ลักลอบเข้าไทย

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทย จ่ายค่าหัวหลักหมื่น

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง สร้างความฮือฮาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบเข้าประเทศอย่างเข้มข้น กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาจำนวน 42 คนถูกจับกุมได้ทั้งหมด ขณะพยายามลอบผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังไปหางานทำในจังหวัดชั้นในของไทย

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

วันที่ 9 มีนาคม 2569 หรือ พ.ศ. 2569 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ได้สั่งการให้เพิ่มมาตราการเฝ้าระวังบริเวณชายแดน โดยเฉพาะจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติที่มักถูกใช้ลักลอบเข้าประเทศ

รายละเอียดการจับกุมคดีแรก

เวลา 21.30 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊กได้แบ่งกำลังลาดตระเวน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลบซ่อนในชายป่าหลังเกษตรพื้นที่สูง ท้องที่หมู่ 8 ตำบลหนองลู เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมได้ทันที 24 คน แบ่งเป็นชาย 14 คน หญิง 10 คน โดยทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารรับรองใดๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

การจับกุมคดีที่สองติดต่อกัน

เพียง 2 ชั่วโมงต่อมา เวลา 23.30 น. ของคืนเดียวกัน ขณะลาดตระเวนบริเวณชายป่าหลังวัดน้ำเกิ๊ก เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหลบซ่อนจำนวนมาก สามารถจับกุมได้อีก 18 คน ชาย 10 คน หญิง 8 คน เช่นเดียวกันไม่มีเอกสารประจำตัวหรืออนุญาตพำนักในไทย และสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ต้องใช้ล่ามแปลในการสอบปากคำที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

  • หน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการ:
  • ตำรวจสถานีสังขละบุรี
  • ชุดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี
  • กรมทหารชายแดนที่ 134
  • ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี
  • กองกำลังสุรสีห์ ฉก.ลาดหญ้า

ผู้ต้องหาทั้ง 42 คนให้การสารภาพตรงกันว่า ลอบหนีเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติเพื่อไปทำงานในพื้นที่จังหวัดกลางของไทย โดยจ่ายค่าหัวให้นายหน้าไม่เท่ากัน บางราย 15,000-20,000 บาท บางรายสูงถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและความยากลำบากของเส้นทาง พวกเขาหลบรอในป่าเพื่อให้ผู้มารับไปส่งต่อ แต่โชคร้ายถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก่อน

หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติ immigration

ปัญหาแรงงานเถื่อนและผลกระทบ

การลักลอบเข้าประเทศเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเนื่องจากความต้องการแรงงานราคาถูกในภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และบริการของไทย แต่สร้างปัญหามากมาย เช่น การแพร่ระบาดโรค การค้ามนุษย์ และการแข่งขันกับแรงงานไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน นอกจากนี้แรงงานเหล่านี้ยังเสี่ยงถูกนายหน้าหลอกลวง ถูกทารุณ หรือสูญเสียชีวิตระหว่างทาง

รัฐบาลไทยมีนโยบายเข้มงวดในการปราบปราม พร้อมส่งเสริมการจ้างงานถูกกฎหมายผ่าน MOU กับเมียนมา ลาว และกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทางนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยทั้งการปราบปรามและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นเบาะแสการลักลอบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด

เหตุการณ์ จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวอาชญากรรมชายแดน สะท้อนปัญหาการหลอกลวงงานออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันผิดกฎหมายในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ผู้เสียหายทั้ง 4 คนถูกชักชวนด้วยเงินเดือนสูงลิ่ว แต่สุดท้ายกลายเป็นเหยื่อที่ถูกทิ้งให้ลอยนวล

จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 06.30 น. เจ้าหน้าที่จากกองร้อยทหารพรานที่ 1206 ชุดลาดตระเวนฉก.อรัญประเทศ นำโดย พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการฉก.อรัญประเทศ และ พ.อ.พงศกร เสืองาม ผู้บังคับการชค.ทพ.12 ได้เข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ขณะที่กำลังลักลอบเดินเท้าข้ามชายแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้าประเทศไทย บริเวณทุ่งนาท้ายหมู่บ้านกุดหิน หมู่ 4 ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ห่างจากถนนสาย 3366 ประมาณ 300 เมตร

ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนไทย มีบัตรประชาชนติดตัว พวกเขายอมรับว่าลักลอบข้ามแดนเพื่อกลับภูมิลำเนา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวมาสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ทราบว่ามาจากจังหวัดมหาสารคาม 1 คน จังหวัดร้อยเอ็ด 2 คน และกรุงเทพมหานคร 1 คน

เส้นทางหลอกลวงสู่การเป็นแอดมินเว็บพนันปอยเปต

ผู้ต้องหาเล่าว่าตกเป็นเหยื่อตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2569 ได้รับการชักชวนผ่านเพจบนแอปพลิเคชันออนไลน์ เสนองานแอดมินเว็บพนันออนไลน์ที่ปอยเปต เงินเดือน 10,000-20,000 บาท โดยต้องเปิดบัญชีธนาคารก่อน มีผู้นำพารับจากบ้านแล้วลักลอบข้ามชายแดนช่องทางธรรมชาติไปกัมพูชา จากนั้นพาไปพักที่ SOKHA CONDOMINIUM อำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภออรัญประเทศ

ที่นั่น พวกเขาถูกให้สแกนหน้าเพื่อทำธุรกรรมบัญชีธนาคาร แต่ไม่นานบัญชีทั้งหมดถูกอายัด นายจ้างซึ่งเป็นคนไทยบอกว่า “หมดหน้าที่แล้ว จะส่งกลับไทย” แต่สุดท้ายผู้ควบคุมชาวกัมพูชานำมาทิ้งที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา ให้เดินข้ามมาเอง จนถูกจับได้

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปอยเปตเป็นศูนย์กลางเว็บพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ มีการหลอกลวงคนไทยจำนวนมากด้วยงานรายได้ดี แต่จริงๆ แล้วเป็นการใช้บัญชีม้าในการฟอกเงินพนันออนไลน์ ผู้เสียหายมักถูกบังคับให้เปิดบัญชี สแกนหน้าเพื่อยืนยันตัวตน แล้วถูกทิ้งเมื่อบัญชีโดนอายัด

  • การชักชวนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจงานรายได้สูง
  • ต้องเปิดบัญชีธนาคารก่อนเริ่มงาน
  • ลักลอบข้ามแดนช่องทางธรรมชาติ
  • พักในคอนโดหรู แต่ทำงานสแกนธุรกรรมผิดกฎหมาย
  • ถูกทิ้งเมื่อบัญชีถูกอายัด

เจ้าหน้าที่ทหารพรานนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจคลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว เพื่อดำเนินคดีฐานลักลอบเข้าเมืองและเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์

ข้อควรระวังจากกรณีจับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนหางาน โดยเฉพาะงานออนไลน์ที่เสนอเงินเดือนสูงเกินจริง โดยเฉพาะที่ต้องเกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารหรือข้ามแดน ควรตรวจสอบนายจ้างให้ดี หลีกเลี่ยงงานที่ให้เปิดบัญชีก่อน และแจ้งเจ้าหน้าที่หากสงสัยถูกหลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมายในปอยเปตมักเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างความเสียหายทั้งตัวบุคคลและสังคมไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานคล้ายๆ กันเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่สระแก้วและตราด แสดงให้เห็นว่าขบวนการนี้ยังคงดำเนินต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องเข้มงวดปราบปรามมากขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระวังภัยจากงานหลอกลวง หากพบข้อมูลน่าสงสัย โทรแจ้งสายด่วน 191 หรือหน่วยทหารชายแดนใกล้เคียง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเหมือนกรณีนี้

