ร่างรัฐธรรมนูญ

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย: แซว สว.รัชนีกร

การประชุมรัฐสภาเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรก ปรากฏว่า 20 มาตราผ่านไปได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม สว.รัชนีกร กลับถูกแซวอย่างหนักหลังยื่นขอสงวนความเห็นในแทบทุกมาตรา ทำเอาประธานในที่ประชุมอย่าง นายมงคล สุระสัจจะ ถึงกับต้องรีบสั่งพักการประชุม ด้วยอารมณ์ขันว่ายิ่งดึกประธานยิ่งแย่

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอ แม้จะมีกรรมาธิการบางส่วนขอสงวนคำแปรญัตติ ผลการลงมติในช่วงกลางดึกแสดงให้เห็นว่า สมาชิกรัฐสภายังคงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสามารถโหวตเห็นชอบได้ถึง 14 มาตรา

ในช่วงการลงมติมาตรา 256/19 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายมงคลได้กดออดเรียกสมาชิกลงมติถึงสองครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขออีกมาตราเดียว พอเสร็จมาตรา 256/19 แล้ว มาตรา 256/20 ก็กลับบ้านได้” ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขอโต้แย้งว่า หากเป็นไปได้ขอให้จบที่มาตรา 256/22

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงว่า จากการพิจารณาคำขอสงวนความเห็นในแต่ละมาตรา คาดว่าจะสามารถไปถึงมาตรา 256/22 ได้ เนื่องจากผู้สงวนสิทธิ์ไม่ได้อภิปรายทุกมาตรา

นายมงคลตอบด้วยอารมณ์ขันว่า “ท่านยังไหว แต่ประธานชักจะแย่แล้วนะครับ ยิ่งดึกยิ่งแย่” นายปกรณ์วุฒิจึงกล่าวว่า ขอฝากความกรุณาไปยัง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการด้วย ทำให้สมาชิกรัฐสภาหัวเราะออกมา

น.ส.รัชนีกร ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนเองได้ตัดเนื้อหาไปเยอะแล้ว และอภิปรายน้อยมาก และน่าจะขอบคุณตนเองด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย วาระ 2 ครั้งนี้ พบว่า น.ส.รัชนีกร ได้ขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตราจริง

ต่อมา ที่ประชุมพิจารณาและลงมติในมาตรา 256/20 โดยมีผู้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก 412+3 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียง จากนั้น นายมงคล สั่งพักการประชุมในเวลา 23.31 น. และนัดประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย สว.รัชนีกรถูกแซว

ประเด็นสำคัญจากการถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย

  • การประชุมรัฐสภาวาระ 2 เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีความเห็นต่าง
  • สว.รัชนีกร กลายเป็นเป้าแซวหลังขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตรา
  • ประธานที่ประชุม นายมงคล สั่งพักการประชุมด้วยอารมณ์ขัน

การถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในมาตราต่อๆ ไปอาจต้องเผชิญกับความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นการมีส่วนร่วมและความเข้าใจของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – วันแรกถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย 20 มาตรา-แห่แซว สว.รัชนีกร หลังมีชื่อสงวนแปรญัตติทุกมาตรา

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. เปิดช่องพรรคการเมืองจัดตั้งคนร่าง รธน. ด้าน “ณัฐวุฒิ” ย้ำ ร่างแก้ไข รธน. จำเป็นต้องอิงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หวั่นถูกตีความเลือกตั้งโดยตรง

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา การประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ซึ่งมีการพิจารณาต่อเนื่องถึง มาตรา 256/2 ว่าด้วยที่มาของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

โดย น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งขอสงวนความเห็น โดยขอแก้ไขเพิ่มเติม ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการคัดเลือกบุคคลเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน โดยให้บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม และมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรองจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ซึ่งประสงค์จะสมัครรับคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งความประสงค์ในการสมัครรับคัดเลือกต่อประธานรัฐสภา ตามระเบียบที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด โดยประกาศดังกล่าวให้ประกาศในวันเดียวกันกับวันที่ประธานรัฐสภาประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256/1/2 วรรคสาม โดยต้องกำหนดระยะเวลาการได้มาซึ่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับคัดเลือก ก่อนวันที่รัฐสภาจะดำเนินการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

