ลดอุบัติเหตุ

บิ๊กราญ สั่งดูแลจราจรช่วงวันหยุดยาว บังคับใช้ 10 ข้อหาหลัก

ช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงนี้ ใครที่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านต่างจังหวัดต้องฟังทางนี้ครับ เพราะล่าสุด บิ๊กราญ สั่งดูแลจราจรช่วงวันหยุดยาว บังคับใช้ 10 ข้อหาหลัก เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกคนเดินทางถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

บิ๊กราญ สั่งดูแลจราจรช่วงวันหยุดยาว บังคับใช้ 10 ข้อหาหลัก อย่างเข้มงวด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่ได้รับมาจาก ผบ.ตร. ในช่วงวันหยุดราชการต่อเนื่องช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการการจราจรแบบเชิงรุกที่จะมีการเปิดช่องทางพิเศษในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น และที่สำคัญคือ บิ๊กราญ สั่งดูแลจราจรช่วงวันหยุดยาว บังคับใช้ 10 ข้อหาหลัก เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างจริงจังในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2569

มาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน

สำหรับการบังคับใช้มาตรการเข้มข้นในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ในพื้นที่เสี่ยง และมีการจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยมาตรการ 10 ข้อหาหลักที่เน้นย้ำ ได้แก่:

  • การขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  • การขับรถย้อนศร
  • การไม่สวมหมวกนิรภัย
  • การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
  • การไม่มีใบขับขี่
  • การเมาแล้วขับ
  • การไม่หยุดรถตามสัญญาณจราจร
  • การแซงในที่คับขัน
  • การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
  • การฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนพื้นผิวจราจรในพื้นที่ก่อสร้างให้พร้อมสัญจรสูงสุด เพื่อลดปัญหาคอขวดที่อาจเกิดขึ้นครับ

เคล็ดลับการเดินทางให้ปลอดภัย

นอกเหนือจากความพยายามของเจ้าหน้าที่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากพวกเราทุกคนครับ ก่อนออกเดินทางขอให้ทุกท่านตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญที่สุดคือ “ง่วง ไม่ขับ เมา ไม่ขับ” หากรู้สึกเหนื่อยล้าสามารถแวะพักตามจุดพักรถหรือสถานีตำรวจทางหลวงได้ตลอด 24 ชั่วโมง การรักษาวินัยจราจรไม่เพียงแต่ช่วยลดอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยให้คุณและครอบครัวใช้ช่วงเวลาวันหยุดยาวนี้ได้อย่างมีความสุขที่สุดครับ

สำหรับใครที่ต้องการสอบถามเส้นทางหรือแจ้งเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 หรือสายด่วน 191 ได้ทันทีครับ

ที่มา – บิ๊กราญ สั่งดูแลจราจรช่วงวันหยุดยาว บังคับใช้ 10 ข้อหาหลัก ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์

คมนาคมปัดฝุ่นแบริเออร์ยาง ดันถนนปลอดภัยปี 70

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีที่กำลังจะทำให้การเดินทางของเราปลอดภัยขึ้นเยอะเลยนะครับ กระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้ปัดฝุ่นนโยบาย แบริเออร์ยาง ขึ้นมาอีกครั้ง สั่งการให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเร่งทดสอบมาตรฐาน เพื่อนำยางพารามาใช้จริงบนถนน คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2570 เลยทีเดียว นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ช่วยเซฟชีวิตผู้ใช้ถนน แต่ยังช่วยพยุงราคายางพาราให้เกษตรกรฐานรากด้วยนะครับ

แบริเออร์ยาง คืออะไร และทำไมถึงเจ๋งขนาดนี้?

