ลําปาง

น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากถือเป็นสิ่งที่พวกเราต้องเฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดเกิดเหตุการณ์ น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง หลังจากที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดลำปาง ส่งผลให้มวลน้ำจากดอยหลวงไหลลงมาสมทบและเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยน้ำตกวังแก้ว อุทยานแห่งชาติดอยหลวง ได้ออกมาแจ้งเตือนด่วนถึงชาวบ้านและส่วนราชการในพื้นที่ ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำป่าที่อาจเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน โดยกระแสน้ำมีลักษณะเป็นสีแดงขุ่นและมีความเชี่ยวมาก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำวังและลำห้วยสาขา

มาตรการรับมือเมื่อ น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

ทางด้านนายทศพล จักรบุญมา นายอำเภอวังเหนือ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.วังแก้ว, ต.ทุ่งฮั้ว และ ต.วังเหนือ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่มวลน้ำจากน้ำตกที่มีความสูงถึง 111 ชั้นจะไหลผ่าน หากใครอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ขนย้ายสิ่งของ: รีบยกสิ่งของมีค่าและเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นไว้ในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
  • เตรียมความพร้อม: เตรียมไฟฉาย ยารักษาโรค และเอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำให้พร้อมเผชิญเหตุ
  • ติดตามข่าวสาร: คอยฟังประกาศจากทางราชการหรือหอกระจายข่าวในหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด
  • เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: งดการทำกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณน้ำตกหรือริมลำห้วยในช่วงที่ฝนตกหนัก

สถานการณ์น้ำป่าครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท เพราะความแรงของกระแสน้ำสามารถเพิ่มระดับขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น สำหรับใครที่มีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ดอยหลวงในช่วงนี้ ขอแนะนำให้เปลี่ยนแผนไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว การมีสติและเฝ้าระวังอยู่เสมอคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติครับ

ที่มา – น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง รุมทำร้ายคน

เชื่อว่าช่วงนี้ใครที่อยู่ลำปางคงรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยกันใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับการ เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง ที่ออกมาก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรุมทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงการใช้อาวุธมีดแทงคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ ครับ

เหตุการณ์ เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง สุดอุกอาจ

เหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นที่เรียกตัวเองว่า แก๊ง 5 บาทเทคนิค และ กลุ่มตลาดล่าง ออกมาสร้างความหวาดกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความรุนแรงมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผบก.ลำปาง ต้องสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็น สภ.เมืองลำปาง หรือ สภ.เขลางค์นคร ร่วมมือกันเพื่อ เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะการปล่อยให้เยาวชนเหล่านี้ลอยนวล จะยิ่งทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก

พฤติกรรมสุดแสบที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

จากการตรวจสอบข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบว่าสมาชิกกลุ่มนี้มีทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และวัยรุ่นตอนต้น โดยมีพฤติกรรมดังนี้:

  • รุมทำร้ายร่างกายคนงานหน้าร้านทุเรียน
  • ใช้อาวุธมีดแทงเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวจนได้รับบาดเจ็บหลายแผล
  • ชอบรวมกลุ่มเกิน 10 คนเพื่อหาเรื่องวัยรุ่นที่อื่น

ทางตำรวจลำปางได้มีการรวบรวมรายชื่อและเข้าพบผู้ปกครองเพื่อกดดันให้เยาวชนเข้ามอบตัวแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมเราจะไม่ยอมให้คนพาลทำตัวเหนือกฎหมายได้อีกต่อไปครับ

ผมมองว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ตำรวจที่ต้อง เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง เท่านั้น แต่ครอบครัวและสถาบันการศึกษาต้องหันมาใส่ใจดูแลเด็กๆ ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้พวกเขากลายเป็นภัยสังคมในอนาคต หากใครมีเบาะแสเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – เร่งล่าแก๊งโจ๋ “5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง” รุมทำร้าย แทงคนอื่น ทำชาวบ้านผวา

