ลงมติ

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อต่างประเทศทันที หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเสียงข้างมากรับรองให้ ท็อดด์ แบลนช์ (Todd Blanche) อดีตทนายความส่วนตัวของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการจับตามองจากทุกภาคส่วน

เปิดเส้นทางสู่เก้าอี้อัยการสูงสุด

ก่อนหน้านี้ ท็อดด์ แบลนช์ ได้ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งอัยการสูงสุดมาเป็นเวลานานหลายเดือน นับตั้งแต่การปลด แพม บอนดี ออกจากตำแหน่ง การลงมติในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 49 เสียง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เฉียดฉิว โดยได้เสียงชี้ขาดจาก บิล แคสซิดี วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน แม้ว่าตัวเขาเองจะมีประวัติที่ค่อนข้างซับซ้อนกับทางพรรคและตัวอดีตประธานาธิบดีก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลดังนี้:

  • การจัดตั้งกองทุนปริศนา: มีการตั้งคำถามถึงกองทุนมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อ้างว่าเพื่อชดเชยผู้ถูกรัฐบาลคุกคาม แต่กลับถูกมองว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ต้องหาในคดีบุกรัฐสภา
  • ความกังวลเรื่องความเป็นกลาง: วุฒิสมาชิกฝ่ายเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน รวมถึงลิซา เมอร์เคาสกี แสดงความกังวลว่าแบลนช์อาจไม่สามารถต้านทานพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงของรัฐบาลได้
  • ความขัดแย้งทางผลประโยชน์: บทบาทเดิมของแบลนช์ในการดูแลคดีภาษีของทรัมป์ ทำให้เกิดคำถามเรื่องการใช้อำนาจในอนาคต

หลังการรับรองตำแหน่ง สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในวงการการเมืองอย่างหนัก โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำฝ่ายเดโมแครตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า นี่คือการเปิดประตูสู่การทุจริตในกระทรวงยุติธรรม แต่ในฝั่งของผู้สนับสนุนอย่าง ชัค กราสสลีย์ กลับมองว่าแบลนช์เป็นผู้ที่มีความอดทนและมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งสำคัญนี้

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในฐานะอัยการสูงสุด แบลนช์จะสามารถก้าวข้ามข้อครหาและพิสูจน์ความสามารถในการบริหารกระทรวงยุติธรรมให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนได้อย่างไร หรือเขาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแทรกแซงทางการเมืองอย่างที่ฝ่ายค้านกังวลไว้หรือไม่

ที่มา – สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

ศาล รธน. ชี้ชะตา กม. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน แส จิ้นเจียง

วันนี้จับตา! ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมลงมติเกี่ยวกับกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีของ “เฉอ จื้อเจียง” หรือ “แส จิ้นเจียง” เจ้าของบ่อนชื่อดัง ซึ่งถูกทางการจีนร้องขอให้ส่งตัวกลับประเทศ โดยทาง “แส จิ้นเจียง” ได้ยื่นเรื่องต่อศาลว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ลุ้นระทึก! ศาล รธน. ลงมติ กม. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน แส จิ้นเจียง

ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 9.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในคดีที่ศาลอุทธรณ์ได้ส่งคำโต้แย้งของ นายแส จี้นเจียง (SHE Zhijiang) หรือ เฉอ จื้อเจียง ผู้ถูกร้องในคดีหมายเลขดำ ที่ ผด 1/2567 หมายเลขแดงที่ พ.ศ. 3494/2568 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 19 และมาตรา 21 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4, 5, 25, 26, 27 และ 29 หรือไม่

ก่อนหน้านี้ ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงได้ยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันนี้ สำหรับคดีของ แส จิ้นเจียง ถือเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก

ที่มาของคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน แส จิ้นเจียง

คดีนี้มีที่มาจากกรณีที่ศาลอาญาได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ส่งตัว นายแส จิ้นเจียง เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน โดยทางการจีนกล่าวหาว่า นายแส จิ้นเจียง ได้ทำการเปิดเว็บไซต์การพนัน รวมทั้งบ่อนกาสิโนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่า 150 ล้านหยวน หรือประมาณกว่า 700 ล้านบาท

การพิจารณาคดี แส จิ้นเจียง ในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และอาจเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีอื่นๆ ในอนาคตได้

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 19 และมาตรา 21 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การส่งตัวนาย แส จิ้นเจียง ไปยังประเทศจีนก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็จะถูกระงับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายแส จิ้นเจียง ยกขึ้นมาโต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด และศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาประเด็นเหล่านี้อย่างไร การตัดสินใจของศาลในวันนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว คดีนี้ยังมีความซับซ้อนในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคำร้องขอจากรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ การพิจารณาคดีนี้จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร คดีนี้ก็ได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การพิจารณาคดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในยุคโลกาภิวัตน์ ที่อาชญากรรมข้ามชาติมีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน

ที่มา – ลุ้นศาล รธน. ลงมติ กม.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีจีนขอส่งตัว “แส จิ้นเจียง” เจ้าของบ่อน

ไทยดันสำเร็จ! “ปราบสแกมเมอร์” วาระ IPU

(ภาพจาก youtube)

รัฐสภาโลก IPU โหวตเกิน 2 ใน 3 รับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตรที่ขอให้บรรจุเรื่อง สแกมเมอร์-อาชญากรรมองค์กร เป็นวาระเร่งด่วน ในขณะที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 28 ต.ค. 2568 ที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 ลงคะแนนเสียงรับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตร ที่ขอให้บรรจุเรื่อง “อาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์” เป็นวาระเร่งด่วนในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU เพียงเรื่องเดียวในปีนี้ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 850 เสียง และไม่เห็นด้วย 200 เสียง

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ในวงกว้าง จึงต้องการให้รัฐสภาทั่วโลกรับทราบ และแสดงบทบาทร่วมกัน ในการจัดการปัญหาภายใต้กรอบนิติบัญญัติ

ญัตติดังกล่าวว่าด้วยเรื่องการดำเนินการของรัฐสภา เพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตย และความมั่นคงของมนุษย์ เสนอต่อที่ประชุมโดย รัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน และได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มละตินอเมริกา และแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส

หนึ่งในประเทศที่คัดค้านการเสนอร่างญัตติของไทยคือรัสเซีย โดยอ้างว่าไทยทำผิดขั้นตอน แต่คณะกรรมการของ IPU ยืนยันว่าไม่ผิด ขณะที่ ผู้แทนจากรัฐสภากัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ร่วมโหวตในครั้งนี้

ไทยผลักดัน “ปราบสแกมเมอร์” สำเร็จในเวที IPU

นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยในการผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกอย่างการปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนในการประชุม IPU (Inter-Parliamentary Union) ที่จัดขึ้น ณ ประเทศกัมพูชา การที่รัฐสภาโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

ร่างญัตติที่เสนอโดยประเทศไทยและพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประเทศสมาชิก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง การที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวตในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองถึงท่าทีของประเทศต่อการปราบสแกมเมอร์ในอนาคต

ความสำคัญของการผลักดันวาระ “ปราบสแกมเมอร์”

การผลักดันวาระปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนของ IPU มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในระดับนานาชาติเกี่ยวกับภัยร้ายของอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งมักมีลักษณะข้ามชาติและยากต่อการจัดการด้วยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การที่ IPU ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นให้รัฐสภาของประเทศสมาชิกต่างๆ เร่งพิจารณาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการปราบสแกมเมอร์

ความร่วมมือในระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามชาติในการก่อเหตุ ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก การมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนจะช่วยให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ประเทศไทยทำสำเร็จในเวที IPU ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านภัยร้ายจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nationtv

ที่มา – ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

Scroll to top