ล่วงละเมิด

เด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิดหลังทะลักเข้าสเปน

วิกฤตการณ์มนุษยธรรม: เด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิดหลังทะลักเข้าสเปน

เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ เมื่อผู้อพยพจำนวนมหาศาลหลั่งไหลข้ามพรมแดนเข้ามาจนกลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะกลุ่ม เด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิดหลังทะลักเข้าสเปน ซึ่งในขณะนี้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งกำลังออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างเร่งด่วนถึงสวัสดิภาพของเยาวชนเหล่านี้

จากการรายงานพบว่า เด็กจำนวนมากที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครองต้องเผชิญกับการใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไร้ความปลอดภัย พวกเขาต้องนอนกลางแจ้งตามชายหาดหรือพื้นที่ป่า ขาดแคลนทั้งอาหาร น้ำดื่ม และสุขอนามัยที่เพียงพอ ซึ่งสถานการณ์ เด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิดหลังทะลักเข้าสเปน นี้ ยังรวมไปถึงความเสี่ยงที่เด็กๆ จะตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเด็กหญิงที่ตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง

ความท้าทายของเจ้าหน้าที่ท่ามกลางวิกฤต เด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิดหลังทะลักเข้าสเปน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองเซวตาต่างเร่งมือกันอย่างสุดกำลังเพื่อรับมือกับจำนวนเด็กที่เกินศักยภาพของศูนย์พักพิงเดิม โดยรองประธานเมืองเซวตาระบุว่าระบบของเมืองรองรับได้เพียงไม่กี่สิบคน ในขณะที่ต้องดูแลเด็กกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งนี่คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลสเปนในการจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้

  • เร่งดัดแปลงโรงเรียนและคลังสินค้าเป็นที่พักพิงชั่วคราว
  • การเรียกร้องจากองค์กร Save the Children ให้มีการขึ้นทะเบียนเด็กทุกคนเพื่อป้องกันการสูญหาย
  • ความพยายามในการจัดสรรงบประมาณเยียวยาจากรัฐบาลกลาง

แม้จะมีงบประมาณอนุมัติเพื่อช่วยเหลือ แต่ปัญหาเรื่องการกระจายตัวของเด็กไปยังแคว้นต่างๆ ยังคงเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองที่ดุเดือด ซึ่งขัดขวางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ข่าวลือเท็จบนโซเชียลมีเดียยังคงดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาตายเอาดาบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันคือปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับความร่วมมือในการแก้ไขอย่างจริงจัง การมองข้ามชีวิตของเด็กๆ เหล่านี้เพียงเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายหรือพรมแดน อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แก้ไขไม่ได้ในอนาคต เราทุกคนควรหันมาตระหนักและร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุ้มครองเด็กผู้บริสุทธิ์ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาควรได้รับโดยเร็วที่สุด

ที่มา – องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

“อาจารย์แก้กรรม” ปรากฏตัว พบตำรวจกลางดึก บอกสั้นๆ “ไม่มีอะไร”

อาจารย์แก้กรรม” ปรากฏตัว พบตำรวจกลางดึก บอกสั้นๆ “ไม่มีอะไร” หลังจากที่มีข่าวฉาวเรื่องอมมังกรแก้กรรมล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้สังคมฮือฮาและผู้เสียหายออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กรณีนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ลำพูน ซึ่งอาจารย์ชื่อดังรายนี้ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดหนุ่มออร์กาไนซ์ที่มาพบเพื่อรักษาโรคปวดหัวคลัสเตอร์ โดยแม่ของผู้เสียหายพาไป เมื่อข่าวแพร่ออกไป สำนักของอาจารย์ก็ปิดเงียบและติดป้ายงดรับแขกทุกคณะ อ้างว่ามีผู้ไม่หวังดีใส่ร้าย

“อาจารย์แก้กรรม” ปรากฏตัว พบตำรวจกลางดึก บอกสั้นๆ “ไม่มีอะไร”

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.กก.4 บก.ป. นำหมายศาลจังหวัดลำพูนเข้าตรวจค้นบ้านและสำนักของอาจารย์แก้กรรมใน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน การตรวจค้นใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยเก็บหลักฐานต่างๆ ในห้องเกิดเหตุ รวมถึงกล่องเก็บข้อมูลกล้องวงจรปิด อาจารย์ให้ความร่วมมือพร้อมทนายความและลูกศิษย์คนสนิท จากนั้นนำหลักฐานไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.ป่าซาง