ที่มา – จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด

รวบ! **จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ได้ทำการ**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**กลางดึก โดยอาศัยจังหวะที่เมืองชเวโก๊กโก่กำลังปั่นป่วน หวังเข้ามาทำงานในจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 00.05 น. นายอำเภอแม่ระมาดได้รับรายงานว่ามีการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 35 และกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 345 จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกันลาดตระเวนอย่างเข้มงวด

นายประเสริฐ วชิรญาณุวัฒน์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำทีมสมาชิก อส. อ.แม่ระมาด ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลแม่ระมาด ตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงที่ทางการเมียนมากำลังกวาดล้างกลุ่มชาวจีนในเมืองชเวโก๊กโก่ ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ชาวต่างชาติและแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าประเทศไทย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณกลางทุ่งนา บ้านป่าไม้ห้า หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งเชื่อมต่อกับบ้านหนองหลวง หมู่ที่ 13 ตำบลขะเนจื้อ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ใกล้กับริมถนนสายแม่สอด-แม่ระมาด พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยรวมตัวกันอยู่กลางดึก จึงแสดงตัวเข้าทำการสอบถาม

จากการสอบถามพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ประกอบด้วยชาย 20 คน และหญิง 16 คน รวมทั้งสิ้น 36 คน ทั้งหมดให้การว่าเดินทางมาจากหลายพื้นที่ในประเทศเมียนมาก่อนที่จะถูกส่งตัวลงเรือข้ามมายังประเทศไทย โดยใช้วิธีเดินเลี่ยงจุดตรวจและอาศัยรถยนต์เป็นพาหนะในบางช่วงของเส้นทางหลบหนี โดยมีเป้าหมายปลายทางคือจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร เพื่อหางานทำ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 36 คนไปยังที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพื่อรอการส่งตัวให้กับพันตำรวจโท ณว์พรรณ์ เทียมฉันท์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทำไมถึงมีการ**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**?

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากความต้องการแรงงานในประเทศไทย ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบและความยากลำบากทางเศรษฐกิจในประเทศเมียนมา ทำให้แรงงานจำนวนมากเสี่ยงที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า

การที่เจ้าหน้าที่สามารถ**จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต ลักลอบเข้าไทย**ได้ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเฝ้าระวังและลาดตระเวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความร่วมมือของผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุในประเทศต้นทางด้วย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

การลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวไม่เพียงแต่เป็นปัญหาด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยด้วย แรงงานผิดกฎหมายมักถูกเอารัดเอาเปรียบด้านค่าแรงและสภาพการทำงาน ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับแรงงานไทย นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ

แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองเป็นไปอย่างยั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและจับกุมผู้กระทำผิด รวมถึงลงโทษผู้ที่ให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือแรงงานผิดกฎหมาย
  • การส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย: สนับสนุนให้ผู้ประกอบการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้แรงงานได้รับการคุ้มครองและได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงมีพึงได้
  • การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน: สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างงานในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดแรงจูงใจในการเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดปัญหาดังกล่าวและสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคงได้

ที่มา – จับแรงงานเมียนมา 36 ชีวิต อาศัยจังหวะชเวโก๊กโกป่วน ลักลอบเข้าไทยกลางดึก

รวบ 6 คนไทย หนีจากกัมพูชา: ทำงานลำไยที่จันท์?

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของ 6 คนไทย ที่ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา กลายเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลาย ๆ คนต้องระวังตัวมากขึ้น โดยกลุ่มคนไทยกลุ่มนี้อ้างว่า พวกเขาหวังจะไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่สุดท้ายกลับถูกหลอกไปกักขังที่ปอยเปต

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ร่วมกับ พ.อ.พงศกร เสืองาม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 12 ได้นำกำลังพลเข้าสกัดจับ 6 คนไทย ชาย 2 คน หญิง 4 คน ขณะที่พวกเขากำลังลักลอบข้ามแดนจากฝั่งกัมพูชากลับเข้ามาในประเทศไทย บริเวณริมถนนหมายเลข 3383 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยไม่มีผู้นำพา

