ลักทรัพย์

รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวการขโมยสายเคเบิลทองแดงกันมาบ้าง แต่ครั้งนี้ถือว่าอุกอาจสุดๆ เมื่อตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ สามารถรวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน ได้แบบคาหนังคาเขา บอกเลยว่าการทำงานของกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา เพราะวางแผนกันมาเป็นขบวนการใหญ่ แถมยังแต่งกายให้ดูเหมือนเจ้าหน้าที่เพื่อตบตาชาวบ้านอีกด้วย

เผยพฤติการณ์ รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงดึกวันที่ 18 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพกำลังรวมตัวกันโจรกรรมทรัพย์สินของทางราชการบริเวณเครือข่ายของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 18 คนไม่ได้มาเล่นๆ พวกเขามาพร้อมกับรถยนต์ถึง 5 คัน และอุปกรณ์ครบมือ มุ่งตรงเข้ามุดท่อร้อยสายใต้ดินเพื่อตัดเอาสายทองแดงโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เบื้องหลังขบวนการ รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าตกใจมากครับ:

  • กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทำงานเป็นระบบเหมือนมืออาชีพ
  • มีการใช้เสื้อทีมเพื่ออำพรางตัวให้ดูน่าเชื่อถือในระหว่างการลงมือ
  • ความเสียหายเบื้องต้นในจังหวัดนครสวรรค์อย่างเดียวสูงถึง 17 ล้านบาท และรวมทั่วประเทศคาดว่าเกิน 20 ล้านบาทแน่นอน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้หยุดอยู่แค่การจับกุมผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ตอนนี้กำลังเร่งเดินหน้าสืบสวนขยายผลล่าตัวนายทุนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรับซื้อของโจรและสั่งการขบวนการนี้ เพราะเชื่อว่านี่เป็นการกระทำผิดที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจังหวัดทั่วประเทศ

บทสรุปและข้อคิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้: การกระทำของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายเชิงมูลค่ามหาศาล แต่ยังทำลายระบบสาธารณูปโภคที่ประชาชนต้องใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน หากพบเห็นรถยนต์หรือกลุ่มบุคคลแต่งกายแปลกๆ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับท่อร้อยสายในยามวิกาล อย่ารอช้าที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยปลอดภัยจากอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้ครับ

ที่มา – รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

ลำบากตำรวจ ตีนแมวดีดหนัก ฉลองฉกเงินมาได้ 4 หมื่น ซื้อยาบ้ามาเสพรวด 25 เม็ด

ข่าวอาชญากรรมสุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อเกิดเหตุการณ์ลำบากตำรวจ ตีนแมวดีดหนัก ฉลองฉกเงินมาได้ 4 หมื่น ซื้อยาบ้ามาเสพรวด 25 เม็ดขึ้นในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ผู้ต้องหาคนนี้ก่อเหตุมือไวแต่จบลงด้วยการเมายาเสพติดหนักจนเจ้าหน้าที่ต้องลำบากใจในการสอบสวน

ลำบากตำรวจ ตีนแมวดีดหนัก ฉลองฉกเงินมาได้ 4 หมื่น ซื้อยาบ้ามาเสพรวด 25 เม็ด

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 (ตามข่าว) พ.ต.ต.ตรีอภิรักษ์ จันทวิเศษ สารวัตรสืบสวน สภ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช นำชุดสืบสวนบุกจับกุมตัวนายอรินทร์ พันธ์จำปี อายุ 39 ปี ชาวกรุงเทพฯ ที่บ้านเช่าในหมู่ 8 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา ผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อหมายจับในข้อหาลักทรัพย์และบุกรุกเคหสถาน โดยฉกเงินสดไปจำนวน 40,000 บาท จากบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน

พฤติกรรมสุดเสี่ยงของตีนแมว

ระหว่างควบคุมตัว ผู้ต้องหาอยู่ในสภาพเมายาบ้าอย่างหนัก ใบหน้าบิดเบี้ยว พูดจาไม่รู้เรื่อง สติหลุดลอยราวกับวิญญาณจะหลุดจากร่าง สอบถามทราบว่านายอรินทร์นำเงินที่ได้จากการลักทรัพย์ไปซื้อยาบ้ามา 30 เม็ด แล้วเสพรวดเดียว 25 เม็ด ตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่หลับไม่นอน จนเงินที่เหลือติดตัวมีเพียง 21,700 บาท อ้างว่าเอาไปใช้หนี้เพื่อน

เจ้าหน้าที่ต้องนั่งเฝ้าผู้ต้องหาตลอด เนื่องจากเสี่ยงช็อกจากยาบ้าที่เสพเข้าไปจำนวนมากในเวลาอันสั้น เหตุการณ์นี้สร้างความลำบากให้ตำรวจเป็นอย่างมาก เพราะไม่สามารถสอบปากคำได้ตามปกติ

ผลกระทบจากการเสพยาบ้าเกินขนาด

ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน เป็นสารเสพติดที่อันตรายมาก เมื่อเสพในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจช็อกหรือเสียชีวิตได้ทันที ในกรณีนี้เสพ 25 เม็ดในไม่ถึง 24 ชั่วโมง ถือว่าระดับวิกฤติ สะท้อนปัญหายาเสพติดที่ยังรุนแรงในสังคมไทย