วงจรปิดเห็น กระบะอดีต ผอ. ขับส่ายกินเลน ก่อนชน จยย. น้องไข่มุก

วงจรปิดเห็น กระบะอดีต ผอ. ขับส่ายกินเลน ก่อนชน จยย. “น้องไข่มุก” เสียชีวิต

กลายเป็นประเด็นที่คนในสังคมต่างให้ความสนใจและสะเทือนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีอุบัติเหตุสลดที่จังหวัดลำปาง เมื่อมีการแชร์วงจรปิดเห็น กระบะอดีต ผอ. ขับส่ายกินเลน ก่อนชน จยย. “น้องไข่มุก” เสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์นี้พรากชีวิตเด็กสาวอนาคตไกลวัยเพียง 14 ปี ไปอย่างน่าเสียดาย

เปิดหลักฐานชัดเจนจากกล้องวงจรปิด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันในอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง หลักฐานจากกล้องวงจรปิดก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร ได้เผยให้เห็นพฤติกรรมสุดอันตราย โดยพบว่ารถกระบะของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่ง ขับขี่ในลักษณะส่ายไปมาและกินเลนเข้ามาในช่องทางเดินรถปกติ จนรถคันอื่นต้องหักหลบกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะไปพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของน้องไข่มุก นักเรียนชั้น ม.2 และนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียนจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ทะ พบว่าผู้ขับขี่คือนายวาด อายุ 63 ปี อดีต ผอ. โรงเรียน ซึ่งมีอาการคล้ายคนเมาสุราอย่างชัดเจน โดยผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 171 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก

  • เหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 69
  • ผู้ก่อเหตุมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 171 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
  • น้องไข่มุก อายุเพียง 14 ปี เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียน
  • พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อครอบครัวผู้บริสุทธิ์

วงจรปิดเห็น กระบะอดีต ผอ. ขับส่ายกินเลน ก่อนชน จยย. “น้องไข่มุก” เสียชีวิต ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญเรื่องของการเมาแล้วขับ ความประมาทของผู้ขับขี่เพียบเพียงคนเดียว กลับทำลายอนาคตของเยาวชนที่กำลังเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติได้ในพริบตา ชาวบ้านในพื้นที่ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นพฤติกรรมการขับขี่ที่ส่ายไปมาและเกือบจะพุ่งชนร้านค้าข้างทางก่อนจะเกิดเหตุสลดในที่สุด

ในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนน เราต้องตระหนักให้มากขึ้นว่า การเมาสุราขณะขับขี่ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการทำร้ายผู้อื่นให้ต้องสูญเสียครอบครัวที่เป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ ขอให้เคสของน้องไข่มุกเป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้มีอำนาจและกฎหมายต้องจริงจังกับการบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยเช่นนี้อีก

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องไข่มุก และหวังกระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับนักเรียนคนหนึ่งที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร

ที่มา – วงจรปิดเห็น กระบะอดีต ผอ. ขับส่ายกินเลน ก่อนชน จยย. “น้องไข่มุก” เสียชีวิต

สลด อดีตผอ.โรงเรียนเมาแล้วขับ ชนนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิต

สลด อดีตผอ.โรงเรียนเมาแล้วขับ ชนนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิต

เหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในพื้นที่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นอย่างมาก เมื่อเกิดกรณี สลด อดีตผอ.โรงเรียนเมาแล้วขับ ชนนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิต โดยเหตุเกิดในช่วงค่ำของวันที่ 20 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในตำบลนาครัว สร้างความเศร้าโศกให้กับครอบครัวและเพื่อนนักเรียนโรงเรียนแม่ทะวิทยาเป็นอย่างยิ่ง

จากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายวาด อายุ 63 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมาอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถวัดระดับแอลกอฮอล์ได้สูงถึง 171 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุพรากชีวิตเด็กหญิงผู้เปรียบเสมือนอนาคตของชาติไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

รายละเอียดเหตุการณ์สลด อดีตผอ.โรงเรียนเมาแล้วขับ ชนนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิต

น้องไข่มุก นักเรียนชั้น ม.2 และนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียน กำลังขับรถจักรยานยนต์มุ่งหน้ากลับบ้านหลังจากไปส่งเพื่อน โดยเหลือระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึงบ้านพักของตนเองแล้ว แต่กลับต้องมาพบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพราะมีรถกระบะของอดีตผอ.โรงเรียนที่ขับขี่ด้วยอาการส่ายไปมาพุ่งเข้าชนอย่างจังตามกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ได้