จากการสอบถาม พวกเขาให้การว่าต้องการเดินทางไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่กลับถูกนายหน้าหลอกพาข้ามแดนไปยังกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังไว้ในบ้านพักหลังหนึ่งร่วมกับคนไทยอีกประมาณ 30 คน

ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มคนไทยที่ถูกกักขังได้รวมตัวกันประท้วงเพื่อขอกลับภูมิลำเนา ทำให้ผู้ดูแลยอมปล่อยตัวและจัดหารถรับส่ง พร้อมทั้งออกค่าใช้จ่ายในการข้ามแดนให้ทั้งหมด โดยผู้ดูแลได้นำพวกตนมาปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดน และให้เดินเท้าลักลอบกลับเข้าประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ออกลาดตระเวนตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัว 6 คนไทย ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลไปยังขบวนการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้อง

รวบ 6 คนไทย หนีจากกัมพูชา อ้างหวังทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่ถูกหลอกไปปอยเปต

อุทาหรณ์! เรื่องราวของ 6 คนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังในการหางาน โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลของนายหน้าและบริษัทจัดหางานให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

การถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ 6 คนไทย กลุ่มนี้แสดงให้เห็นว่าขบวนการเหล่านี้ยังคงมีอยู่ และใช้วิธีการที่หลากหลายในการหลอกลวงผู้คน ดังนั้นการมีสติและความรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สำหรับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรให้คำแนะนำและช่วยตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้

การทำงานต่างประเทศอาจเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรายได้และพัฒนาชีวิต แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมและตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักถึงสิทธิของตนเอง หากรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

หวังว่าเรื่องราวของ 6 คนไทย ที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี จะเป็นบทเรียนให้กับทุกคน และช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – รวบ 6 คนไทย หนีจากกัมพูชา อ้างหวังทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่ถูกหลอกไปปอยเปต

รวบ! 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

ทหารพรานสกัดจับ 9 คนไทยแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย! ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์ จ่ายค่าหัวคนละ 6,000 บาทเพื่อลักลอบข้ามแดน

จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ร่วมกับชุดควบคุมทหารพรานที่ 12, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 พัน 1 รอ. และหมวดลาดตระเวน ม.พัน.30 ได้ร่วมกันปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจตราตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อยบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 9 คน เป็นชาย 5 คน และหญิง 4 คน ขณะกำลังลักลอบเดินเท้าข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่มาจากหลากหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สกลนคร พิษณุโลก และอ่างทอง โดยทั้งหมดให้การยอมรับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา หลังจากที่ได้ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต และต้องการที่จะกลับบ้านเกิดเนื่องจากรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานในลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้จ่ายเงินค่าหัวคนละ 6,000 บาท ให้กับผู้นำพาชาวกัมพูชาเพื่อช่วยนำพาข้ามแดนกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม ไม่พบตัวผู้นำพาในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ทำไมถึงตัดสินใจเป็น แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงตัดสินใจไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต? คำตอบส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ชีวิตในต่างแดนไม่ได้สวยงามเสมอไป หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเหงา และความเสี่ยงต่างๆ นานา การถูกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ และสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่หลายคนต้องเจอ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 9 คน ซึ่งไม่มีเอกสารการเดินทาง (Passport) ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา “ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ต่อไป

การลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด การทำความเข้าใจข้อกฎหมาย และการเตรียมตัวให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ

ที่มา – จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์

ทหารพรานจับกระบะขน **แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา**

สระแก้วระทึก! ทหารพรานไล่ล่าสกัดจับรถกระบะลอบขน แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา จำนวน 10 ราย ก่อนเสียหลักตกข้างทาง ผู้ต้องหารับสารภาพกลับบ้านเกิดไม่มีงานทำ ขาดรายได้ จึงตัดสินใจลักลอบมาหางานทำในฝั่งไทย