  • อาการเมายาบ้าที่พบ: ใบหน้าบิดเบี้ยว, พูดจาไม่รู้เรื่อง, สติไม่ครองตัว
  • ผลร้าย: ตำรวจสอบสวนไม่ได้, เสี่ยงช็อก, สุขภาพทรุดโทรม
  • บทเรียน: การก่ออาชญากรรมนำไปสู่หายนะจากยาเสพติด

หลังจากนี้ ตำรวจจะแจ้งเจ้าทุกข์ทราบและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เหตุการณ์ลำบากตำรวจ ตีนแมวดีดหนัก ฉลองฉกเงินมาได้ 4 หมื่น ซื้อยาบ้ามาเสพรวด 25 เม็ดนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอาชญากรรมและยาเสพติดเชื่อมโยงกันอย่างไร

ปัญหายาเสพติดในไทยยังคงเป็นภัยร้ายที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลและชุมชนต้องร่วมมือปราบปรามทั้งแหล่งผลิตและผู้เสพ เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ไม่ให้เกิดซ้ำ

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตเพื่อความปลอดภัยในชุมชนของคุณ

ที่มา – ลำบากตำรวจ ตีนแมวดีดหนัก ฉลองฉกเงินมาได้ 4 หมื่น ซื้อยาบ้ามาเสพรวด 25 เม็ด

เร่งล่าตัวคนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน

事件ล่าสุดที่สร้างความตกใจให้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น คือการก่อเหตุลักทรัพย์โดย คนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน ที่ฉกเงินสด 2,000 บาทจากกระเป๋าของผู้เสียหาย ก่อนตัดสายน้ำเกลือของตัวเองแล้วหลบหนีไปอย่างไม่ใยดี เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่แพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะคลิปจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพชัดเจน

เร่งล่าตัวคนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 23.20 น. ภายในห้องผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลบ้านฝาง ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งได้โพสต์คลิปวงจรปิดพร้อมข้อความเตือนภัยว่า “บุคคลในภาพนี้เป็นมิจฉาชีพในคราบผู้ป่วยเข้ามาขโมยเงินของตาเชยที่เป็นผู้ป่วยในเหมือนกัน” คลิปแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งที่แสร้งเป็นผู้ป่วย เดินไปหยิบเงินจากกระเป๋าสีแดงของนายเชย ผู้เสียหายที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ ก่อนจะเดินกลับเตียง ตัดสายน้ำเกลือ แล้วรีบหนีออกจากโรงพยาบาลทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านฝาง ได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผู้กำกับการ เปิดเผยว่า ชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีชื่อว่า นายเดชา ขันอ่อน อายุไม่ปรากฏ ชายที่เคยต้องโทษในเรือนจำจังหวัดอุดรธานี และเพิ่งพ้นโทษมาเมื่อต้นปี 2567 โดยมีประวัติเร่ร่อนในพื้นที่ใกล้เคียง

ประวัติคนร้ายที่ต้องเร่งล่าตัวคนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน

ก่อนเกิดเหตุ นายเดชาได้เดินเท้ามาจากสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 3 อำเภอเมืองขอนแก่น โดยอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายจนศีรษะแตก เข้าพักรักษาที่โรงพยาบาลบ้านฝาง เวลาประมาณ 21.00 น. แพทย์ให้ยาน้ำเกลือและรับเป็นผู้ป่วยใน แต่ไม่นานเขาก็ลงมือลักเงิน ก่อนหลบหนี นายเดชาเป็นคนพื้นที่อำเภอบ้านฝาง แต่ภูมิลำเนาอยู่ตำบลบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ทำให้การติดตามตัวทำได้ยากขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์และหลักฐานสำคัญ

จากภาพวงจรปิด พบว่านายเดชาเลือกจังหวะที่ผู้เสียหายหลับสนิท เดินตรงไปที่กระเป๋า หยิบเงิน 2,000 บาท แล้วทำทีตัดสายน้ำเกลือหลอกให้ดูเหมือนถอนตัวเองออกจากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบเส้นทางหลบหนีและขอความช่วยเหลือจากประชาชน หากใครพบเห็นบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้ง สภ.บ้านฝาง ได้ทันที

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่โรงพยาบาลตกเป็นเป้าของมิจฉาชีพ เพราะเป็นสถานที่ที่คนพลุกพล่านและผู้ป่วยมักวางของมีค่าละไว้ข้างตัว การที่ เร่งล่าตัวคนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน แบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความมั่นคงในสถานพยาบาล

เคล็ดลับป้องกันการถูกฉกของมีค่าในโรงพยาบาล

  • อย่าวางเงินสดหรือของมีค่าละไว้ใกล้ตัวแบบมองไม่เห็น ใช้ล็อกเกอร์หรือฝากญาติดูแล
  • แจ้งพยาบาลหากเห็นบุคคลต้องสงสัย โดยเฉพาะผู้ป่วยใหม่ที่ไม่มีญาติมาด้วย
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในห้องผู้ป่วยรวม และเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
  • ผู้ป่วยควรแจ้งชื่อ-ที่อยู่จริง เพื่อตรวจสอบประวัติหากจำเป็น
  • ใช้กระเป๋าเงินแบบมีซิปและล็อก หรือแยกเงินจำนวนน้อยไว้ใช้

นอกจากนี้ โรงพยาบาลควรมีระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินและอบรมบุคลากรให้สังเกตพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยที่รีบร้อนหรือมองหาของมีค่า

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ เร่งล่าตัวคนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าที่ไหนก็ตามที่เราคิดว่าปลอดภัย 100% อย่างโรงพยาบาล ยังมีช่องโหว่ให้มิจฉาชีพแทรกซึมได้ หวังว่าตำรวจจะจับกุมได้เร็วๆ นี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

หากคุณมีเบาะแสเกี่ยวกับนายเดชา หรือเหตุการณ์คล้ายกัน สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สภ.บ้านฝาง โทร 043-XXXXXX หรือสายด่วนตำรวจ 191 อย่าปล่อยให้อาชญากรรมลอยนวล!