สาเหตุและสิ่งที่สังคมควรรู้จากกรณีนี้:

  • ผลกระทบจากการเมาแล้วขับ: การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้สมรรถภาพในการขับขี่ลดลงอย่างสิ้นเชิง
  • ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิด: ชีวิตเด็กวัย 14 ปี ต้องดับลงเพียงเพราะความประมาทของผู้ใหญ่
  • ความรับผิดชอบทางกฎหมาย: ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักในคดีขับรถในขณะมึนเมาสุราและขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต

นางกนกรัตน์ ยายของน้องไข่มุก กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่ายังทำใจไม่ได้กับการจากไปกะทันหันของหลานสาว การกระทำของบุคคลที่มีฐานะเคยเป็นถึงครูหรือผู้บริหารโรงเรียน ยิ่งเป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบและแบบอย่างที่ดีที่ควรส่งต่อให้เยาวชน

เหตุการณ์ สลด อดีตผอ.โรงเรียนเมาแล้วขับ ชนนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิต นี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องร่วมกันตระหนักถึงภัยของการเมาแล้วขับที่ไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตตัวเอง แต่ยังทำลายอนาคตของผู้อื่นอีกด้วย ทางผู้เขียนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องไข่มุก และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ท้องถนนของเราปลอดภัยขึ้น

ที่มา – สลด อดีตผอ.โรงเรียนเมาแล้วขับ ชนนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิต

ไฟไหม้โรงแรมกลางดึก อพยพวุ่น 30 ห้อง คาดน้ำยาล้างท่อทำไฟลุก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยพบปัญหาส้วมตันหรือท่อน้ำอุดตันกันบ้างใช่ไหมครับ? ปกติเราก็มักจะหาซื้อน้ำยาเคมีภัณฑ์ตามร้านสะดวกซื้อมาเทแก้ปัญหา แต่ใครจะไปคิดล่ะครับว่าพฤติกรรมง่ายๆ แบบนี้ จะกลายเป็นสาเหตุของ ไฟไหม้โรงแรมกลางดึก อพยพวุ่น 30 ห้อง คาดน้ำยาล้างท่อทำไฟลุก จนเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาผู้เข้าพักต้องหนีตายกันอลหม่านในจังหวัดลำปางเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

ไฟไหม้โรงแรมกลางดึก อพยพวุ่น 30 ห้อง คาดน้ำยาล้างท่อทำไฟลุก

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ทันทีที่เกิดเหตุกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากห้องพักหมายเลข 103 ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงต้องรีบระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน เพราะภายในโรงแรมมีแขกเข้าพักกว่า 30 ห้อง ซึ่งทุกคนต่างต้องรีบอพยพหนีตายออกมา บางรายถึงขั้นต้องปีนบันไดลงมาจากชั้น 2 เพื่อความปลอดภัย

สาเหตุที่แท้จริงของ ไฟไหม้โรงแรมกลางดึก อพยพวุ่น 30 ห้อง คาดน้ำยาล้างท่อทำไฟลุก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัย พบว่าต้นเพลิงมาจากปฏิกิริยาทางเคมีอย่างรุนแรง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าผู้ที่เข้าพักได้นำน้ำยาหรือสารเคมีสำหรับแก้ท่อตันมาเทลงในท่อระบายน้ำทิ้งไว้ แต่สารเหล่านั้นกลับทำปฏิกิริยากับสิ่งตกค้างจนเกิดเสียงระเบิดและเพลิงลุกไหม้ตามมา สร้างความเสียหายต่อประตูและเครื่องปรับอากาศภายในห้องดังกล่าว โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการเหตุการณ์ครั้งนี้

  • ตรวจสอบสารเคมี: ควรระมัดระวังการใช้น้ำยาล้างท่อที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำ: อ่านฉลากอย่างละเอียดก่อนใช้งานทุกครั้ง
  • การระบายอากาศ: อย่าทิ้งสารเคมีไว้โดยไม่มีการระบายอากาศที่เพียงพอ

