ล่วงละเมิดทางเพศ

สลดใจ เหยื่อสาววัย 14 ร้องโดนรุ่นพี่ลวง 5 ทรชนล่วงละเมิด

สลดใจ เหยื่อสาววัย 14 ร้องโดนรุ่นพี่ลวงให้ 5 ทรชนล่วงละเมิด-ปล่อยคลิปว่อน เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ชัยนาท เมื่อเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี กลายเป็นเหยื่อของการลวงล่อจากรุ่นพี่วัย 16 ปี ที่นำตัวไปให้กลุ่มวัยรุ่นชาย 5 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 13-16 ปี ล่วงละเมิดทางเพศอย่างโหดร้าย หลังจากมอมเหล้าให้จนหมดสติ และยังถ่ายคลิปวิดีโอเผยแพร่เพื่อประจานและแบล็คเมล์

สลดใจ เหยื่อสาววัย 14 ร้องโดนรุ่นพี่ลวงให้ 5 ทรชนล่วงละเมิด-ปล่อยคลิปว่อน

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 1 มกราคม 2569 ในงานวัดที่ อ.เนินขาม จ.ชัยนาท รุ่นพี่หญิงที่เรียกว่านางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ได้ชวนผู้เสียหายหรือ ด.ญ.บี (นามสมมติ) วัย 14 ปี ไปบ้านของ ด.ช.ซี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ที่ อ.หันคา โดยอ้างว่ามีเพื่อนผู้ชายอยากเจอ เมื่อไปถึง กลุ่มวัยรุ่นชายชวนเล่นทอยลูกเต๋า ใครแพ้กินเหล้า จน ด.ญ.บี เมาจนไม่ได้สติ พอสติตัวอีกทีก็ตี 1-2 แล้วรุ่นพี่ปลุกให้กลับบ้าน

ต่อมา ด.ญ.บี รู้ความจริงจากคลิปที่หลุดว่อนในพื้นที่ เพื่อนส่งมาให้ดู เธอพบว่าตัวเองถูกกลุ่มชาย 5 คนล่วงละเมิด โดยในคลิปยังมีการใช้พอตไฟฟ้าและโช้ครถจักรยานยนต์กระทำอนาจารอย่างน่าขยะแขยง คลิปนี้แพร่กระจายเกือบเดือนแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าแจ้งเพราะถูกขู่

สาเหตุจากปฏิเสธขายบริการ

ย้อนไปธันวาคม 2568 รุ่นพี่เอ ชวน ด.ญ.บี ไปบ้านรุ่นพี่เพื่อ “ทำงาน” โดยอ้างว่านั่งกินข้าวกับลูกค้า แต่จริงๆ คือชวนขายบริการทางเพศ เมื่อ ด.ญ.บี รู้ก็ปฏิเสธเพราะกลัวแฟนรู้ เอไม่พอใจขู่ตบตี นี่น่าจะเป็นชนวนที่นำไปสู่การแก้แค้นด้วยการลวงไปมอมยาและถ่ายคลิป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นค้ามนุษย์ เพราะเอทำตัวเป็นแม่เล้า ชวนเด็กสาวหลายคนไปขายบริการ คิดเงินลูกค้าครั้งละ 1,500 บาท หักส่วนแบ่ง 500-800 บาท ลูกค้าบางรายเป็นข้าราชการและตำรวจด้วย ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้รับแจ้งจากเหยื่อหลายรายและรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งตำรวจ

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2569 ต้นอ้อนำ ด.ญ.บี ไปแจ้งความที่ สภ.เนินขาม เจ้าหน้าที่ พมจ.ชัยนาท นำตัวเด็กไปตรวจร่างกายและจิตใจ ตำรวจออกหมายเรียก 5 วัยรุ่นชายและแม่เล้าเอ รวมถึงผู้ปกครอง หากไม่มาจะออกหมายจับดำเนินคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

  • การมอมเหล้าและล่วงละเมิดเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นข่มขืนกระทำชำเรา
  • การถ่ายคลิปเผยแพร่เป็นความผิดทางกฎหมายเพิ่มเติม
  • มีเครือข่ายค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ

ต้นอ้อ เปิดเผยว่าคลิปนี้น่าหดหู่มาก แม่เด็กบางคนรู้แต่ไม่กล้าแจ้งเพราะถูกขู่ ผู้ปกครองต้องเป็นเซฟโซนให้ลูก รับฟังและปกป้อง หากเด็กมีปัญหาแบบนี้ อย่าปล่อยไว้

เหตุการณ์ สลดใจ เหยื่อสาววัย 14 ร้องโดนรุ่นพี่ลวงให้ 5 ทรชนล่วงละเมิด-ปล่อยคลิปว่อน นี้สะท้อนปัญหาการล่อลวงเด็กในโซเชียลและชุมชน ผู้ปกครองควรสอนลูกแยกแยะอันตราย ตรวจสอบเพื่อนฝูง และสอนเรื่องเพศศึกษาให้ถูกต้อง หากเจอกรณีคล้ายๆ นี้ อย่ารอช้า ติดต่อมูลนิธิช่วยเหลือเด็กหรือตำรวจทันที เพื่อปกป้องเด็กไทยให้ปลอดภัย