ที่มา – เร่งล่าตัวคนร้ายในคราบผู้ป่วยเตียงใกล้กัน ฉกเงิน 2,000 บาทตัดสายน้ำเกลือตัวเองหนี

ฝีมืออาเขย หมั่นไส้หลาน ชอบอวดรวย ชี้เป้าคนร้ายงัดบ้านขโมยทอง 35 บาท

事件สุดช็อกในจังหวัดระนอง เมื่อ ฝีมืออาเขย หมั่นไส้หลาน ชอบอวดรวย ชี้เป้าคนร้ายงัดบ้านขโมยทอง 35 บาท มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การขโมยของ แต่เป็นเรื่องราวของความขัดแย้งในครอบครัวที่นำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว และเปิดเผยเบื้องหลังที่ทำให้ทุกคนต้องส่ายหน้า

ฝีมืออาเขย หมั่นไส้หลาน ชอบอวดรวย ชี้เป้าคนร้ายงัดบ้านขโมยทอง 35 บาท

จากกรณีที่นางสาวผู้เสียหายโพสต์ภาพวงจรปิดและข้อความขอความช่วยเหลือ หลังบ้านของเธอที่ถนนสะพานปลา อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ถูกคนร้ายงัดขโมยทองคำแท่งหนัก 35 บาท มูลค่า 2,500,000 บาท พร้อมพระเลี่ยมทองและพระไม่เลี่ยมทองจำนวนหนึ่ง เหตุเกิดวันที่ 10 เมษายน 2567 เธอยังตั้งรางวัลนำจับ 50,000 บาทให้ผู้แจ้งเบาะแส

ล่าสุดวันที่ 19 เมษายน 2567 ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง จับกุมผู้ต้องหาคนแรกได้แล้ว คือ นายถวิล อายุ 75 ปี ซึ่งเป็นอาเขยของผู้เสียหาย เขายอมรับสารภาพว่าทำหน้าที่ชี้เป้าให้กลุ่มโจรอีกชุดบุกงัดบ้าน โดยอ้างว่า หมั่นไส้หลาน ที่ชอบโพสต์รูปทองและอวดรวยในโซเชียลมีเดีย

เบื้องหลังการชี้เป้าจากอาเขยวัย 75

พ.ต.อ.ธวัชชัย ซุ้นเจริญ ผู้กำกับการ สภ.เมืองระนอง และ พ.ต.ท.จักรพันธ์ แก้วขาว รองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน ควบคุมตัวนายถวิลมาสอบสวน เขาให้การว่า ในคืนเกิดเหตุ เขาอยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดมารดาของผู้เสียหาย และแอบชี้เป้าบอกตำแหน่งที่เก็บทอง เวลาที่บ้านว่าง และโทรแจ้งกลุ่มโจรที่รู้จักกันจากงานเก่า

นายถวิลยอมรับว่าไม่ได้วางแผนละเอียด แต่เกิดจากความหมั่นไส้ที่หลานชอบอวดรวย โพสต์รูปทองสะสมบ่อยๆ จนเขาโมโห จึงบอกข้อมูลให้คนอื่นไปลงมือเอง เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความอิจฉาริษยาที่อาจนำไปสู่หายนะ

ตำรวจขยายผลจับผู้ต้องหาเพิ่ม

ตำรวจทราบผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมด 4 คน ชื่อและที่อยู่ครบแล้ว แจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้นในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ” นายถวิลให้ความร่วมมือดี บอกที่อยู่ผู้ต้องหาอีก 3 ราย ตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

  • ผู้ต้องหาคนแรก: นายถวิล อายุ 75 ปี (อาเขย ชี้เป้า)
  • ผู้ร่วมก่อเหตุอีก 3 ราย: กำลังติดตาม
  • ของกลาง: ทอง 35 บาท + พระเครื่องจำนวนมาก
  • มูลค่าความเสียหาย: กว่า 2.5 ล้านบาท

เหตุการณ์ ฝีมืออาเขย หมั่นไส้หลาน ชอบอวดรวย ชี้เป้าคนร้ายงัดบ้านขโมยทอง 35 บาท นี้ ทำให้เห็นว่าความไว้ใจในครอบครัวอาจถูกทรยศได้ง่ายๆ จากอารมณ์ชั่ววูบ โดยเฉพาะในยุคโซเชียลที่ทุกคนชอบอวดไลฟ์สไตล์

บทเรียนป้องกันการถูกงัดบ้านและขโมยทอง

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำดังนี้:

  • อย่าโพสต์ทรัพย์สินในโซเชียล: โดยเฉพาะทองคำหรือของมีค่า อาจกลายเป็นเป้าให้มิจฉาชีพ
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบบ้าน และระบบกันขโมย
  • เก็บของมีค่าลับๆ ในตู้เซฟที่มั่นคง
  • แจ้งญาติสนิทเรื่องทรัพย์สิน หลีกเลี่ยงการอวด
  • หากสงสัยใคร ให้ระวังและแจ้งตำรวจทันที

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบประกันภัยบ้าน เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินจากโจรกรรม ในจังหวัดระนองที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว การงัดบ้านเกิดบ่อย ประชาชนต้องระวังตัว

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องระวังคำพูดและการกระทำ เพราะอิจฉาอาจเปลี่ยนคนใกล้ชิดให้กลายเป็นศัตรู สุดท้ายแล้ว ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือสันติสุขในบ้าน

คุณเคยเจอปัญหาครอบครัวอิจฉาแบบนี้ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังภัยโจรในครอบครัว!

ที่มา – ฝีมืออาเขย หมั่นไส้หลาน ชอบอวดรวย ชี้เป้าคนร้ายงัดบ้านขโมยทอง 35 บาท

ตร.เพชรเกษม จับ 2 คดีหนีฉ้อโกง ขโมยจยย.

ตร.เพชรเกษม จับ 2 คดี หนีคดีฉ้อโกงออนไลน์ อีกราย หนุ่มติดยาขโมย จยย.ขายซื้อยาเสพ เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความมั่นใจให้ชาวบางแค ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ตำรวจสถานีเพชรเกษมลงมือจับกุมผู้ต้องหา 2 รายในคดีสำคัญ เริ่มจากคดีแรกที่สายตรวจพบชายหนุ่มขี่จยย.ซิ่งพกยาเสพติดมาด้วย และยังมีหมายจับหนีคดีฉ้อโกงประชาชนออนไลน์ คดีนี้เกิดขึ้นกลางซอยเพชรเกษม 69 แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ

ตร.เพชรเกษม จับ 2 คดี หนีคดีฉ้อโกงออนไลน์ อีกราย หนุ่มติดยาขโมย จยย.ขายซื้อยาเสพ

รายละเอียดคดีแรก พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม พร้อมด้วย พ.ต.ท.กมเลศ พูลสุขโข รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.สุพัฒน์ พลหนองหลวง สวป. และ ร.ต.ท.พัชรวิชช์ วรชิตภักดีพันธ์ รอง สวป. นำทีมสายตรวจออกปฏิบัติการตรวจพื้นที่ เวลา 23.00 น. วันที่ 16 มี.ค. พบ นายวรพล หรืออาร์ต ธนรัตนชัย อายุ 28 ปี ขี่รถจยย.ฮอนด้า ดรีม สีฟ้า-ขาว ทะเบียน 4กบ790 กรุงเทพมหานคร มีพฤติกรรมน่าสงสัย จึงเรียกตรวจค้น

ของกลางยาเสพติดและประวัติอาชญากร

จากการตรวจค้นพบยาไอซ์น้ำหนัก 0.18 กรัม และเคตามีน 0.22 กรัม ซุกในกระเป๋าสะพาย นำตรวจปัสสาวะพบสีม่วง ส่งยืนยันที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ พบสารเสพติดในร่างกายจริง ตรวจประวัติพบมีหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.1510/2568 ข้อหาฉ้อโกงประชาชนทางออนไลน์ ผู้ต้องหาให้การว่ายาได้จากรุ่นพี่ชื่อ “กาย” บริเวณเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ เขตหนองแขม และเสพครั้งล่าสุดเมื่อ 2 วันก่อน

  • ข้อหา: มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) และประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
  • เสพยาเสพติด
  • ขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมายาเสพติด

ส่วนคดีที่สอง ฝ่ายสืบสวน สน.เพชรเกษม นำโดย พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว, พ.ต.ท.วรงค์กรณ์ ขจรบุญญาวัฒน์ รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.ธวัชชัย ทิพย์วงษ์ สว.สส. จับกุม นายธีรชัย หรือบอย ศรีทอง อายุ 46 ปี พร้อมของกลางรถจยย.ฮอนด้า เวฟ 125 ไอ สีแดง-ดำ ทะเบียน กธพ 668 กรุงเทพมหานคร และเสื้อผ้าที่สวมวันเกิดเหตุ

การติดตามจับกุมจากกล้องวงจรปิด

จับกุมได้เวลา 10.30 น. วันที่ 16 มี.ค. ภายในตึกร้างซอยบางแค 16 แขวงและเขตบางแค สืบเนื่องจากคืนวันที่ 12 มี.ค. 2569 มีคนร้ายลักรถจยย.หน้าร้านซ่อมรถปากซอยบางแค 16 ตำรวจตรวจกล้องวงจรปิดเห็นภาพคนร้ายและเส้นทางหลบหนี พบหลบในตึกร้าง จึงบุกจับ ผู้ต้องหารับสารภาพลักรถจริงเพื่อนำไปขายซื้อยาเสพติด ตำรวจยึดรถที่ซ่อนไว้ซอยบางแค 9 และตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ พบสารเมทแอมเฟตามีน

  • ข้อหา: ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
  • เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

ทั้งสองคดีนี้สะท้อนปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนใต้ โดยเฉพาะเขตบางแคที่เป็นย่านชุมชนหนาแน่น ตร.เพชรเกษมแสดงศักยภาพในการตรวจสอบและสืบสวนอย่างรวดเร็ว ใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดช่วยติดตามผู้ร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาฉ้อโกงออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในยุคดิจิทัล ผู้เสียหายจำนวนมากตกเป็นเหยื่อโกงเงินผ่านแอปและเว็บไซต์ ส่วนยาเสพติดอย่างไอซ์ เคตามีน เมท ทำให้คนติดแล้วก่ออาชญากรรมต่อเนื่อง เช่น ขโมยทรัพย์สินเพื่อซื้อยา