เมื่อเวลา 04.15 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ และ ชค.ทพ.12 (ร้อย.ทพ.1206) ได้ทำการสกัดจับขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว บริเวณเส้นทางระหว่างบ้านสลองคอง – บ้านกุดหิน ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ชุดลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ร้อย.ทพ.1206 และ ฉก.อรัญประเทศ ได้รับแจ้งข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย จึงได้วางกำลังและตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย ยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู สีขาว ทะเบียน กท 6903 สระแก้ว วิ่งมาบนเส้นทางดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถคันดังกล่าวกลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด

ระหว่างการหลบหนี รถกระบะได้เสียหลักตกข้างทาง บริเวณบ้านสลองคอง ม.3 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบกลุ่มบุคคลที่นั่งอยู่ภายในรถได้พากันวิ่งหลบหนีออกจากรถทันที เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามและควบคุมตัวผู้ที่วิ่งหลบหนีมาได้ทั้งหมด รวม 10 คน

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นชาวกัมพูชา ประกอบด้วยชาย 6 คน หญิง 3 คน และผู้ติดตามเยาวชนหญิง 1 คน ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมตัวผู้ขับขี่รถกระบะซึ่งเป็นชาวไทยได้อีก 1 คน

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชา ให้มารับกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวกัมพูชาที่บริเวณชายแดน เพื่อนำไปส่งยังพื้นที่ตอนในของประเทศไทย ส่วนแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้ง 10 คนให้การว่า เดิมเคยทำงานอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเนื่องจากมาตรการคุมเข้มการเข้าออกชายแดน แต่เนื่องจากกลับไปแล้วไม่มีงานทำและขาดรายได้ จึงตัดสินใจติดต่อผู้นำพาชาวกัมพูชาให้พาเดินเท้าลัดเลาะตามช่องทางธรรมชาติข้ามมายังฝั่งไทย ก่อนที่จะมีผู้นำพาชาวไทยมารับช่วงต่อ จนกระทั่งถูกจับกุมในที่สุด

ทหารพรานสกัดจับกระบะขน 10 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย หางานทำ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้นำพาชาวไทย พร้อมทั้งแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมที่ กองบังคับการ ร้อย.ทพ.1206 และจะดำเนินการส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการแก้ไข

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวที่ยังคงมีอยู่ถึงแม้จะมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประเทศเพื่อนบ้าน ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้กระทำผิด ทั้งผู้นำพาและผู้ที่ให้การสนับสนุน ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ

การแก้ไขปัญหาแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาอย่างยั่งยืนต้องมองในภาพรวมของเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทหารพรานสกัดจับกระบะขน 10 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย หางานทำ

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย

กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 37 คน ขณะลักลอบเข้าประเทศไทยบริเวณชายแดนโคกสูง โดยใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจพื้นที่แนวชายแดน

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 (ฉก.ตชด.4) ได้ลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจแนวชายแดน บริเวณหลักเขตแดนที่ 47-48 บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตประเทศไทย จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมทั้งหมด

จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 37 คน (ชาย 22 คน และหญิง 15 คน) ทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตเข้าประเทศ (พาสปอร์ตหรือวีซ่า)

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานให้การว่าเดินทางมาจากจังหวัดบันเตียเมียนเจยและเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยมีนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นผู้จัดหาและนำมาส่งใกล้ชายแดน เพื่อรอจังหวะลักลอบเข้าไทย โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อทำงานรับจ้างทั่วไปและในโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสมุทรปราการ โดยจ่ายค่านายหน้าคนละประมาณ 3,000–5,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งหมดไปยังที่ทำการหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 เพื่อทำบันทึกจับกุม และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดกรองโรคและเตรียมผลักดันกลับประเทศ

ทางการเน้นย้ำว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีตรวจจับ เช่น โดรนตรวจความร้อน กล้องวงจรปิด และหน่วยเฝ้าตรวจเคลื่อนที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

การจับกุมแรงงานกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงและความผิดทางกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันชายแดน

การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การค้ามนุษย์ และความเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการบังคับใช้กฎหมาย

สถานการณ์ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย แนวชายแดนโคกสูงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประเทศ

การ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย ควรเป็นอุทาหรณ์ให้ตระหนักถึงผลเสียของการลักลอบเข้าเมือง และหันมาทำงานอย่างถูกกฎหมายเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาประเทศ

ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

ที่มา – กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

ทหารพรานช่วยหนุ่มบัญชีม้า ตะคริวกิน!