น.ส.รัชนีกร ระบุว่า การที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก กำหนดให้มีผู้รับรองผู้สมัครรับคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่น้อยกว่า 100 คน มองว่า เป็นสิ่งที่ยุ่งยาก เกินความจำเป็น และจะทำให้จำกัดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับผู้สมัครอิสระ จะไปหาคนจากไหน 100 คนเพื่อมารับรอง จึงเสนอว่า ควรใช้รูปแบบเดียวกับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ที่มีผู้รับรองเพียง 3 คน ก็เพียงพอ พร้อมตั้งคำถามว่าวิธีการของกรรมาธิการเสียงข้างมากยึดโยงกับประชาชน จริงๆ ไหม

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ เสนอให้มีคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก จำนวน 25 คน และมาจากบุคคลซึ่งรัฐสภาแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 3 คน และจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินและการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คน รวมจำนวน 10 คน รวมเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 35 คน

โดยมองว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากสายกฎหมาย รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จะทำให้เกิดการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ผู้ขอสงวนความเห็น ระบุว่า อยากเสนอให้กรรมาธิการกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจน โดยให้มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ คือ ส่วนแรกมาจากสูตร 28 หยิบ 1 ส่วนอีก 10 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐสภาจะเลือก ซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ เพราะห่วงว่าหากไม่เขียนระบุไว้ อาจจะไม่ได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 จะทำให้เสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดได้หมด กลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วถูกกำกับโดยเสียงข้างมากของรัฐสภาที่ไปรวมตัวกัน ทั้ง สส. สว. สามารถกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญได้หมด

ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่า แม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน แต่อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องได้บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ส่วนเรื่องการยึดโยงการเลือกตั้ง สำหรับผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากให้ถูกตีความว่า เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ขณะที่เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครมาเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ก็มี กกต. เป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ดังนั้นกรรมาธิการขอยืนตามร่างที่เสนอ

ภายหลังการอภิปราย ประธานในที่ประชุม ได้ถามมติว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขในมาตรา 256/2 หรือไม่ ซึ่งมติที่ประชุม เห็นด้วย 421 เสียง ไม่เห็นด้วย 138 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง หลังจากผ่านมติให้มีการแก้ไขแล้ว ประธานในที่ประชุม ได้ถามมติอีกรอบว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 317 เสียง ไม่เห็นด้วย 256 เสียง งดออกเสียง 17 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง ก่อนพิจารณาในมาตราต่อไป

“จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง เกี่ยวกับสูตรการเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข้อกังวลหลักคือสูตรที่อาจเปิดช่องให้มีการจัดตั้งคนร่างรัฐธรรมนูญโดยพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไม “จาตุรนต์” ถึงห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ?

เหตุผลที่นายจาตุรนต์แสดงความกังวลนั้นมาจากการที่สูตรการเลือกอาจทำให้เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภามีอำนาจในการกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญได้มากเกินไป หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญที่ได้อาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้

การมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มหาชน และรัฐศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความรอบด้านและเป็นที่ยอมรับ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกคน การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญควรเปิดกว้างและโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและร่วมกันหาจุดร่วมจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ที่มา – “จาตุรนต์” ห่วงสูตรเลือก กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ เปิดช่องพรรคการเมืองจัดตั้งคนร่าง

“ณัฐวุฒิ” ห่วงยุบสภาหนีแก้รัฐธรรมนูญ ถก 2 วันพอมั้ย?

กมธ.แก้รัฐธรรมนูญยังกังวลเรื่องการชิงยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เผยว่ามี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนถึงวาระ 3

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวถึงการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ในวันที่ 10-11 ธันวาคม ว่าเนื้อหาของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้เสนอคำแปรญัตติกับผู้สงวนคำแปรญัตติ ไม่แน่ใจว่าจะพิจารณาเสร็จใน 2 วันหรือไม่ แต่กมธ.พร้อมที่จะตอบทุกคำถาม คาดว่าจะพิจารณาในวาระ 3 ช่วงวันที่ 29 ธันวาคม ซึ่งก็คือจะเสร็จก่อนช่วงเวลาปีใหม่ อยากให้รัฐบาลส่งสัญญาณถึงประชาชนที่กำลังรอกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเสร็จทันสิ้นปีหรือไม่ เพราะเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกับการตั้งคำถามประชามติ