รายละเอียดการตรวจค้นและหลักฐานที่พบ

พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ เปิดเผยว่า การตรวจค้นเป็นไปตามหมายศาล เพื่อเก็บเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับห้องเกิดเหตุ จะนำไปตรวจสอบด้วยกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป วันนั้นเป็นเพียงการค้นเท่านั้น ไม่มีการจับกุมหรือสอบสวนเพิ่มเติม

  • เก็บเอกสารในห้องเกิดเหตุ
  • ข้อมูลจากกล้องวงจรปิด
  • หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนรับแขก
  • ไม่มีรายงานเรื่องอาวุธหรือการคุกคาม

ทนายความของอาจารย์แก้กรรมชี้แจง

ทนายความยืนยันว่าอาจารย์ให้ความร่วมมือเต็มที่ คดีไม่หนักใจเพราะหลักฐานหลายส่วนไม่ตรงกัน ไม่มีอาวุธหรือคุกคามตามที่อ้าง และยังไม่มีการสอบปากคำอาจารย์ ส่วนเคสที่ 2 ที่เป็นเด็กวัย 18 ปี ยังไม่ทราบรายละเอียดชัดเจน กระทั่งช่วงค่ำ อาจารย์แก้กรรมปรากฏตัวครั้งแรกพร้อมลูกศิษย์ เดินทางเข้าพบตำรวจ สภ.ป่าซาง บรรยากาศตึงเครียด นักข่าวถามข้อเท็จจริงและความรู้สึก แต่ได้รับคำตอบสั้นๆ “ไม่มีอะไร” ก่อนรีบเดินเข้าไป

พัฒนาการคดี “อาจารย์แก้กรรม” และผลกระทบต่อสังคม

กรณี “อาจารย์แก้กรรม” ปรากฏตัว พบตำรวจกลางดึก บอกสั้นๆ “ไม่มีอะไร” สะท้อนถึงความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีชื่อเสียงในวงการแก้กรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้เสียหายหลายรายออกมาให้ปากคำเพิ่มเติม ทำให้ตำรวจต้องเร่งรัดการสอบสวน สังคมไทยมักศรัทธาในอาจารย์แก้กรรมเพื่อแก้ปัญหาชีวิต แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระวังภัยจากการหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ

จากข้อมูลที่รวบรวม คดีนี้เริ่มจากผู้เสียหายรายแรกที่ถูกพาไปรักษาโรคปวดหัวคลัสเตอร์ แต่กลับถูกล่วงละเมิดทางเพศในระหว่างพิธีกรรมอมมังกรแก้กรรม ผู้เสียหายรายอื่นๆ ก็เล่าประสบการณ์คล้ายกัน เช่น การถูกให้ดื่มของเหลวแปลกๆ หรือถูกสัมผัสในที่ลับตา สำนักปิดตัวชั่วคราว สร้างความสับสนให้ลูกศิษย์ที่เคยศรัทธา

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการใช้ชื่อเสียงหลอกลวง โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอมและเรื่องหลอกลวงแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่ฝั่งอาจารย์ยืนยันจะต่อสู้ตามกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิต อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อโดยขาดการไตร่ตรอง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองแทนการพึ่งพาพิธีกรรมที่ไม่แน่นอน สุดท้ายแล้ว ความยุติธรรมต้องอาศัยหลักฐานและกระบวนการที่โปร่งใส

ติดตามอัพเดทคดีล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อาจารย์แก้กรรม” ปรากฏตัว พบตำรวจกลางดึก บอกสั้นๆ “ไม่มีอะไร”

ลูกศิษย์ไม่เชื่อ อาจารย์แก้กรรมลวงอนาจารนักธุรกิจหนุ่ม

ข่าวดราม่าร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อ ลูกศิษย์ไม่เชื่อ อาจารย์แก้กรรมลวงอนาจารนักธุรกิจหนุ่ม ชื่อดังจากจังหวัดลำพูน หลังจากมีนักธุรกิจหนุ่มวัย 32 ปี ออกมาแฉผ่านเพจดัง “สายไหมต้องรอด” ว่าถูกหลอกทำพิธีแก้กรรม จนนำไปสู่การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ลูกศิษย์ของอาจารย์ยังคงยืนยันศรัทธาเต็มเปี่ยม และเตรียมจัดทีมทนายความเพื่อสู้คดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเต็มที่