นาทีชีวิต! ทหารพรานช่วยเหลือหนุ่มวัย 23 ปี เป็นตะคริวกลางคลองพรหมโหด ขณะลักลอบหนีกลับไทย หลังไปทำงานที่กัมพูชาแล้วเข้าไปพัวพันกับบัญชีม้าจนถูกอายัด

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 20.30 น. กองกำลังบูรพา, ฉก.อรัญประเทศ, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 13 (ร้อย.ทพ.1304), ร.2 พัน 1 ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือชีวิตคนไทยจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะพยายามลักลอบข้ามแดนมาจากฝั่งกัมพูชา โดยชายคนดังกล่าวเกิดอาการตะคริวและกำลังจะจมน้ำในคลองพรหมโหด

ชุดลาดตระเวน (ลว.) ที่กำลังเดินเท้าอยู่บริเวณหลังวัดโคกสะแบง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากลำคลอง จึงรีบเข้าไปตรวจสอบและพบชายคนหนึ่งกำลังพยายามข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากว่ายน้ำไม่แข็ง ประกอบกับกระแสน้ำค่อนข้างแรง ทำให้เขาเกิดอาการตะคริวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ทหารพรานช่วยหนุ่มบัญชีม้า

เจ้าหน้าที่ชุด ลว. ไม่รีรอ ตัดสินใจเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยว่ายน้ำนำเสื้อชูชีพไปให้ชายคนดังกล่าวกลางคลอง ทำให้สามารถช่วยเหลือเขาขึ้นมาบนฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ทหารพรานช่วยเหลือ

จากการสอบสวน ทราบชื่อชายคนดังกล่าวคือ นายวรเทพ อายุ 23 ปี เป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ เขาให้การว่าเพิ่งหลบหนีกลับมาจากฝั่งกัมพูชา หลังจากเดินทางข้ามไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เพื่อทำงานเป็น “บัญชีม้า” โดยเปิดบัญชีม้าจำนวน 4 บัญชี เพื่อใช้ในการสแกนหน้าและโอนเงิน แลกกับค่าตอบแทนเดือนละ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำงานไปจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2568 บัญชีทั้งหมดก็ถูกอายัด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เขาจึงติดต่อผู้จัดหางานให้ช่วยพาหลบหนีกลับประเทศไทยเพื่อกลับภูมิลำเนา แต่กลับมาประสบเหตุเป็นตะคริวในคลองเสียก่อน งานนี้ได้ทหารพรานช่วยหนุ่มบัญชีม้าไว้ได้ทัน

บัญชีม้า

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายวรเทพ ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าออกราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายต่อไป

ทหารพรานช่วยหนุ่มบัญชีม้า ตะคริวกิน!

อุทาหรณ์! อย่าหลงเชื่อทำงานผิดกฎหมาย

เรื่องราวของนายวรเทพถือเป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายๆ คนที่กำลังมองหางาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ดูเหมือนจะง่าย ได้เงินเร็ว แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงและผิดกฎหมาย การเข้าไปเกี่ยวข้องกับ “บัญชีม้า” ไม่เพียงแต่จะทำให้เสียเงิน เสียเวลา แต่ยังอาจต้องเผชิญกับโทษทางกฎหมายอีกด้วย

การทำงานอย่างสุจริต แม้จะยากลำบากกว่า แต่ก็เป็นหนทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเสมอ

ผลกระทบจากบัญชีม้า

ปัญหาบัญชีม้าส่งผลกระทบวงกว้างต่อสังคมและเศรษฐกิจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงออนไลน์มีมูลค่ามหาศาล การมีส่วนร่วมในขบวนการเหล่านี้ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นและสร้างความเสียหายต่อภาพรวมของประเทศ

