รุทธพล เนาวรัตน์

เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับคดีการลักลอบขนยาเสพติดไปต่างประเทศ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวโยงกับลูกเรือและนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดทางหน่วยงานรัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในประเด็น เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้บานปลายไปมากกว่าเดิม

เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อลากคอตัวการใหญ่ ซึ่งแม้ปัจจุบันผู้บงการจะหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว แต่เครือข่ายบางส่วนยังคงแฝงตัวอยู่ในประเทศไทย การดำเนินการในเรื่องนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเตือนภัยสังคมเกี่ยวกับเรื่องการรับจ้างหิ้วของ

อันตรายจากการรับจ้างหิ้วของที่ไม่รู้ที่มา

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการที่บุคคลทั่วไป นักศึกษา หรือแม้แต่พนักงานสายการบิน หลงเชื่อรับจ้างหิ้วสินค้าไปต่างประเทศโดยไม่รู้ตัวว่าภายในแอบซ่อนยาเสพติดไว้ ซึ่งท่านเลขาฯ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก ทั้งในแง่ของกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายศุลกากรที่ระบุชัดเจนว่าการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าหรือส่งออกสินค้าโดยไม่สำแดงมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีเลยทีเดียว

  • การรับจ้างหิ้วของอาจนำพาคุณไปสู่คุกโดยไม่รู้ตัว
  • โทษตามกฎหมายศุลกากรมีความรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
  • อย่าเห็นแก่เงินค่าจ้างเพียงน้อยนิดจนเอาชีวิตไปเสี่ยง

ในฝั่งของทางด้านกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้สั่งการให้ AOT เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภายในสนามบิน ทั้งการสุ่มตรวจกระเป๋า การห้ามลูกเรือประกอบอาชีพเสริมรับจ้างหิ้วของ และการนำสุนัข K9 มาช่วยดมกลิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง แม้มาตรการนี้จะทำให้เกิดความล่าช้าบ้างในการเดินทาง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การที่ เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีมากสำหรับประชาชนทุกคน ในยุคที่โลกออนไลน์ทำให้การหิ้วของข้ามประเทศดูเป็นเรื่องง่ายและน่าทำกำไร จนหลายคนมองข้ามความเสี่ยงด้านกฎหมายไป สิ่งสำคัญคือ “ความไม่รู้” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้ หากวันหนึ่งคุณบังเอิญกลายเป็น “ม้าขนยา” โดยไม่ตั้งใจ ชีวิตของคุณอาจพังทลายลงในพริบตา ดังนั้น ก่อนจะรับหิ้วอะไรให้ใคร คิดให้รอบคอบและตรวจสอบให้แน่ใจเสมอก่อนจะกลายเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก ด้าน “รุทธพล” ส่ง K9 คุมเข้ม

“รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงข้าราชการ เมื่อล่าสุดได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อเท็จจริงกรณี “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยตนเองที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกรอบกฎหมายและระเบียบข้าราชการพลเรือนอย่างเคร่งครัด โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นขอลาออกด้วยตนเองเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นี้พอดี ทำให้การที่ “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว จึงถือเป็นกระบวนการบริหารงานบุคคลตามปกติ

แจงปมคดีชั้น 14 และขั้นตอนการตรวจสอบ

หลายคนอาจสงสัยว่าการลาออกครั้งนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นดราม่าคดีชั้น 14 หรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีรุทธพลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า:

  • การอนุมัติการลาออกผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในระดับมาตรฐานข้าราชการ
  • มีการตรวจสอบว่ามีภาระหนี้สิน คดีอาญา หรือโทษทางวินัยหรือไม่
  • ประเด็นคดีชั้น 14 เป็นเรื่องที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากการพิจารณาอนุมัติการลาออกตามระเบียบปกติ

รัฐมนตรียังย้ำอีกว่า การทำงานของกระทรวงต้องมีความโปร่งใส และการที่ปลัดกระทรวงครบวาระถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุดและสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานตามมาตรฐานระบบราชการไทย การลาออกในช่วงเวลาที่ครบวาระพอดีช่วยลดข้อครหาและทำให้กระบวนการถ่ายโอนอำนาจมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องจับตามองผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อไป ว่าจะมีบทสรุปในเรื่องของคดีชั้น 14 อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว หลังยื่นลาออกปลัดยุติธรรม ยันทำตามกรอบกฎหมาย