แบริเออร์ยาง หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากยางพาราธรรมชาติ เช่น แผ่นยางครอบกำแพงคอนกรีต (RFB), หลักนำทางยาง (RGP), และแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก (RGC) เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางข้างทางครับ จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่ามันช่วยดูดซับแรงกระแทกได้เพิ่ม 25-45% ลดการบาดเจ็บลง 35-40% เลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่บ่อยครั้งเจ็บหนักเพราะชนขอบคอนกรีตแข็งๆ

ผลวิจัยยืนยันประสิทธิภาพแบริเออร์ยาง

มาดูกันครับว่าทำไม แบริเออร์ยาง ถึงได้รับการผลักดันขนาดนี้ ผลการศึกษาชี้ชัดว่ามันนุ่มนวล ดูดซับแรงได้ดี ไม่เหมือนแบริเออร์เก่าที่แข็งกระด้าง นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะใช้ยางพาราไทยแท้ ช่วยลดขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถาน

  • ลดความรุนแรงบาดเจ็บ 35-40%
  • ดูดซับแรงกระแทก 25-45%
  • เซฟชีวิตผู้ใช้รถจักรยานยนต์
  • เพิ่มอุปสงค์ยางพาราในประเทศ

นายพิพัฒน์บอกว่าตอนนี้สั่งกรมทางหลวงทั้งสองแห่งบูรณาการทดสอบในพื้นที่จริง ก่อนขยายไปจุดเสี่ยงทั่วประเทศ เช่น ทางโค้ง เกาะกลางถนน และอาจต่อยอดไปยังเนินชะลอความเร็วหรือแผ่นกันลื่นจากยางพาราด้วย ถ้าสำเร็จ จะสร้างตลาดยางพาราใหญ่โต สนับสนุนสหกรณ์ยางกว่า 29 แห่งที่ลงทุนเครื่องจักรไปแล้ว

ประโยชน์รอบด้านจากนโยบายแบริเออร์ยาง

นอกจากความปลอดภัยแล้ว นโยบายนี้ยังช่วยแก้ปัญหายางพาราไทยที่ราคาตกต่ำมานาน เกษตรกรจะมีตลาดมั่นคงขึ้น รัฐบาลเลยผลักดันให้ทดสอบตามมาตรฐานวิศวกรรมจราจรสูงสุด คาดปี 2570 ถนนไทยจะปลอดภัยกว่าเดิมเยอะครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพถนนที่แบริเออร์นุ่มๆ ไม่ต้องกลัวลื่นไถลชนตายอีกต่อไป

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นไอเดียสุดยอดเลยครับ เพราะรวมสองประเด็นสำคัญ คือความปลอดภัยสาธารณะและเศรษฐกิจฐานราก ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะเห็นถนนไทยน่าขับขี่ขึ้นแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้นะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยกัน!

ติดตามข่าวนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่ ที่นี่

ที่มา – “คมนาคม” ปัดฝุ่นแบริเออร์ยาง ดันยางพาราสู่ถนนปลอดภัย คาดใช้จริงปี 70

โตโยต้าถนนสีขาว เดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! ช่วงเทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้วนะครับ ซึ่งเป็นเวลาที่หลายคนตั้งตารอคอยที่จะสาดน้ำเล่นสนุก แต่ก็เป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนพุ่งสูงสุดด้วยเหมือนกัน โตโยต้าถนนสีขาว จึงไม่รอช้า รีบเดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยทางถนนทันที ด้วยแนวคิดหลัก “เซฟชีวิต หยุดขับเร็ว” เพื่อให้ทุกคนเดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัย สร้างจิตสำนึกให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย ลดอุบัติเหตุลงให้ได้มากที่สุด

โตโยต้าถนนสีขาว รณรงค์ความปลอดภัยสงกรานต์

โตโยต้าถนนสีขาว

โครงการ โตโยต้าถนนสีขาว นี้ Toyota Motor Thailand ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 38 ปีแล้วครับ มุ่งเน้นสร้าง “สังคมคนขับรถดี” โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ ที่ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุคือ “ความเร็ว” สถิติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่าความเร็วเกินทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงและเสียชีวิตจำนวนมากในไทย ถ้าเราทุกคนช่วยกันลดความเร็ว ปฏิบัติตามป้ายจราจร ก็น่าจะลดตัวเลขลงได้เยอะเลย

กิจกรรมโตโยต้าถนนสีขาว ในช่วงสงกรานต์
โตโยต้าถนนสีขาว สนับสนุนจุดพักรถ

กิจกรรมรณรงค์โตโยต้าถนนสีขาว ในสงกรานต์ 2569

ปีนี้ โตโยต้าถนนสีขาว ร่วมมือกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมคุมประพฤติ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), และกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับรณรงค์และตั้งจุดพักรถใน 8 จังหวัดสำคัญทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้พักผ่อน หยุดขับเร็ว ลดความเมื่อยล้า