ทหารพรานกับการช่วยเหลือประชาชน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความเสียสละของทหารพรานในการช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถช่วยชีวิตนายวรเทพไว้ได้ทันเวลา

การช่วยเหลือทหารพรานช่วยหนุ่มบัญชีม้าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือชีวิตคนหนึ่ง แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอีกด้วย

หลายครั้งที่ทหารพรานช่วยหนุ่มบัญชีม้าและคนอื่นๆในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำงานใดๆ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ปรึกษาผู้รู้ และคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์

ที่มา – ทหารพรานโดดช่วย “หนุ่มบัญชีม้า” วัย 23 ตะคริวกินหวิดจมน้ำดับขณะลอบหนีกลับไทย

รวบ! 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย


จันทบุรี – เจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชากว่า 50 ชีวิต ลักลอบข้ามแดนเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ หลังเผชิญความยากลำบากและอดอยากในบ้านเกิด พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยให้ข้อมูลว่า พวกเขาหลงเชื่อคำสัญญาของผู้นำประเทศที่บอกว่าเมื่อกลับบ้านจะมีงานทำและชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือเรื่องราวของ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความอดอยาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อนาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ทำการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมมีทั้งเด็กชาย, เด็กหญิง และทารก

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีการนำพาแรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงได้วางกำลังตามแนวชายแดน กระทั่งเวลาประมาณ 20:00 น. พบเห็นชาวกัมพูชาจำนวนมากทยอยเดินข้ามแดน จากนั้นมีรถกระบะมารับแรงงานไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านคลองบอน ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน

เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมด พร้อมกับนายสมนึก พัดเล็ก อายุ 49 ปี ผู้ว่าจ้างนำพา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จากการสืบสวน นายสมนึกมีพฤติกรรมนำพาแรงงานมานานแล้ว และเคยถูกจับกุมมาหลายครั้ง แต่หลักฐานไม่เพียงพอ

จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ พวกเขาให้ข้อมูลว่า พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ตามคำเชิญชวนของรัฐบาลและฮุนเซน ที่สัญญาว่าจะมีงานและเงินให้ใช้ แต่เมื่อกลับไปกลับไม่เป็นไปตามนั้น ทำให้พวกเขากลัวอดตายและพยายามหาวิธีกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

ทำไมถึงต้อง ลักลอบเข้าไทย?

แรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ ตัดสินใจ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความสิ้นหวังในบ้านเกิด พวกเขาเชื่อในคำสัญญาว่าจะได้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสี่ยงอันตรายเพื่อหาเลี้ยงชีพ

หลังจากบันทึกข้อมูลและทำเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดแยก โดยผู้ชายจะถูกนำไปฝากขังที่ สภ.โป่งน้ำร้อน ส่วนผู้หญิงและเด็กจะถูกนำไปไว้ที่โรงพักใกล้เคียงกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม เพื่อรอผลักดันกลับประเทศในวันรุ่งขึ้น

นาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้มาจากการสืบสวนและแกะรอยพฤติกรรม จนกระทั่งสามารถจับกุมได้ และขอฝากถึงชาวไทยที่จะทำอาชีพนำพาแรงงานเข้าประเทศว่าอย่าทำ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ด้านนายสมนึก พัดเล็ก อ้างว่า เขาเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยได้รับว่าจ้างจากเถ้าแก่เจ้าของสวนในราคาหัวละพันกว่าบาท และอ้างว่ามีแรงงานที่เขานำมาเพียง 8-9 คน ส่วนที่เหลือเป็นของคนอื่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนและการขาดโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในต่างแดน นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริง ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับประเทศตามคำเชิญชวนใดๆ

ที่มา – จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย งานไม่มีทำ ประสบกับความอดอยากในบ้านเกิด

Scroll to top