ลูกศิษย์ไม่เชื่อ อาจารย์แก้กรรมลวงอนาจารนักธุรกิจหนุ่ม

จากรายงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากนักธุรกิจหนุ่มที่ร้องขอความช่วยเหลือ โดยอ้างว่าอาจารย์แก้กรรมรายนี้ชวนทำพิธีแก้กรรม เกลี้ยกล่อมให้ถอดเสื้อผ้า ก่อนจะเกิดการกระทำอนาจารและอมอวัยวะเพศชาย ผู้เสียหายนำเรื่องโพสต์ลงเพจสายไหมต้องรอด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านพักของอาจารย์ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ในช่วงค่ำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พบว่าประตูบ้านปิดสนิท อาจารย์ขึ้นพักผ่อนแล้ว แต่ยังมีลูกศิษย์แวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย จากการสอบถามลูกศิษย์ ทราบว่าอาจารย์ทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ตอนแรกอยากออกชี้แจงด้วยตัวเอง แต่ทนายความแนะนำให้งด เพื่อไม่ให้กระทบคดี และยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคำกล่าวหา

ตามคำร้องของผู้เสียหาย อาจารย์บอกให้ทำพิธีแก้กรรม โดยให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ก่อนเกิดเหตุล่วงละเมิด ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าแม่ของตนอยู่หน้าห้อง และมีลูกศิษย์คอยดูแลอาจารย์ด้วย แต่เหตุการณ์นี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

มุมมองจากลูกศิษย์ที่ยังศรัทธา

ลูกศิษย์หลายรายแสดงความไม่เชื่อในข้อกล่าวหา โดยตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของเรื่องราว เช่น

  • ผู้กล่าวหาอายุ 32 ปี มีวัยวุฒิและคุณวุฒิ หากถูกกระทำจริง ทำไมไม่ร้องขอความช่วยเหลือ หรือผลักอาจารย์ที่อายุ 60 กว่าปีซึ่งไม่มีแรงมากนัก
  • ทำไมไม่โวยวายในขณะนั้น ทั้งที่แม่ผู้เสียหายอยู่หน้าห้อง และลูกศิษย์น่าจะอยู่ใกล้เคียง
  • อาจารย์มีชื่อเสียงด้านแก้กรรมมานาน ลูกศิษย์นับหมื่นทั่วประเทศ ไม่น่าจะเสี่ยงทำพฤติกรรมเช่นนี้

นอกจากนี้ ลูกศิษย์ยังเผยว่าอาจารย์จะเปิดรับพบลูกศิษย์ตามปกติในวันที่ 7 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 10.30-16.30 น. ไม่ได้หลบหนีไปไหน แสดงถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์

อาจารย์แก้กรรมรายนี้เป็นที่รู้จักในพื้นที่ลำพูนและใกล้เคียง ด้วยการทำพิธีกรรมแก้เคล็ด กรรมเก่า ด้วยวิธีการแปลกๆ เช่น การถอดเสื้อผ้าเพื่อไล่สิ่งชั่วร้าย ซึ่งลูกศิษย์เชื่อว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ ชื่อเสียงของอาจารย์แพร่กระจายผ่านปากต่อปากและโซเชียลมีเดีย ทำให้มีผู้ศรัทธามากมาย แต่กรณีนี้กลับกลายเป็นดราม่าที่จุดประเด็นถกเถียงเรื่องการแก้กรรมแบบไทยๆ กับกฎหมายสมัยใหม่

ในมุมกฎหมาย คดีอนาจารเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน หากเข้าสู่ศาล อาจารย์และทีมทนายจะมีโอกาสต่อสู้ โดยลูกศิษย์มั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ กระแสโซเชียลมีเดียแบ่งฝ่ายชัดเจน บางคนเชื่อผู้เสียหาย บางคนปกป้องอาจารย์ โดยเฉพาะลูกศิษย์ที่เคยได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในอดีตของอาจารย์แก้กรรมหรือหมอธรรมที่ถูกกล่าวหา จนสุดท้ายบางคดีตัดสินว่าบิดเบือน ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้กล่าวหา

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายรอฟังคำตัดสินจากศาล อย่ารีบตัดสินจากข่าวลือเพียงฝ่ายเดียว หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับพิธีแก้กรรมหรือคดีลักษณะนี้ แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลกระจายสู่สาธารณะมากขึ้น

ที่มา – ลูกศิษย์ไม่เชื่อ อาจารย์แก้กรรมลวงอนาจารนักธุรกิจหนุ่ม เตรียมจัดทีมทนายสู้

