ลวรณ แสงสนิท

คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่รอคอยความหวังเกี่ยวกับสวัสดิการภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องราวของ คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อการคัดกรองผู้มีสิทธิในอนาคตครับ

คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม.

ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้ออกมาเผยความคืบหน้าว่า ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ จะมีการเสนอหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฉบับใหม่เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การคัดกรองมีความแม่นยำและเป็นธรรมมากที่สุด โดยย้ำชัดเจนว่าทั้งคนเก่าและคนใหม่จะต้องใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติครับ

รายละเอียดการปรับเกณฑ์และไทม์ไลน์สำคัญ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่หลายคนอยากรู้ เมื่อทาง คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้ แล้วนั้น จะมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ยกเลิกการใช้หลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบิดามารดาในการพิจารณาสิทธิ
  • กำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีของผู้สมัครต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ใช้มาตรฐานเดียวกันในการคัดกรองคนทั้งระบบ เพื่อให้งบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ขั้นตอนหลังจากได้รับความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว ทางคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ จะดำเนินการยืนยันข้อมูลในระบบทันที เพื่อให้พร้อมต่อการประกาศผลอย่างเป็นทางการครับ

สรุปและไทม์ไลน์ที่ควรทราบ

เพื่อให้เพื่อนๆ ไม่พลาดโอกาสสำคัญ ทางกระทรวงการคลังได้วางกำหนดการไว้ดังนี้ครับ:

  • วันที่ 14 ก.ค. 2569: เสนอหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม ครม.
  • วันที่ 16 ก.ค. 2569: คณะกรรมการประชารัฐฯ ยืนยันข้อมูลในระบบ
  • วันที่ 17 ก.ค. 2569: ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ

เชื่อว่าการอัปเดตระบบในครั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดสรรสวัสดิการให้ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ครั้งใหญ่แต่ทางคลังก็มั่นใจว่าระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันในปัจจุบันจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นครับ สำหรับใครที่รอผลอยู่ เตรียมตัวเช็กสถานะกันได้เลยในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ และหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจากทางฝั่งภาครัฐ ผมจะรีบนำมาสรุปให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันทันทีครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับข่าวดีและผ่านเกณฑ์การพิจารณากันถ้วนหน้านะครับ!

ที่มา – คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. นัดแรก เศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. นัดแรก เศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการประชุมครั้งสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้าปฏิบัติภารกิจนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. นัดแรก เศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก ซึ่งหลายฝ่ายต่างกังวลกับภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่ดูเหมือนสัญญาณบวกจะเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว

มุมมองภาคเอกชนต่อทิศทางเศรษฐกิจ

ทางด้านคุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนและนักลงทุนว่า จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เชื่อมั่นได้ว่า นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. นัดแรก เศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก อย่างที่หลายคนกังวล เพราะทางรัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือและตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อเข้ามากู้สถานการณ์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากกรอบการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ดูดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยได้เป็นอย่างดี

  • รัฐบาลเดินหน้าแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจเต็มตัว
  • มีการวางกรอบเจรจาระหว่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยง
  • กระทรวงการคลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการสำคัญ

ในส่วนของกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงฯ ก็ได้ย้ำว่าทางหน่วยงานกำลังเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการกลั่นกรองโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อวางรากฐานด้านพลังงานและการฟื้นฟูประเทศให้ยั่งยืน การที่ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. นัดแรก เศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนงานต่างๆ ที่รัฐบาลได้วางไว้นั้น จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้รวดเร็วเพียงใด แต่ด้วยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเช่นนี้ ก็น่าจะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา – นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. นัดแรก “พจน์” เชื่อ ศก.ไทยไม่ชะงักแล้ว รัฐบาลมีแผนพลิกฟื้น

ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด บัตรคนจน ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดเลยนะครับ สำหรับประเด็นการ **ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร** หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐที่เชื่อมโยงกับประเด็นภาษี ซึ่งทำเอาหลายครอบครัวกังวลใจไปตามๆ กันครับ

ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด บัตรคนจน ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน 2569) จะมีการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการ เพื่อหารือในประเด็นนี้โดยเฉพาะครับ โดยจะมีการนำข้อสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลที่ว่าการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดา-มารดา จะส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่สูญเสียสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปหรือไม่

สรุปสถานการณ์และแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับ ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

สำหรับใครที่ยังมีความกังวลใจ ผมอยากสรุปสิ่งที่ควรรู้ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ:

  • ในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมการฯ จะประชุมเพื่อทบทวนหลักเกณฑ์ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ
  • หากมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ ทางกระทรวงการคลังต้องเสนอกระบวนการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
  • ย้ำชัดๆ ว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสิทธิผู้ใดทั้งสิ้น

หลายคนอาจจะถามว่า แล้วตอนนี้เราต้องทำอย่างไร? คำตอบคือ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติครับ กระทรวงการคลังยังคงเปิดให้ผู้ถือบัตรยืนยันตัวตนตามกำหนดการเดิม ตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 21 มิถุนายนนี้ครับ เพื่อนๆ ไม่ต้องตระหนกตกใจไป เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่ายังไม่มีการคัดกรองหรือตัดสิทธิใครในตอนนี้ครับ การที่ **ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร** นั้น เป็นเพียงความพยายามที่จะปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเป็นธรรมและครอบคลุมความต้องการของประชาชนมากขึ้นเท่านั้นครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาขยับตัวและรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในประเด็นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะหัวใจสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หากหลักเกณฑ์เดิมมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบ การทบทวนใหม่ให้สมดุลขึ้นย่อมเป็นทางออกที่ถูกต้องและน่าชื่นชมครับ เรามาติดตามผลการประชุมในวันพรุ่งนี้ไปด้วยกันนะครับว่าจะมีการเคาะออกมาเป็นอย่างไร ฝากเพื่อนๆ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่สับสนกับข่าวลือต่างๆ ครับ

ที่มา – ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร

ล่ม! คลังยกเลิก โครงการรถเก่าแลกใหม่ ติดปัญหาจัดการซาก

หลายคนคงกำลังตั้งตารอคอยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานสะอาด กับข่าวคราวของ โครงการรถเก่าแลกใหม่ ที่เคยเป็นกระแสฮือฮา แต่ล่าสุดดูเหมือนความหวังนี้จะต้องพับเก็บไปก่อน เมื่อกระทรวงการคลังได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า ไม่สามารถดำเนินโครงการนี้ต่อได้เนื่องจากติดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการตีราคารถและการบริหารจัดการซากรถที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ภาครัฐจะแบกรับ

ล่ม! คลังยกเลิก โครงการรถเก่าแลกใหม่ ติดปัญหาตีราคารถ วิธีกำจัดการซากรถ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าสาเหตุที่ โครงการรถเก่าแลกใหม่ ต้องยุติลง เพราะกระทรวงมองว่ารัฐบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าไปแบกรับภาระในการจัดการรถเก่าทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในแง่ของกระบวนการทำลายซากตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และปัญหาโลกแตกอย่างการตีราคารถใช้แล้วที่จะนำมาแลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละคันมีสภาพและความเสื่อมโทรมที่แตกต่างกันไป

ทำไมภาครัฐถึงไม่เดินหน้า โครงการรถเก่าแลกใหม่ ต่อ?

  • ปัญหาการประเมินมูลค่ารถยนต์มือสองที่มีความแตกต่างกันสูง
  • ความยากลำบากในการบริหารจัดการซากรถให้เป็นไปตามมาตรฐานการกำจัดขยะอุตสาหกรรม
  • ภาระงบประมาณและบุคลากรที่ต้องใช้ในการจัดการรถทั่วประเทศ
  • ความร่วมมือจากค่ายรถยนต์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับซื้อรถเก่าคืน

หัวใจสำคัญที่กระทรวงการคลังเน้นย้ำคือ โครงการรถเก่าแลกใหม่ จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการหรือค่ายรถยนต์ต่างๆ ยอมเข้ามารับผิดชอบบริหารจัดการรถเก่าด้วยตนเองเพื่อแลกกับการขายรถใหม่ แต่ในความเป็นจริง การที่ค่ายรถจะเข้ามาแบกรับภาระนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีความเสี่ยงสูง ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในรูปแบบเดิมที่รัฐบาลหวังไว้

