษระดับชั้นเรือนจำกลางคลองเปรม ได้เริ่มตรวจสอบคุณสมบัติผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ผ่านเกณฑ์ โดยมีกำหนดประชุมหารือรายชื่อผู้มีสิทธิ์สิ้นเดือนมีนาคมนี้ ก่อนจะสรุปรายงานส่งต่อไปยังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การอนุมัติขั้นสุดท้าย ทักษิณ ชินวัตร พักโทษ 11 พ.ค.นี้ จึงเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ทุกคนรอคอย

จากข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่คุมประพฤติกำลังเร่งสืบสวนสถานที่พักโทษ ผู้อุปการะ ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ สภาพความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของสถานที่และชุมชนรอบข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนมาตรฐานเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ได้รับพักโทษจะปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างดี

นับถอยหลังสู่ทักษิณ ชินวัตร พักโทษ 11 พ.ค.นี้

ปัจจุบันเหลือเพียง 48 วันเท่านั้นที่ทักษิณ ชินวัตร จะก้าวออกจากเรือนจำสู่ชีวิตภายนอกแบบคุมประพฤติ นับเป็นก้าวเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่มีประวัติประพฤติดีได้รับการพักโทษ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดความแออัดในเรือนจำทั่วประเทศ โดยผู้ต้องขังต้องผ่านเกณฑ์หลายประการ เช่น โทษจำคุกไม่เกินครึ่งหนึ่งของกำหนดเดิม มีประวัติไม่กระทำผิดร้ายแรงในเรือนจำ และมีแผนการดำรงชีวิตที่ชัดเจนหลังพักโทษ

กระบวนการพิจารณาพักโทษของทักษิณ ชินวัตร

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น กระบวนการทั้งหมดแบ่งเป็นขั้นตอนหลักดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1: คณะกรรมการชั้นเรือนจำตรวจสอบคุณสมบัติและประชุมสรุปรายชื่อ (สิ้นเดือนมีนาคม 2569)
  • ขั้นตอนที่ 2: ส่งรายงานไปยังคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม
  • ขั้นตอนที่ 3: คณะกรรมการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาเห็นชอบขั้นสุดท้าย
  • ขั้นตอนที่ 4: จัดการปล่อยตัวและติดตามคุมประพฤติ โดยมีเจ้าหน้าที่สืบสวนสถานที่พักอาศัย

ในรอบนี้ เรือนจำกลางคลองเปรมมีผู้ต้องขังเด็ดขาดราว 500 รายที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น ซึ่งรวมถึงนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีพฤติกรรมดีเยี่ยมในเรือนจำ ทำให้มีสิทธิ์เต็มที่ในการพิจารณา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การคำนวณวันพักโทษของกรมราชทัณฑ์ที่ชี้แจงไว้ชัดเจน โดยกำหนดวันปล่อย 11 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นไปตามสูตรมาตรฐาน ลดวันโทษจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันพระ และพฤติกรรมดี สร้างความโปร่งใสให้กับกระบวนการ

กรณีทักษิณ ชินวัตร พักโทษ 11 พ.ค.นี้ ไม่เพียงแต่เป็นข่าวส่วนตัวของบุคคลสำคัญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงระบบนิติบัญญัติและยุติธรรมที่ให้โอกาสการฟื้นฟูผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายที่สมดุลระหว่างการลงโทษและการให้โอกาสใหม่ หากท่านสนใจข่าวการเมืองและยุติธรรมไทย ติดตามอัปเดตล่าสุดและแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ใน 500 รายชื่อ ได้รับการพิจารณาพักโทษ 11 พ.ค.นี้ นับถอยหลังอีก 48 วัน

“ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอรักษาตัวนอกคุก

ในช่วงที่ข่าวสารเกี่ยวกับผู้ต้องขังและการดูแลสุขภาพในเรือนจำเป็นที่สนใจของประชาชนมากขึ้น ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันการปฏิบัติตามกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

“ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม

ตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับนายเอกชัย หงส์กังวาล ผู้ต้องขังคดีระหว่างพิจารณาอุทธรณ์-ฎีกา ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม มีอาการป่วยหนัก จนเกิดคำถามว่าทำไมถึงขอออกไปรักษานอกเรือนจำ กรมราชทัณฑ์จึงได้ตรวจสอบและโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569

ประวัติการรักษาพยาบาลของเอกชัย หงส์กังวาล

นายเอกชัย หงส์กังวาล เคยถูกคุมขังครั้งแรกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 กำหนดโทษ 7 เดือน 3 วัน พ้นโทษวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงนั้น เขาป่วยด้วยโรคฝีในตับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 ได้รับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์เฉพาะทางด้านเดินอาหารและตับ

  • แพทย์ตรวจพบฝีในตับขนาดใหญ่ ลดลงเหลือร่องรอยแผล ผลการรักษาน่าพอใจ
  • หยุดยาปฏิชีวนะได้ในที่สุด
  • นัดติดตามอาการเดือนธันวาคม 2566 และมีนาคม 2567

หลังพ้นโทษ วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายเอกชัยกลับเข้าคุมขังอีกครั้งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายมาคลองเปรม การตรวจร่างกายครั้งรับตัวพบสัญญาณชีพปกติ แต่มีประวัติป่วยเก่า แม้ระหว่างอยู่นอกเรือนจำจะไม่มารักษาต่อเนื่อง แต่เรือนจำกลางคลองเปรมได้ประสานแพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เข้าตรวจ

การดูแลปัจจุบันและมาตรการของกรมราชทัณฑ์

ปัจจุบัน นายเอกชัยมีอาการปวดท้อง แต่ช่วยเหลือตัวเองได้และทำกิจกรรมปกติ สถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองเปรมจัดยาตามแพทย์สั่งจนถึงวันนัด และพร้อมส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถีหากจำเป็น กรมราชทัณฑ์ย้ำว่าทุกเรือนจำต้องปฏิบัติตามกฎหมาย SOPs อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่รับตัว ปฏิบัติในเรือนจำ จนปล่อยตัว เพื่อควบคุมผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพและเคารพสิทธิมนุษยชน

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบราชทัณฑ์ไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพผู้ต้องขัง ไม่ละเลยการรักษา แม้ในกรณี “ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม ก็ยังมีการดูแลต่อเนื่อง แสดงถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการสุขภาพผู้ต้องขังที่มีโรคประจำตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโรคในเรือนจำ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม การชี้แจงครั้งนี้ช่วยดับข่าวลือและยืนยันการทำงานตามหลักสากล

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารด้านยุติธรรมและราชทัณฑ์ สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด หรือแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังในไทย

ที่มา – “ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม

ราชทัณฑ์ยันเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปลอดภัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากกรมราชทัณฑ์ ที่ทำให้ทุกคนอุ่นใจได้เลย นั่นคือ ราชทัณฑ์ เผยไม่มีผู้ต้องขังป่วย “ฝีดาษลิง” เพิ่ม และยืนยันชัดเจนว่าเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปลอดภัย 100% ไม่มีอะไรต้องกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงหรือ Mpox เลยครับ

เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปลอดภัย

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2567 ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีรับผู้ต้องขังใหม่ 1 ราย เข้ามา แล้วต่อมารายนี้มีอาการไข้สูง พร้อมภาวะเนื้อตายที่เท้า จึงรีบส่งไปรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ขณะเตรียมผ่าตัดก็พบอาการที่เข้าข่ายฝีดาษลิง ก็เลยเพาะเชิวยืนยันผล และส่งหน่วยควบคุมการติดเชื้อมาจัดการทันที โดยแยกผู้ต้องขังเสี่ยงสูง และใช้หลักการ Bubble and Seal ซึ่งเป็นมาตรการแยกโซนป้องกันการแพร่เชื้อแบบเข้มข้น

เรือนจำพิเศษธนบุรีประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 มาเรื่อยๆ ตรวจอาการผู้ต้องขังทุกคนอย่างละเอียด และล่าสุดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีผู้ต้องขังป่วยฝีดาษลิงเพิ่ม สถานการณ์อยู่ในการควบคุมเต็มที่

มาตรการเข้มงวดเพื่อเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปลอดภัย

กรมราชทัณฑ์ไม่ได้หยุดแค่นั้นนะครับ ยังประสานกรมควบคุมโรคเพื่อนำวัคซีนมาฉีดให้ผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำ ลดความเสี่ยงให้เหลือศูนย์ไปเลย ที่สำคัญ เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศทุกแห่ง ติดตามแนวทางปฏิบัติจากกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ทั้งการวินิจฉัย การรักษา และการเฝ้าระวังป้องกันโรคฝีดาษลิง

  • การตรวจคัดกรอง: ตรวจอาการผิดปกติทุกวัน โดยเฉพาะไข้สูง ผื่น หรือแผล
  • การแยก Bubble and Seal: แยกกลุ่มผู้ต้องขังเสี่ยง ไม่ให้สัมผัสข้ามโซน
  • การฉีดวัคซีน: เร่งรัดให้ครบทุกคนที่จำเป็น
  • ความร่วมมือข้ามหน่วยงาน: สธ. กรมควบคุมโรค เข้ามาช่วยเฝ้าระวัง

นี่คือเหตุผลที่เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปลอดภัย จริงๆ ครับ ไม่มีการแพร่ระบาดเพิ่มเติม

ฝีดาษลิงคืออะไร และป้องกันยังไงในเรือนจำ?

เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจมากขึ้น โรคฝีดาษลิงหรือ Mpox เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังจากไวรัส ส่งผ่านใกล้ชิด น้ำลาย หยดฝอย หรือสัมผัสแผล อาการหลักคือไข้ ผื่นแดงเป็นตุ่มน้ำ แล้วกลายเป็นหนอง ตอนนี้ทั่วโลกยังระบาดอยู่ แต่ไทยควบคุมได้ดี ในเรือนจำที่คนอยู่ใกล้ชิดกัน มาตรการแบบนี้สำคัญมาก กรมราชทัณฑ์ทำได้ยอดเยี่ยมเลยครับ

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเพิ่มเติม เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย สวมถุงมือตอนสัมผัสผู้ต้องขัง และฆ่าเชื้อพื้นผิวทุกวัน ทำให้ทุกคนในเรือนจำรู้สึกมั่นใจ

สรุปแล้ว ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการวิกฤตสุขภาพในสถานที่แออัด กรมราชทัณฑ์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบสูง และระบบป้องกันที่แข็งแกร่ง หากคุณมีญาติหรือคนรู้จักอยู่ในเรือนจำ สามารถมั่นใจได้เลยครับ

ติดตามข่าวสุขภาพและการป้องกันโรคเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากโรคระบาดนะครับ!

ที่มา – ราชทัณฑ์ เผยไม่มีผู้ต้องขังป่วย “ฝีดาษลิง” เพิ่ม ยันเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปลอดภัย

ราชทัณฑ์แจง! ไม่จริงเรื่องผู้ต้องขังหญิง เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

จากกระแสข่าวลือที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการนำผู้ต้องขังหญิงไปให้บริการแก่เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ข่าวดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกให้กับสังคมเป็นอย่างมาก กรมราชทัณฑ์จึงขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเพื่อตอบโต้กระแสข่าวที่พาดพิงถึงการนำผู้ต้องขังหญิงจากทัณฑสถานหญิงกลางไปให้บริการภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รวมถึงข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า ข่าวลือและภาพประกอบที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้นเกินความจริง และไม่ได้สะท้อนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำแต่อย่างใด ข่าวที่ว่ามีการนำผู้ต้องขังหญิงไปให้บริการแก่เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั้นไม่เป็นความจริง และไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังคนใดกระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่าเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ราชทัณฑ์ แจงไม่เป็นความจริง นำผู้ต้องขังหญิง ไปให้บริการ “ผู้คุม” เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

