ลดค่าไฟฟ้า

ขนส่งฯ เร่งช่วยอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมถือครองรถ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่พลาดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเนื่องจากปัญหาเรื่องการถือครองทะเบียนรถ ไม่ต้องกังวลไปครับ! เพราะตอนนี้ทางกรมการขนส่งทางบกกำลังเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ขนส่งฯ เร่งช่วยอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมถือครองรถ ค้างภาษีรถยังไม่ต้องจ่าย เพื่อให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมและเข้าถึงสิทธิ์ที่ควรได้รับตามนโยบายรัฐบาลอย่างแท้จริง

ขนส่งฯ เร่งช่วยอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมถือครองรถ

ในช่วงที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากมายื่นคำร้องที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องอายุการใช้งานรถ รถสูญหาย หรือแม้แต่รถที่ถูกโอนลอยไปแล้วแต่ยังมีชื่อติดอยู่ในระบบฐานข้อมูล ซึ่งทางอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบข้อมูลอย่างเร่งด่วน

ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีค้างชำระ

สำหรับใครที่กังวลว่าหากค้างภาษีรถอยู่ แล้วจะทำเรื่องอุทธรณ์ไม่ได้นั้น บอกเลยว่าสบายใจได้ครับ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีรถก่อนยื่นคำร้อง ขนส่งฯ เร่งช่วยอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมถือครองรถ ค้างภาษีรถยังไม่ต้องจ่าย เพียงแค่มายื่นอุทธรณ์และให้ถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักฐานก็เพียงพอแล้วครับ ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายและเข้าถึงสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น

สาเหตุหลักที่ประชาชนมายื่นคำร้อง มีดังนี้:

  • กรณีอายุการใช้งานรถเกินเกณฑ์ที่กำหนด
  • รถสิ้นสภาพการใช้งานหรือรถสูญหาย
  • รถถูกขายออกไปแล้วแต่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์
  • รถถูกยึดโดยไฟแนนซ์
  • การถูกแอบอ้างชื่อเพื่อซื้อรถโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง

ในส่วนของพื้นที่ที่มีผู้มายื่นคำร้องสูงสุด หนีไม่พ้นจังหวัดนครราชสีมา ตามด้วยบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ กรมฯ ขอยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง หากพบเห็นเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินสามารถร้องเรียนได้ทันทีครับ

ทางเราหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่กำลังประสบปัญหาการถือครองรถนะครับ หากคุณมีความจำเป็นต้องดำเนินการ แนะนำให้รีบไปติดต่อสำนักงานขนส่งใกล้บ้านโดยเร็ว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของท่านให้ทันตามกำหนดเวลาครับ

ที่มา – ขนส่งฯ เร่งช่วยอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมถือครองรถ ค้างภาษีรถยังไม่ต้องจ่าย

รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบเดือน ก.ย. ใช้อัตราใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีเรื่องปากท้องที่ต้องบอกต่อครับ! หลายคนคงเริ่มสงสัยกันแล้วว่าทำไมค่าไฟช่วงนี้ดูมีทิศทางที่ดีขึ้น ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่า รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบเดือน ก.ย. ใช้อัตราใหม่ โดยจะเน้นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนด้วยการคิดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในอัตราที่ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยครับ

รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบเดือน ก.ย. ใช้อัตราใหม่ พร้อมเงื่อนไขที่ควรรู้

การปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่ตั้งใจลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนไทยทั่วประเทศครับ โดยท่านรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องขั้นตอนที่ยุ่งยากเลย เพราะท่านจะได้รับสิทธิ์นี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือโหลดแอปพลิเคชันใดๆ ให้เสียเวลาครับ

รายละเอียดการคิดค่าไฟรอบใหม่ที่ทุกคนต้องทราบ

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน มาดูสรุปประเด็นสำคัญที่ รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบเดือน ก.ย. ใช้อัตราใหม่ ในครั้งนี้กันครับ:

  • ทุกบ้านที่ใช้ไฟฟ้าจะได้รับสิทธิ์คิดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยทันที
  • การปรับอัตรานี้จะเริ่มแสดงผลในบิลรอบเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป จากการใช้ไฟในเดือนสิงหาคม
  • หากมีการใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วย ส่วนที่เกินจะคิดตามอัตราปกติ
  • มีการแยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิล เพื่อให้ค่าไฟโดยรวมถูกลงกว่าเดิม

นอกจากนี้ สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสูงสุด 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน แต่ในส่วนนี้ต้องเน้นย้ำว่าท่านจำเป็นต้องลงทะเบียนกับการไฟฟ้าโดยตรงภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 นะครับ ไม่อย่างนั้นอาจจะเสียสิทธิ์ในส่วนสนับสนุนพิเศษนี้ไปได้