เหตุการณ์ ไฟไหม้โรงแรมกลางดึก อพยพวุ่น 30 ห้อง คาดน้ำยาล้างท่อทำไฟลุก ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับเราทุกคนเลยครับ ว่าการใช้สารเคมีในที่พักอาศัยนั้นห้ามประมาทโดยเด็ดขาด หากท่อตันจริงๆ แนะนำให้เรียกช่างมืออาชีพหรือใช้วิธีธรรมชาติในการแก้ปัญหาจะปลอดภัยกว่า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันต่อทั้งตัวเราและผู้อื่นครับ

ที่มา – ไฟไหม้โรงแรมกลางดึก อพยพวุ่น 30 ห้อง คาดน้ำยาล้างท่อทำไฟลุก

พ่อน้องเติมฝัน เล่านาทีรถพุ่งชนลูกเมีย สภาพจิตใจย่ำแย่

พ่อน้องเติมฝัน เล่านาทีรถพุ่งชนลูกเมีย สภาพจิตใจย่ำแย่

กลายเป็นข่าวเศร้าสลดที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ จากเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่จังหวัดลำปาง เมื่อเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบต้องจบชีวิตลงจากน้ำมือของคนเมาแล้วขับ โดยล่าสุด พ่อน้องเติมฝัน เล่านาทีรถพุ่งชนลูกเมีย สภาพจิตใจย่ำแย่ ยังไม่เขอเจอคู่กรณี ท่ามกลางความเสียใจของญาติพี่น้องที่กำลังเตรียมการบำเพ็ญกุศลร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยผู้เป็นดั่งดวงใจของครอบครัว

เปิดใจ พ่อน้องเติมฝัน เล่านาทีรถพุ่งชนลูกเมีย สภาพจิตใจย่ำแย่

นายภูวนารถ พ่อของน้องเติมฝันได้เปิดเผยถึงวินาทีชีวิตในวันที่เกิดเหตุว่า ตนได้พาลูกและภรรยาไปที่ร้านกาแฟเพื่อรอรถซ่อมเสร็จ แต่ในจังหวะที่เดินออกมาเพียงชั่วครู่ ก็มีรถยนต์ขับพุ่งเข้ามาชนด้วยความเร็วสูง ทำให้ภรรยาได้รับบาดเจ็บและลูกชายคนเดียวของครอบครัวเสียชีวิต พ่อน้องเติมฝัน เล่านาทีรถพุ่งชนลูกเมีย สภาพจิตใจย่ำแย่ อย่างหนักจนไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคู่กรณีที่ประสานขอเข้ามาพบ เนื่องจากยังทำใจไม่ได้กับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของคนในเครื่องแบบที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในขณะนี้ทางอำเภอได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อเอาผิดทางวินัยและสั่งให้พ้นจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด

  • เร่งดำเนินการทางกฎหมายข้อหาเมาแล้วขับและประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต
  • เตรียมพิจารณาโทษทางวินัยให้พ้นจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
  • ครอบครัวยังอยู่ในสภาวะโศกเศร้าและไม่ขอพบคู่กรณีในขณะนี้

ความสูญเสียครั้งนี้คืออุทาหรณ์ที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับสังคมไทย การเมาแล้วขับไม่ใช่แค่ความประมาทส่วนตัว แต่มันคือการทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งและพรากความสุขไปจากครอบครัวอย่างไม่มีวันหวนกลับ เราทุกคนควรตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนนและรณรงค์เรื่องการไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีครอบครัวไหนต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ใจสลายเช่นนี้อีก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของน้องเติมฝันมา ณ ที่นี้ด้วย

ที่มา – พ่อน้องเติมฝัน เล่านาทีรถพุ่งชนลูกเมีย สภาพจิตใจย่ำแย่ ยังไม่ขอเจอคู่กรณี

น้องเติมฝัน เด็กน้อยที่จากไปเพราะคนเมาแล้วขับ

น้องเติมฝัน เด็กน้อยที่จากไปเพราะคนเมาแล้วขับ

เรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของ คุณเมย์และคุณดุ๊ก กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ น้องเติมฝัน ลูกน้อยวัยเพียง 2 ขวบที่พ่อแม่เฝ้าเพียรพยายามรอคอยมานานหลายปี ต้องมาจากไปอย่างกะทันหันเพราะความประมาทของคนที่เมาแล้วขับ ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่พรากชีวิตบริสุทธิ์ไปจากอ้อมแขนของพ่อแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ

จุดเริ่มต้นของชีวิตที่เปรียบดั่งดวงใจ

กว่าจะมีวันนี้ได้ คุณเมย์และคุณดุ๊กต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องอายุและสุขภาพที่ทำให้การมีลูกเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยความรักและความมุ่งมั่น คุณดุ๊กยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลิกเหล้าเลิกบุหรี่เพื่อบำรุงร่างกาย และในที่สุดความฝันก็เป็นจริง เมื่อ น้องเติมฝัน ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เป็นโซ่ทองคล้องใจที่สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนในครอบครัว

เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตตลอดกาล

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ในช่วงเวลาที่ครอบครัวกำลังใช้ชีวิตตามปกติ ณ ร้านกาแฟที่ลำปาง ความสว่างไสวของชีวิตกลับมืดดับลง เมื่อมีรถกระบะพุ่งเข้าชนอย่างแรง ต่อหน้าต่อตาคุณพ่อที่เพิ่งกลับมาจากซ่อมรถ แม้กู้ภัยและแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตน้องอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ไม่มีจริง น้องเติมฝัน ได้จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดที่ไม่มีวันลบเลือนให้แก่ผู้เป็นพ่อและแม่

ความจริงหลังพวงมาลัยมรณะ

ในตอนแรกผู้ก่อเหตุพยายามอ้างเหตุผลสารพัด ทั้งอาการวูบจากโรคประจำตัว และยืนยันว่าไม่ได้ดื่มเหล้า แต่ผลตรวจเลือดกลับมัดตัวอย่างดิ้นไม่หลุดด้วยปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 104 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างมาก เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุบัติเหตุจากคนเมาแล้วขับสร้างความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ พรากอนาคตของเด็กตัวน้อยไปอย่างไม่มีวันกลับ

บทสรุปและความยุติธรรม

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการแจ้งข้อหาหนักกับผู้กระทำความผิด และทางหน่วยงานราชการต้นสังกัดของผู้ก่อเหตุก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยสูงสุด สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่สามารถซื้อชีวิตของน้องเติมฝันกลับคืนมาได้ แต่ก็เป็นก้าวสำคัญของการทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวที่สูญเสีย

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์ถึงพิษของการดื่มแล้วขับ ที่ไม่ได้ทำร้ายแค่ผู้ดื่ม แต่ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์และทำลายครอบครัวของผู้คนอย่างนับไม่ถ้วน เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องเติมฝัน และหวังว่าสังคมจะเข้มงวดกับเรื่องเมาแล้วขับมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีก

ที่มา – น้องเติมฝัน ลูกน้อยที่พ่อแม่เฝ้ารอมานาน แต่ต้องจบชีวิตในวัยแค่ 2 ขวบ จากคนเมาแล้วขับ

ลำปาง กินเห็ดพิษ เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แอดมิตอีก 4

ลำปาง กินเห็ดพิษ เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แอดมิตอีก 4

เหตุการณ์สุดสลดที่จังหวัดลำปาง เมื่อกลุ่มคนงานก่อสร้างชาวเมียนมาต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพครั้งใหญ่ หลังจากที่พวกเขาได้ไปเก็บเห็ดป่ามาประกอบอาหารรับประทานร่วมกัน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและล้มป่วยจำนวนมาก โดยกรณี ลำปาง กินเห็ดพิษ เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แอดมิตอีก 4 หน้ามืด ท้องเสีย เป็นตะคริว กลายเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคนในฤดูฝนที่เห็ดป่าเริ่มออกดอกและดูหน้าตาคล้ายกับเห็ดที่รับประทานได้