คุมตัว “พลทหาร” ขืนใจสาว 15 ฝากขังศาลทหาร

ข่าวร้ายที่สะเทือนใจสังคม เมื่อเกิดเหตุการณ์ คุมตัว “พลทหาร” ขืนใจสาว 15 ฝากขังศาลทหาร อ่วมโดน 3 ข้อหาหนัก-ค้านประกันตัว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและความรุนแรงของคดีนี้กันครับ

คุมตัว “พลทหาร” ขืนใจสาว 15 ฝากขังศาลทหาร อ่วมโดน 3 ข้อหาหนัก-ค้านประกันตัว

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 09.20 น. ที่ สน.ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ ร.ต.ท.ชยุตม์ ตั้งคุณสมบัติ รอง สว.(สอบสวน) ได้ควบคุมตัว พลทหารภาสิทธิ์ โกมะหิ สังกัดกองทัพภาคที่ 1 ผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ ไปฝากขังต่อศาลทหาร ถนนศรีสมาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นผลัดแรก 12 วัน โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวอย่างหนัก เนื่องจากกลัวผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยื่อพยานหลักฐาน

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากวันที่ 15 เมษายน 2569 ภายในห้องน้ำชั่วคราวระหว่างงานสงกรานต์ถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่กล้องวงจรปิด (CCTV) สามารถบันทึกภาพพฤติการณ์ของผู้ต้องหาได้อย่างชัดเจน ทำให้การจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีหลักฐานแน่นหนา

3 ข้อหาหนักที่ผู้ต้องหาต้องรับผิดชอบ

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาหนักถึง 3 กระทง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ข้อหาที่ 1: ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะผู้เสียหายอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้
  • ข้อหาที่ 2: พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้ปกครอง โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจ
  • ข้อหาที่ 3: กักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

ข้อหาเหล่านี้มีอัตราโทษสูงมาก โดยเฉพาะคดีข่มขืนที่เป็นอุกฉกรรจ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การจำคุกยาวนาน สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงและการกระทำที่ไร้เมตตาของผู้ต้องหา

พฤติการณ์ระหว่างควบคุมตัวและการสอบสวน

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหลายประเด็น แต่พลทหารภาสิทธิ์เลือกที่จะเงียบ นิ่ง ไม่ตอบคำถามใดๆ แสดงถึงท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวที่ สน.ชนะสงคราม ตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และให้การในชั้นสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนก่อนยื่นฝากขัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ การที่ห้องน้ำชั่วคราวกลายเป็นสถานที่เกิดเหตุ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในงานเทศกาลใหญ่ กล้อง CCTV ถือเป็นฮีโร่ในคดีนี้ เพราะช่วยจับภาพผู้ต้องหาได้ชัดเจน ลดโอกาสปฏิเสธข้อหา

ในมุมมองของสังคม คดี คุมตัว “พลทหาร” ขืนใจสาว 15 ฝากขังศาลทหาร อ่วมโดน 3 ข้อหาหนัก-ค้านประกันตัว นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับผู้เยาว์ที่เปราะบาง การที่ผู้ต้องหาเป็นพลทหารยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงวินัยของบุคลากรทหาร ซึ่งกองทัพควรมีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ การคัดค้านประกันตัวของตำรวจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะคดีมีพยานหลักฐานชัดเจน และเพื่อปกป้องสิทธิผู้เสียหายไม่ให้ถูกข่มขู่ สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคดีประเภทนี้มากขึ้น มีการเรียกร้องให้ศาลลงโทษหนักเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง

คดีนี้ยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างตำรวจพลเรือนกับศาลทหาร ทำให้กระบวนการเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กสาววัย 15 ปี คงได้รับบาดเจ็บทั้งกายและใจ แต่หวังว่าความยุติธรรมจะช่วยเยียวยา

ในฐานะนักสังเกตการณ์ สิ่งสำคัญคือเราทุกคนต้องช่วยกันรณรงค์ สร้างความตระหนักรู้เรื่องการป้องกันความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะอย่างงานเทศกาล หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นใจผู้เสียหาย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์ แชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้คนอื่นรับรู้ ช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ!