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มองว่าล่าช้าและมีการส่งฟ้องผู้ต้องหาน้อยเกินไป ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ ได้ออกมาดำเนินการแจกแจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

เบื้องหลังการทำงานและกระบวนการยุติธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล ได้อธิบายว่าในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ทาง DSI ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และส่งสำนวนให้อัยการไปเรียบร้อยแล้ว แม้ทางอัยการจะมีการสั่งให้กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยรัฐมนตรีย้ำว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ที่ปรากฏจริง ไม่สามารถดำเนินการเกินกว่าที่หลักฐานระบุได้

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ต้องรอผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบการพิจารณา
  • ความเป็นอิสระของคดี: ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าโดยเจตนา แต่ต้องรอบคอบที่สุด
  • หลักฐานสำคัญ: ยึดถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงประเด็นจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกตั้งคำถามว่าน้อยเกินไป ทางรัฐมนตรีย้ำว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสรุปความผิดใครได้หากพยานหลักฐานไปไม่ถึง การส่งฟ้องต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ DSI ถือครองอยู่เท่านั้น หากมีหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคตก็จะดำเนินการต่อตามขั้นตอน การที่ “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงหลักการทำงานภายใต้หลักนิติธรรมที่ตรวจสอบได้

ในมุมมองของหลายฝ่าย การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด สุดท้ายแล้วสังคมต้องเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของ กกต. และ DSI ต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการเลือกตั้งของไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

ค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงยุติธรรมและ DSI ที่กำลังลุยงานหนักในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่ดินของประเทศเราโดยตรง

เหตุผลสำคัญในการค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย

การปฏิบัติการในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งรายชื่อบริษัทที่น่าสงสัยจำนวน 34 แห่งให้กับทาง DSI เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก จากการสืบสวนพบพฤติการณ์ที่น่าตกใจคือ มีการนำชื่อคนไทยมาเป็นผู้ถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า ‘นอมินี’ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดจากการค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย คือการพบว่าหลายบริษัทใช้สถานที่เดียวในการจดทะเบียนบริษัทหลักร้อยแห่ง! ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจทั่วไป

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและบทลงโทษทางกฎหมาย

รัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้มีการใช้ที่ดินของไทย หรือช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดประเภท โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • ปกป้องทรัพยากรที่ดินของชาติไม่ให้ถูกครอบครองโดยนอมินี
  • สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทยเจ้าของธุรกิจที่ถูกต้อง
  • ปราบปรามแหล่งฟอกเงินเพื่อความมั่งคั่งและปลอดภัยของระบบเศรษฐกิจ

แม้ว่าการปฏิบัติการในครั้งนี้จะเป็นเพียงขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ทางหน่วยงานก็ให้คำมั่นว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับทั้งคนไทยและต่างด้าวที่ร่วมมือกันทำผิดกฎหมาย สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการอย่างสุจริตและถูกต้องตามระเบียบ รัฐบาลยังคงยินดีต้อนรับและเปิดกว้างเต็มที่ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทยเท่านั้นครับ

ในมุมมองของผม การกวาดล้างนอมินีครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาทรัพยากรที่ดินบนเกาะสมุยและเกาะพะงันที่มีมูลค่าสูง แต่ยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจที่ทำถูกกฎหมายอีกด้วย หวังว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่ความโปร่งใสในภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวบ้านเราอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดี Forex ที่มีชื่อของ สส. คนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าให้การต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะพยาน โดยท่านรัฐมนตรีย้ำชัดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นอยู่ในสำนวนการสืบสวน ซึ่งทาง DSI ยังไม่ได้มีการสรุปผลหรือรายงานความคืบหน้าเรื่องคำให้การแต่อย่างใด

รายละเอียดความคืบหน้าและท่าทีของรัฐมนตรี

นอกจากประเด็นที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน แล้ว ยังมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ DSI ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • DSI กำลังดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • การเรียกพยานบุคคลเข้าให้ข้อมูลทำเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมของสำนวนคดี
  • รัฐมนตรียังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากเป็นความลับทางคดีความ
  • การแจ้งข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะทำงานของ DSI มีพยานหลักฐานเพียงพอ

ในปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้ามาให้ข้อมูลกับ DSI แล้วมากกว่า 100 รายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน นั้น เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ในฐานะมุมมองของคนติดตามข่าว ต้องบอกว่าความกระจ่างของคดีนี้เป็นสิ่งที่สังคมรอคอย เพราะความมั่นใจในระบบยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราคงต้องรอให้ทาง DSI ทำหน้าที่สรุปสำนวนให้ชัดเจนก่อนจะมีการตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คงต้องจับตาดูกันว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่ความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังไว้หรือไม่

ที่มา – “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน โยนดีเอสไอพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่

รมว.ยธ. เผย หมายเรียก 2 ก.ค. “ภาวุธ” และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอคดี Forex

รมว.ยธ. เผย หมายเรียก 2 ก.ค. “ภาวุธ” และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอคดี Forex

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับคดีแชร์ Forex ที่กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการออกหมายเรียก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้เข้ามาให้ข้อมูลต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ เพื่อชี้แจงความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

สำหรับเหตุการณ์ รมว.ยธ. เผย หมายเรียก 2 ก.ค. “ภาวุธ” และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอคดี Forex นั้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญทางกฎหมาย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยทางดีเอสไอได้เตรียมความพร้อมในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งรวมถึงธุรกรรมทางการเงินจำนวนมหาศาลกว่า 6-7 หมื่นรายการที่ต้องเร่งวิเคราะห์ เพื่อหาเส้นทางการเงินว่ามีความผิดปกติอย่างไรบ้าง

ความคืบหน้าการทำงานของดีเอสไอในคดี Forex

ทางด้านรายละเอียดเกี่ยวกับการออกหมายเรียก รมว.ยธ. เผย หมายเรียก 2 ก.ค. “ภาวุธ” และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอคดี Forex ได้ย้ำว่า การออกหมายเรียกครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะคุณภาวุธเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย และเปิดช่องให้หากใครมีความพร้อมก็สามารถเข้าพบพนักงานสอบสวนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดการ เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่

  • ดีเอสไอประสานงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด
  • มีการส่งเรื่องให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
  • การตรวจค้น 24 จุดที่ผ่านมาช่วยให้ได้หลักฐานสำคัญจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องคลิปโฆษณาชวนเชื่อที่กลายเป็นข้อถกเถียงว่าเป็นการเทรดปกติหรือเข้าข่ายการชักชวนลงทุนอย่างผิดกฎหมาย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ระบุว่า เรื่องนี้จะต้องใช้ดุลยพินิจของศาลในการตัดสิน ซึ่งเป็นการยึดตามพยานหลักฐานที่แต่ละฝ่ายได้มอบให้แก่พนักงานสอบสวน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่เจ้าหน้าที่ออกมาให้ข้อมูลทุกๆ 15 วันถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะช่วยลดกระแสข่าวลือและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าคดีนี้จะไม่มีการเงียบหายไปอย่างแน่นอน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการเข้าให้ปากคำในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้จะนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายมากน้อยขนาดไหน

ที่มา – รมว.ยธ. เผย หมายเรียก 2 ก.ค. “ภาวุธ” และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอคดี Forex

รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM

รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกรณีการขอปลดกำไล EM ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ยืนยันชัดเจนว่าสถานะปัจจุบันของนายทักษิณนั้น รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM ตามเกณฑ์ที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้

รายละเอียดและหลักเกณฑ์การพิจารณาถอดกำไล EM

สำหรับการพิจารณาปลดกำไล EM ของผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนั้น กรมราชทัณฑ์มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน โดยรัฐมนตรีได้อธิบายถึง 3 เงื่อนไขหลักที่ใช้ประกอบการพิจารณา ดังนี้:

  • ความเจ็บป่วย: กรณีที่ผู้ต้องขังมีอาการป่วยที่รุนแรงจนการสวมใส่อุปกรณ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง
  • การประกอบอาชีพ: กรณีที่การสวมกำไล EM เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำมาหากินสุจริตจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ
  • สภาพแวดล้อมทางกายภาพ: กรณีภูมิลำเนาไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือไฟฟ้าสำหรับชาร์จอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หน่วยงานดูแลอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพลย้ำว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีของนายทักษิณนั้น ยังไม่พบว่ามีสถานะใดที่เข้าข่ายเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อข้างต้น ดังนั้นการดำเนินการในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเท่าเทียมและโปร่งใสที่สุด นอกจากนี้ รัฐมนตรียังได้ยกตัวอย่างเคสที่ผ่านมาว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ได้รับการพิจารณาให้ปลดกำไล EM เนื่องจากสาเหตุเรื่องการประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้จริงตามข้อเท็จจริงในพื้นที่

หากถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจอย่างมาก คำตอบคือเพราะ รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM เป็นการตอกย้ำถึงมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันภายใต้กรอบการดูแลของกระทรวงยุติธรรม โดยทุกขั้นตอนได้รับการพิจารณาผ่านคณะกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันข้อครหาและการใช้อำนาจที่อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคม

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่รัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลระดับใด หากไม่เข้าข่ายเกณฑ์การได้รับสิทธิพิเศษ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว้อย่างเคร่งครัด นี่จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กฎหมายไทยยังคงใช้บังคับได้อย่างเสมอภาคกันสำหรับทุกคน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ที่มา – “รุทธพล” รมว.ยุติธรรม ชี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM

“รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” ตามขั้นตอนปกติ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงเรื่องการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยยืนยันว่า รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลกประหลาด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตรงกับช่วงที่นายทักษิณมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจาก 8 ปีเหลือเพียง 1 ปี และครบกำหนดพักโทษตามกฎหมาย คำชี้แจงของรุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะยืนยันว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง

รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ รอดูความเห็นกำไลอีเอ็ม

ตามที่รุทธพลได้กล่าวไว้ การยื่นขอพักโทษของนายทักษิณได้ดำเนินการแล้ว และมีกำหนดประชุมพิจารณาในวันที่ 29 เมษายนนี้ โดยเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมที่จะลงนามอนุมัติ หลังจากผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ 3 ชุดตามระเบียบที่กำหนด ไม่ใช่การตัดสินใจส่วนตัวของรัฐมนตรี รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ยังย้ำว่าตนเองทราบเพียงไทม์ไลน์และขั้นตอนเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นสำคัญอย่างการใส่กำไลอีเอ็ม (Electronic Monitoring) หรือไม่ รุทธพลตอบว่าต้องรอดูความเห็นที่เสนอมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่สรุป เรื่องนี้เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะกำไลอีเอ็มเป็นเครื่องมือติดตามผู้พักโทษเพื่อป้องกันการหลบหนี และมักใช้กับคดีสำคัญ

ขั้นตอนการพักโทษตามกฎหมายไทย

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูขั้นตอนการพักโทษกันครับ ซึ่งรุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ยืนยันว่าดำเนินตามนี้เป๊ะๆ

  • ผู้ต้องขังยื่นคำร้องขอพักโทษต่อนาย관เรือนจำ
  • เรือนจำตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น รับโทษครบ 1 ใน 3 หรือมีเหตุผลพิเศษ
  • ส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายการพักการลงโทษพิจารณา
  • ผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ต้องขัง? ไม่ใช่ คณะกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการพักโทษ คณะกรรมการพิจารณาการพักโทษ และปลัดกระทรวง
  • ปลัดกระทรวงลงนามอนุมัติ ส่งเรือนจำปฏิบัติ

ในกรณีของนายทักษิณ ซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี และรับโทษมาเกือบ 6 เดือน ตั้งแต่เข้าเรือนจำกลางวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 หลังจากศาลฎีกาสั่งจำคุกจากคดีทุจริต ทำให้เข้าเกณฑ์พักโทษได้สบายๆ

นอกจากนี้ รุทธพลยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องผลกระทบทางการเมือง หากทักษิณออกมา โดยกล่าวว่า “ตนไม่ทราบ” ซึ่งแสดงถึงความเป็นกลางของฝ่ายยุติธรรมท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมาย เช่น การกลับมาทำการเมือง หรือผลต่อพรรคเพื่อไทย

ประเด็นนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในสังคมออนไลน์ บางคนมองว่าเป็นธรรมะตามกฎหมาย บางคนสงสัยว่ามีการแทรกแซงหรือไม่ แต่จากคำชี้แจง รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ชัดเจนว่าทุกอย่างโปร่งใส ผ่านคณะกรรมการทั้งหมด

ย้อนดูประวัติศาสตร์ การพักโทษไม่ใช่เรื่องใหม่ ในไทยมีผู้พักโทษปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือสุขภาพไม่ดี ตัวอย่างเช่นกรณีนักการเมืองอื่นๆ ที่เคยได้รับพักโทษมาแล้ว ทำให้กรณีทักษิณไม่ใช่ข้อยกเว้น