สุดท้าย อยากฝากว่าเด็กทุกคนสมควรได้รับการคุ้มครอง อย่าให้ความกลัวหยุดยั้งความยุติธรรม สังคมต้องร่วมมือกันต่อต้านการล่วงละเมิดเด็ก หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อเพจ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ได้เลย เราจะช่วยเหลือเต็มที่

ที่มา – สลดใจ เหยื่อสาววัย 14 ร้องโดนรุ่นพี่ลวงให้ 5 ทรชนล่วงละเมิด-ปล่อยคลิปว่อน

คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน

คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในหมู่คนติดตามข่าวราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมของพระอนุชา คืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หลังจากมีเอกสารลับถูกเปิดเผยออกมา

คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮมได้แถลงอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าชาร์ลส์ทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่งต่อข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเจ้าชายแอนดรูว์ หรือ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทูตการค้าของสหราชอาณาจักร การแสดงออกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ชัดเจนทั้งในถ้อยคำและการกระทำ

โฆษกย้ำชัดว่า แม้เรื่องนี้จะเป็นหน้าที่ส่วนตัวของแอนดรูว์ แต่หากตำรวจเทมส์วัลเลย์ติดต่อมา สำนักพระราชวังพร้อมสนับสนุนเต็มที่ตามที่คาดหวังจากสาธารณชน ข่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจยืนยันว่ากำลังพิจารณาคำร้องจากกลุ่ม Republic ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านระบอบกษัตริย์ ที่แจ้งความดำเนินคดีกับแอนดรูว์ในข้อหาประพฤติมิชอบในหน้าที่สาธารณะและละเมิดความลับ

ต้นตอข้อกล่าวหาจากแฟ้มเอปสตีน

ข้อกล่าวหาครั้งนี้มีรากฐานมาจากอีเมลในแฟ้มเอกสารคดีของแจฟฟรีย์ เอปสตีน นายทุนเพศสัมพันธ์ที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผย เอกสารเผยว่า ในปี 2553-2554 แอนดรูว์ได้ส่งข้อมูลลับให้เอปสตีน ซึ่งตอนนั้นกำลังถูกสอบสวน

  • รายงานการเยือนสิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนามอย่างเป็นทางการ
  • รายละเอียดโอกาสลงทุนในอัฟกานิสถาน ซึ่งถูกจัดเป็นข้อมูล “ลับ”
  • ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านอีเมลส่วนตัว

กรณีนี้เชื่อมโยงกับ скандал Epstein ที่แอนดรูว์เคยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศ แม้ศาลจะยกฟ้อง แต่ชื่อเสียงของเขายังคงถูกสาดโคลน

การตอบสนองจากราชวงศ์และสังคม

แถลงการณ์จากบักกิงแฮมยังระบุว่า พระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินี Camilla ทรงมีความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อการล่วงละเมิดทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง การยืนยันสนับสนุนตำรวจนี้แสดงถึงความโปร่งใสของราชวงศ์ในยุคใหม่ หลังจากที่ผ่านมาเคยถูกวิจารณ์เรื่องปกปิด

ก่อนหน้านี้ แอนดรูว์ถูกถอดยศและตำแหน่งทหาร รวมถึงสิทธิ์ใช้คำนำหน้า HRH ทำให้เขาต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพี่ชาย พระเจ้าชาร์ลส์เคยสั่งให้แอนดรูว์ย้ายออกจากพระราชวังรอยัลลอดจ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายราชการ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจ่ายเงินชดเชย 12 ล้านปอนด์ให้กับเวอร์จิเนีย กิฟฟรี ผู้กล่าวหาแอนดรูว์ในคดี Epstein ซึ่งแอนดรูว์ปฏิเสธ แต่ยอมจ่ายเพื่อยุติคดี

เหตุการณ์คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันจากสาธารณชนและสื่อที่ต้องการความรับผิดชอบจากราชวงศ์ โดยเฉพาะในยุคที่สถาบันกษัตริย์ถูกตั้งคำถามเรื่องต้นทุนและศีลธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจข่าวราชวงศ์อังกฤษเพิ่มเติม เราขอแนะนำให้ติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตพัฒนาการล่าสุด กรณีนี้ยังคงต้องจับตาดูว่าตำรวจจะดำเนินการอย่างไร และราชวงศ์จะจัดการกับผลกระทบอย่างไรต่อไป

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการยืนหยัดต่อความยุติธรรม แม้จะกระทบครอบครัวก็ตาม คุณคิดเห็นอย่างไรกับการตัดสินใจของพระเจ้าชาร์ลส์? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์ กำลังเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกที่สร้างความฮือฮาและแรงกดดันมหาศาลต่ออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เอกสารล่าสุดจากคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน เผยรายละเอียดสุดสะพรึงเกี่ยวกับพฤติกรรมของทั้งคู่ที่ชวนให้นึกถึงคดีอื้อฉาวยาวนาน