ที่มา – คุมตัว “พลทหาร” ขืนใจสาว 15 ฝากขังศาลทหาร อ่วมโดน 3 ข้อหาหนัก-ค้านประกันตัว

พลทหารย่ำยีเด็กสาว 15 สงกรานต์ข้าวสาร จ่อฝากขัง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร เมื่อ พลทหารย่ำยีเด็กสาว 15 สงกรานต์ข้าวสาร กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนพูดถึง เด็กสาววัย 15 ปีนักเรียน ม.4 ถูกพลทหารวัย 20 ปีกระทำอนาจารภายในห้องน้ำชั่วคราว สร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ ล่าสุดผู้ต้องหาจะเข้ามอบตัวกับตำรวจในวันพรุ่งนี้ ก่อนส่งฝากขังศาลทหาร

พลทหารย่ำยีเด็กสาว 15 สงกรานต์ข้าวสาร

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน เวลาตี 0.30 น. บริเวณซอยข้างโรงแรมแห่งหนึ่ง ถนนตานี แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพฯ เด็กสาวที่ไปเล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อนๆ ถูกพลทหารภาสิทธิ์ โกมะหิ สังกัดกองทัพภาคที่ 1 กองทัพบก เข้าทักทายและหลอกล่อให้ไปห้องน้ำ จากนั้นเกิดการกระทำชำเรา พ่อของเด็กผู้เสียหายเล่าว่าลูกสาวมีอาการซึมเศร้า ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด กลัวจะคิดสั้น

ขั้นตอนการสอบสวนคดีพลทหารย่ำยีเด็กสาว 15 สงกรานต์ข้าวสาร

วันที่ 17 เมษายน ที่สน.ชนะสงคราม เด็กสาวพร้อมครอบครัวเดินทางเข้าสอบปากคำกับ ร.ต.ท.ชยุตม์ ตั้งคุณสมบัติ รอง สว.สอบสวน ร่วมทีมสหวิชาชีพ ทั้งพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และอัยการ ใช้เวลานานเกือบ 5 ชั่วโมง พบว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนเดียว ไม่ใช่กลุ่มอย่างที่เข้าใจตอนแรก พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งหนังสือถึงต้นสังกัดผู้ต้องหา ข้อหาหนักพรากผู้เยาว์ ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุ 15-18 ปี และกักขังหน่วงเหนี่ยว

ผู้ต้องหายอมรับสารภาพกับผู้บังคับบัญชาแล้ว ถูกควบคุมตัวอยู่ คาดมอบตัววันที่ 18 เมษายน เวลา 08.30 น. ตำรวจควบคุมตัวได้ 48 ชั่วโมง ก่อนส่งศาลทหารจันทร์นี้ โดยคัดค้านประกันตัว ผลตรวจร่างกายผู้เสียหายอยู่ระหว่างรอ เร่งรัดให้แล้วเสร็จใน 1-2 สัปดาห์

ผลกระทบต่อเด็กสาวและครอบครัว

พ่อเด็กเล่าว่าลูกเพิ่งจบ ม.3 กำลังขึ้น ม.4 หลังเหตุการณ์ต้องลางานมาดูแล ผลัดกันเฝ้ากับเมีย วันนี้นำลูกไปสอบสวนพร้อมแม่และพี่ชาย เรียกร้องให้ดำเนินคดีให้เร็วและรับโทษหนัก พ.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.ชนะสงคราม ยืนยันว่าคลิปที่ทั้งคู่เดินด้วยกันไม่มีผล เพราะเด็กไม่ยินยอม การบุกเข้าไปในห้องน้ำชัดเจนว่าเป็นความผิด

  • เด็กสาวซึมเศร้า ต้องได้รับการบำบัดจิตใจ
  • ครอบครัวเดือดร้อน ต้องหยุดงานดูแล
  • สังคมตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยในเทศกาล

เหตุการณ์ พลทหารย่ำยีเด็กสาว 15 สงกรานต์ข้าวสาร สะท้อนปัญหาความปลอดภัยของเยาวชนในที่สาธารณะ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีคนพลุกพล่าน ผู้ปกครองควรเตือนบุตรหลานให้ระวังคนแปลกหน้า อย่าไปสถานที่เปลี่ยวคนเดียว และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากถูกคุกคาม

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นตัวอย่างว่ากฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนเข้มงวด ข้อหาข่มขืนเด็กอายุไม่ถึง 18 ปี มีโทษจำคุกยาวนาน ผู้ต้องหาไม่รอดพ้นความยุติธรรมได้ง่ายๆ

เราควรสนับสนุนผู้เสียหายให้ได้รับความช่วยเหลือทั้งกายและใจ สังคมต้องร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกันหรืออยากแบ่งปันความเห็น สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวด้านความปลอดภัย