อย่างไรก็ตาม นี่อาจไม่ใช่จุดจบของนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานเสียทีเดียว เพราะกรมสรรพสามิตกำลังเร่งศึกษามาตรการใหม่ๆ เพื่อมาทดแทน ซึ่งคาดว่าจะเน้นความคล่องตัวและทำได้จริงมากกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักคือการลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่วางแผนจะเปลี่ยนรถ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าสิทธิประโยชน์ใหม่ที่จะออกมาจากกรมสรรพสามิตจะเป็นอย่างไร ส่วนใครที่มีรถเก่าและต้องการกำจัดทิ้ง การเลือกส่งออกหรือเข้าสู่กระบวนการทำลายซากอย่างถูกต้องตามช่องทางของเอกชนยังคงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ครับ

ที่มา – ล่ม! คลังยกเลิก “โครงการรถเก่าแลกใหม่” ติดปัญหาตีราคารถ วิธีกำจัดการซากรถ

ด่วน! คลังเตือนร้านค้าเดิม เร่งกดยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส

เชื่อว่าหลายร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลคงกำลังตื่นตัวกับโครงการใหม่ล่าสุดอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส กันอยู่ใช่ไหมครับ? โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าเดิมที่ต้องรีบดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังได้ออกมาประกาศแจ้งเตือนล่าสุด เพื่อให้พร้อมรับสิทธิประโยชน์ก่อนเริ่มเปิดใช้จริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นี้

ด่วน! คลังเตือนร้านค้าเดิม เร่งกดยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส

ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังร้านค้าเดิมกว่า 3.4 แสนราย ให้รีบเข้าแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส โดยด่วนครับ แม้ปัจจุบันจะมีร้านค้าเข้าร่วมสะสมไปแล้วกว่า 1.04 ล้านราย แต่ก็ยังมีอีกหลายรายที่ตกหล่นขั้นตอนการกดยืนยัน ซึ่งจะมีผลต่อการรับสแกนจ่ายเงินในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้

ทำไมต้องเร่งกดยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส ก่อน 1 มิ.ย.?

การดำเนินการผ่านแอปฯ ถุงเงินนั้นไม่ยากเลยครับ เพียงแค่เข้าไปตรวจสอบสถานะและกดยอมรับเงื่อนไข เพื่อให้ระบบของท่านพร้อมใช้งานทันทีเมื่อเริ่มโครงการ ทั้งนี้ การกดยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยให้ร้านของคุณไม่พลาดโอกาสทองในการกระตุ้นยอดขายจากการใช้จ่ายของประชาชนทั่วประเทศ หากใครยังไม่แน่ใจว่าทำอย่างไร แนะนำให้รีบตรวจสอบในแอปฯ ถุงเงินทันที เพราะข้อมูลระบุว่ายังมีกลุ่มร้านค้าที่ค้างการยืนยันอยู่อีกจำนวนมาก

สถิติที่น่าสนใจคือกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมมากที่สุดประกอบด้วย:

  • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนกว่า 595,139 ราย
  • ร้านค้าทั่วไป จำนวน 274,334 ราย
  • ร้านธงฟ้า จำนวน 160,702 ราย

นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการตื่นตัวมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากเป็นอย่างมากครับ

สำหรับร้านค้าใหม่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ท่านสามารถติดต่อธนาคารกรุงไทยได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หรือหากเป็นร้านอาหารเดลิเวอรี ก็รอเริ่มผูกระบบได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไปผ่านแอปถุงเงินเช่นกัน ผมมองว่าโครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีมากในการสร้างยอดขายและเพิ่มสภาพคล่องให้กับร้านค้าตัวเล็กตัวน้อยของเรา อย่าลืมไปตรวจสอบสถิติและสถานะร้านของท่านให้พร้อมนะครับ ยิ่งเตรียมตัวเสร็จไว ก็ยิ่งพร้อมรับรายได้ตั้งแต่วันแรกที่โครงการเริ่มเปิดครับ

ที่มา – ด่วน! คลังเตือนร้านค้าเดิม 3.4 แสนราย เร่งกดยืนยัน “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