พ.ต.ท. ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว แต่สื่อมวลชนบางส่วนยังคงนำเสนอข่าวและภาพประกอบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ กรมราชทัณฑ์จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ ถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน

กรมราชทัณฑ์ยืนยันความโปร่งใส กรณีข่าวผู้ต้องขังหญิง เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน และยึดมั่นในการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ขององค์กรและประเทศชาติอย่างแท้จริง กรมฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดเพื่อให้กลับตนเป็นคนดีของสังคม และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการบริหารงานราชทัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การมีวิจารณญาณและตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

กรมราชทัณฑ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมจะเข้าใจและให้ความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมราชทัณฑ์ได้โดยตรงเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง

ถึงเเม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะออกมายืนยันความโปร่งใส เเต่ก็ยังคงต้องจับตามองถึงกระเเสข่าวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เราควรตั้งคำถามว่าอะไรคือเเรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังข่าวลือเหล่านี้ และมีวิธีการใดบ้างที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

ที่มา – ราชทัณฑ์ แจงไม่เป็นความจริง นำผู้ต้องขังหญิง ไปให้บริการ “ผู้คุม” เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ราชทัณฑ์แจง! ผู้ต้องขังชาวจีนมีอิทธิพลในเรือนจำ

กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีการย้ายด่วน “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่พบว่ามีผู้ต้องขังชาวจีนบางรายแสดงอิทธิพลเหนือผู้ต้องขังรายอื่น ๆ จนก่อให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มผู้ต้องขังชาวไทย นี่คือประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการยุติธรรม

ราชทัณฑ์แจงเด้ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” เหตุพบผู้ต้องขังชาวจีนบางรายมีอิทธิพล

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เพื่ออธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังการย้ายผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าการย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำ และพบว่ามีเจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

จากการตรวจค้นพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในการควบคุมและปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง กรมราชทัณฑ์จึงได้ดำเนินการย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บัญชาการเรือนจำฯ ไปปฏิบัติหน้าที่ยังกรมราชทัณฑ์ พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกรม เจ้าหน้าที่กองทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่กองบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มงานวินัยเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็น

ทำไมต้องเด้งฟ้าผ่า? “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ”

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามี ผู้ต้องขังชาวจีนบางรายมีอิทธิพล เหนือผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ภายในเรือนจำฯ สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ต้องขังชาวไทย จนมีการแจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ให้ทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าว กรมราชทัณฑ์จึงต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อความเป็นธรรม

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่าได้เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏโดยเร็ว โดยยึดหลักความโปร่งใส ยุติธรรม และปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด รวมถึงดำเนินการจัดระเบียบเรือนจำตามนโยบาย 5 ก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์พร้อมดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำผิดจริง เพื่อรักษามาตรฐานการบริหารงานราชทัณฑ์ให้เป็นที่เชื่อมั่นของสังคมต่อไป ความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการบริหารจัดการเรือนจำและการควบคุมผู้ต้องขัง การที่ ผู้ต้องขังชาวจีนบางรายมีอิทธิพล มากจนเกินไป เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาที่อาจมีการทุจริตหรือการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาดในการลงโทษผู้กระทำผิด การปรับปรุงระบบการตรวจสอบภายในเรือนจำ และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเข้มแข็งและสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเท่าเทียมกัน

การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและการดำเนินการอย่างรวดเร็วของกรมราชทัณฑ์ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

การปล่อยให้ ผู้ต้องขังชาวจีนบางรายมีอิทธิพล ในเรือนจำถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมันส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมและความเสมอภาคของผู้ต้องขังทุกคน รวมถึงความน่าเชื่อถือของระบบราชทัณฑ์โดยรวม การจัดการกับปัญหานี้อย่างเด็ดขาดจึงเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง

ที่มา – ราชทัณฑ์ แจงเด้ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” เหตุพบผู้ต้องขังชาวจีนบางรายมีอิทธิพล

Scroll to top