อย่างไรก็ตาม กมธ.ไม่ได้ละเลยปัจจัยทางการเมืองที่มีกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม หรืออาจจะปล่อยให้ผ่านวาระ 2 ไปก่อน แล้วค่อยยุบสภา เหมือนไม่อยากให้รัฐธรรมนูญผ่าน หรือนำเอารัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันที่ไปเกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมนั้น กมธ.ตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์และความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหาย อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสามารถทำควบคู่กันไปได้

“ณัฐวุฒิ” รับ วง กมธ. ห่วงรัฐบาลชิงยุบสภาหนีแก้รัฐธรรมนูญ ไม่แน่ใจถก 2 วันเสร็จไหม

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ขณะนี้มีเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นแตกต่างกันอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. องค์กรร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.พิจารณาให้มีหน้าที่เป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ แต่พรรคเพื่อไทยและสว.บางคนอยากให้เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยมองว่าหากมี ส.ส.ร. จะสร้างความเข้าใจและมีกระบวนการที่ประชาชนเคยเห็นในอดีต
  2. การออกแบบของ กมธ. มีกลไกการรับฟังความคิดเห็นและกลไกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งสองกลไกมาจากสูตร 20 หยิบ 1 ทำให้ กมธ.หลายคนกังวลว่าจะนำไปสู่ปัจจัยการฮั้วหรือการบล็อกโหวตหรือไม่ ในประเด็นนี้ต้องคำนึงถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยว่าสภาชุดหน้าหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่หลักประกันของสูตร 20 หยิบ 1 คืออย่างน้อยทุกฝ่ายจะมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อบุคคล
  3. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าให้เขียนหลักการพื้นฐานหรือเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญฉบับถัดไปในการจัดทำรัฐธรรมนูญรอบนี้ด้วย ก่อนที่จะถามประชาชน ซึ่งในขณะนี้ร่างของพรรคประชาชนมีการแตกออกมาบ้างแล้วว่าควรจะต้องเขียนเรื่องใดบ้าง

เชื่อว่าไม่ว่าจะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างไร สมาชิกรัฐสภาก็มุ่งมั่นที่จะสร้างกลไกเพื่อปลดล็อกไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่การปลดล็อกต่างๆ มองว่าไม่มีประเด็นใดที่จะทำให้ไม่สามารถเดินหน้าจนจบวาระ 3 ได้ ไม่มีปัจจัยใดที่จะขัดขวางการพิจารณา เราพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น จะน่าเสียดายที่สุดหากมีการยุบสภาก่อนซึ่งจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จทั้งที่ใกล้จะสำเร็จมากที่สุดในรอบ 8-9 ปีที่ผ่านมา

ความกังวลเรื่องยุบสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่นายณัฐวุฒิหยิบยกมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการ“ณัฐวุฒิ” รับ วง กมธ. ห่วงรัฐบาลชิงยุบสภาหนีแก้รัฐธรรมนูญ ไม่แน่ใจถก 2 วันเสร็จไหม ว่าอาจจะไม่สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี หากมีการยุบสภาเกิดขึ้นก่อน

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่รัฐบาลอาจตัดสินใจยุบสภาในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องและความคืบหน้าของกระบวนการดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” รับ วง กมธ. ห่วงรัฐบาลชิงยุบสภาหนีแก้รัฐธรรมนูญ ไม่แน่ใจถก 2 วันเสร็จไหม

อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

พรรคภูมิใจไทย เปิดรับผู้สมัคร สส.กทม.- ทั่วประเทศ “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค.นี้ รอฟังสัญญาณ แง้ม จ่อนำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขอความเห็นชอบ ครม. ก่อนขอเปิดประชุมวิสามัญ ถกวาระ 2

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ในช่วงเช้ามีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในส่วนของตัวแทนประจำจังหวัดและประธานสาขาพรรค เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาครบ 11 คน และเตรียมทำไพรมารีโหวตต่อไป ส่วนช่วงบ่ายเป็นการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ย้ำกับที่ประชุมให้สมาชิกทุกคนเตรียมตัวในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยให้ฟังสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎรว่าจะมีวาระสำคัญหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อไปว่า นายอนุทินแจ้งต่อที่ประชุมว่าจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน MOA กับพรรคประชาชน เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนเสนอต่อประธานรัฐสภาให้เปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 คาดว่าจะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ และเปิดประชุมในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวแคมเปญรับผู้ที่มีความจำนง จะร่วมงานการเมืองกับพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัด ซึ่งจะมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ทางด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงสมัคร สส.ในพื้นที่ กทม. เกินกว่า 3 เท่า มีทั้ง สส. ปัจจุบัน, อดีต สส., นักการเมืองท้องถิ่น, นักธุรกิจ, ข้าราชการ, เอกชน, คนรุ่นใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาจะร่วมกันคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมที่สุดเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า

“พรรคขอเชิญชวนคนไทยทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติ มีอุดมการณ์ มีใจทำงานเพื่อบ้านเมืองและเสียสละ โดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องรู้จักใคร สามารถวอล์กอินเข้ามาสมัครที่พรรคภูมิใจไทยได้เลย พรรคยินดีต้อนรับ”

จากกรณีที่โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงท่าทีและความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ จึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนให้สมาชิกพรรคเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

นอกจากเรื่องการเตรียมพร้อมของสมาชิกพรรคแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค การผลักดันนโยบายนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน

ความสำคัญของวันที่ 12 ธันวาคม ที่ อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

การที่นายอนุทินระบุวันที่ 12 ธันวาคม เป็นวันที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ ทำให้เกิดคำถามว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่จะเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองในภาพรวม หรือเป็นเพียงวาระภายในของพรรคภูมิใจไทยเอง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคภูมิใจไทย ในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรค การมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจกับพื้นที่เมืองหลวง

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การโฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรค หรือติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคผ่านช่องทางต่างๆ

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ หากอภิปรายไม่ไว้วางใจ?

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อ “ภราดร” ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเร่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า โอกาสที่จะชนะการโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นริบหรี่เต็มที หากเสียงไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247 เสียง นายกรัฐมนตรีก็อาจจะต้องพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันท์ฐกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ได้กล่าวถึงการยื่นเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 ว่า คาดการณ์ว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า โดยวันที่ 21 พฤศจิกายน การพิจารณาจะเสร็จสมบูรณ์ และสัปดาห์หน้าจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวน

ครม. ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวโน้มการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ซึ่งนายกฯ และครม. ไม่ได้ขัดข้องหากคณะกรรมาธิการมีความพร้อม และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 8-11 ธันวาคม

ความท้าทายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอาจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดรตอบว่า ต้องพิจารณาว่าเป็นการอภิปรายคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ หรือเป็นรายบุคคล หากรัฐบาลแพ้การโหวต จะส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรืออาจเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจทางการเมือง เช่น การยุบสภา ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดเดาได้

นายภราดร ยังกล่าวเสริมว่า รัฐบาลไม่ได้หวาดกลัวต่อการตรวจสอบ แต่ด้วยสถานะที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โอกาสที่จะชนะเสียงในสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องพิจารณาว่าเสียงโหวตไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247 เสียงหรือไม่ หากมีมากกว่านั้น นายกรัฐมนตรีก็อาจจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของรัฐบาลผสม และความสำคัญของการเจรจาต่อรองทางการเมือง การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการที่จะผลักดันวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ?

การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นับเป็นเดิมพันที่สำคัญของรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้ ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่หากรัฐบาลไม่สามารถผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และต้องการผลักดันให้สำเร็จ
  • การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความท้าทายที่สำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญ
  • เสียงของ สส. แต่ละคนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ
  • อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลยังคงไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับผลของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนจาก สส. และการตอบสนองของประชาชน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นกระบวนการที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยขณะนี้ช่างเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง ทุกการตัดสินใจของผู้มีอำนาจจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ รับหากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อยู่ไม่ได้

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

“บวรศักดิ์” เล็งเลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 พร้อมแก้ รธน.