เพื่อป้องกัน ชาวบ้านควรระวังการทำธุรกรรมออนไลน์ ตรวจสอบผู้ขายให้ดี และแจ้งเบาะแสยาเสพติดให้ตำรวจทราบ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถโทรสายด่วน 191 ได้ตลอดเวลา การจับกุมครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างสายตรวจและสืบสวน

ทั้งผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่

เห็นได้ชัดว่าการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมต้องเข้มข้นต่อเนื่อง หากคุณมีประสบการณ์ถูกโกงออนไลน์หรือพบยาเสพติด แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอาชญากรรมเพิ่มเติมจากเว็บไซต์เราเพื่อความปลอดภัยในชุมชน

ที่มา – ตร.เพชรเกษม จับ 2 คดี หนีคดีฉ้อโกงออนไลน์ อีกราย หนุ่มติดยาขโมย จยย.ขายซื้อยาเสพ

รวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมธานี ปัดยิง รปภ.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวอาชญากรรมสุดฮือฮามาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ นั่นคือเรื่องรวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมธานี ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนตื่นตัว เพราะสายสื่อสารสำคัญต่อธุรกิจและชีวิตประจำวันมาก ถ้าถูกตัดไป งานเข้าแน่นอน มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

รวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมธานี

เรื่องราวเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาตี 0 20 น. มีคนร้ายกลุ่มนี้ลักลอบบุกตัดสายโทรศัพท์และสายสื่อสารบริเวณทางเข้าบริษัทแห่งหนึ่งในตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ได้รับแจ้งทันที รีบลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายมีทั้งหมด 4 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ ดูจากภาพแล้วน่าจะเป็นมืออาชีพพอสมควร

ไม่รอช้า ตำรวจเลยสืบสวนต่อเนื่อง จนได้ข้อมูลสำคัญ ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดปทุมธานี แล้วตามล่าจนเจอตัว 2 รายหลักในเย็นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณที่ว่างเปล่าริมถนนสาธารณะ ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหาคือ นายกฤษณ์ภัสร์ ชยวัศโภคิม อายุ 31 ปี และนายตรีวิทย์ ศรีมณฑา อายุ 24 ปี จับคาก็ได้ของกลางเพียบเลยครับ

ของกลางจากการรวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมธานี

  • สายสื่อสารจำนวนมากที่ปอกเปลือกสายพลาสติกสีดำออกแล้ว พร้อมขายต่อ
  • อุปกรณ์ตัดสายและมีดปอกสายไฟ
  • รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีขาวแดง คันที่ใช้ก่อเหตุจริงๆ

สุดยอดไปเลยใช่ไหมครับ ตำรวจทำงานเร็วมาก จากเหตุการณ์ไปแค่ 8 วันก็จับได้แล้ว เมื่อนำตัวมาสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองรับสารภาพเต็มปากว่า ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนที่ยังหลบหนี ก่อเหตุลักตัดสายสื่อสารจริง แต่ส่วนที่ รปภ. ของบริษัทแจ้งว่ามีเสียงปืนดังและถูกยิงใส่ตอนไล่ตามนั้น พวกเขาปฏิเสธครับ อ้างว่าเป็นเสียงประทัดที่จุดแล้วโยนลงพื้น เพื่อให้ รปภ. ตกใจคิดว่าเป็นปืน จะได้ไม่ไล่ตาม แถมยังบอกว่าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แค่อยากหนีเท่านั้นเอง

ขยายผลหลังรวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมธานี

หลังสอบสวนเสร็จ ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ดำเนินคดีตามกฎหมายข้อหาลักทรัพย์ ส่วนเพื่อนที่เหลืออีก 2 คน หนึ่งในนั้นถูกตำรวจนครบาลจับในคดียาเสพติดไปแล้ว กำลังจะอายัดตัวมาสอบ ส่วนอีกคนกำลังไล่ล่า ผกก. พ.ต.อ.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ และชุดสืบสวนอย่าง พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ต.อิทธิพล พุทธรักษา สว.สส. ร่วมแถลงข่าวให้สื่อฟังด้วยครับ

แก๊งแบบนี้ทำไมถึงนิยมตัดสายสื่อสารล่ะครับ? เพราะทองแดงในสายราคาดี ขายได้เงินก้อนใหญ่ แถมทำง่ายตอนกลางคืน แต่ผลกระทบหนักนะครับ บริษัทเสียการสื่อสาร โทรไม่ได้ อินเทอร์เน็ตดับ อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เสียหายเป็นล้าน แถมเสี่ยงอุบัติเหตุถ้าสายหล่นเกลื่อนถนน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยในปทุมธานีและกรุงเทพฯ ชานเมือง เพราะใกล้แหล่งขายของเก่า

เพื่อป้องกันเพื่อนๆ ที่มีโรงงานหรือบริษัท สามารถทำได้ดังนี้

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบบริเวณ โดยเฉพาะจุดเสี่ยง
  • เพิ่ม รปภ. 巡逻ตอนกลางคืน และแจ้งตำรวจทันทีถ้าพบผิดปกติ
  • ใช้รั้วกั้นแน่นหนา หรือระบบกันขโมย
  • ประสานงานกับบริษัทโทรศัพท์ให้ตรวจสอบสายเป็นประจำ

เห็นไหมครับว่ารวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมธานีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่สืบสวนได้เจ๋งมาก หวังว่าจะช่วยลดอาชญากรรมแบบนี้ได้บ้าง ถือเป็นบทเรียนดีๆ สำหรับทุกคน

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และติดตามบล็อกเราเพื่อรับข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันตัวแบบอัพเดททุกวันครับ!