การที่ รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบเดือน ก.ย. ใช้อัตราใหม่ ถือเป็นความตั้งใจจริงในการช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผมมองว่านโยบายนี้จะช่วยให้พวกเราแต่ละบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากเลยทีเดียว อย่าลืมตรวจเช็คใบแจ้งหนี้รอบเดือนกันยายนนี้กันให้ดีนะครับ แล้วถ้าใครยังไม่ได้ลงทะเบียนสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ ก็รีบไปจัดการให้เรียบร้อยก่อนหมดเขตนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบเดือน ก.ย. ใช้อัตราใหม่ คิดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาท ทุกหลัง

โซลาร์ภาคประชาชน สมัครออนไลน์ ขายไฟคืน 2.20 บาท

ยุคนี้เทรนด์พลังงานสะอาดมาแรงสุดๆ ใครที่กำลังวางแผนอยากประหยัดค่าไฟในบ้าน บอกเลยว่าพลาดไม่ได้กับโครงการ โซลาร์ภาคประชาชน ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านทั่วไปเปลี่ยนหลังคาบ้านให้กลายเป็นจุดผลิตไฟฟ้าใช้งานเอง แถมยังขายไฟส่วนเกินคืนให้กับรัฐบาลได้อีกด้วย ถือเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าทั้งในแง่การลดรายจ่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครับ

เกาะติดความคุ้มค่ากับโครงการ โซลาร์ภาคประชาชน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเข้าร่วมโครงการแล้วจะได้อะไรบ้าง? ความน่าสนใจของ โซลาร์ภาคประชาชน คือการที่รัฐบาลรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากการผลิตในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี โดยที่คุณสามารถติดตั้งได้สูงสุดถึง 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ซึ่งถ้าคำนวณดีๆ ยิ่งใช้ไฟน้อยและผลิตได้มาก ก็ยิ่งคืนทุนไวและมีรายได้เสริมเข้ามาช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้านได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ

วิธีสมัครเข้าร่วม โซลาร์ภาคประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับขั้นตอนในการสมัครนั้นบอกเลยว่าสะดวกสบายมาก เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างทำผ่านระบบออนไลน์ได้ทั้งหมด ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่การไฟฟ้าด้วยตัวเอง โดยแบ่งการสมัครตามพื้นที่ดังนี้ครับ:

  • พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ: ยื่นคำขอผ่านระบบ My Energy ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ที่เว็บไซต์ https://myenergy.mea.or.th
  • พื้นที่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ: ยื่นคำขอผ่านระบบ PPIM ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ผ่านเว็บไซต์ https://ppim.pea.co.th/app/v1/project/solar/detail/6a3df059ee9f0e286c0a1766

ทางรัฐบาลได้กำชับให้ทั้ง กฟน. และ กฟภ. ดูแลเรื่องกระบวนการแบบ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบคุณสมบัติ ไปจนถึงการติดตั้งและการเริ่มขายไฟเข้าระบบครับ

การเปลี่ยนหลังคาให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มค่าทางการเงินเท่านั้น แต่มันคือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศเราในระยะยาว การที่เราช่วยกันผลิตพลังงานสะอาดใช้เอง จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างมลพิษได้มากทีเดียวครับ หากใครสนใจแนะนำให้เข้าไปศึกษารายละเอียดและเตรียมเอกสารให้พร้อม แล้วกดสมัครผ่านระบบออนไลน์กันได้เลยครับ เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ไม่อยากให้เพื่อนๆ พลาดจริงๆ ในยุคที่ค่าไฟแพงแบบนี้ครับ

ที่มา – “โซลาร์ภาคประชาชน” สมัครออนไลน์ได้แล้ว ขายไฟคืนรัฐได้ 2.20 บาท/หน่วย นาน 10 ปี

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูสูงผิดปกติกันบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่พูดถึงกันในวงกว้าง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเรื่อง จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนโดยตรง

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

ปัญหาเรื่องค่าไฟส่องสว่างริมทางและไฟสาธารณะที่แฝงมากับบิลค่าไฟบ้านของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งนายพิพัฒน์ยอมรับว่าเป็นความจริงที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกผลักภาระมาให้ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะค่าไฟจากทางหลวงชนบทที่ปีหนึ่งสูงถึง 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

แนวทางการแก้ไขปัญหา ค่าไฟแฝง อย่างยั่งยืน

นายกฯ ได้กำชับให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมหาทางออกที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้อีกต่อไป โดยแนวทางที่กำลังพิจารณามีดังนี้ครับ:

  • การเปลี่ยนมาใช้หลอด LED: กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการเปลี่ยนโคมไฟบนถนนให้เป็นระบบ LED เพื่อช่วยประหยัดพลังงานลงได้ถึง 40-50% ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟภาพรวม
  • การหาแหล่งงบประมาณใหม่: รัฐบาลกำลังหารือกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อหาผู้ชำระแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชนผ่านค่า FT
  • ความรับผิดชอบในระดับนโยบาย: รัฐบาลมุ่งเน้นการจัดการระบบให้มีความโปร่งใส ไม่ให้ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางมาแฝงอยู่ในบิลครัวเรือนอีกต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาให้ความสำคัญและพยายาม จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนี่คือการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าการบริหารจัดการงบประมาณครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและเห็นผลในเร็ววันนี้ครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งเร่งจัดการปม “ค่าไฟแฝง” ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกอยู่ในค่า FT

ข่าวดี! เคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่

ข่าวดีรับปีใหม่! เตรียมเฮรับของขวัญจากภาครัฐเมื่อ กกพ. เคาะค่าไฟงวด ม.ค.-เม.ย. 2569 เหลือเพียง 3.88 บาทต่อหน่วย ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

เคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ จริงหรือ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งที่ 44/2568 (ครั้งที่ 986) วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) ประจำเดือน มกราคม – เมษายน 2569 ตามข้อเสนอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยละ 3.94 บาท เพื่อให้มีเงินคืนค่าภาระต้นทุนคงค้าง (ค่า AF) ให้กับ กฟผ. 6,141 ล้านบาท

แต่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้ปรับปรุงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ด้วยเหตุนี้ กฟผ. จึงเสนอขอปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นหน่วยละ 3.88 บาท เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน นับเป็นข่าวดีเรื่องเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ที่น่าจับตามอง

“กกพ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายถึง กฟผ. เป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้ กกพ. พิจารณา ดังนั้น กกพ. จึงพิจารณาตามข้อเสนอใหม่ของ กฟผ. ที่คำนวณค่า Ft ตามราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. คาดว่าจะลดลงจากการที่ราคา LNG ปรับจาก 12.5 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู ลงมาเหลือ 11.6 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู เป็นผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ กฟผ. เสนอมาในครั้งแรกหน่วยละ 3.94 บาท ปรับลดเหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยคิดเป็นค่า Ft สำหรับเรียกเก็บในงวดประจำเดือน มกราคม – เมษายน 2569 ลดลงจากเดิม 15.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 9.72 สตางค์ต่อหน่วย” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวถึงที่มาของการเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่

ทำไมถึงเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ ได้?

ปัจจัยหลักที่ทำให้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ มาจากการที่ ปตท. ปรับปรุงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย กฟผ. จึงเสนอขอปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ถูกลง

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพิจารณาค่าไฟฟ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและวิชาการ โดยคำนึงถึงวินัยทางการเงินควบคู่ไปด้วย กกพ. อาศัยข้อมูลประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงล่าสุดจาก กฟผ. และ ปตท. รวมถึงข้อเสนอการปรับลดภาระค่า AF ประกอบการพิจารณา เพื่อให้การกำกับดูแลรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้า และภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน กกพ. จะติดตามสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงและภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. อย่างใกล้ชิดต่อไป

การปรับลดค่าไฟฟ้าครั้งนี้ ถือเป็นเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง จะช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านอื่นๆ มากขึ้น

นอกจากนี้ การปรับลดค่าไฟฟ้ายังส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การปรับลดค่าไฟฟ้าเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น การแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานในระยะยาว และการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้า 3.88 บาทต่อหน่วย จะมีผลบังคับใช้สำหรับงวดเดือนมกราคม – เมษายน 2569 นี้เท่านั้น หลังจากนั้น กกพ. จะพิจารณาปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าอีกครั้งตามสถานการณ์ราคาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – แจกของขวัญปีใหม่ เคาะค่าไฟเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย งวด ม.ค.-เม.ย. 2569

รวมไทยสร้างชาติ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ

พรรครวมไทยสร้างชาติ จัดประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัช เตาปูน” นั่งเลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง “นราพัฒน์” โผล่นั่งรองหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในการประชุม นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป

นอกจากนี้ ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

รวมไทยสร้างชาติ ประชุมใหญ่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาติ มาร่วมกันติดตามข่าวสารและสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น เพื่อสร้างประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน

ทิศทางต่อไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ

หลังจากที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้จัดการประชุมใหญ่และมีการเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรคเสร็จสิ้น สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือทิศทางและนโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

การประชุมใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้ หวังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

รวมไทยสร้างชาติ มุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศในทางที่ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนและติดตามการทำงานของพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “รวมไทยสร้างชาติ” ประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัชวาลล์” ขึ้นเลขาธิการพรรค

Scroll to top