ลดภาระค่าใช้จ่าย

รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตสำหรับใครที่กำลังแบกรับภาระหนี้สินอยู่ครับ เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ผลักดันโครงการดีๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ โดยเฉพาะความสำเร็จของโครงการ รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนกลับมามีชีวิตที่สดใสและตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง

รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย ให้คุณสบายใจได้มากขึ้น

การจัดการปัญหาหนี้สินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่รัฐบาลได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงินกว่า 40 แห่ง เพื่อเดินหน้าโครงการไกล่เกลี่ยหนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ไปจนถึงหนี้ กยศ. โดยข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าการที่ รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 3,530 ล้านบาท และยังช่วยปลดภาระให้ผู้ค้ำประกันอีกกว่า 20,000 คนด้วยครับ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมจริงๆ เพราะนอกจากจะลดความตึงเครียดให้ลูกหนี้แล้ว ยังเป็นการสร้างความยุติธรรมในสังคมอีกด้วย

โอกาสทองสำหรับลูกหนี้! มหกรรมแก้หนี้สัญจร

สำหรับเพื่อนๆ ที่พลาดโอกาสในช่วงที่ผ่านมา ไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะรัฐบาลยังคงเดินหน้าจัดมหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือนและยุติธรรมพบประชาชนต่อเนื่องอีก 6 จังหวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569 นี้ ได้แก่:

  • จังหวัดราชบุรี
  • จังหวัดเพชรบุรี
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • จังหวัดภูเก็ต
  • จังหวัดยะลา
  • จังหวัดปทุมธานี

หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้หรือใกล้เคียง อย่าพลาดโอกาสที่จะเข้าไปปรึกษากฎหมายหรือขอไกล่เกลี่ยหนี้ โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกรมบังคับคดี หรือโทรสอบถามสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 หรือ 79 ได้เลยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้มองว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและจัดการกับมันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม การที่ รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หากเราใช้กลไกที่ถูกต้องและความช่วยเหลือจากภาครัฐ เราทุกคนก็มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตทางการเงินได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ต่อไปนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้าน

MRT 4 สายร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่ม 1 มิ.ย. 69

ข่าวดีสำหรับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำครับ เพราะรัฐบาลเตรียมเดินหน้าเต็มสูบกับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพด้วยโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางในทุกๆ วันของคุณ

รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ประกาศข่าวดีให้ประชาชนทราบว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมระบบเพื่อรองรับการใช้งานโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 อย่างเป็นทางการ ซึ่งครอบคลุมรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, สายสีเหลือง และสายสีชมพู โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขที่คุณควรทราบดังนี้ครับ:

วิธีใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

  • รัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารให้ 60% ส่วนคุณจ่ายเองเพียง 40%
  • จำกัดวงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
  • จำกัดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
  • ใช้งานง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • ใช้ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานี

มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังสนับสนุนให้ทุกคนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อการลดมลพิษในอากาศและลดความแออัดบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วนอีกด้วย สำหรับใครที่ยังไม่มีแอปเป๋าตัง อย่าลืมรีบไปดาวน์โหลดและยืนยันตัวตนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดสิทธิ์จากโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 ในครั้งนี้

ส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้เป็นนโยบายที่จับต้องได้จริงและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองอย่างมาก หวังว่ารัฐบาลจะขยายโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในระยะยาวครับ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีหรือผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ MRT ได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

ใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขึ้นรถไทยสมายล์บัส เริ่มได้แล้ววันนี้

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่รอคอย! ล่าสุดรัฐบาลประกาศเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดให้ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขึ้นรถไทยสมายล์บัส ได้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเริ่มประเดิมนำร่องในระยะแรกจำนวน 23 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใครที่ถือบัตรอยู่เตรียมตัวแตะบัตรขึ้นรถได้เลยครับ สะดวกสบายกว่าเดิมเยอะ

แนวทางการใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขึ้นรถไทยสมายล์บัส

การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมและบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางในแต่ละวันของพี่น้องประชาชน โดยการเปิดใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขึ้นรถไทยสมายล์บัส ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มความคล่องตัวให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยได้ง่ายขึ้น

วิธีใช้สิทธิเดินทางและการขยายเส้นทางบริการ

สำหรับขั้นตอนการใช้งานนั้นง่ายมาก เพียงแค่คุณพกบัตรประชาชนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใบเดิมไปแตะที่เครื่องอ่านบัตร (EDC) บนรถโดยสารไทย สมายล์ บัส ก็สามารถใช้สิทธิวงเงินค่าเดินทางได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เงินสด ซึ่งรัฐบาลได้วางเป้าหมายไว้ว่าภายในวันที่ 15 มิถุนายนที่จะถึงนี้ จะขยายจำนวนเส้นทางจากการเปิดใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขึ้นรถไทยสมายล์บัส ครบทั้ง 124 เส้นทาง เพื่อครอบคลุมการเดินทางให้ทั่วถึงมากที่สุด