ที่มา – รวบแก๊งลักตัดสายสื่อสารที่ปทุมฯ ปัดยิงใส่ รปภ. อ้างโยนประทัด เปิดทางหนี

จ๋อแจ๊ะจับโจร! ตร.เชิดสิงโตจับโจรย่องเบางัดบ้านผกก.

เรื่องราวสุดแสนระทึกใจที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพฯ เมื่อตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ใช้แผนสุดแยบยลชื่อ จ๋อแจ๊ะจับโจร ปลอมตัวเป็นคณะเชิดสิงโต จนจับกุมตัวหัวขโมยชื่อ “โจโจ้โจรย่องเบา” ได้สำเร็จ ผู้ร้ายรายนี้กล้าขึ้นบ้านนายตำรวจระดับผู้กำกับการ (ผกก.) ถึง 3 ครั้งใน 3 วันติด! วันนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของคดีนี้ ที่ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหายาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรมอีกด้วย

จ๋อแจ๊ะจับโจร ตำรวจปลอมตัวเชิดสิงโตจับโจร

จ๋อแจ๊ะจับโจร ซ้อมแผนปลอมตัวจับหัวขโมย

ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันที่ 4 ก.พ. 2569 เวลา 22.00 น. ที่บ้านริมถนนประชาชื่น เขตจตุจักร กรุงเทพฯ บ้านของนายตำรวจระดับ ผกก. สังกัด บช.น. ถูกงัดจนทรัพย์สินหายไปหลายชิ้น มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท เช่น พระเครื่องจำนวนมาก พระบูชาขนาด 12 นิ้ว 2 องค์ และของมีค่าอื่นๆ เจ้าของบ้านรีบแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น แต่ไม่ทันไร คนร้ายกลับมาอีกครั้งในวันถัดไป!

ผู้เสียหายไม่ยอมแพ้ วางแผนเฝ้าดักเอง วันที่ 7 ก.พ. คนร้ายกลับมาครั้งที่ 3 แต่เห็นเจ้าของบ้านซุ่มอยู่ จึงวิ่งหนีพร้อมหันมายิ้มท้าทายกล้องวงจรปิดอย่างมั่นใจ คิดว่าตำรวจจับไม่ได้เพราะตัวเองไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีตัวตนในระบบ! แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เมื่อ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ทีมสืบสวนลงพื้นที่ไล่ล่า

การสืบสวนสุดหฤโหด ก่อนถึงแผนจ๋อแจ๊ะจับโจร

ทีมสืบสวน สน.ประชาชื่น และชุดยาเสพติด บช.น. แกะรอยจากกล้อง CCTV และของกลางพระเครื่องที่คนร้ายเอาไปขาย พบว่าเป็นนายอดิศักดิ์ ธโนภาส หรือ “โจโจ้” อายุ 33 ปี สถานะบุคคลไร้ทะเบียนราษฎร์ อยู่ในแก๊งยาเสพติด พยายามไล่จับหลายครั้งแต่คลาดไป โจโจ้ขี้ระแวง วิ่งหนีเก่ง

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. จึงสั่งวางแผนพิเศษ วันที่ 18 ก.พ. 2569 เวลา 19.15 น. ที่วัดคลองตาคล้าย ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ตำรวจปลอมตัวเป็นคณะเชิดสิงโตในงานวัดตรุษจีน สแกนหน้าผู้ต้องสงสัย แล้วเชิดสิงโตเข้าไปล้อม จับโจโจ้ได้คาหนังคาเขาที่กำลังมานัดเพื่อนมั่วสุมยา! โจโจ้งงสุดๆ

ภาพจับกุมจากแผนจ๋อแจ๊ะจับโจร

ประวัติโจโจ้โจรย่องเบา ก่อคดีน่าตกใจ 9 ครั้ง

โจโจ้สารภาพชีวิตพลิกผันตั้งแต่อายุ 11 ปี หนีบ้านเพราะติดกาว น้อยใจแม่มีสามีใหม่ ไม่เรียนหนังสือ ไม่มีบัตรปชช. ใช้เงินลักมาซื้อยาและพนัน ก่อเหตุเพราะ “ดีดยาม้า” เสพ 3 เม็ด ยิ้มกล้องเพราะเหนื่อยไม่ใช่เยาะ และขอหลังออกคุกขอทำบัตรปชช. สัญญาจะไม่ทำผิดอีก

ตรวจประวัติพบก่อคดีถึง 9 คดี ดังนี้:

  • 23 เม.ย. 62 เสพยา สน.ประชาชื่น
  • 10 มิ.ย. 62 เสพยา สน.สายไหม
  • 13 ก.ค. 64 ลักทรัพย์ สภ.รัตนาธิเบศร์
  • 9 พ.ค. 64 ลักทรัพย์กลางคืน สน.ประชาชื่น
  • 7 มิ.ย. 64 ลักทรัพย์กลางคืน สน.ประชาชื่น
  • 1 ม.ค. 68 บุกรุก สภ.เมืองนนทบุรี
  • 4 ก.พ. 69 ลักทรัพย์บ้านผกก. สน.ประชาชื่น
  • 5 ก.พ. 69 บุกรุกบ้านผกก.อีก สน.ประชาชื่น
  • 7 ก.พ. 69 บุกรุกบ้านผกก.ครั้งที่3 สน.ประชาชื่น
โจโจ้หลังถูกจับจากแผนจ๋อแจ๊ะจับโจร