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นรัฐสภาให้ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่เกินวันที่ 20 ธ.ค.นี้ แนะรัฐสภา – รัฐบาลประสานเวลาให้ดี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระแรก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พร้อมนำข้อมูลการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภาส่งให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจรัฐสภา แต่การทำประชามติ ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อหารือกับ กกต. กำหนดวันลงประชามติ และคำถามประชามติ จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ใน 2 กรณีคือ 1. กรณีที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่ให้ยุบสภาใน 4 เดือน จะครบกำหนดยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรณียุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน วันที่เหมาะสมจะเลือกตั้งที่สุดคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเอ็มโอเอ

วาระ 3 ต้องโหวตไม่เกิน 20 ธ.ค.68

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำประชามติมาเกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันออกเสียงประชามติ ในระหว่าง 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณให้ออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 นั้น ดังนั้นกรอบเวลา 90 วัน คือวันที่ 30 ธ.ค. 2568 จะเป็นวันที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติ หมายความว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค. 2568 เผื่อระยะเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ และ กกต. และหารือกำหนดวันทำประชามติที่จะเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 จึงต้องขอความกรุณารัฐสภาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 วันที่ 15-20 ธ.ค. 2568

ไทม์ไลน์ที่2 ลงมติวาระสาม ม.ค.69

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์กรณีที่ 2 ที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว และมีประกาศบังคับใช้ จะทำให้รัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้นคือ หากยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค. 2569 แต่กรอบเวลาการประกาศวันทำประชามติจะลดจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน ดังนั้น วันสุดท้ายที่จะประกาศวันทำประชามติคือ วันที่ 29 ม.ค. 2569 หากเป็นเช่นนี้ รัฐสภาต้องลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค. 2569 และ เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต. ได้ ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นไปตามเอ็มโอเอ และ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ต้องมีการประสานงานกันในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอไทม์ไลน์ที่รัฐบาลมองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

จากข่าวการวางปฏิทินการเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ของ “บวรศักดิ์” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการประชามติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

ทำไมต้องเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569?

การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามกฎหมาย การที่นายบวรศักดิ์ได้เสนอไทม์ไลน์ที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นการช่วยให้รัฐสภาและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของกำหนดการ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาในวาระต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ การที่รัฐสภาสามารถลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามกำหนด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การจัดการประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การที่รัฐบาลกำหนดวันประชามติให้สอดคล้องกับวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 จะช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการออกไปใช้สิทธิของตน

เพื่อให้การเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามกระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตย

ที่มา – “บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

โฆษกรัฐบาลย้ำสื่อสารปมบัตร 4 ใบและบัตรคนจน

โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุกับประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โฆษกรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องบัตรเลือกตั้งที่อาจมีถึง 4 ใบในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนที่รัฐบาลจะเพิ่มเงินช่วยเหลืออีก 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน แต่เงื่อนไขการใช้สิทธิยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนควรทราบเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชามติกำลังใกล้เข้ามา

โฆษกรัฐบาล

โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาระบุว่า หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 2 ในสภาแล้ว รัฐบาลจะต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง โดยจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่อาจมี 4 ใบ ซึ่งประกอบด้วยบัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ข้อ รวมถึงบัตรเกี่ยวกับการยกเลิก MOU อีก 1 ข้อ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า แม้จะมีหลายบัตรแต่การสื่อสารต้องตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันความสับสน เนื่องจากเบอร์ผู้สมัครในบัตรต่างประเภทไม่ตรงกันอยู่แล้ว ประชาชนจะต้องใช้เวลาอยู่ในคูหาเลือกตั้งนานขึ้นเพื่อพิจารณาคำถามแต่ละข้อด้วยวิจารณญาณ รัฐบาลพร้อมสื่อสารรายละเอียด เช่น สีและลักษณะของบัตร เมื่อกกต. ประกาศอย่างเป็นทางการ

รายละเอียดการสื่อสารปมบัตร 4 ใบ

การมีบัตรถึง 4 ใบในครั้งนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนรู้สึกงุนงง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อน โฆษกรัฐบาลชี้ว่า รัฐบาลต้องเริ่มประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาร่างในสภา โดยติดตามทิศทางของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้ข้อมูลสุดท้ายที่ชัดเจน หากรวมทุกร่างเข้าด้วยกัน อาจเกิดความขัดแย้งในแนวทางได้ ดังนั้น การรอผลจากกมธ. ก่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน

นอกจากประเด็นการเลือกตั้งแล้ว โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลจะเพิ่มเงินจำนวน 850 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวมทั้งสิ้น 1,700 บาท สิทธิประโยชน์ทั้งหมดยังคงเดิมตามที่เคยมีมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากเดิมสามารถถอนเงินสดได้ ก็ยังถอนได้ตามปกติ หากไม่สามารถถอน ก็ยังคงเงื่อนไขเดิม โครงการนี้มุ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ถือบัตรคนจน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