เส้นทาง 23 เส้นทางแรกที่เริ่มใช้สิทธิได้แล้ว มีตัวอย่างเช่น:

  • เส้นทางรังสิต – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • เส้นทางตลาดไท – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • เส้นทางสมุทรปราการ – เอกมัย
  • เส้นทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – สนามไชย
  • เส้นทางอ้อมใหญ่ – ท่าราชวรดิฐ
  • สายเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ทางด้านบริษัท ไทย สมายล์ บัส ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาทเพื่อติดตั้งระบบรองรับการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้บนรถโดยสารกว่า 2,000 คัน เพื่อรองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอยู่กว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่พำนักในกรุงเทพฯ กว่า 500,000 คน ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้โดยตรง

ในอนาคต กระทรวงคมนาคมยังเตรียมแผนปรับเส้นทางเดินรถให้เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นฟีดเดอร์ (Feeder) ส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรางได้อย่างไร้รอยต่อ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งไทยที่จะช่วยประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าของคุณได้อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รัฐบาลเปิดใช้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ขึ้นรถไทยสมายล์บัส เริ่ม 23 เส้นทาง ตั้งเป้าครบ 124 เส้นทาง

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพงและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านวิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า โดยยืนยันว่าเงินก้อนนี้จะส่งตรงถึงมือชาวบ้านจริงๆ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่เอาไปสร้างถนนแบบในอดีต

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์โต้แย้งฝ่ายค้านที่กล่าวหาว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเพียง “ตีเช็คเปล่า” โดยนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า แตกต่างจากโครงการกู้เงินในยุคก่อนหน้าที่มักนำเงินไปใช้กับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ถนนหรือสะพาน ซึ่งเงินไม่ค่อยถึงมือประชาชนโดยตรง

สำหรับ พ.ร.ก.ล่าสุดนี้ เงินทั้งหมดจะถูกส่งตรงถึงประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทแรก สำหรับเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การช่วยเหลือดอกเบี้ยสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบคนละครึ่ง ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าระยะยาวให้กับประชาชน

ทำไมต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินด่วน

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายค้านอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งต่างจากอดีตที่เงินกู้มักถูกใช้กับโครงการขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเข้าเงื่อนไขเร่งด่วน เนื่องจากงบกลางปีปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการก่อนที่งบประมาณปี 2568 จะออกมา

นอกจากนี้ ยังมีการตอบโต้กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความเร่งด่วนของ พ.ร.ก. โดยยืนยันว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลได้ตรวจสอบแล้วว่าครบถ้วนตามเงื่อนไขทุกประการ

รายละเอียดโครงการที่เงินจะถึงมือประชาชน

  • ไทยช่วยไทยพลัส (2 แสนล้านบาทแรก): โครงการนี้จะช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยอาจเป็นเงินสดหรือบัตรช่วยเหลือเพื่อลดค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถยนต์ ส่งตรงเข้าบัญชีประชาชน ลดภาระค่าครองชีพทันที
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (2 แสนล้านบาทหลัง): สนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) รัฐช่วยดอกเบี้ย 50% ประชาชนช่วยอีก 50% ช่วยให้บ้านเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟฟ้าต่อเดือนหลายร้อยบาท สอดคล้องกับนโยบายพลังงานยั่งยืน

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนนับหมื่นตำแหน่ง

จากประสบการณ์ในอดีต การกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานมักใช้เวลานานและเงินรั่วไหล แต่รูปแบบใหม่นี้เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เงินเข้าบัญชีตรง ประชาชนได้ประโยชน์จริง “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า อย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การช่วยเหลือแบบนี้เป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่หันมาโฟกัสประชาชนเป็นศูนย์กลาง แทนการลงทุนโครงสร้างที่อาจล่าช้า คุณล่ะคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า แจงเงินถึงมือชาวบ้านผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส”

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ได้รับเสียงตอบรับดี

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ของรัฐบาลกำลังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน หลังจากผลสำรวจ นิด้าโพล ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะสินเชื่อเกษตรและอุดหนุนค่าน้ำมัน ล่าสุดรัฐบาลยังเตรียมลุยช่วยค่าไฟฟ้าเริ่มเดือนมิถุนายนนี้

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

วันที่ 27 เมษายน 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลกำลังเกาะติดทุกเสียงสะท้อนจากประชาชน หลัง 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ได้รับคะแนนเสียงตอบรับสูง จากผลโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ที่สำรวจระหว่าง 20-21 เมษายน พบว่าประชาชนกว่า 70% เห็นด้วยกับมาตรการหลักๆ โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระตรงจุด

มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร ขนส่ง ไปจนถึงพลังงานสะอาด ช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือใช้มากขึ้นในยามเศรษฐกิจผันผวน

สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง มาตรการยอดฮิต

หัวใจของ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ คือโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับเกษตรกร วงเงินสูงสุด 100,000 บาท ได้รับการโหวตสูงสุดที่ 71.30% จากผู้ตอบแบบสอบถาม ช่วยให้ชาวนาชาวสวนเข้าถึงทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้มั่นคง

อุดหนุนค่าน้ำมันช่วยภาคขนส่ง

  • รถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล: 68.78% เห็นด้วย
  • รถโดยสารไม่ประจำทางมินิบัส/ตู้: 66.87%
  • รถบัสไม่ประจำทาง: 65.50%
  • รถบรรทุกต่ำกว่า 10 ล้อ (รวมกระบะ): 65.26%
  • แท็กซี่: 64.12%
  • มอเตอร์ไซค์รับจ้าง: 62.14%
  • รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป: 62.51%

มาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนการเดินทางและขนส่งสินค้า ทำให้ราคาสินค้าที่消费者จ่ายไม่แพงเกินไป สะท้อนว่าประชาชนเห็นคุณค่าของการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า

สินเชื่อ EV และโซลาร์เซลล์ ดันพลังงานสะอาทิตย์

อีกมาตรการน่าสนใจคือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์และซื้อรถ EV ได้รับการยอมรับ 56.49% แสดงถึงเทรนด์หันมาใช้พลังงานทางเลือก ลดค่าไฟและน้ำมันในระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการจาก 300 เป็น 400 บาท และเตรียมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คล้ายคนละครึ่ง แต่เพิ่มวงเงิน คาดเริ่มใช้เดือนมิถุนายน

รัฐบาลลุยช่วยค่าไฟฟ้าเดือนมิถุนายน

สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย กว่า 14 ล้านครัวเรือน จะได้ลดค่าไฟ โดยกระทรวงพลังงานเสนอครม. ลดเรต 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ปรับโครงสร้างแบบขั้นบันได ยิ่งใช้มากยิ่งแพง สนับสนุนการประหยัดพลังงาน

ผู้ใช้เกิน 200 หน่วย สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษี และรับซื้อไฟส่วนเกิน ลดขั้นตอนราชการให้รวดเร็ว

โพลเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลปรับนโยบายได้ตรงใจประชาชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ

ในมุมมองของเรา 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน แนะนำให้ติดตามและใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – รัฐบาลเกาะติดเสียง ปชช. หลัง 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพเสียงตอบรับดี ลุยช่วยค่าไฟ เริ่ม มิ.ย. นี้

ไทยสร้างไทย ชู “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” ช่วยพ่อแม่!

พรรคไทยสร้างไทย เปิดนโยบายเด่น “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” จ่ายเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ หวังลดภาระค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำ งบประมาณมอเตอร์จีพียังมี ทำไมจะไม่มีงบลงทุนเพื่อสร้างเด็กไทย?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้แถลงนโยบายสำคัญ เพื่อช่วยเหลือคนไทยให้หลุดพ้นจากความเหนื่อยยาก โดยเน้นย้ำถึงปัญหาอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงอย่างน่ากังวล ปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่เพียง 460,000 คนต่อปีเท่านั้น สาเหตุหลักมาจากความกังวลของพ่อแม่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยนี้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต ทำให้ GDP อาจเติบโตได้ไม่เกิน 2% เนื่องจากจำนวนคนวัยทำงานและกำลังซื้อลดลงอย่างมาก ในขณะที่ครอบครัวที่มีบุตรอยู่แล้ว ก็ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง จนรายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่งผลเสียต่อการดูแลด้านโภชนาการและการพัฒนาสมองของเด็กไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คูปองเลี้ยงเด็กไทย: แก้ปัญหาปากท้อง สร้างชาติ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เสนอนโยบายที่จะช่วยให้คนไทยหายเหนื่อย และคลายความกังวลเกี่ยวกับการมีบุตร ด้วยการมอบ คูปองเลี้ยงเด็กไทย มูลค่า 2,000 บาทต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงบุตรมีอายุ 6 ขวบ เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวเป็นช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมองและร่างกายของเด็กให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยคูปองนี้สามารถใช้แลกซื้อนม วิตามิน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ใช้ในการดูแลบุตร ตามคำแนะนำของแพทย์ในโครงการ เพื่อให้เด็กไทยได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ได้รับโภชนาการที่ดี เสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ไปได้มาก นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต รวมถึงเป็นการจูงใจให้คู่สมรสตัดสินใจมีบุตร เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ที่มาของงบประมาณ คูปองเลี้ยงเด็กไทย

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ และแหล่งที่มาของงบประมาณจำนวนมหาศาลหลักหมื่นล้านบาทต่อปีนั้น พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่า นโยบายนี้มีความคุ้มค่าและสามารถทำได้จริง หากมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะมีเงินเหลือเพียงพอที่จะนำมาลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของเด็กไทยได้อย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังได้เปรียบเทียบว่า แม้แต่โครงการใหญ่อย่างการจัดการแข่งขันมอเตอร์จีพี ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาท ก็ยังสามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ แล้วเหตุใดจึงจะไม่สามารถลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของชาติได้?