แผน จ๋อแจ๊ะจับโจร สะท้อนความเฉียบแหลมของตำรวจไทย ที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เทศกาลตรุษจีน โจโจ้ที่เคยมั่นใจสุดขีด ต้องไปฉลองปีใหม่ในคุกแทน คดีนี้ยังขยายผลยึดของกลาง และติดตามทรัพย์คืนเจ้าของ

ข้อคิดจากคดีนี้: ยาเสพติดคือต้นตออาชญากรรมใหญ่หลวง ประชาชนควรติดตั้งกล้องวงจรปิด อย่าทิ้งบ้านว่างนานๆ และแจ้งเบาะแสทันทีที่ สน.ประชาชื่น หรือโทร 191 หากคุณเคยเจอโจรย่องเบารายนี้ รูปร่างสูง 168 ซม. ผิวดำแดง สมส่วน ช่วยแจ้งข้อมูลเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ!

ที่มา – จ๋อแจ๊ะจับโจร ซ้อมแผนปลอมตัวเป็นคณะเชิดสิงโต จับหัวขโมย “โจโจ้โจรย่องเบา” งัดบ้าน ผกก.

ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าว

วันนี้เรามาฟังสองมุมกันในคดีที่กำลังเป็นกระแส ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างความเมตตากับหลักกฎหมาย หนุ่มวัย 34 ปีที่สติไม่สมประกอบ ขโมยถุงอาหารราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาท แต่เจ้าของกลับยืนกรานจะดำเนินคดีเต็มที่ ครอบครัวผู้ต้องหาก็เดือดร้อนหนัก มาดูรายละเอียดกันเลย

ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.พ. เวลา 23.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานาวา นำโดย พ.ต.ท.ฉัตรชัย พรชวลิตหิรัญ และทีมสายตรวจ ได้รับแจ้งจากห้องวิทยุให้ไปตรวจสอบเหตุลักทรัพย์ ผู้เสียหายชื่อนายอภิชาติ สั่งอาหารเดลิเวอรีมาถึงหน้าบ้าน ถนนเจริญกรุง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลา 17.45 น. วางถุงแขวนไว้ที่รั้วบ้าน แต่ถูกคนร้ายขโมยไป

จากกล้องวงจรปิดเห็นชัด คนร้ายสวมเสื้อยืดคอกลมสีแดงลายเหลือง กางเกงขาสั้นสีดำ ผมสั้นทรงนักเรียน ขี่รถจักรยานยี่ห้อ Turbo สีน้ำเงิน มาดอดๆ มองๆ แล้วหยิบถุงอาหารห้อยแฮนด์หนีไป ตำรวจกระจายกำลังไล่ล่า จนเจอผู้ต้องหา “นายโย” อายุ 34 ปี ที่ถนนจันทน์ตัดเจริญราษฎร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร พบของกลางเต็มถุง

ของกลางที่ถูกขโมยในคดีนี้

  • ราเมน (ไม่ใส่ขิงดอง) ราคา 123 บาท
  • ไพตัน ชาชูเมน (แยกผัก) ราคา 125 บาท
  • เกี๊ยวซ่า 6 ชิ้น ราคา 88 บาท

รวมมูลค่าไม่ถึง 400 บาท แต่กลายเป็นประเด็นใหญ่ นายโยรับสารภาพว่าเอาไปกินเอง ตำรวจนํตัวไปให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน ผู้เสียหายยืนกรานดำเนินคดีเต็มรูปแบบ

มุมมองครอบครัวผู้ต้องหา: สติไม่สมประกอบตั้งแต่เด็ก

น.ส.น้ำฝน น้องสาวของนายโย เล่าว่าพี่ชายมีปัญหาสติไม่สมประกอบตั้งแต่เด็ก อายุ 1-2 ขวบ ชอบปีนสูงแล้วตกหัวฟาดพื้นบ่อยครั้ง เคยขโมยของกินแถว สน.วัดพระยาไกร แต่ชาวบ้านรู้สภาพก็ไม่เอาเรื่อง พ่อร้องไห้ขอร้องผู้เสียหาย จะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด แต่ผู้เสียหายบอกว่า “จะดัดสันดานมัน” และขอหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน

ครอบครัวกำลังรีบหาใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาล เพื่อนำไปยื่นก่อนส่งฟ้องศาลวันที่ 19 ก.พ. พ่อบอกว่า “มืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำยังไง” สงสารลูกที่เลี้ยงมาตั้งแต่นอนข้างๆ กัน

มุมมองผู้เสียหาย: ต้องมีบทลงโทษ

แม้เจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมถอน แม้ค่าอาหารแค่นี้ แต่ย้ำว่าต้องให้เป็นบทเรียน ตำรวจทำบันทึกจับกุม นายโยไม่ยอมเซ็นชื่อ ครอบครัวรีบมาที่โรงพัก

คดีนี้ชวนคิด ในสังคมที่เราควรเมตตาคนมีปัญหาสุขภาพจิต หรือยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด? การขโมยแม้เล็กน้อย แต่กระทบความรู้สึกผู้เสียหายที่รออาหารหิวๆ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้ต้องหาที่เดือดร้อนขนาดนี้ ก็น่าสงสาร

จากประสบการณ์ คดีลักทรัพย์เล็กน้อยแบบนี้ ถ้าครอบครัวชดใช้และมีหลักฐานสติไม่สมประกอบ ศาลอาจผ่อนผันได้ เช่น ลดโทษหรือรอลงอาญา แต่ต้องรอคำตัดสิน

คุณล่ะ คิดว่าควรฟังสองมุมยังไง? เมตตาหรือยุติธรรม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ฟังสองมุมกันนะ สังคมเราต้องการความเข้าใจมากขึ้น!