บัตรสวัสดิการ
ประชาสัมพันธ์

เงื่อนไขการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุมผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โครงการเพิ่มเงิน 850 บาทนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้สามารถซื้อสินค้าจำเป็น สิทธิการใช้บัตรยังคงเดิม เช่น การซื้อสินค้าที่ร้านค้าที่ร่วมโครงการ การใช้บริการรักษาพยาบาล การเดินทางสาธารณะ และอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข รัฐบาลย้ำว่า โครงการนี้เพื่อช่วยเหลือโดยตรงให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ถือบัตรนับล้านรายทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนจากรัฐบาลในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารทางการเมืองไหลเวียนอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อมูลเท็จได้ หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการ แนะนำให้ติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกกต. และกระทรวงการคลัง เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์

  • ติดตามการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการที่ธนาคารหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีสติเพื่ออนาคตของประเทศ

สุดท้ายนี้ การปรับปรุงระบบการเลือกตั้งและสวัสดิการสังคมเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดัน หวังว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่

ที่มา – โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

ปชน. ผุดโมเดลยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คนละเรื่อง สว.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ที่เลือกกันเอง ลั่น ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

วันที่ 17 กันยายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะผ่านกลไกเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยโมเดล 2 คณะ คือ คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และคณะผู้แทนประชาชน ว่า มีความใกล้เคียงกับโมเดลที่เราเคยเสนอไปแล้ว ใน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือก 2 ใบนั้น ไม่ได้ต่างกับการเลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ คิดว่าไม่ได้ซับซ้อนเกินไป แต่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม คณะผู้แทนประชาชน คล้ายกับสภาที่ปรึกษา หรือสภากำกับดูแล จะเป็นคนที่มีตัวแทนทุกจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประชาชน และเมื่อมีความคืบหน้าของร่าง ก็นำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้นำมายกร่าง หรือเขียนข้อความ เรากังวลถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุ รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราจึงวางเป็น 2 คณะแบบนี้

เมื่อถามต่อ มั่นใจว่าปิดช่องไว้ครบหมดแล้วใช่หรือไม่ ว่าจะไม่มีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง นายพริษฐ์ ย้ำว่า ในมุมของพรรคประชาชนเรายกร่างโดยพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าพรรคอื่นก็คำนึงถึงตรงนี้ แต่หากพูดระหว่างทางไม่ใช่ว่าใครจะเป็นคนร้องได้ เพราะเป็นมติของรัฐสภา หากเราเห็นตรงกันก็ไม่มีใครไปร้องได้ ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีกลไกป้องกันไม่ให้อิทธิพลการเมืองเข้ามาครอบงำผู้สมัคร เช่น กรณีฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ นายพริษฐ์ ตอบว่า ไม่เหมือนการเลือก สว. อยู่แล้ว ไม่ใช่ให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเอง ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการเลือก สว.เลย ส่วนเรื่องอิทธิพลทางการเมือง ถ้าเรายึดมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตย เราให้ความสำคัญกับกระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงตัดสินใจในแต่ละเรื่อง หากเรากังวลใจว่าคณะไหนจะถูกอิทธิพลกลุ่มการเมืองมาผูกขาดหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะจะทำให้ไม่สามารถมีกลุ่มทางการเมืองกลุ่มใดผูกขาดการกำกับคณะดังกล่าวได้ เพราะประชาชนโดยธรรมชาติย่อมมีความเห็นที่หลากหลาย.

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

พรรคประชาชน (ปชน.) ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็น 2 คณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากการคัดเลือก สว. ในปัจจุบัน ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมือง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ปชน. มองการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่างจากการเลือก สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เน้นย้ำว่า กระบวนการปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ ในขณะที่การเลือก สว. มีข้อจำกัดและอาจถูกครอบงำได้ง่ายกว่า โมเดลของ ปชน. จึงมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

ข้อเสนอของ ปชน. มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ: มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • คณะผู้แทนประชาชน: ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำเสนอต่อคณะผู้ร่าง

การแบ่งเป็น 2 คณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การที่ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังวลที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การที่ทุกพรรคการเมืองให้ความร่วมมือและมีความตั้งใจจริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

การติดตามความคืบหน้าของโมเดลนี้ และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม

ที่มา – ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

Scroll to top