ละเมิดข้อตกลง

อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอลถล่มเลบานอน

อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอลถล่มเลบานอน สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น สถานการณ์ล่าสุดนี้กำลังส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่เรือบรรทุกน้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่าน

อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอลถล่มเลบานอน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ทางการอิหร่านประกาศระงับการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทันที หลังจากที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุดใส่เลบานอน นับตั้งแต่สงครามรอบใหม่ปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 1,530 รายแล้ว สื่อของอิหร่านอย่าง Fars News ซึ่งใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานว่า มีเพียงเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล

ก่อนหน้านี้ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ได้ตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ โดยอิหร่านสัญญาจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสัญจรตามปกติ แต่เหตุการณ์ล่าสุดเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ระบุว่าการหยุดยิงครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย แต่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าจะโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป

สาเหตุที่อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอลถล่มเลบานอน

การโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ถล่มใจกลางกรุงเบรุตอย่างหนักหน่วงที่สุดในรอบหลายสิบปี กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยราย อิหร่านมองว่านี่คือการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน รัฐบาลเตหะรานกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ และแหล่งข่าวจาก Tasnim News ระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลัง “ระบุเป้าหมาย” เพื่อตอบโต้ โดยขู่ว่าจะถอนตัวจากข้อตกลงหากการโจมตียังดำเนินต่อ

สำนักข่าว Fars ยังวิจารณ์สหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่า “ไม่สามารถควบคุม” นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ได้ หรืออาจ “มอบอิสระให้ระบอบไซโอนิสต์” แหล่งข่าวอิหร่านกล่าวว่า “หากสหรัฐฯ ไม่สามารถจัดการสุนัขเฝ้าบ้านได้ อิหร่านจะจัดการเองด้วยกำลัง”

ผลกระทบจากการที่อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลกกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากการระงับยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นทันที ส่งผลกระทบต่อประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย จีน ญี่ปุ่น และยุโรป

  • กระทบเศรษฐกิจโลก: ราคาน้ำมัน Brent อาจทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ผลต่อไทย: ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินแพงขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งและสินค้าสูงตาม
  • ความเสี่ยงสงคราม: อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งกว้างขึ้น ระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ
  • ประวัติศาสตร์: อิหร่านเคยปิดช่องแคบในปี 2522 และขู่อีกหลายครั้ง

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากการที่อิหร่านสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งอิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคาม สงครามรอบใหม่เริ่มจากเหตุการณ์ชายแดนที่ลุกลาม หากไม่มีการเจรจา สถานการณ์อาจเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอลถล่มเลบานอน นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก เราเห็นแล้วว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถสั่นคลอนเศรษฐกิจได้ทันที

คำแนะนำ: ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือกับราคาพลังงานที่อาจผันผวน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองสมัครรับข่าวสารจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านสั่งระงับ ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอลถล่มเลบานอน

ปชช. จี้รัฐบาล หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพ จี้ “อนุทิน” ยกหูฟ้อง “ทรัมป์-อันวาร์” แนะทำหนังสือถึงสหรัฐฯ ระงับความร่วมมือกัมพูชา

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ ข้อเสนอเร่งด่วนกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ และหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บาดเจ็บ 2 นาย โดยหนึ่งในนั้นมีอาการข้อเท้าขวาขาด ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศจะยกเลิกข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยานนั้น พรรคประชาชนขอเสนอมาตรการการทูตเชิงรุกที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทยในสถานการณ์อันสำคัญเร่งด่วนนี้

1. นายอนุทิน ต้องคุยโทรศัพท์สายตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียทันที ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพ โดยยืนยันจุดยืนของไทยว่า ไทยต้องการรักษาข้อตกลงฯ ให้คงอยู่เพื่อการธำรงสันติภาพระหว่างสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงฯ มาโดยตลอด แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงฯ ไทยเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ และรัฐบาลไทยขอสงวนสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังมีพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายสันติภาพ

2. การดำเนินมาตรการเชิงรุกของไทย จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะโทรศัพท์ไปหาผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย เพื่อชิงความได้เปรียบในการอธิบายจุดยืนและรายละเอียดของสถานการณ์ นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องย้ำว่า ไทยรักษาข้อตกลง ส่วนกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ และมีความชอบธรรมหากต้องยกระดับปฏิบัติการในอนาคต

3. ไทยยังควรทำหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่ากัมพูชาจะกลับมายึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพ ไม่อย่างนั้นความร่วมมือทางการทหารกับกัมพูชาจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และทำลายการสร้างสันติภาพอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการ

สุดท้าย 4. รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการไม่ให้รัฐบาลกัมพูชามีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยอีกต่อไป คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองกัมพูชาที่หล่อเลี้ยงด้วยทุนเทาสแกมเมอร์ในกัมพูชาและขบวนการฟอกเงินในประเทศไทย ซึ่งประชาคมโลกพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ และได้ดำเนินการล้ำหน้าไทยไปแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่เคยจริงจังในการสืบหาต้นตอและขยายผลการอายัดทรัพย์เครือข่ายทุนเทา นอกจากจัดอีเวนท์และตั้งคณะกรรมการ รัฐบาลต้องรีบตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และตั้งผู้แทนพิเศษของไทย (Special Envoy) ที่จะทำหน้าที่ประสานกับรัฐบาลนานาชาติในการจัดการสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงิน มุ่งเน้นการสาวถึงต้นตอขบวนการ ไม่ใช่จับคนตัวเล็กตัวน้อย

พรรคประชาชนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลดำเนินการทางการทูตเชิงรุกอย่างถึงที่สุด จะทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวทีโลก และสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของรัฐบาลกัมพูชาได้ รวมถึงมีความชอบธรรมเพียงพอที่จะอธิบายต่อประชาคมโลก หากจำเป็นต้องยกระดับมาตรการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองในอนาคต

หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้มาตรการทางการทูตนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม

การใช้มาตรการทางการทูตเชิงรุกอย่างที่พรรคประชาชนเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการทำหนังสือถึงสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการฟอกเงินก็เป็นอีกมาตรการที่สำคัญ เพราะการจัดการกับต้นตอของปัญหา จะช่วยลดโอกาสที่กัมพูชาจะกลับมาก่อเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้ในระยะยาว

ที่มา – ปชน. เรียกร้องรัฐบาลใช้การทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

Scroll to top