  • กรุงเทพมหานคร
  • ฉะเชิงเทรา
  • นครราชสีมา
  • ชลบุรี
  • พระนครศรีอยุธยา
  • นครสวรรค์
  • ราชบุรี
  • เพชรบุรี

ของที่แจกมีทั้งยาดมสดชื่นกว่า 30,000 ชิ้น ช่วยให้ผู้ขับรู้สึกผ่อนคลายระหว่างทาง และเสื้อกั๊กสะท้อนแสง 500 ตัว สำหรับอาสาสมัคร เพื่อความปลอดภัยยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้เรื่องขับรถปลอดภัย ไม่เมาไม่ขับ ไม่ใช้โทรศัพท์ ผูกเข็มขัดนิรภัยเสมอ

ยาดมและเสื้อกั๊กจากโตโยต้าถนนสีขาว
จุดพักรถ โตโยต้าถนนสีขาว สงกรานต์

ในมุมมองของผม การรณรงค์แบบนี้ช่วยสร้างวัฒนธรรมขับรถดีได้จริงๆ ครับ เพราะไม่ใช่แค่แจกของ แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ถ้าทุกคนช่วยกัน “เซฟชีวิต หยุดขับเร็ว” เทศกาลนี้เราจะสนุกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอุบัติเหตุ ลองนึกภาพถนนโล่งปลอดภัย ครอบครัวสมบูรณ์ น่าจะดีที่สุดเลย

เคล็ดลับขับรถปลอดภัยช่วงสงกรานต์: ขับไม่เกิน 90 กม./ชม. บนทางหลวง พักทุก 2 ชม. ตรวจรถก่อนออกเดินทาง ดื่มน้ำมากๆ ไม่ฝืนขับเมื่อง่วง และใช้แอปเช็คจราจรเสมอ ถ้าทำได้แบบนี้ การเดินทางของคุณจะราบรื่นแน่นอน!

มาสนับสนุนโครงการโตโยต้าถนนสีขาวกันเถอะครับ ขับรถดี ชีวิตดี สงกรานต์นี้ปลอดภัยทุกเส้นทาง ร่วมกันสร้างสังคมคนขับรถดีตั้งแต่วันนี้!

ที่มา – โตโยต้าถนนสีขาว เดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กปีใหม่ 69 จากขวดรีไซเคิล

ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569

“ไทยเบฟ” มอบเสื้อกั๊กรักษ์โลกสะท้อนแสงผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลขวด PET กระบองไฟจราจรและเครื่องดื่มสนับสนุนการทำงานเจ้าหน้าที่ รณรงค์การลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ประธานโครงการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยเบฟร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่างๆ มากมาย ภายใต้โครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ ชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งลดการเกิดบัติเหตุต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 และได้ขยายความเชื่อมโยงสู่แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการมอบเสื้อกั๊กรักษ์โลกสะท้อนแสง ผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลขวด PET ตามแนวนโยบาย BCG Model ในเรื่องของการ Reuse นำกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้ขวดน้ำที่ใช้แล้ว หรือ ขวด PET จำนวน 13 ขวด เข้าสู่กระบวนถักทอเป็นเส้นใยจนได้เสื้อกั๊กรักษ์โลก 1 ตัว และนำไปมอบให้หน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยวันนี้ ได้นำเสื้อกั๊กจำนวน 5,250 ตัว ช่วยลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกได้ถึง 68,650 ขวด กระบองไฟจำนวน 2,300 ชิ้น และน้ำดื่มจำนวน 1,070 แพ็ค มอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระจายไปยังเจ้าหน้าที่ตามด่านชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่บนท้องถนน ตลอดจนดูแลให้พี่น้องประชาชน เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

ไทยเบฟส่งมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงรีไซเคิลช่วงปีใหม่ 2569

นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนและส่งเสริมให้มีการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการในลักษณะยึดพื้นที่เป็นตัวตั้งบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการดำเนินงานอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ตลอดจนดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน หมู่บ้าน อาสาสมัครต่างๆ และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งจากคน ยานพาหนะ ถนนและสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย มูลนิธิและอาสาสมัครต่าง ๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือ เสียสละ ทุ่มเท กำลังกาย กำลังใจ มาร่วมปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนและของรัฐ

นายกร พันธุเสน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นนทบุรี กล่าวว่า จ.นนทบุรี โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดนนทบุรี ได้กำหนดให้มีการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้หัวข้อหลัก ในการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พลเรือน และอาสาสมัครต่างๆ ในการอำนวยความสะดวกความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ มูลนิธิและอาสาสมัครต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนและบริษัท ไทยเบฟฯ ที่ได้ร่วมส่งมอบอุปกรณ์และสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569

โครงการ ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569 นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่าการรีไซเคิลขยะพลาสติกสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย และสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าได้จริง การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ยังเป็นการแสดงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเวลาและความสุขส่วนตัวเพื่อดูแลความปลอดภัยของพวกเราทุกคน หวังว่าโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ องค์กรหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์โครงการดีๆ เพื่อสังคมต่อไป

การที่ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เสื้อกั๊กเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่ยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกอีกด้วย

ที่มา – ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569

ลดอุบัติเหตุปี 69 คุมเข้ม 7 วันอันตรายปีใหม่

“พิพัฒน์” ประชุมคณะกรรมการ นปถ. ขับเคลื่อนแผนลดอุบัติเหตุปี 69 ด้าน มท.3 ย้ำผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด รณรงค์ใช้รถใช้ถนนปลอดภัย 7 วันอันตรายปีใหม่ 30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 เข้มดื่มไม่ขับ-สวมหมวกนิรภัย

เวลา 10.00 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คณะกรรมการ นปถ. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและช่วงวันหยุด พ.ศ. 2569 โดยกำหนดแนวทางดำเนินการในช่วงปีใหม่ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 และเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 10-16 เมษายน 2569 โดยมีมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน 5 มาตรการ ได้แก่ 1. ด้านบริหารจัดการ 2. ด้านการลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม 3. ด้านการลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ 4. ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย และ 5. ด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบการขับเคลื่อน “ปฏิญญามาร์ราเกซ” (Marrakech Declaration) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ประสานดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง เพื่อนำปฏิญญาดังกล่าวไปเป็นแนวทางดำเนินการร่วมกัน เพื่อบรรลุตามที่ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายไว้

นอกจากนี้ นายศักดิ์ดา ยังได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ “วันที่ 21 มกราคม วันปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ในทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในห้วง 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลวันปีใหม่ 2569 นี้ ขอให้ทุกจังหวัดกำชับกวดขันผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เข้มงวดดื่มไม่ขับ โดยให้ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ช่วยกันสร้างความรับรู้และตระหนัก ในเรื่องดื่มไม่ขับ เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้.

ลดอุบัติเหตุปี 69 กำชับ 7 วันอันตรายปีใหม่ เข้มดื่มไม่ขับ-สวมหมวกนิรภัย

เทศกาลปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนคงกำลังวางแผนเดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวพักผ่อน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความปลอดภัยในการเดินทาง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งออกมาตรการเพื่อ ลดอุบัติเหตุปี 69 ในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ โดยเน้นย้ำเรื่องการดื่มไม่ขับและการสวมหมวกนิรภัย

จากข่าวการประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) ที่ผ่านมา มีการพิจารณาแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุปี 69 ทั้งช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ โดยมีมาตรการครอบคลุมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การปรับปรุงถนนและสภาพแวดล้อม การตรวจสอบยานพาหนะ การรณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎจราจร และการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ

มาตรการสำคัญเพื่อ ลดอุบัติเหตุปี 69

หนึ่งในมาตรการที่ถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษคือการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื่มแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากนี้ การสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุได้

  • ดื่มไม่ขับ: หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและขณะขับรถ หากจำเป็นต้องดื่ม ควรให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ไม่ดื่มเป็นคนขับ หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ
  • สวมหมวกนิรภัย: ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ทุกคนต้องสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันศีรษะจากการบาดเจ็บ
  • ตรวจสอบสภาพรถ: ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งานก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเบรก ยาง และไฟส่องสว่าง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: หากต้องขับรถระยะทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการง่วงซึมและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
  • ขับรถด้วยความระมัดระวัง: ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า