ที่มา – “พลทหาร” ย่ำยีเด็กสาว 15 สงกรานต์ข้าวสาร พบตำรวจพรุ่งนี้ จ่อคุมฝากขัง

ทบ. สอบ พลทหารล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15 ข้าวสาร

เทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารควรจะเป็นช่วงเวลาสนุกสนาน แต่กลับกลายเป็นฝันร้ายสำหรับเด็กสาววัย 15 ปี เมื่อเกิดเหตุ พลทหารล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15 บริเวณห้องน้ำสาธารณะ ล่าสุดกองทัพบกได้สอบสวนเรียบร้อยแล้ว พบผู้กระทำผิดจริง และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันที เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้สังคมอย่างมาก

พลทหารล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15 สงกรานต์ถนนข้าวสาร

จากโพสต์ในเพจสายไหมต้องรอด ผู้เสียหายรายงานว่า ถูกกลุ่มบุคคลอ้างเป็นทหารทำร้ายและล่วงละเมิดทางเพศ คืนวันที่ 14 เมษายน 2567 บริเวณถนนตานีใกล้ถนนข้าวสาร เขตพระนคร กองทัพภาคที่ 1 ได้รับแจ้งจาก สน.ชนะสงคราม เพื่อช่วยติดตามผู้ต้องสงสัยที่เป็นทหารกองประจำการ

ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องสงสัยคือ พลทหารภาสิทธิ์ โกมะหิ สังกัดกองร้อยกองบังคับการ กองทัพภาคที่ 1 เจ้าตัวยอมรับสารภาพระหว่างสอบสวนขั้นต้นว่า ไปเล่นน้ำสงกรานต์ช่วงลาพักจริง และมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาววัย 15 ปีตามที่ถูกกล่าวหา เพื่อนทหารที่ไปด้วยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็น

ขั้นตอนการดำเนินการหลังพลทหารล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า หน่วยต้นสังกัดควบคุมตัวพลทหารภาสิทธิ์ทันที ส่งให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติม กองทัพบกย้ำชัดว่า แม้เป็นพฤติกรรมส่วนตัว แต่ร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ทหาร จะอำนวยความสะดวกตำรวจเต็มที่ เพื่อความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายและลงโทษเด็ดขาด

เหตุการณ์นี้จุดประกายคำถามถึงความปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะถนนข้าวสารที่แออัดด้วยนักท่องเที่ยว การล่วงละเมิดเด็กถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ผู้กระทำผิดข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือยาวนานกว่านั้นหากมีปัจจัยหนักขึ้น เช่น ใช้กำลังข่มขู่ ซึ่งในกรณีนี้เด็กสาวถูกขู่ว่าจะฆ่า

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีพลทหารล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15

นอกจากผลทางกฎหมาย การกระทำดังกล่าวทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพ สร้างบาดแผลทางใจให้เด็กและครอบครัว ผู้ปกครองควรเตือนบุตรหลานเรื่องความระมัดระวัง โดยเฉพาะในที่แออัด ตำรวจและเจ้าหน้าที่ควรเพิ่มกำลังดูแลเทศกาล สังคมต้องรวมพลังปกป้องเด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

  • เพิ่มการลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงอย่างถนนข้าวสาร
  • รณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิเด็กและการแจ้งเบาะแส
  • ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นตัวอย่าง

กองทัพบกแสดงจุดยืนชัดเจนในการจัดการปัญหา แต่สังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง เหตุการณ์ พลทหารล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15 เป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่มีที่ว่างให้พฤติกรรมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะต่อเด็กไร้เดียงสา

ในมุมมองของเรา การลงโทษต้องเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ และเป็นบทเรียนให้ทุกคนเคารพสิทธิผู้อื่น คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รับรู้ ติดตามข่าวอัปเดตคดีเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – ทบ. สอบแล้ว เป็น “พลทหาร” ล่วงละเมิดเด็กสาววัย 15 เล่นสงกรานต์ถนนข้าวสาร

สาวแฉ ลุงสัปเหร่อชื่อดัง หลอกทำพิธีล้างคุณไสย ก่อนล่วงละเมิด

เหตุการณ์ร้ายแรงที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดีย เมื่อ สาวแฉ ลุงสัปเหร่อชื่อดัง หลอกทำพิธีล้างคุณไสย ก่อนล่วงละเมิด ทางเพศ ทำให้หลายคนตกใจและตั้งคำถามถึงความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ในสังคมไทย วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักและป้องกันตัวเอง