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จดหมายทางกฎหมายฉบับสำคัญที่ถูกเปิดเผยในเอกสารคดีเอปสตีนชุดล่าสุด ระบุชัดเจนว่าอดีตนักการเงินชื่อดัง เจฟฟรีย์ เอปสตีน และอดีตเจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษ ได้ขอให้นักระบำเปลื้องผ้าสาวคนหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมทางเพศแบบสามเส้าที่บ้านพักของเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2549

หญิงนิรนามรายนี้ถูกจ้างด้วยเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาเต้นรำเปลื้องผ้า แต่หลังการแสดงจบ เอปสตีนและแอนดรูว์ก็เริ่มหว่านล้อมให้เธอมีเพศสัมพันธ์หลายรูปแบบ ทนายความของเธอเขียนจดหมายในเดือนมีนาคม 2554 อธิบายว่าลูกความพยายามปฏิเสธเพราะรับจ้างมาเต้นเท่านั้น ไม่ใช่ค้าประเวณี แต่เอปสตีนสัญญาจะจ่ายค่าจ้างเต้นรำทีหลัง จนสุดท้ายเธอยอมทำตาม

รายละเอียดชวนสะพรึงจากจดหมายแฉ

นอกจากนี้ จดหมายยังเผยว่าทั้งคู่ชวนเธอไปหมู่เกาะเวอร์จินของเอปสตีน แต่เธอปฏิเสธ สุดท้ายเธอได้เงินเพียง 2,000 ดอลลาร์จากที่ตกลงไว้ และรู้สึกถูกปฏิบัติเหมือนโสเภณี เธอพร้อมเก็บเรื่องเป็นความลับแลกเงินชดเชย 250,000 ดอลลาร์ แต่ไม่ชัดเจนว่าตกลงกันสำเร็จหรือไม่

  • นักระบำจาก “ราเชลส์ สตริปคลับ” ในเวสต์ปาล์มบีช ถูกพามาร่วมปาร์ตี้
  • หญิงสาวหลายคนแต่งกายยั่วยวน บางคนดูเด็กเพียง 14 ปี
  • เอปสตีนจัดหาสาวๆ มาให้แอนดรูว์อย่างต่อเนื่อง

เอกสารชุดนี้ยังมีภาพถ่ายแอนดรูว์คุกเข่าคร่อมผู้หญิงคนหนึ่งบนพื้น และอีเมลยืนยันว่าอีปสตีนจัดอาหารค่ำให้แอนดรูว์กับหญิงรัสเซียวัย 26 ปีในปี 2553

คดีเอปสตีน-แอนดรูว์นี้เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเวอร์จิเนีย จุฟเฟร ซึ่งแอนดรูว์ยอมจ่ายชดเชยในปี 2565 หลังปฏิเสธมาตลอด แม้จะสูญเสียสถานะราชวงศ์ไปแล้ว แต่แรงกดดันยังคงหนักหน่วง

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์ สะท้อนปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในชนชั้นสูงที่ซ่อนเร้นมานาน เอกสารหลายล้านหน้าเปิดโปงเครือข่ายอันมืดมิดของเอปสตีนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังนับไม่ถ้วน

จากมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบอำนาจและการปกป้องผู้เสียหาย หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศอื้อฉาวแบบนี้ ติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

สส.เดโมแครต เผยภาพเอปสตีน บิล เกตส์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ สส.เดโมแครต เผยแพร่ภาพถ่ายชุดใหม่จากทรัพย์สินของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินชื่อดัง ซึ่งมีภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนรวมอยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือ บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ และ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ ยังมีข้อความที่น่าสงสัยว่า “จะส่งผู้หญิงไปให้” ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้รับและผู้ส่งคือใคร

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยภาพถ่ายเพิ่มเติมอีก 68 ภาพจากทรัพย์สินของเอปสตีน ภาพบางส่วนถูกเซ็นเซอร์เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวและใบหน้าของผู้ที่อาจเป็นเหยื่อ

ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น สร้างความฮือฮาอย่างมาก เพราะมีภาพของ บิล เกตส์ ยืนอยู่กับผู้หญิงที่ไม่ทราบชื่อ โดยใบหน้าของผู้หญิงในภาพถูกพรางไว้ ทำให้เกิดคำถามว่าเธอเป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนอย่างไร ก่อนหน้านี้ เกตส์เคยยอมรับว่าการใช้เวลาร่วมกับเอปสตีนเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่”

บิล เกตส์ กับผู้หญิงปริศนา

เกตส์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาและเอปสตีนเคยทานอาหารค่ำร่วมกันหลายครั้งเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการการกุศล แต่โครงการดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริง และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จบลง