สาเหตุและการแพร่พิษของเห็ดระงากขาว

จากคำบอกเล่าของผู้ร่วมชะตากรรม พวกเขาเก็บเห็ดที่หน้าตาคล้ายเห็ดที่เคยรับประทานในเชียงใหม่ ซึ่งคนในกลุ่มเรียกว่าเห็ดนกยูง แต่จากการตรวจสอบคาดว่าเป็นเห็ดระงากขาว ซึ่งเป็นเห็ดที่มีสารพิษร้ายแรงต่อตับและระบบทางเดินอาหาร โดยผู้ที่ ลำปาง กินเห็ดพิษ เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แอดมิตอีก 4 หน้ามืด ท้องเสีย เป็นตะคริว กลุ่มนี้มีอาการวิงเวียนและจุกเสียดอย่างรุนแรงทันทีหลังจากรับประทานเข้าไป

  • อาการเริ่มต้น: มวนท้อง ท้องร่วง อาเจียนและหน้ามืด
  • อาการรุนแรง: ตับอักเสบ หายใจลำบากและเสียชีวิตในที่สุด
  • เห็ดต้องสงสัย: เห็ดระงากขาวที่มีรูปร่างคล้ายเห็ดกินได้

ความน่ากลัวของเห็ดพิษคือ บางครั้งรูปร่างหน้าตาภายนอกเหมือนกับเห็ดที่กินได้ทั่วไป ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อและนำมาแกงรับประทาน แม้จะปรุงสุกด้วยความร้อนทั่วไปก็ไม่สามารถทำลายพิษร้ายแรงนี้ได้ สำหรับเหตุการณ์ ลำปาง กินเห็ดพิษ เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แอดมิตอีก 4 หน้ามืด ท้องเสีย เป็นตะคริว ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเก็บเห็ดป่ามาบริโภคมากขึ้น

ทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันคือ การไม่เก็บเห็ดที่ไม่แน่ใจมารับประทานเด็ดขาด โดยเฉพาะเห็ดที่ขึ้นตามป่าธรรมชาติ หากไม่ใช่เห็ดที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจริงๆ ควรหันไปหาซื้อเห็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้จะปลอดภัยที่สุดครับ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลลำปางให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ลำปาง กินเห็ดพิษ เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แอดมิตอีก 4 หน้ามืด ท้องเสีย เป็นตะคริว

ชาวบ้านตื่นตัว ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5

ชาวบ้านตื่นตัว ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วย

บรรยากาศการเปิดรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจกับข่าว ชาวบ้านตื่นตัว ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5 ตามธนาคารต่างๆ เพื่อขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ในการยืนยันตัวตนและกรอกข้อมูลให้ถูกต้อง

สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน การเดินทางมาที่สาขาธนาคารกรุงไทยถือเป็นวิธีที่อุ่นใจที่สุด หลายคนยอมตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากในปัจจุบันค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินสนับสนุนรายเดือนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประทังชีวิต

ปัญหาและอุปสรรคในการลงทะเบียน

จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าเหตุผลหลักที่ ชาวบ้านตื่นตัว ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5 คือความกังวลว่าจะกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือทำรายการผ่านแอปพลิเคชันไม่เป็น โดยเฉพาะพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล เช่น จ.ลำพูน ซึ่งมองว่าขั้นตอนการกรอกข้อมูลมีความซับซ้อนและละเอียดเกินไป ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการได้รับสิทธิในรอบที่ผ่านมา

ปัญหาที่พบบ่อยได้แก่:

  • การอ่านเขียนภาษาไทยของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มชาติพันธุ์
  • ความเข้าใจในขั้นตอนการยืนยันสิทธิที่ไม่ชัดเจน
  • การคัดกรองฐานะทางเศรษฐกิจที่กระบวนการอาจเข้าไม่ถึงความเป็นจริงในระดับหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชนว่า รัฐบาลควรลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลให้น้อยลง หรือดึงข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านที่รู้จักฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริงๆ มาประกอบการพิจารณา ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าจะมีความลำบากในการเดินทางหรือต้องรอคิวเป็นเวลานาน แต่การที่ ชาวบ้านตื่นตัว ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5 แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก หวังว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งปรับปรุงระบบให้เข้าถึงง่ายและเป็นธรรมกับทุกคน ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือพี่น้องในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิที่ควรได้รับอย่างทั่วถึง

ที่มา – ชาวบ้านตื่นตัว ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ เข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5 ให้เจ้าหน้าที่ช่วย

Scroll to top