รัฐบาลตั้งบอร์ดกลั่นกรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชู 5T

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการเศรษฐกิจไทยกันดีกว่า นั่นคือ รัฐบาลตั้งบอร์ดกลั่นกรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปลัดคลังนั่งประธาน ชูเกณฑ์ “5T” เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา เงินก้อนนี้ไม่ใช่แค่กู้มาใช้สุรุ่ยสุร่ายนะครับ แต่มีกลไกเข้มงวดเพื่อให้โปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด

รัฐบาลตั้งบอร์ดกลั่นกรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปลัดคลังนั่งประธาน ชูเกณฑ์ “5T”

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รัฐบาลก็ไม่รอช้าตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นทันที โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เป้าหมายหลักคือคัดกรองโครงการให้ตรงจุด ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

เกณฑ์สำคัญที่ชูคือ “5T” ได้แก่ Target (มุ่งเป้าเยียวยาตรงกลุ่ม), Transition (เปลี่ยนผ่านลดความเปราะบางพลังงาน), Transform (พลิกโฉมเศรษฐกิจ), Transparent (โปร่งใสตรวจสอบได้), และ Together (ขับเคลื่อนร่วมกัน) นี่แหละครับที่ทำให้การใช้เงินก้อนนี้แตกต่างจากอดีต

องค์ประกอบคณะกรรมการกลั่นกรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

  • ประธาน: ปลัดกระทรวงการคลัง (นายลวรณ แสงสนิท)
  • กรรมการ: เลขาธิการ สศช., ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, ผู้อำนวยการ สศค.
  • กรรมการทรงคุณวุฒิ: ไม่เกิน 3 คน แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีคลัง
  • เลขานุการ: ผู้อำนวยการ สบน. และผู้ช่วยจาก สศช. กับ สศค.

คณะกรรมการนี้มีอำนาจเต็มพิกัด ทั้งกลั่นกรองโครงการก่อนเสนอครม., กำกับดูแลการใช้เงิน, รายงานทุก 3 เดือน, กำหนดเงินสำรอง, และแต่งตั้งอนุกรรมการได้อีกด้วย สุดท้ายต้องรายงานรัฐสภาทุกปีภายใน 60 วัน เรียกว่าโปร่งใสทุกขั้นตอนเลยครับ

อำนาจหน้าที่และการบริหารจัดการเงินกู้

นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบกู้ เบิกจ่าย ติดตามผล และชำระหนี้ ส่วน ก.พ.ร. จะร่วมกำหนดกลไกกำกับความเสี่ยงหนี้และประเมินผลโครงการ ปลัดคลังยังย้ำว่าจะออกระเบียบ 2 ฉบับในสัปดาห์หน้า เพื่อหลักเกณฑ์กลั่นกรองและติดตามผล โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาร่วม

ทำไมต้องทำแบบนี้? เพราะในวิกฤตพลังงานทั่วโลก ประเทศไหน ๆ ก็ไม่ใช้วิธีอุ้มราคาน้ำมันทั่วไป แต่ปล่อยลอยตัวแล้วเยียวยาเฉพาะกลุ่มแทน รัฐบาลไทยก็เดินตามแนวทางนี้ พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดภายใน 1 ปี เพื่อความมั่นคงและลดต้นทุนระยะยาว

ผมคิดว่านี่เป็นมาตรการที่ฉลาดและรับผิดชอบมากครับ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น หากโครงการผ่านการกลั่นกรองดี ๆ ก็น่าจะเห็นผลชัดเจนในไม่ช้า คุณคิดยังไงบ้าง? ติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ! หรือแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – รัฐบาลตั้งบอร์ดกลั่นกรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปลัดคลังนั่งประธาน ชูเกณฑ์ “5T”

มติ ครม.นัดพิเศษ ไฟเขียวลดภาษีน้ำมัน เติมเงินบัตรคนจน

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างหนัก รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ ล่าสุดมี มติ ครม.นัดพิเศษ ไฟเขียวลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-เติมเงิน 100 บาทเข้าบัตรคนจน เพื่อเยียวยาเร่งด่วน ช่วยลดภาระให้พี่น้องชาวไทยทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ

มติ ครม.นัดพิเศษ ไฟเขียวลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-เติมเงิน 100 บาทเข้าบัตรคนจน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ที่ประชุมเห็นชอบ 7 มาตรการหลัก เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต โดยมุ่งช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบการ SME เกษตรกร และภาคประมงเป็นหลักครับ

รายละเอียด 7 มาตรการเยียวยาเร่งด่วน

มาดูกันทีละข้อเลยว่า มติ ครม.นัดพิเศษ นี้จะช่วยอะไรบ้าง:

  • 1. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: ครม.ไฟเขียวให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาปรับลดภาษีนี้ตามความเหมาะสมทั้งวิธีและระยะเวลา คาดว่าจะช่วยให้ราคาน้ำมันถูกลง ลดภาระค่าพลังงานให้ทุกคน
  • 2. เติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เพิ่มจาก 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือนต่อคน (เติมเพิ่ม 100 บาท) สำหรับผู้ถือบัตร 13.3 ล้านคน ใช้งบกลาง 1,300 ล้านบาท นำร่อง 1 เดือนก่อน แล้วประเมินต่อ ช่วยค่าอุปโภคบริโภคได้ทันที
  • 3. ช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง: ครอบคลุมรถบรรทุก มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง โดยปลัดกระทรวงพลังงานจะชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม
  • 4. สนับสนุนภาคเกษตร: ใช้โครงการธงเขียวช่วยค่าปุ๋ย ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมปุ๋ยทางเลือก ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี ช่วยเกษตรกรยั่งยืนยิ่งขึ้น
  • 5. เยียวยาภาคประมง: สนับสนุนใช้น้ำมัน B20 ซึ่งถูกกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาทต่อลิตร ช่วยลดต้นทุนเรือประมง ลดภาระชาวประมง
  • 6. ช่วยคู่สัญญาภาครัฐและก่อสร้าง: ขยายเวลาตรวจรับงาน ปรับค่าปรับให้เหมาะสม ชดเชยค่า K โดยสำนักงบประมาณ เพื่อไม่ให้งานล่าช้าจากขาดน้ำมัน
  • 7. Soft Loan SME 1 หมื่นล้าน: ธนาคารออมสินพร้อมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 10,000 ล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่อง SME ทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะรายย่อยหรือซัพพลายเชน

มาตรการเหล่านี้เป็นการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการ ปลัดคลังยืนยันว่างบประมาณพร้อมใช้เพื่อประชาชน รายรับรัฐที่ลดจากภาษีจะให้กรมสรรพสามิตคำนวณต่อไป

ผลกระทบและประโยชน์ที่คาดหวัง

สำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการ การเติมเงินเพิ่ม 100 บาท จะช่วยซื้อของใช้จำเป็นได้มากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร จะลดต้นทุนได้ชัดเจน อย่างน้ำมัน B20 สำหรับประมง หรือ soft loan ที่เข้าถึงง่าย แต่ต้องติดตามว่ามาตรการจะยืดเยื้อหรือไม่ หากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม มาตรการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเยียวยาแบบตรงจุด แต่รัฐบาลควรมีแผนระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำซาก คุณล่ะคิดว่ามาตการเหล่านี้เพียงพอหรือยัง? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากราคาน้ำมันกันนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐช่วยเหลือต่อเนื่อง!

ที่มา – มติ ครม.นัดพิเศษ ไฟเขียวลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-เติมเงิน 100 บาทเข้าบัตรคนจน

ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมจัดเก็บภาษี

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องขอวินิจฉัย ปมปลัดกระทรวงการคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ เหตุผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องตาม รธน. มาตรา 213

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นางสาวรัชชร วิไลสกุลยศ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกร้อง ซึ่งกำหนดนโยบายโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ให้ประชาชนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และให้กรมสรรพากรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยการนำกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) มาบังคับใช้ในโครงการลดหย่อนภาษี ไม่เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียภาษีฐานล่างได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เป็นการเอื้อประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 มาตรา 27 และ มาตรา 62 โดยศาลฯเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213

ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

สรุปข่าวสำคัญ: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดเก็บภาษีของปลัดกระทรวงการคลัง โดยอ้างเหตุผลว่าผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วในเรื่องนี้

ทำความเข้าใจประเด็น ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

ประเด็นหลักของเรื่องนี้อยู่ที่การตีความและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้ร้องเห็นว่านโยบายของปลัดกระทรวงการคลังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในเรื่องนี้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยนี้คือ การที่นโยบายการจัดเก็บภาษีที่ถูกร้องเรียนยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในกลุ่มต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินว่านโยบายดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงแต่เป็นการตัดสินว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือการติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้เสียภาษี และหากเห็นว่านโยบายใดไม่เป็นธรรม ก็สามารถใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการร้องเรียนหรือเรียกร้องให้มีการแก้ไขได้

นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินและเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง

การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมืองการปกครอง และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถใช้ในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถศึกษาได้จากเอกสารคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และบทวิเคราะห์ของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! รีบใช้

กระทรวงการคลังเผยโครงการ คนละครึ่งพลัส ยอดใช้จ่ายทะลุ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว! ย้ำเตือนอีกครั้งสำหรับ 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้ใช้ รีบใช้จ่ายครั้งแรกก่อนถูกตัดสิทธิภายใน 5 ทุ่มวันนี้ (11 พ.ย. 68)

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า จากจำนวนสิทธิทั้งหมด 20 ล้านสิทธิ มีประชาชนเริ่มใช้จ่ายแล้ว 19,701,063 คน แต่ยังมีสิทธิคงเหลือที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายอีก 298,937 สิทธิ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.)

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ คนละครึ่งพลัส แล้วแต่ยังไม่ได้กดใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือยังไม่ได้ทำรายการใช้จ่ายครั้งแรกกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอให้รีบใช้จ่ายภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ (11 พ.ย. 2568) เพื่อไม่ให้สิทธิของท่านหมดอายุไปอย่างน่าเสียดาย โครงการนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงปลายปี

ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. พบว่า ยอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการ คนละครึ่งพลัส รวมทั้งสิ้น 30,276.94 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 15,334.35 ล้านบาท และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 14,942.59 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสะสมแล้วกว่า 19.70 ล้านคน จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 825,952 ร้านค้า และมีรายการใช้จ่ายสะสมกว่า 215.81 ล้านรายการ

นอกจากนี้ ยอดการใช้จ่ายผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) สะสมรวมอยู่ที่ 419.42 ล้านบาท โดยแบ่งตามแพลตฟอร์มดังนี้ Lineman มียอดสูงสุด 249.74 ล้านบาท, Grab 149.14 ล้านบาท, ShopeeFood 19.82 ล้านบาท และ Robinhood 711,316.97 บาท

นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เฉพาะวันนี้ (11 พ.ย. 68) มียอดใช้จ่ายรวม 593.14 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 568.47 ล้านบาท และผ่านบริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) อีก 24.67 ล้านบาท

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังยังคงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโครงการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

คนละครึ่งพลัส คืออะไร และทำไมต้องรีบใช้?

คนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยรัฐจะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของค่าสินค้าและบริการ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ทำให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง และร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น

ใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ต้องทำอย่างไร?

หากท่านเป็นหนึ่งใน 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส ขอให้รีบดำเนินการดังนี้:

  • ตรวจสอบสิทธิของท่านในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • เติมเงินเข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย
  • หาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และใช้จ่ายก่อน 5 ทุ่มของวันนี้ (11 พ.ย. 68)

หากท่านไม่ใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด สิทธิของท่านจะถูกตัด และท่านจะไม่สามารถใช้สิทธิในโครงการนี้ได้อีกต่อไป

อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านหมดอายุไปฟรีๆ รีบใช้จ่าย คนละครึ่งพลัส ก่อน 5 ทุ่มวันนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและประหยัดค่าใช้จ่ายของท่านเอง!

ที่มา – “คลัง” เผย “คนละครึ่งพลัส” เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน ย้ำ 2.9 แสนสิทธิ รีบใช้ก่อน 5 ทุ่มวันนี้

Scroll to top