สาวแฉ ลุงสัปเหร่อชื่อดัง หลอกทำพิธีล้างคุณไสย ก่อนล่วงละเมิด

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ “หมอปลา” มือปราบสามภเวสีชื่อดัง ได้พาผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงสาว 2 ราย เข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ “ลุงสนม” สัปเหร่อชื่อดังจากอ่างทอง หรือที่รู้จักในนาม “หมอถอนคุณไสย” ผู้ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้คุณไสย ก่อนจะลงมือกระทำอนาจารทางเพศ

นางหนิง (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ผู้เสียหายรายหนึ่ง เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2568 สามีป่วยเรื้อรังมานาน 1-2 ปี รักษาที่โรงพยาบาลไม่หาย ทำให้เครียดและไปเจอข้อมูลของลุงคนนี้ในโซเชียลมีเดีย ที่อ้างว่ามีวิชาอาบน้ำมนต์ล้างอาถรรพ์ ล้างคุณไสย และมีลูกศิษย์เป็นตำรวจ ทหารใหญ่โตหลายคน เธอที่มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงติดต่อไป โดยราคาครั้งละ 200 บาท

รายละเอียดพิธีกรรมสุดช็อกที่นำไปสู่การล่วงละเมิด

แต่เมื่อไปถึง สิ่งที่เจอไม่ใช่พิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างที่คิด ลุงสัปเหร่อให้เปลี่ยนเป็นผ้าถุง แล้วบังคับถอดหมดจด ใช้มีดเขียนตามร่างกาย โกนขนส่วนตัว ใส่ลูกกลมที่เรียกว่า “ลูกกาเราะ” เข้าอวัยวะเพศ ลูบคลำ และวิจารณ์เรือนร่าง ผู้เสียหายตกใจแต่กลัวคำขู่ไสยศาสตร์ จึงจำยอม หลังพิธี สามียังไม่หาย และเห็นคอมเมนต์จากหญิงสาวอื่น ๆ ที่โดนแบบเดียวกันในโซเชียล จนเชื่อว่าเป็นการหลอกลวง

ผู้เสียหายยอมรับว่าเสียใจมาก อยากให้ลุงหยุดพฤติกรรมนี้ โดยเฉพาะที่ทำในวัด และเคยมีกรณีบังคับหญิงสาวอีกคนที่ไม่ยินยอม

  • จำนวนผู้เสียหาย: ประมาณ 9-10 คน จากการสอบปากคำ
  • ความผิดที่ถูกแจ้ง: กระทำอนาจารและฉ้อโกงประชาชน
  • สถานที่: ในวัด กำลังตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่

พล.ต.ต.จรูญเกียติ ระบุว่า ลุงคนนี้แอบอ้างตำรวจทหารชั้นผู้ใหญ่ สร้างตัวตนจากประสบการณ์ผ่าศพสาวท้องแก่ จนคนเชื่อเพราะทุกข์ใจ แต่ผลคือเสียเงินและถูกเอาเปรียบ ตำรวจพร้อมรับแจ้งทุกข์จากผู้เสียหายอื่น ๆ

หมอปลาเสริมว่า ลุงแอบอ้างชื่อตนด้วย ทำให้โกรธมาก และเชื่อว่ามีผู้เสียหายอีกเยอะ หลังถึงมือ “บิ๊กเต่า” จะดำเนินคดีแน่นอน หมอปลายืนยันว่าไสยศาสตร์ไม่มีจริง

บทเรียนจากกรณีสาวแฉ ลุงสัปเหร่อชื่อดัง

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการหลอกลวงโดยใช้ความเชื่อไสยศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคโซเชียลที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ผู้คนที่กำลังทุกข์ใจจากโรคภัยหรือปัญหาชีวิต มักตกเป็นเหยื่อง่าย ควรตรวจสอบข้อมูลให้ดี อย่าเชื่อคำโฆษณาเกินจริง และหากสงสัยให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความปลอดภัยของผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปทำพิธีส่วนตัว ควรไปเป็นคู่หรือแจ้งคนใกล้ชิดเสมอ

สุดท้าย ขอให้ทุกคนตื่นตัว หากเจอพฤติกรรมน่าสงสัย รายงานตำรวจทันที เพื่อปกป้องสังคมและป้องกันเหยื่อรายต่อไป

คำแนะนำ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน โปรดติดต่อตำรวจสอบสวนกลางเพื่อให้ข้อมูล จะช่วยเร่งรัดคดีและยุติอาชญากรรมนี้ได้

