ร่างมติ

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ลงมติเห็นชอบร่างมติล่าสุดนี้ ส่งสัญญาณเตือนถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดย UNSC ผ่านมติประณามอิหร่านที่โจมตีกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและจอร์แดนอย่างรุนแรง ร่างมติดังกล่าวนำเสนอโดยกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คะแนนเสียงในที่ประชุมเห็นชอบถึง 13 เสียง จากชาติสมาชิกถาวร ขณะที่รัสเซียและจีนเลือกงดออกเสียง สะท้อนถึงการแบ่งขั้วในเวทีโลก

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย: รายละเอียดสำคัญ

เนื้อหาหลักในมติระบุชัดเจนถึงการประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ได้แก่

  • บาห์เรน
  • คูเวต
  • โอมาน
  • กาตาร์
  • ซาอุดีอาระเบีย
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • จอร์แดน

มติเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและการข่มขู่ทั้งหมดทันที รวมถึงการกระทำผ่านกลุ่มตัวแทน (proxies) เช่น กลุ่มฮูธีหรืออื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเตหะราน นอกจากนี้ ยังประณามการกระทำที่ปิดกั้นหรือขัดขวางการเดินเรือระหว่างประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ

จุดที่น่าสนใจ: ไม่กล่าวถึงการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ที่น่าเสียดายคือ ร่างมติดังกล่าวไม่ได้เอ่ยถึงการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเลือกข้างที่ชัดเจน สะท้อนอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกใน UNSC ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตร

สถานการณ์ตะวันออกกลางในขณะนี้กำลังเดือดพล่าน อิหร่านถูกกล่าวหาว่าใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของชาติอ่าวเปอร์เซีย สร้างความเสียหายมหาศาลและคุกคามความมั่นคงภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกขู่อีกครั้ง ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน สหรัฐฯ และอิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน สร้างวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

มติ UNSC ครั้งนี้แม้จะเป็นก้าวแรกในการลดความตึงเครียด แต่ประสิทธิภาพยังเป็นเครื่องหมายคำถาม โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียและจีนไม่เห็นด้วยเต็มตัว ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจนำไปสู่การประชุมฉุกเฉินครั้งใหม่ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดเจน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อค่าครองชีพและการส่งออก เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: มติ UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย นี้เป็นสัญญาณบวก แต่จำเป็นต้องมีมาตรการบังคับใช้ที่เข้มแข็งกว่านี้ เพื่อป้องกันสงครามใหญ่ มาร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองอย่างไร และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

วุฒิสภาสหรัฐฯ **จำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา**

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม เพื่อหวังสกัดไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารในเวเนซุเอลาโดยที่รัฐสภาไม่อนุญาตอีก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่ร่วมกันร่างโดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารต่อเวเนซุเอลาเพิ่มเติม หลังทรัมป์สั่งโจมตีและจับตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้า

มาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 52 เสียง และคัดค้าน 47 เสียง โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนลงคะแนนเห็นชอบ พร้อมด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกันอีก 5 คน ได้แก่ แรนด์ พอล, ทอดด์ ยัง, ลิซา เมอร์คอวสกี, จอช ฮอว์ลีย์ และซูซาน คอลลินส์

มติดังกล่าวซึ่งนำเสนอโดยวุฒิสมาชิก ทิม เคน จากพรรคเดโมแครต กำหนดให้ทรัมป์ต้องขออนุญาตก่อนที่จะโจมตีหรือใช้กำลังทหารต่อเวเนซุเอลา โดยหากวุฒิสภาให้การรับรองร่างมตินี้ในขั้นตอนสุดท้าย ร่างดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและต้องได้รับการลงนามโดยทรัมป์จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

มีความเป็นไปได้สูงที่นายทรัมป์จะไม่ลงนามบังคับใช้กฎหมาย แต่การลงมติครั้งนี้ก็ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีอย่างรุนแรง ซึ่งทรัมป์ได้ตอบโต้โดยระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนมตินี้ ไม่ควรได้รับเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอีก

“การลงมติครั้งนี้ขัดขวางการป้องกันตนเองและความมั่นคงของชาติอเมริกันอย่างร้ายแรง โดยเป็นการริดรอนอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social โดยระบุด้วยว่า ร่างมติอำนาจการทำสงครามดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเวียดนามที่สภาคองเกรสออกมาเพื่อหยุดยั้งประธานาธิบดีจากการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุมัตินั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ หลังจากปฏิบัติการบุกจู่โจมเมื่อวันเสาร์ซึ่งกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และนำตัวมาดูโรไปยังนิวยอร์กเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้ายค้ายาเสพติด” นายทรัมป์ก็ออกมาระบุว่า เขาไม่ได้บอกฝ่ายนิติบัญญัติล่วงหน้าเพราะ “สภาคองเกรสชอบทำข้อมูลรั่วไหล”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน ซึ่งโต้แย้งว่าการบุกจู่โจมเวเนซุเอลานั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องจมดิ่งเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

การลงมติของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในการจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา รวมถึงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ผลกระทบจากมติจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา

การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ พยายามจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา บ่งชี้ถึงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของฝ่ายบริหาร และความพยายามที่จะรักษาสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มติดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลา และอาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ มติจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มีเอกภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และอาจทำให้ประเทศอื่นๆ กล้าที่จะท้าทายบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ออกมาตอบโต้และกล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุนมติเป็นการ “ริดรอนอำนาจ” ของประธานาธิบดี สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังคงดำรงอยู่และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และการตัดสินใจของสหรัฐฯ จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศนี้ การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ พยายามจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา จึงเป็นเหตุการณ์ที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

Scroll to top