ที่มา – ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี

ครูวัย 33 ขโมยของชำ! โพสต์อวด “ทำเองอร่อยเอง”

ตาก – ตำรวจ สภ.ท่าสองยาง แกะรอยบุกรวบคุณครูวัย 33 ปี คาห้องพัก หลังก่อเหตุขโมยวัตถุดิบร้านของชำ ตั้งแต่ไข่เยี่ยวม้า หมูสไลซ์ ยันหมูบด ไก่บด ก่อนนำไปโพสต์โชว์การทำอาหาร พร้อมแคปชั่น “ทำเองอร่อยเอง” เจ้าตัวยอมรับสารภาพก่อเหตุลักทรัพย์จริง

เมื่อเวลา 7.30 น.วันที่ 2 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก พ.ต.อ.สุพจน์ นวรัตนารมย์ ผกก.สภ.ท่าสองยาง จ.ตาก ว่า เกิดเหตุการณ์จับครูประจำศูนย์การเรียนชุมชน ในข้อหาจับครูวัย 33 ปี ขโมยวัตถุดิบร้านของชำ ทางเจ้าทุกข์ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายอาหารตามสั่ง ได้เดินทางมาร้องทุกข์แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา

จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บริเวณร้านค้าพื้นที่ให้เช่า 711 สาขาตลาดสดแม่ต้าน ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เพื่อเก็บหลักฐานมีสิ่งของและอาหารหายไปหลายอย่าง เช่น ไข่เยี่ยวม้า จำนวน 10 แพ็ก หมูสไลซ์ จำนวน 1 ถุง หมูบด (เล็กน้อย) ไก่บด จำนวน 1 ถุง น้ำตาล จำนวน 5 กิโลกรัม เส้นก๋วยเตี๋ยว จำนวน 1 ถุง และเงินเหรียญภายในตะกร้า

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้โดยสอบถามเจ้าของร้านและภาพจากกล้องวงจรปิด พบเป็นชาย สวมหมวกกันน็อก สวมเสื้อแขนกุด กางเกงกีฬาขาสั้น รองเท้าแตะ รื้อค้นเอาสิ่งของภายในร้าน สืบสวนต่อมาทราบว่าชายดังกล่าวมีลักษณะตุ้งติ้ง คล้องกระเป๋ายี่ห้อหนึ่ง แบบโปร่งใส มือขวาถือสิ่งของลักษณะคล้ายกุญแจรถ ลักเอาสิ่งของซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารไป

จากการสืบสวนพบผู้ต้องสงสัย น่าจะเช่าบ้านพักอยู่ที่หมู่ 1 ต.แม่ต้าน ตรวจสอบในเฟซบุ๊กผู้ต้องสงสัยโพสต์อวดโชว์การทำอาหารเอง มีถ้อยคำระบุว่า “ทำเองอร่อยเอง” เป็นข้าวราดผัดคะน้าหมูกรอบใส่หมูสับและไข่เยี่ยวม้า ตรงกับพยานหลักฐานหลายอย่างบ่งชี้ว่าจะเป็นคนร้ายในคดี จึงได้ขอให้เจ้าของหอพักตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าชายต้องสงสัยในวันเวลาที่เกิดได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกจากหอพักในเวลากลางคืน โดยมีลักษณะการแต่งกายคล้ายกันกับชายที่เข้ามาลักทรัพย์

เมื่อทราบโดยชัดเจนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอหมายศาลจังหวัดแม่สอดเข้าทำการจับกุมตัวในช่วงเช้าขณะผู้ต้องหายังนอนหลับอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ได้เคาะห้องเรียกและแสดงตัวตามหมายจับ ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายประนพ โยชนะ อายุ 33 ปี ชาว อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร มาทำงานเป็นครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนระดับอำเภอท่าสองยาง ในห้องพักพบหลักฐานหลายอย่างเช่น เสื้อผ้า ถุงใส่อาหาร หมวกกันน็อกและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุลักทรัพย์จริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือพ้นจากการจับกุม” แล้วจับกุมตัว

นำส่งยัง พ.ต.ต.อภิวัฒน์ ถาวร สารวัตรสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับครูวัย 33 ปี ขโมยวัตถุดิบร้านของชำ

ทำไมครูถึงก่อเหตุ จับครูวัย 33 ปี ขโมยวัตถุดิบร้านของชำ?

เหตุการณ์จับครูวัย 33 ปี ขโมยวัตถุดิบร้านของชำ นี้ สร้างความตกตะลึงให้กับหลายๆ คน เพราะอาชีพครูเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพและไว้วางใจ การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจในการกระทำผิดของครูท่านนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด และต้องรอการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป

การลักขโมยไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามศีลธรรม เราควรหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย และเคารพทรัพย์สินของผู้อื่นนะครับ

ที่มา – จับครูวัย 33 ปี ขโมยวัตถุดิบร้านของชำ โพสต์โชว์ของกลางหรา “ทำเองอร่อยเอง” ตร.แกะรอยรวบ

Scroll to top