พรรคไทยสร้างไทยจึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองมั่นใจในประสบการณ์การบริหารงานที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ว่าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูบุตรได้อย่างแน่นอน และมั่นใจว่าโครงการ คูปองเลี้ยงเด็กไทย จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และมีคุณภาพในอนาคต

นโยบาย“คูปองเลี้ยงเด็กไทย” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติอย่างแท้จริง การสนับสนุนให้เด็กไทยได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่แรกเกิด จะส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – ไทยสร้างไทย เปิดนโยบาย คูปองเลี้ยงเด็กไทย จ่ายเดือนละ 2,000 ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึง 6 ปี

“พิพัฒน์” ยัน ทางพิเศษภูเก็ต เดินหน้าตามแผน

“พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” ตามแผนเดิม เร่งเจรจาการทางพิเศษฯ พิจารณายกเว้นค่าผ่านทางช่วงอุโมงค์กะทู้–ป่าตอง

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการปล่อยข่าวว่าจะชะลอ หรือยกเลิกการก่อสร้างโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ว่า ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าจะเดินหน้าตามแผนเดิม ไม่มีการชะลอหรือยกเลิกอย่างแน่นอน หลังจากมีการทบทวนและหารือร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้ว โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเปิดขายซองและเปิดซองได้ภายในปี 2569 และเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าว เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ตอย่างครบวงจร โดย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานดำเนินการ ซึ่งโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ระยะทางประมาณ 3.98 กิโลเมตร ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ทางยกระดับต่อเนื่อง ระยะทางประมาณ 30.6 กิโลเมตร ซึ่งโครงการผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นโครงการสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางหลักเชื่อมสนามบินภูเก็ตกับป่าตอง

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมหารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ถึงแนวทางยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงอุโมงค์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่เก็บเงินผ่านอุโมงค์ ส่วนทางยกระดับในระยะที่ 2 จะยังคงเก็บค่าผ่านทางตามปกติ เนื่องจากผู้ใช้ถนนสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นทางยกระดับหรือใช้ถนนปกติ

“ผมขอยืนยันว่า อุโมงค์ภูเก็ตจะสร้างแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่กำลังพิจารณาในรายละเอียดเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งแนวโน้มคือไม่เก็บ เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว” นายพิพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ หากคงรูปแบบเดิมไว้ได้โดยไม่ต้องทำอีไอเอใหม่ โครงการจะสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นตามไทม์ไลน์ โดยกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะเดินหน้าเต็มที่ เพื่อให้ภูเก็ตยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีระบบคมนาคมสะดวก ปลอดภัย และรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อยากให้พี่น้องชาวภูเก็ตสบายใจ เราไม่ชะลอ ไม่หยุดแน่นอน และจะพยายามให้การผ่านอุโมงค์ไม่ต้องเสียเงิน เพื่อให้การเดินทางสะดวก ปลอดภัย และประหยัดมากที่สุด นี่คือสิ่งที่ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำชับกระทรวงคมนาคมบอกว่าทำอย่างไรก็ได้ขอให้เกิดความสะดวกในการเดินทาง และลดเรื่องของคำว่า รถติดให้ได้มากที่สุด” นายพิพัฒน์ กล่าว

“โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” เดินหน้าต่อแน่นอน

จากข่าวที่ออกมาสร้างความกังวลใจให้กับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” วันนี้เรามีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบกันว่า ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปตามแผนเดิมอย่างแน่นอน ไม่มีการชะลอหรือยกเลิกใดๆ ทั้งสิ้น

ทำไมโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ตถึงสำคัญ?

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดภูเก็ต เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว และยังช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางหลักที่เชื่อมสนามบินภูเก็ตกับป่าตอง นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตอีกด้วย

โครงการ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะที่ 1: ช่วงกะทู้ – ป่าตอง ระยะทางประมาณ 3.98 กิโลเมตร
  • ระยะที่ 2: ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ ทางยกระดับต่อเนื่อง ระยะทางประมาณ 30.6 กิโลเมตร

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วค่าผ่านทางล่ะจะเป็นอย่างไร? ทางกระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาแนวทางการยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงอุโมงค์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากๆ เลยทีเดียว

ดังนั้นสบายใจได้เลยว่า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” นี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะช่วยให้การเดินทางในภูเก็ตสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เตรียมตัวพบกับภูเก็ตที่เดินทางง่ายกว่าเดิมได้เลย!

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวภูเก็ต อย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม

ที่มา – “พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” ตามแผนเดิม

Scroll to top