นอกจาก บิล เกตส์ แล้ว ยังมีภาพของ โนม ชอมสกี นักภาษาศาสตร์ชื่อดัง ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายชุดนี้ โดยเป็นภาพที่เขานั่งอยู่บนเครื่องบินและกำลังพูดคุยกับเอปสตีน

ชอมสกีเคยมีชื่อปรากฏในเอกสารที่เชื่อมโยงกับเอปสตีนมาก่อน รวมถึงการโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องทางวิชาการและเรื่องส่วนตัว เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าเอปสตีนเคยช่วยเหลือเขาในการโอนเงินระหว่างบัญชี โดยที่ไม่มีเงินของเอปสตีนเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่เซนต์เดียว และเขายังกล่าวว่า “ผมรู้จักเขา และเราก็พบกันเป็นครั้งคราว”

โนม ชอมสกี กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ภาพถ่ายชุดนี้ยังมีภาพของ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ ซึ่งจากสถานที่และเสื้อผ้าที่ปรากฏในภาพ คาดว่าน่าจะถูกถ่ายในช่วงเวลาเดียวกับภาพที่เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เพียงแต่เป็นภาพจากมุมที่แตกต่างกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การปรากฏตัวของบุคคลเหล่านี้ในภาพถ่าย ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใดๆ และบุคคลจำนวนมากที่อยู่ในภาพได้ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับคดีของเอปสตีน

นอกเหนือจากภาพบุคคลแล้ว ยังมีภาพถ่ายหนังสือเดินทางและภาพหน้าจอโทรศัพท์ที่แสดงข้อความต่อเนื่องใน WhatsApp จากผู้ส่งที่ไม่ระบุตัวตน

ข้อความหนึ่งกล่าวถึง “เพื่อนแมวมอง” ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งเรียกเงิน 1,000 ดอลลาร์ต่อเด็กสาวหนึ่งคน ข้อความถัดมาระบุว่า “ฉันจะส่งสาวๆ (girls) ไปให้คุณเดี๋ยวนี้” และต่อด้วยข้อความว่า “บางทีอาจจะมีใครบางคนที่เหมาะกับ J นะ?” ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อความเหล่านี้มาจากใคร ใครเป็นผู้รับ และ “J” ในข้อความคือใคร

การสนทนาระหว่างบุคคลปริศนา

ชุดข้อความดังกล่าวยังมีรายละเอียดส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ส่วนสูง สัดส่วน และน้ำหนัก ซึ่งถูกเซ็นเซอร์ไว้ โดยระบุว่าบุคคลดังกล่าวกำลังเดินทางมาจากเมืองหนึ่งในรัสเซีย

ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่นี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ “เอกสารเอปสตีน” ที่รัฐสภากำหนดให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยต่อสาธารณะ

พรรคเดโมแครตอ้างว่าการเผยแพร่ภาพถ่ายเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อความโปร่งใส โดยไม่มีข้อมูลบริบทอื่นเพิ่มเติม ในขณะที่พรรครีพับลิกันกล่าวหาว่าเดโมแครตเลือกเฉพาะบางภาพและเซ็นเซอร์ข้อมูลอย่างจงใจ

เอปสตีนกับผู้หญิงปริศนา

สส.เดโมแครต เผยภาพจากกรุ “เอปสตีน” ลอตใหม่ รวมภาพ บิล เกตส์

ทำไมภาพชุดนี้ถึงสำคัญ?

การเปิดเผยภาพถ่ายชุดนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก และอาจนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายที่ซับซ้อนของเจฟฟรีย์ เอปสตีน สิ่งที่น่าสนใจคือ บิล เกตส์ จะถูกเชื่อมโยงกับเรื่องนี้อย่างไร และข้อความลึกลับที่กล่าวถึงการส่งผู้หญิงมีความหมายว่าอะไร

  • สส.เดโมแครต ต้องการอะไรจากการเปิดเผยภาพเหล่านี้?
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง บิล เกตส์ และเอปสตีนลึกซึ้งแค่ไหน?
  • ใครคือบุคคลปริศนาที่อยู่ในภาพถ่ายและข้อความ?

คำถามเหล่านี้ยังคงรอคำตอบ และการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมอาจนำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าเดิม

การเปิดเผยภาพถ่ายจากทรัพย์สินของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่มีภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง บิล เกตส์ และข้อความที่น่าสงสัย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและความเชื่อมโยงที่อาจมีอยู่เบื้องหลังเรื่องราวนี้ การติดตามข่าวสารและรอคอยการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – สส.เดโมแครต เผยภาพจากกรุ “เอปสตีน” ลอตใหม่ รวมภาพ บิล เกตส์

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่ อ้างทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

สส.สหรัฐฯ เผยแพร่อีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยอีเมลดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการการเมืองสหรัฐฯ

เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (House Oversight Committee) ได้เผยแพร่อีเมลส่วนตัวชุดใหม่ของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องโทษในคดีทางเพศที่ล่วงลับไปแล้ว ในอีเมลเหล่านั้น เอปสตีนอ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและกำลังถูกตรวจสอบอย่างละเอียด

ชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏในอีเมลส่วนตัว 3 ฉบับ ที่มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่าง เอปสตีน, กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิดของเขา และ ไมเคิล วูล์ฟ นักเขียน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนอีเมลเหล่านี้โดยตรง และยังไม่มีข้อกล่าวหาว่าเขากระทำความผิดใดๆ

“สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกำกับดูแลได้รับอีเมลใหม่จากกองมรดกของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับโดนัลด์ ทรัมป์ และความรู้ของเขาเกี่ยวกับอาชญากรรมอันน่าสยดสยองของเอปสตีน” สมาชิกพรรคเดโมแครตโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

“อ่านด้วยตัวคุณเอง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการปิดบังและเปิดเผยไฟล์เหล่านี้”

ในอีเมลฉบับหนึ่งที่ส่งถึงวูล์ฟเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 เอปสตีนเขียนอย่างชัดเจนว่า “ทรัมป์บอกว่าเขาขอให้ผมลาออก ไม่มีวันเป็นสมาชิก… แน่นอนว่าเขารู้เรื่องเด็กผู้หญิงเพราะเขาขอให้กิสเลนหยุด”

ในอีเมลอีกฉบับจากเดือนเมษายน 2554 เอปสตีนอ้างกับแม็กซ์เวลล์ว่า ทรัมป์เคย “ใช้เวลาหลายชั่วโมง” กับเหยื่อรายหนึ่งซึ่งมีการปิดบังชื่อไว้ “ฉันอยากให้เธอรู้ว่าคนที่ยังไม่เผยตัวคือทรัมป์… [เหยื่อ] ใช้เวลาหลายชั่วโมงที่บ้านของผมกับเขา… แต่ไม่เคยมีการกล่าวถึงเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

วูล์ฟส่งอีเมลอีกฉบับถึงเอปสตีนในวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นคืนที่มีการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน โดยวูล์ฟบอกกับเอปสตีนว่า “คืนนี้ CNN กำลังวางแผนที่จะถามทรัมป์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับคุณ ไม่ว่าจะออกอากาศสดหรือในการพูดคุยหลังเวทีก็ตาม”

เอปสตีนตอบว่า “ถ้าเราสามารถร่างคำตอบให้เขาได้ คุณคิดว่ามันควรเป็นอย่างไร?” ซึ่งวูล์ฟตอบกลับว่า “ฉันคิดว่าคุณควรปล่อยให้เขาผูกคอตัวเอง” “ถ้าเขาบอกว่าเขาไม่เคยอยู่บนเครื่องบิน (ของเอปสตีน) หรือไม่เคยมาบ้าน นั่นจะทำให้คุณมีแต้มต่อด้านการประชาสัมพันธ์และการเมืองที่ล้ำค่า”

“คุณสามารถแขวนเขาในทางที่อาจสร้างประโยชน์เชิงบวกให้กับคุณ หรือ หากดูเหมือนว่าเขามีโอกาสชนะจริงๆ คุณก็สามารถช่วยเขาได้ เพื่อสร้างบุญคุณเอาไว้” วูล์ฟระบุในอีเมลซึ่งมีต่อว่า “แน่นอนว่า เป็นไปได้เช่นกันที่เมื่อถูกถาม เขาจะตอบว่า เจฟฟรีย์เป็นคนดีเยี่ยม และถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และเป็นเหยื่อของความถูกต้องทางการเมือง ซึ่งจะถูกสั่งห้ามในยุคสมัยของทรัมป์”

ตามบันทึกการประชุมจากการดีเบตดังกล่าว ทรัมป์ไม่เคยได้รับคำถามเกี่ยวกับเอปสตีนเลย

ทรัมป์เคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่า เขาผิดใจกับเอปสตีน เพราะอดีตนักการเงินชื่อดังรายนี้ “ขโมย” หญิงสาวที่ทำงานในสปาของเขาที่มาร์-อา-ลาโก หลายครั้งเกินไป ซึ่งรวมถึง เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ผู้ล่วงลับด้วย

รัฐบาลทรัมป์เผชิญวิกฤตเกี่ยวกับเอกสารในคดีของเอปสตีนนานหลายเดือนในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากทรัมป์หาเสียงเอาไว้เมื่อปีก่อนว่าจะเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับคดีนี้ แต่กระทรวงยุติธรรมและ FBI กลับประกาศในเดือนมิถุนายนว่าจะไม่มีการเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมอีก

เรื่องดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดกระแสความไม่พอใจและความโกลาหลแม้แต่ในกลุ่มนักเคลื่อนไหว MAGA ซึ่งเป็นฐานเสียงของทรัมป์เอง เนื่องจากพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันหัวขบถต่างพยายามผลักดันให้มีการเผยแพร่เอกสารในคดีนี้ต่อไป

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

ประเด็นที่ สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง” นี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป และผลลัพธ์ที่ได้อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตของสหรัฐฯ

ความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์และเอปสตีน: ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ชัดเจน

อีเมลที่ถูกเปิดเผยล่าสุดนี้ได้จุดประกายคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน แม้ว่าทรัมป์จะออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ แต่การปรากฏชื่อของเขาในอีเมลที่เกี่ยวข้องกับคดีทางเพศนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ข้อเท็จจริงที่ว่าทรัมป์เคยรู้จักและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเอปสตีน
  • การอ้างอิงถึงทรัมป์ในอีเมลของเอปสตีนและแม็กซ์เวลล์
  • การที่ทรัมป์เคยกล่าวถึงเรื่องที่เอปสตีน “ขโมย” หญิงสาวจากสปาของเขา

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้หลายคนยังคงสงสัยเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังความสัมพันธ์ของทั้งสอง และรอคอยผลการสอบสวนที่จะเปิดเผยออกมาในอนาคต

การเปิดเผยอีเมลชุดใหม่ที่อ้างว่า ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง” ในคดีเอปสตีน เป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำมาซึ่งผลกระทบทางการเมืองที่สำคัญ และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

“โอ ยองซู” พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง โอ ยองซู นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี จากซีรีส์ดัง Squid Game ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และความทรงจำของผู้กล่าวหามีโอกาสคลาดเคลื่อนตามระยะเวลาที่ผ่านไป

นักแสดงวัย 81 ปีรายนี้ ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งสองครั้งในปี 2022 โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอบกอดและจูบแก้มผู้หญิงคนดังกล่าวโดยที่เธอไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 นายโอถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา แต่เขายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 พ.ย.) ศาลได้กลับคำพิพากษา โดยระบุว่านายโอได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว และเสนอความเห็นว่า ความทรงจำของเหยื่อที่ถูกกล่าวหาอาจ “บิดเบือนไป” เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป การล่วงละเมิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะที่นายโอกำลังพักอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อแสดงละครเวที เหยื่อที่ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายโอในปี 2021 แต่คดีได้ถูกปิดลงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัยการได้เปิดการสอบสวนอีกครั้ง “ตามคำร้องขอของเหยื่อ” 

ศาลแขวงซูวอนกล่าวในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่นว่า มี “ความเคลือบแคลงสงสัย” ว่านายโอได้กระทำการล่วงละเมิดจริงหรือไม่ “มีความเป็นไปได้ที่ความทรงจำของเหยื่อจะบิดเบือนไปตามกาลเวลา และเมื่อมีข้อสงสัย จำเลยจะต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัยนั้น” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ระบุต่อไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จำเลยอาจกระทำจริง เนื่องจากเคยกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายมาก่อน

ด้านเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยระบุว่า คำตัดสินนี้จะไม่ “ทำให้ความจริงไม่ถูกต้อง หรือลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ” ส่วนองค์กรสิทธิสตรี Womenlink ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสิน โดยกล่าวว่า พวกเขารู้สึก “โกรธแค้นต่อคำตัดสินที่ปกปิดความรุนแรงทางเพศในโลกละครเวทีอีกครั้ง” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่

ด้าน นายโอ ยอง-ซู กล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังคำตัดสินของศาลว่า เขารู้สึก “ขอบคุณศาลสำหรับดุลยพินิจอันชาญฉลาด”

นายโอได้รับชื่อเสียงระดับโลกหลังจากแสดงใน Squid Game ซีรีส์แนวดิสโทเปียที่ผู้คนแข่งขันในเกมเด็กเล่นแบบดั้งเดิมที่มีความอันตรายถึงชีวิต และในปี 2022 เขากลายเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ จากการแสดงในซีซั่นแรกของซีรีส์ระทึกขวัญยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์.

คดีของ โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการบันเทิงเกาหลีใต้และต่างประเทศ การพิจารณาคดีนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักแสดงชื่อดังระดับโลก และประเด็นความละเอียดอ่อนของการล่วงละเมิดทางเพศ

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การที่ศาลตัดสินยกฟ้อง โอ ยองซู ในคดีนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง แต่อาจเป็นเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายที่ว่า จำเลยต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ เขาถูกตัดออกจากงานแสดงหลายโครงการ และชื่อเสียงที่สั่งสมมาต้องมัวหมอง

ผลกระทบต่อวงการบันเทิง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จก็สามารถตกเป็นเป้าของการกล่าวหาได้ และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game จะสามารถกลับมาแสดงต่อไปได้หรือไม่ หลังจากพ้นข้อกล่าวหา ยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างบทเรียนสำคัญให้กับสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมเกาหลีใต้ และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหาร แอนดรูว์?