สำหรับกำไลอีเอ็ม เป็นนโยบายที่กรมราชทัณฑ์นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อลดปัญหาการหลบหนี มีประสิทธิภาพสูงกว่า 95% หากทักษิณต้องใส่ ก็น่าจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

สุดท้ายนี้ จากมุมมองของผม คำชี้แจงของรุทธพลช่วยคลายข้อกังขาได้ส่วนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยังทำงานได้ แม้ในคดีใหญ่ แต่ประชาชนควรติดตามผลการประชุม 29 เม.ย. และการตัดสินใจเรื่องกำไลอีเอ็มต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าทักษิณควรใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” เป็นไปตามขั้นตอนปกติ รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่

รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล”

กรณีรมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย ล่าสุด พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาปฏิเสธความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของคดีนี้ โดยยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่จะดำเนินการเอง ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง

รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 20 มีนาคม 2567 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตรงกับช่วงที่นักข่าวสอบถามพล.ต.ท.รุทธพลเกี่ยวกับการที่นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีบุกรุกที่ดินทำเลี้ยงสัตว์บริเวณหาดสวนยา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นลูกสาว ได้ขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาออกไป

รายละเอียดคดีบุกรุกที่ดินเลี้ยงสัตว์ จ.อุบลราชธานี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดย DSI ได้รับแจ้งเบาะแสและดำเนินการสอบสวนมานาน พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเพราะเป็นป่าไม้และที่ดิน สปปช. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร) ทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นายวีรศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้ให้การต่อ DSI แล้ว ขณะที่ลูกสาวขอเลื่อนเพราะเหตุผลส่วนตัว

  • สถานที่: หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • ข้อหาหลัก: บุกรุกที่ดินทำเลี้ยงสัตว์ของรัฐ
  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • หน่วยงานสอบสวน: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

คำตอบจากรมว.ยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำชัดว่า “ยังไม่ทราบรายละเอียด” และ DSI เป็นผู้เรียกตัวเอง เมื่อถูกถามถึงการเลื่อนของน.ส.สุดาวรรณ ก็ตอบว่าไม่ทราบเช่นกัน นอกจากนี้ยังยืนยันว่า DSI ไม่ได้แจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบเบื้องต้น เพราะเป็นกระบวนการสอบสวนปกติ เมื่อนักข่าวย้ำว่านายวีรศักดิ์มองว่าเป็นประเด็นการเมือง รมว.ยุติธรรมโต้ว่า “ไม่น่าจะใช่ เพราะเป็นเรื่องคดีที่ DSI ดำเนินการอยู่แล้ว” คำตอบนี้ช่วยคลายความสงสัยว่าคดีนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่

ตระกูลหวังศุภกิจโกศลถือเป็นตระกูลนักการเมืองชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี นายวีรศักดิ์เคยเป็น ส.ส.อุบลราชธานี สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา (ชท.) และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ขณะที่น.ส.สุดาวรรณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรค ทำให้คดีนี้กระทบภาพลักษณ์ทั้งสองพรรค

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คดีบุกรุกที่ดินเป็นปัญหาคลาสสิกในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่มักเกิดข้อพิพาทระหว่างเอกชนและรัฐ DSI จึงเข้ามารับผิดชอบเพราะเป็นคดีพิเศษ กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่ามีการบุกรุกจริง อาจนำไปสู่การยึดคืนที่ดินและลงโทษตามกฎหมาย ป่าไม้ พ.ร.บ.ป่าไม้ หรือ สปก.

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ DSI ดำเนินคดีกับนักการเมืองข้ามพรรค แสดงถึงความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทยในยุคนี้ หากคุณเป็นคนอุบลราชธานี คงคุ้นเคยกับพื้นที่หาดสวนยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรกรรมสำคัญ

สรุปแล้ว กรณีรมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์นี้เน้นย้ำว่ากฎหมายต้องมาก่อนการเมือง ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมยึดหลักนี้อย่างเคร่งครัด ในอนาคต คาดว่าจะมีพัฒนาการเพิ่มเติมจาก DSI

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? มันเป็นเรื่องกฎหมายล้วนๆ หรือมีสีสันทางการเมืองซ่อนอยู่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองไทยแบบอัพเดท!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์

Scroll to top