ที่มา – สาวแฉ ลุงสัปเหร่อชื่อดัง หลอกทำพิธีล้างคุณไสย ก่อนล่วงละเมิด

รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด

คดีสะเทือนขวัญที่ปัตตานี! หนุ่มวัย 25 ปี อ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิดทางเพศ สร้างความเสียหายต่อเหยื่อจำนวนมาก คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน! ตามไปเจาะลึกรายละเอียดคดีนี้กันค่ะ

รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ สภ.เมืองปัตตานี นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง ประจำจังหวัดปัตตานี ได้นำครอบครัวของผู้เสียหายจำนวน 13 คน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังมูลนิธิเป็นหนึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองของเยาวชนชายรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าบุตรชายตกเป็นเหยื่อการกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ โดยผู้ต้องหาคือ นายชินดนัย อายุ 25 ปี ชาว อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

นายชินดนัยถูกจับกุมตามหมายจับแล้ว มีพฤติกรรมแอบอ้างตัวเป็นม้าทรงของศาลเจ้าในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเยาวชน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะก่อเหตุ รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน

พฤติการณ์ รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด

ผู้ต้องหารายนี้ได้เข้ามาทำงานเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ และใช้สถานที่แอบอ้างว่าเป็นม้าทรงในการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยอาศัยช่วงที่มีการจัดงานประเพณีประจำปี เช่น หามพระลุยไฟ ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก รวมถึงเยาวชนชายในพื้นที่

ด้วยบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีบทบาทในพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้เยาวชนเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ ผู้ก่อเหตุใช้วิธีเข้ามาพูดคุย ทำความรู้จัก และชักชวนให้ผู้เสียหายมานั่งสมาธิฝึกจิต อ้างว่าเป็นการเสริมบารมีและฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจ เมื่อสร้างความใกล้ชิดได้มากขึ้น ก็เริ่มพูดคุยผ่านโทรศัพท์ส่วนตัวและวิดีโอคอลขอดูของลับ บางรายถูกชักชวนไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ หรือซื้อของขวัญให้ เพื่อสร้างความผูกพัน ก่อนจะใช้จังหวะอยู่ตามลำพังในบริเวณศาลเจ้า กระทำการอนาจาร และมีเด็ก 2-3 คนถูกล่วงละเมิดเพศทางทวารหนัก เชื่อว่ายังมีเด็กอีกหลายคนที่ถูกล่วงละเมิดเพศทางทวารหนัก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีเด็กผู้เสียหายอายุราว 12-15 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำผู้ปกครองของเด็กทุกคนที่ สภ.เมืองปัตตานี ทั้งหมด และหลังจากนี้จะทำการสอบปากคำเด็ก ส่วนผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่ได้ฝากขังแล้ว โดยทางครอบครัวย้ำว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ขณะเดียวกันมูลนิธิเป็นหนึ่งได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมประสาน พม.เข้าดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้เสียหาย เนื่องจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างบาดแผลทางกาย แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเยาวชนและครอบครัวอย่างรุนแรง

พ.ต.อ. เจฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี ระบุว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายและพยานแวดล้อม พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจะให้ความคุ้มครองพยานและผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้านส่วนเยียวยาจังหวัดได้เข้ามาดูเคสนี้แล้ว พร้อมดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอให้ผู้ปกครองที่สงสัยว่าบุตรหลานอาจตกเป็นเหยื่อ เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือประสานมูลนิธิฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุหลบหนีหรือทำร้ายเหยื่อเพิ่มเติม

นางพร (นามสมมุติ) ผู้ปกครองของน้องเอมและน้องเอ (นามสมมุติ) หลานชายวัย 14 และ 15 ปี เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่เด็ก ๆ เข้าร่วมโครงการอบรมชาณสมาธิในพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี ชายผู้ก่อเหตุใช้ตำแหน่ง “รุ่นพี่” ในค่ายและสถานะม้าทรงสร้างความน่าเชื่อถือ

นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง วันนี้ได้รวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกรณีเยาวชนชายอายุ 12-15 ปี ถูกอนาจาร บีบ จับ คลำ อม และล่วงละเมิดทางเพศทางทวารหนัก

เหตุการณ์ รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ปกครองต้องใส่ใจดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความรู้เรื่องการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางเพศ

ที่มา – รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน

Scroll to top