ทางการอังกฤษเผย กำลังดำเนินการถอดยศทางทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่กี่วันหลังมีการถอดยศ “เจ้าชาย”

เมื่อ 2 พ.ย. 2568 นายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการถอดถอน ตำแหน่งทางทหารกิตติมศักดิ์ตำแหน่งสุดท้ายของ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือชื่อปัจจุบันคือ แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

แอนดรูว์ ซึ่งถูกถอดถอนพระยศเจ้าชายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 ต.ค.) ยังคงมียศเป็นพลเรือโทแห่งราชนาวีอังกฤษ หลังจากที่พระองค์สละตำแหน่งทางทหารอื่น ๆ ไปเมื่อปี 2565

นายฮีลลีย์ให้สัมภาษณ์ในรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของ BBC ว่า “นี่เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง เป็นการดำเนินการตามพระประสงค์ของพระมหากษัตริย์ และเรากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่”

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เคยรับราชการในราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา 22 ปี และปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ในสงครามฟอล์กแลนด์ จนได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษสงครามมาหลายสิบปี ก่อนที่เขาจะเข้าไปพัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และความเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ

แอนดรูว์เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชาย ถูกฟ้องร้องคดีแพ่งในสหรัฐฯ ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเขาปฏิเสธการกระทำผิดมาตลอด แต่ตัดสินใจคืนตำแหน่งทางทหารและตำแหน่งผู้อุปถัมภ์อื่นๆ ของราชวงศ์ในปี 2565 เหลือเพียงยศพลเรือโท และหยุดใช้คำนำหน้าว่า His Royal Highness ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

ต่อมา แอนดรูว์ตกลงยอมความในคดีที่ วิกตอเรีย จุฟเฟร เหยื่อการค้าประเวณีและการล่วงละเมิดทางเพศของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ยื่นฟ้อง โดยเธอกล่าวหาแอนดรูว์ว่า ล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะที่เธอยังเป็นผู้เยาว์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายปีนับจากนั้น แต่แรงกดดันที่มีต่อแอนดรูว์กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดในสัปดาห์นี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะถอดถอนพระยศเจ้าชายของแอนดรูว์ และสิทธิพิเศษในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่เหลืออยู่ทั้งหมด

น.ส.วาเลนไทน์ โลว์ ผู้สื่อข่าวราชสำนัก กล่าวในรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ว่า การถอดถอนตำแหน่งทางทหารสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะส่งผลกระทบต่อเขาอย่างใหญ่หลวง เพราะ “เชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะแอนดรูว์ มีความภาคภูมิใจอย่างมากและมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งทางทหารไว้”

“ดูเหมือนสมเด็จพระราชาจะตั้งพระทัยที่จะถอดถอนทุกอย่างจากพระอนุชาโดยสิ้นเชิง สิ่งที่พระองค์กำลังแสดงออกมาคือ ความเด็ดขาดไร้ปรานีอย่างชัดเจน” น.ส.โลว์กล่าว

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพระองค์ในการปรับปรุงภาพลักษณ์ของราชวงศ์ การตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการดำเนินการที่เด็ดขาดและชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่ออดีตเจ้าชายแอนดรูว์

ผลกระทบจากการที่ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

การที่ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงภายในราชวงศ์ การกระทำนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชสำนักในอนาคต

นอกจากนี้ การตัดสินใจของ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ยังเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันจากสาธารณชน ที่ต้องการเห็นความโปร่งใสและความรับผิดชอบจากสมาชิกราชวงศ์ การดำเนินการครั้งนี้อาจช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การตัดสินใจที่เด็ดขาดอาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางกลุ่ม แต่ก็อาจได้รับการยกย่องจากผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อนาคตของราชวงศ์อังกฤษภายใต้การนำของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของราชวงศ์อังกฤษ หากคุณสนใจข่าวสารต่างประเทศ สามารถติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เชิงลึกได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

สภาสหรัฐฯ จี้! อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ไขปมเอปสตีน

สมาชิกคณะกรรมการสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เข้าให้การคดีเอปสตีนอีกครั้ง หลังจากเขาถูกคิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดพระอิสริยยศ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า สมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล ของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสืบสวนคดีทางเพศของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ เพิ่มการเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือปัจจุบันใช้นามว่า แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน วินด์เซอร์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงถอดพระอิสริยยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเตรียมให้พระอนุชาพระองค์นี้ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” (Royal Lodge) ภายในบริเวณพระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อข่าวอื้อฉาวของแอนดรูว์ที่สั่งสมมานานหลายปี

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมกล่าวว่า การลงโทษดังกล่าวมีความจำเป็น แม้ว่าแอนดรูว์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มุ่งเป้ามาที่พระองค์ รวมถึงข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ อันเกี่ยวโยงกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี

การถอดยศของแอนดรูว์ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในสหรัฐฯ ให้แอนดรูว์เปิดเผยทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับนายเอปสตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงจากสำนักพระราชวัง ที่แสดงความเห็นใจต่อเหยื่อของการล่วงละเมิดทั้งหมด

บีบีซีรายงานว่า สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 4 คนในคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล (House Oversight Committee) ซึ่งกำลังสืบสวนการจัดการคดีของเอปสตีน ได้ยื่นคำร้องให้แอนดรูว์เข้าให้การเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง

นายราชา กฤษณามูรติ ส.ส. เดโมแครต และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการ 4 คนดังกล่าว ระบุว่า “สารภาพตามตรง มาปรากฏตัวต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯ ให้การโดยสมัครใจ อย่ารอหมายเรียก โปรดมาให้การและบอกเราว่าคุณรู้อะไรบ้าง” “ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเพื่อมอบความยุติธรรมแก่ผู้รอดชีวิตเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกด้วย”

ขณะที่นายสุหาส สุพรามัณยัม ส.ส. เดโมแครตอีกคน กล่าวว่า แอนดรูว์สามารถเข้าให้การทางไกลพร้อมทนายความของเขา และพูดคุยกับคณะกรรมการแบบส่วนตัวได้

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายคริส ไบรอันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหราชอาณาจักรบอกกับ บีบีซี ว่า แอนดรูว์ควรเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับเอปสตีน

สถานการณ์ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พระองค์ถูกถอดพระอิสริยยศ และถูกเรียกร้องให้เข้าให้การในคดีสำคัญอย่างคดีเอปสตีน

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ ความยุติธรรม และการเมืองระหว่างประเทศ การเรียกร้องให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน เป็นแรงกดดันมหาศาลที่พระองค์ต้องเผชิญ และยังเป็นบททดสอบความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

ทำไมสมาชิกสภาสหรัฐฯ จึงต้องการให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ให้การ?

เหตุผลหลักที่สมาชิกสภาสหรัฐฯ ต้องการให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน คือความเชื่อว่าพระองค์อาจมีข้อมูลสำคัญที่สามารถช่วยไขคดี และนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีนในอดีต ทำให้เชื่อได้ว่าพระองค์อาจทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการค้ามนุษย์และอาชญากรรมทางเพศที่เอปสตีนมีส่วนเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การที่สำนักพระราชวังออกมาแสดงความเห็นใจต่อเหยื่อของการล่วงละเมิด ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าราชวงศ์เองก็ต้องการให้ความจริงปรากฏ และสนับสนุนให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส การเรียกร้องให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การจึงเป็นการผลักดันให้พระองค์แสดงความรับผิดชอบ และให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตอบสนองของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ต่อข้อเรียกร้องนี้ ในอดีต พระองค์เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ และหลีกเลี่ยงการให้ความร่วมมือในการสอบสวน หากพระองค์ยังคงยืนกรานที่จะปฏิเสธ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์ และอาจนำไปสู่การกดดันจากนานาชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากพระองค์ตัดสินใจที่จะให้การ ก็อาจเป็นโอกาสที่จะแสดงความจริงใจ และกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียหายไป แม้ว่าการให้การอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เป็นผลดีต่อพระองค์ หรือต่อราชวงศ์ก็ตาม แต่ก็อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เรื่องราวจบลงได้ด้วยความยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

สถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่า อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จะตัดสินใจอย่างไร และผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้นจะเป็นอย่างไรต่ออนาคตของพระองค์ และต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่สมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีนถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของราชวงศ์อังกฤษและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ที่มา – สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

คุรุสภาจ่อพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

คุรุสภา เตรียมสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง 7 ขวบ 3 คน ซ้ำข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ หากผลสอบสวนผิดจริง เพิกถอนใบอนุญาตพร้อมดำเนินคดี

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงอายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์นั้น

ทั้งนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียนทุกคน สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าว พบว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู

“การดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง โดยในเบื้องต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ทั้งนี้ หากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ”

นายอนุกูล กล่าวย้ำด้วยว่า ครูต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรง จะต้องเร่งจัดการทันที โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตฯ ไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

ความคืบหน้ากรณีครูสระบุรี ล่วงละเมิดนักเรียนหญิง

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ ครูชายในจังหวัดสระบุรีถูกจับกุมข้อหาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงวัย 7 ขวบถึง 3 ราย และข่มขู่ด้วยการถ่ายภาพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเบื้องต้นพบว่าครูผู้ถูกกล่าวหามีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจริง

ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว เนื่องจากเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน หากผลการสอบสวนแล้วเสร็จและพบว่ามีความผิดจริง จะมีการพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ผลกระทบต่อวิชาชีพครู

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพครู ครูมีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อครู โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพครูโดยรวม ครูทุกคนควรตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนเองในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และรักษาจรรยาบรรณของวิชาชีพ

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดของคุรุสภาในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกระทำผิดทางจรรยาบรรณวิชาชีพครูจะไม่ได้รับการปล่อยปละละเลย และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ในขั้นแรก คุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การดำเนินการนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและปกป้องสิทธิของเด็กนักเรียน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในการตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน

เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนของเรา

ที่มา – คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.หญิง 7 ขวบ 3 คน ถ่ายภาพข่มขู่

Scroll to top