การ ลดอุบัติเหตุปี 69 ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่ใช้รถใช้ถนน การปฏิบัติตามกฎจราจรและการมีวินัยในการขับขี่ จะช่วยให้เราทุกคนเดินทางได้อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินทาง เพื่อให้ทุกท่านได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีความสุขกับการเริ่มต้นปีใหม่

ที่มา – ลดอุบัติเหตุปี 69 กำชับ 7 วันอันตรายปีใหม่ เข้มดื่มไม่ขับ-สวมหมวกนิรภัย

“พิพัฒน์” ยัน ทางพิเศษภูเก็ต เดินหน้าตามแผน

“พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” ตามแผนเดิม เร่งเจรจาการทางพิเศษฯ พิจารณายกเว้นค่าผ่านทางช่วงอุโมงค์กะทู้–ป่าตอง

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการปล่อยข่าวว่าจะชะลอ หรือยกเลิกการก่อสร้างโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ว่า ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าจะเดินหน้าตามแผนเดิม ไม่มีการชะลอหรือยกเลิกอย่างแน่นอน หลังจากมีการทบทวนและหารือร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้ว โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเปิดขายซองและเปิดซองได้ภายในปี 2569 และเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าว เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ตอย่างครบวงจร โดย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานดำเนินการ ซึ่งโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ระยะทางประมาณ 3.98 กิโลเมตร ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ทางยกระดับต่อเนื่อง ระยะทางประมาณ 30.6 กิโลเมตร ซึ่งโครงการผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นโครงการสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางหลักเชื่อมสนามบินภูเก็ตกับป่าตอง

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมหารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ถึงแนวทางยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงอุโมงค์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่เก็บเงินผ่านอุโมงค์ ส่วนทางยกระดับในระยะที่ 2 จะยังคงเก็บค่าผ่านทางตามปกติ เนื่องจากผู้ใช้ถนนสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นทางยกระดับหรือใช้ถนนปกติ

“ผมขอยืนยันว่า อุโมงค์ภูเก็ตจะสร้างแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่กำลังพิจารณาในรายละเอียดเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งแนวโน้มคือไม่เก็บ เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว” นายพิพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ หากคงรูปแบบเดิมไว้ได้โดยไม่ต้องทำอีไอเอใหม่ โครงการจะสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นตามไทม์ไลน์ โดยกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะเดินหน้าเต็มที่ เพื่อให้ภูเก็ตยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีระบบคมนาคมสะดวก ปลอดภัย และรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อยากให้พี่น้องชาวภูเก็ตสบายใจ เราไม่ชะลอ ไม่หยุดแน่นอน และจะพยายามให้การผ่านอุโมงค์ไม่ต้องเสียเงิน เพื่อให้การเดินทางสะดวก ปลอดภัย และประหยัดมากที่สุด นี่คือสิ่งที่ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำชับกระทรวงคมนาคมบอกว่าทำอย่างไรก็ได้ขอให้เกิดความสะดวกในการเดินทาง และลดเรื่องของคำว่า รถติดให้ได้มากที่สุด” นายพิพัฒน์ กล่าว

“โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” เดินหน้าต่อแน่นอน

จากข่าวที่ออกมาสร้างความกังวลใจให้กับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” วันนี้เรามีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบกันว่า ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปตามแผนเดิมอย่างแน่นอน ไม่มีการชะลอหรือยกเลิกใดๆ ทั้งสิ้น

ทำไมโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ตถึงสำคัญ?

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดภูเก็ต เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว และยังช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางหลักที่เชื่อมสนามบินภูเก็ตกับป่าตอง นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตอีกด้วย

โครงการ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะที่ 1: ช่วงกะทู้ – ป่าตอง ระยะทางประมาณ 3.98 กิโลเมตร
  • ระยะที่ 2: ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ ทางยกระดับต่อเนื่อง ระยะทางประมาณ 30.6 กิโลเมตร

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วค่าผ่านทางล่ะจะเป็นอย่างไร? ทางกระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาแนวทางการยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงอุโมงค์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากๆ เลยทีเดียว

ดังนั้นสบายใจได้เลยว่า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” นี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะช่วยให้การเดินทางในภูเก็ตสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เตรียมตัวพบกับภูเก็ตที่เดินทางง่ายกว่าเดิมได้เลย!

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวภูเก็ต อย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม

ที่มา – “พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” ตามแผนเดิม

Scroll to top